- หน้าแรก
- ตำนานทายาทผู้สาบสูญ
- บทที่ 170 - วีรบุรุษแห่งกวนจง
บทที่ 170 - วีรบุรุษแห่งกวนจง
บทที่ 170 - วีรบุรุษแห่งกวนจง
บทที่ 170 - วีรบุรุษแห่งกวนจง
★★★★★
ไม่ได้พบกันปีกว่า หลี่จวี่ดูเหมือนจะสูงขึ้นอีกหนึ่งชุ่น รูปร่างของเขาดูสง่างามขึ้นมากราวกับรอยแยกบนหน้าผาสูงชัน แต่เมื่อเทียบกับความอมทุกข์และเก็บตัวในครั้งก่อนที่พบกัน คราวนี้หลี่จวี่ดูจะร่าเริงและมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเผยรอยยิ้มกว้าง เดินก้าวยาวๆ เข้ามาหา พร้อมกับประสานมือคารวะเล่าเซี่ยน "ท่านนายอำเภอเล่า ปล่อยให้กระผมตามหาเสียตั้งนาน กระผมเห็นท่านเข้าเมืองมาตั้งแต่เช้า ก็ตั้งใจจะมาพบท่าน แต่ไม่คิดว่าจะเพิ่งได้เจอกันเอาป่านนี้!"
เล่าเซี่ยนเองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขากวาดตามองหลี่จวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะตบหน้าอกหลี่จวี่เบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ซื่อหุย ดูท่าทางเจ้าจะได้ดีแล้วนะเนี่ย ถึงกับได้ประดับตราประทับเงินและสายพู่สีเขียวแล้ว!"
"ล้วนเป็นเพราะบารมีของท่าน ทั้งยังได้รับความเมตตาจากท่านเหลียงอ๋องด้วยขอรับ"
ในเวลานี้ หลี่จวี่เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ก่อนที่จ้าวอ๋องจะมารับตำแหน่ง เขาได้รับการแต่งตั้งสายตรงจากเหลียงอ๋องซือมาหรง เลื่อนขั้นจากขุนนางชั้นผู้น้อยในอำเภอขึ้นมาเป็นขุนพลหยาเหมินระดับห้าได้ภายในชั่วข้ามคืน แม้ตำแหน่งขุนพลหยาเหมินจะไม่ได้มีอำนาจสั่งการมากนัก มีเพียงทหารรักษาพระองค์สองร้อยกว่านายในความดูแล แต่สำหรับคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีเบื้องหลังอย่างหลี่จวี่แล้ว ตำแหน่งนี้ก็นับว่ามีค่ามากจนประเมินไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของเล่าเซี่ยนที่เป็นคนช่วยผลักดันเขามาโดยตลอด เมื่อรู้ว่าเล่าเซี่ยนเดินทางมาถึงฉางอัน เขาก็รีบมาหาเพื่อทักทายและรำลึกความหลังทันที
"ท่านนายอำเภอพอจะมีเวลาว่างไหมขอรับ คืนนี้กระผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงสุราท่านเอง"
"น่าเสียดายที่คืนนี้ข้าไม่ว่างน่ะสิ พอดีจ้าวอ๋องท่านไม่ยอมออกมารับแขก ข้าก็เลยต้องเป็นตัวแทนไปเลี้ยงสุราขอโทษชาวเถี่ยฝูเขา เอาไว้เป็นวันหลังก็แล้วกันนะ"
"ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ขอรับ แค่เพิ่มตะเกียบอีกสักคู่สองคู่ ข้าขอไปร่วมวงด้วยคนสิ!"
หลี่จวี่ยิ้มกว้าง พลางชี้มือไปที่ถนนหนทางในฉางอันที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน แล้วเอ่ยว่า
"ท่านนายอำเภอเพิ่งจะมาถึงที่นี่ คงยังไม่รู้ว่าร้านสุราร้านไหนในฉางอันรสชาติดีที่สุด ประเดี๋ยวกระผมจะพาไปดูเอง!"
เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยชวนถึงขนาดนี้ จะปฏิเสธก็คงดูเสียมารยาทไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น เล่าเซี่ยนเองก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมืองฉางอันนัก เมื่อนึกถึงคำพูดของฉีว่านเหนียนที่จะพาคนมาร่วมวงด้วย เล่าเซี่ยนจึงพยักหน้าตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องรบกวนซื่อหุยแล้วล่ะ"
ภายใต้การนำทางของหลี่จวี่ พวกเขาเดินลัดเลาะผ่านถนนซ่างกวนโฮ่วเจีย เลี้ยวขวาลงใต้เข้าสู่ถนนจางไถต้าเจีย ก็พบกับร้านสุราและหอนางโลมเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง เสียงหัวเราะหยอกล้อของชายหญิงดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ หลี่จวี่เลือกร้านสุราที่ชื่อว่าร้านสุราวั่วอวิ๋นจวี แล้วหันมาแนะนำกับเล่าเซี่ยนว่า "ท่านนายอำเภอ ร้านนี้มีไวน์องุ่นรสเลิศ ทั้งเนื้อย่างหัวใจวัวและเนื้อย่างแบบชาวหูก็ถือเป็นเมนูเด็ดของที่นี่เลยนะขอรับ พวกคนของกองบัญชาการทหารปราบประจิมอย่างพวกเรา เวลามาสังสรรค์กันก็มักจะมารวมตัวกันที่ร้านนี้แหละขอรับ!"
