- หน้าแรก
- ระบบแก้แค้นสุดเกรียน ยิ่งอยากฆ่ายิ่งตายไว
- บทที่ 120 - สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
บทที่ 120 - สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
บทที่ 120 - สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
บทที่ 120 - สิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
คนของเผ่าไสยเวทต่างก็เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี
ดูท่าหลังจากนี้หน่วยลับคงจะสามารถเดินกร่างไปได้ทั่วทั้งทวีปเผ่าไสยเวทและทวีปเผ่าคนแคระเลยทีเดียว
ความคิดของหลี่เฮยจื่อนั้นเรียบง่ายมาก
การไปตั้งสาขาย่อยที่ทวีปเผ่าคนแคระย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ
ถึงตอนนั้นก็แค่เอาโอสถที่ยอดเขาแสวงโอสถหลอมขึ้นมาไปวางขาย
แล้วก็กอบโกยหินวิญญาณระดับสูงจากทั้งสองทวีปกลับมาให้หมด
จะให้ทำยังไงได้ล่ะ
ขืนรอให้พวกมันบำเพ็ญเพียรกันเอง ชาติไหนมันจะฟื้นพลังกลับมาได้
เขาก็แค่เอาลูกแก้วพลังปราณระดับธรรมดาไปหลอกขายให้กู่เปิ่น
เพื่อให้มันเร่งฟื้นฟูพลัง
จากนั้นเขาก็สูบพลังของกู่เปิ่นมาผลิตเป็นลูกแก้วพลังปราณชั้นเลิศให้ตัวเองกินต่อ
นี่มันเป็นวงจรที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติชัดๆ
พวกสวะพวกนี้นี่มันชอบหาเรื่องมาให้เขาปวดหัวอยู่เรื่อยเลย
วันเวลาล่วงเลยไป
สิบวันต่อมา
ณ ตำหนักใหญ่ของหน่วยลับ
"ท่านผู้นำ โอสถลอตที่ส่งมาคราวนี้ขายให้เผ่าคนแคระไปหมดแล้ว นี่คือหินวิญญาณทั้งหมดขอรับ"
อินหู่ยื่นถุงเก็บของที่อัดแน่นไปด้วยหินวิญญาณส่งให้อย่างนอบน้อม
"อินหู่ ข้าได้ยินมาว่าพวกเผ่าคนแคระกำลังทำเหมืองขุดหินวิญญาณอย่างบ้าคลั่งในอีกสองทวีปที่เหลือ คนบนสองทวีปนั้นไม่คิดจะต่อต้านบ้างเลยหรือไง"
เมื่อได้ยินคำถาม อินหู่ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"เรียนท่านผู้นำ สองทวีปนั้นไม่มียอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์เลยขอรับ เก่งสุดก็แค่ระดับมหายาน ทว่าทรัพยากรบนทวีปนั้นกลับอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว"
เมื่อได้ฟังรายงานของอินหู่
หลี่เฮยจื่อก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอด
"สันดานหมามันก็ยังชอบกินขี้อยู่วันยันค่ำสินะ"
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องถาม
"แล้วลูกศิษย์ใหม่ที่พวกเจ้ารับเข้ามาเป็นยังไงบ้าง"
เหม่าทู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบตอบกลับทันที
"เรียนท่านผู้นำ ช่วงสองสามวันนี้พวกเรารับสมัครคนเพิ่มได้สี่ร้อยคนแล้วเจ้าค่ะ ล้วนเป็นผู้ฝึกตนของเผ่าไสยเวททั้งสิ้น"
"อืม ทำได้ดีมาก ต่อไปถ้าไม่มีเรื่องอะไรคอขาดบาดตายก็ปล่อยให้พวกนั้นจัดการไปเถอะ ส่วนพวกเจ้าก็แค่ผลัดเวรกันมาเฝ้าตำหนักก็พอ ข้าอุตส่าห์ให้ยาพวกเจ้าไปตั้งเยอะแยะ ต้องรีบยกระดับพลังของตัวเองให้แกร่งขึ้นนะ"
พูดจบเขาก็มิวายปรายตามองไปที่หวังตงอย่างมีนัยยะ
"รับทราบขอรับ ท่านผู้นำ"
แล้วพริบตานั้น ทุกอย่างก็เหมือนจะกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
ผู้คนในเผ่าคนแคระต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียรกันอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนเผ่าไสยเวทก็ซุ่มพัฒนาขุมกำลังของตัวเองอย่างเงียบๆ
ทวีปเมฆาอัสดงก็ยังคงดำเนินไปตามวิถีเดิม
หน่วยลับยังคงเดินหน้ากอบโกยเงินทองและผูกขาดการขายยาต่อไป
กาลเวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสิบปี
ณ วันหนึ่ง
มีชายหนุ่มสองคนกำลังเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบด้วยความระมัดระวัง
"ศิษย์พี่ฉู่ ท่านแน่ใจนะว่าในนี้มีถ้ำพำนักของยอดฝีมือที่สิ้นอายุขัยไปแล้วจริงๆ น่ะ"
"ศิษย์น้องเยว่ วางใจเถอะ ข้ามาซุ่มดูลาดเลาอยู่ที่นี่เป็นปีแล้ว ไม่มีพลาดหรอก"
ชายหนุ่มสองคนนี้ก็คือศิษย์ที่เพิ่งเข้าร่วมกับสำนักวิญญาณทมิฬในช่วงหลัง
คนหนึ่งคือฉู่เทียนเสี่ยว และอีกคนคือเยว่อู๋เต้า
"ศิษย์พี่ฉู่ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อก่อนท่านเคยเป็นศิษย์ของสำนักแสวงมรรคด้วยรึ"
"ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องเยว่ เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก สักวันข้าจะบุกกลับไปที่สำนักแสวงมรรค แล้วสับไอ้หานฉางคงเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้จงได้"
เยว่อู๋เต้าถึงกับชะงัก
นี่ศิษย์พี่ฉู่เทียนเสี่ยวเสียสติไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย
ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วว่าหานฉางคงคือยอดอัจฉริยะแห่งยุค
เวลาแค่สิบปีสั้นๆ เขาก็ทะลวงระดับจากแปลงวิญญาณไปสู่ระดับผสานร่างได้แล้ว
แถมยังมีข่าวลือว่าบรรลุถึงระดับผสานร่างขั้นสมบูรณ์แบบแล้วด้วย
ส่วนพวกเขาสองคนตอนนี้เพิ่งจะอยู่แค่ระดับแปลงวิญญาณเองนะ
ถ้าขืนโผล่หน้าไปหาเขา มีหวังโดนดัชนีเดียวจิ้มตายแหงๆ
"ศิษย์พี่ วันหลังท่านอย่าเที่ยวพูดจาเหลวไหลแบบนี้อีกนะ เกิดมีใครมาได้ยินเข้า พวกเราได้ซวยกันพอดี"
"วางใจเถอะ ข้ารู้ตัวดีน่า"
เมื่อก่อนฉู่เทียนเสี่ยวทำได้แค่นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในค่ายกล
ใช้ชีวิตอย่างมืดมนไร้ซึ่งแสงสว่าง
แต่ชีวิตของเขาก็พลิกผันราวกับติดปีกบิน หลังจากที่ได้เยว่อู๋เต้ามาร่วมทางด้วย
ไม่ว่าจะไปบุกตะลุยดินแดนเร้นลับหรือเข้าร่วมการทดสอบที่ไหน
ขอแค่มีเยว่อู๋เต้าอยู่ด้วย ก็มักจะค้นพบวาสนาครั้งใหญ่อยู่เสมอ
ทว่าเยว่อู๋เต้ากลับสูญเสียความทรงจำไปจนหมดสิ้น
จำได้แค่ว่าตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณที่ท่านประมุขสำนักวิญญาณทมิฬเก็บมาได้
แต่ใช้เวลาเพียงแค่สิบกว่าปี เขาก็สามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแปลงวิญญาณได้แล้ว
พรสวรรค์นี้นับว่าล้ำหน้ากว่าฉู่เทียนเสี่ยวเสียอีก
ดังนั้นทางสำนักจึงทุ่มเททรัพยากรปั้นพวกเขาทั้งสองคนอย่างเต็มที่
"ศิษย์น้องเยว่ ข้างหน้านี่แหละ ถึงแล้ว"
เมื่อได้ยิน เยว่อู๋เต้าก็รีบแผ่สัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจทันที
"ศิษย์พี่ พลังป้องกันของค่ายกลนี้แข็งแกร่งมากเลย พวกเราไม่มีทางฝ่าเข้าไปได้แน่"
แต่ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดแหววของสตรีดังก้องขึ้น
"ใครหน้าไหนกล้ามาบุกรุกที่พำนักของข้า"
พรึ่บ
เงาร่างอรชรสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าพวกเขาทั้งสอง
ทั้งคู่สะดุ้งโหยง
พอตั้งสติได้ ก็พบว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าช่างงดงามหยดย้อยเสียเหลือเกิน
เอื๊อก
ทั้งสองคนเผลอกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
บนโลกใบนี้มีหญิงงามขนาดนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย
ฉู่เทียนเสี่ยวตั้งสติได้ไว เขารู้ทันทีว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่ระดับที่พวกตนจะไปล่วงเกินได้
เขาจึงรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ผู้อาวุโส พวกข้าน้อยเป็นศิษย์ของสำนักวิญญาณทมิฬ บังเอิญหลงทางผ่านมาที่นี่ หวังว่าท่านจะให้อภัย พวกข้าน้อยจะรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
พูดจบเขาก็กระชากแขนเยว่อู๋เต้าเตรียมจะเผ่นหนีทันที
แต่สตรีผู้นั้นกลับเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
"ไอ้หนู ข้าเห็นเจ้ามาป้วนเปี้ยนทำลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนี้ตั้งหลายวันแล้วนะ นี่ยังกล้าอ้างว่าหลงทางมาอีกรึ"
ฉู่เทียนเสี่ยวรู้ตัวว่าการที่เขามาด้อมๆ มองๆ อยู่แถวนี้ คงถูกผู้อาวุโสท่านนี้จับตาดูอยู่ตลอดแน่ๆ
เขาจึงหันกลับไปทำหน้าสลดพร้อมกับโค้งคำนับขอโทษ
"ผู้อาวุโส ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ว่าที่นี่คือถ้ำพำนักของท่าน ถ้ารู้ว่ามียอดฝีมือระดับท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ต่อให้ข้ามีความกล้าเทียมฟ้า ข้าน้อยก็ไม่กล้ามากวนใจท่านหรอกขอรับ"
"หึหึ เจ้าคงคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่เร้นกายของยอดฝีมือที่สิ้นอายุขัยไปแล้ว ก็เลยกะจะมาขุดหาสมบัติล่ะสิ"
ฉู่เทียนเสี่ยวรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้โกหกไปก็ไร้ประโยชน์
เขาจึงพยักหน้ายอมรับอย่างจำนน
ใครจะไปคิดว่าสตรีผู้นั้นกลับสะบัดมือไล่
"พวกเจ้าไปได้แล้ว แล้วก็จำไว้ว่าห้ามกลับมาเหยียบที่นี่อีก"
พูดจบเงาร่างของนางก็หายวับไปทันที
เยว่อู๋เต้าและฉู่เทียนเสี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
ก่อนจะรีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากป่าทึบทันที
ณ ภายในถ้ำพำนัก
"ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วหรือ ปล่อยไอ้เด็กสองคนนั้นไปง่ายๆ แบบนี้เลยรึ"
สตรีผู้กำลังพูดอยู่นี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหิน
นางกำลังเร่งโคจรพลังบำเพ็ญเพียรอย่างเอาเป็นเอาตาย
"มู่ซวิน พลังของเจ้าตอนนี้ฟื้นฟูไปถึงไหนแล้ว"
"ท่านพี่ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา แม้พลังของข้าจะรั่วไหลออกไปทุกๆ ห้าวัน แต่ข้าก็ยังพอประคองไม่ให้มันร่วงหล่นลงไปมากกว่านี้ได้เจ้าค่ะ"
สตรีสองคนนี้ก็คือหมาเซิงโหยวเยี่ยผู้นำลัทธิซากุระและจิ่งมู่ซวินรองผู้นำลัทธินั่นเอง
"มู่ซวิน ข้าว่าพวกเราคงจะกบดานอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีกไม่นานแล้วล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น
จิ่งมู่ซวินก็ชะงักไป
"หรือว่าท่านพี่เลือกได้แล้วว่าจะไปเข้าร่วมกับสำนักไหน"
หมาเซิงโหยวเยี่ยพยักหน้าช้าๆ
"ช่วงที่ผ่านมาข้าลอบไปสืบข่าวของแต่ละสำนักบนทวีปเมฆาอัสดงมาอย่างละเอียดแล้ว สำนักวิญญาณทมิฬมียอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์อยู่สองคน แต่คนหนึ่งบาดเจ็บสาหัสกำลังรักษาตัวอยู่
อีกที่คือสำนักกระบี่สวรรค์ สำนักนี้ขุมกำลังแข็งแกร่งมาก แต่เกรงว่าพวกเขาคงไม่ยอมรับคนนอกอย่างพวกเราง่ายๆ
ส่วนสำนักเร้นนภาก็เป็นสำนักที่มีแต่ผู้หญิง
ถ้าพวกเราซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับผ่านด่านเคราะห์ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าไปขอเข้าร่วม พวกนางต้องหวาดระแวงแน่นอน"
เมื่อฟังจบ จิ่งมู่ซวินก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน
"ท่านพี่ แล้วสำนักแสวงมรรคล่ะเจ้าคะ ท่านได้ไปสืบมาบ้างไหม"
"สถานการณ์ของสำนักแสวงมรรคนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนไปสักหน่อย
เมื่อหลายปีก่อนมียอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์คนหนึ่งของพวกเขาพลาดท่าตายในด่านเคราะห์สายฟ้า
สำนักวิญญาณทมิฬกับสำนักกระบี่สวรรค์ก็เลยฉวยโอกาสจับมือกันบุกโจมตีสำนักแสวงมรรค
ผลคือศิษย์ของสำนักแสวงมรรคตายเกลื่อน แต่สุดท้ายศัตรูกลับต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไป"
จิ่งมู่ซวินตกตะลึง
"สำนักแสวงมรรคไม่มียอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์เหลืออยู่แล้วไม่ใช่หรือ แล้วพวกเขาเอาอะไรไปต่อกรกับการรุมกินโต๊ะของยอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์ถึงสามคนได้ล่ะ"
"มู่ซวิน ข้าว่าบางทีอาจจะมีแค่สำนักแสวงมรรคเท่านั้นแหละที่สามารถรักษาคำสาปให้เจ้าได้"
จิ่งมู่ซวินเบิกตากว้าง
"แต่เหตุผลคืออะไรล่ะเจ้าคะ
หรือว่าคนของสำนักแสวงมรรคก็จะรู้จักวิชาลับของเผ่าไสยเวทเหมือนกัน"
หมาเซิงโหยวเยี่ยค่อยๆ อธิบาย
"เป็นเพราะว่าตอนที่ข้าแอบซุ่มดูอยู่ ข้าพบว่าผู้ฝึกตนของสำนักวิญญาณทมิฬและสำนักกระบี่สวรรค์ต่างก็โดนคำสาปเล่นงานจนอ่วมไปตามๆ กัน
อาการของพวกมันเหมือนกับที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน"
พรวด
จิ่งมู่ซวินเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมาจากเบาะรองนั่งทันที
"ท่านพี่ ที่ท่านพูดมาเป็นความจริงหรือเจ้าคะ"
"เจ้าคิดว่าระดับผ่านด่านเคราะห์อย่างข้าจะสืบข่าวแค่นี้ไม่ได้หรือยังไง
ข้าแอบลอบเข้าไปในสำนักกระบี่สวรรค์มาแล้ว และได้เห็นกับตาว่าศิษย์ของพวกมันพลังฝึกตนรั่วไหลออกไปไม่ต่างอะไรกับพวกเราเลย
สภาพของพวกมันเหมือนกับเจ้าในตอนนี้เป๊ะ"
เมื่อได้ยินคำยืนยัน จิ่งมู่ซวินก็เริ่มนั่งไม่ติดที่
แสดงว่าสำนักแสวงมรรคต้องมีวิชาลับแบบเดียวกันนี้ซ่อนอยู่แน่ๆ
และในช่วงหลายปีมานี้ สำนักแสวงมรรคก็ไปมาหาสู่กับเผ่าไสยเวทอยู่บ่อยครั้ง
ดูท่าขุมกำลังที่หนุนหลังหน่วยลับอยู่จะต้องยิ่งใหญ่คับฟ้าอย่างแน่นอน
ขนาดมาไกลถึงทวีปเมฆาอัสดง ก็ยังมีเครือข่ายแผ่ขยายมาถึงที่นี่ได้อีก
[จบแล้ว]