"ยอดเยี่ยมไปเลย! เอาร้านนี้ก็แล้วกัน"
เล่าเซี่ยนก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ก็พบว่าการตกแต่งภายในร้านสุราวั่วอวิ๋นจวีนั้นดูแปลกตาไม่เบา แม้จะได้ชื่อว่าเป็นร้านสุรา แต่ความจริงแล้วบริเวณตรงกลางร้านถูกจัดทำเป็นเวทีสำหรับแสดง มีเครื่องดนตรีจำพวกพิณ กลอง และระฆังวางประดับอยู่ โต๊ะอาหารของลูกค้าถูกจัดวางล้อมรอบเวที เพื่อให้สามารถรับชมการแสดงได้อย่างชัดเจน ส่วนชั้นสองก็จัดเตรียมเป็นห้องส่วนตัว โดยใช้ฉากกั้นแบ่งเป็นสัดส่วน แต่เว้นพื้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถยืนเกาะลูกกรงชะโงกหน้าลงไปดูการแสดงชั้นล่างได้
หลี่จวี่อธิบายเพิ่มเติมว่า "พอตกดึก ร้านนี้ก็จะมีนางรำมาแสดงระบำหน้ากลองบนเวที พร้อมกับบรรเลงดนตรีสไตล์ชาวหู เพื่อสร้างความครื้นเครงให้กับแขกที่มารับประทานอาหารขอรับ!"
พูดจบเขาก็เป็นธุระจัดการจองห้องส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งสามารถรองรับคนได้สิบกว่าคนสบายๆ เมื่อเล่าเซี่ยนดูสถานที่จนพอใจแล้ว เขาก็เดินทางไปรอรับฉีว่านเหนียนที่ประตูเหิงเหมินตามที่นัดหมายเอาไว้
ฉีว่านเหนียนพาเพื่อนร่วมทางมาด้วยสี่คนตามที่บอกไว้จริงๆ เมื่อเจอหน้าเล่าเซี่ยน เขาก็ยิ้มแย้มทักทาย "ท่านเล่า คงไม่ว่ากันนะที่ข้าถือวิสาสะพาเพื่อนมาด้วย"
"ทั้งหมดนี้คือสหายที่เจ้าคุ้นเคยดีหรือ"
"เปล่าหรอก ไม่ใช่เลย เพิ่งจะรู้จักกันทั้งนั้นแหละ ข้าเองก็คงต้องอยู่ที่นี่เป็นตัวประกันไปอีกหลายปี ในฐานะคนที่ต้องอาศัยอยู่ที่กองบัญชาการทหารปราบประจิม ข้าก็ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนเผ่าเดียวกันในพื้นที่เอาไว้บ้างสิ"
"อ้อ งั้นขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาหน่อยได้ไหม"
"เดี๋ยวพอนั่งโต๊ะแล้ว ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จักทีละคนเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เล่าเซี่ยนจึงกวาดสายตามองไปที่กลุ่มคนแปลกหน้าอีกครั้ง พบว่าเป็นชายหนุ่มที่มีท่าทางองอาจและมีบุคลิกโดดเด่นไม่ธรรมดากันทุกคน ภายในใจก็อดทึ่งไม่ได้ที่ฉีว่านเหนียนช่างมีทักษะในการผูกมิตรเก่งกาจเหลือเกิน เพิ่งจะมาถึงฉางอันได้ไม่ถึงครึ่งวัน ก็สามารถสร้างเครือข่ายคนรู้จักได้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงร้านสุราวั่วอวิ๋นจวี ทางร้านก็เสิร์ฟสุราและผลไม้มาให้เป็นออเดิร์ฟก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลูกค้าเริ่มแน่นร้านหรือเปล่า หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งก็ค่อยๆ เดินนวยนาดขึ้นมาบนเวที นางนั่งคุกเข่าลงหน้าเครื่องดนตรีค่งโหว นิ้วเรียวงามเริ่มกรีดกรายลงบนสายพิณ เสียงดนตรีที่ดังกังวานใสราวกับเสียงนกร้องในป่าลึก หรือเสียงลำธารไหลเอื่อยใต้แสงจันทร์ช่างไพเราะจับใจ บทเพลงที่นางบรรเลงก็คือเพลงพิณค่งโหวอิ่นอันโด่งดังนั่นเอง
"นี่หรือคือความสุนทรีย์ของเหล่าบัณฑิต ข้าล่ะเปิดหูเปิดตาจริงๆ" เมื่อฉีว่านเหนียนนั่งลง เขาก็เอนตัวพิงลูกกรงระเบียง เผยให้เห็นรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันมาพูดกับเล่าเซี่ยนว่า "ตอนนี้ข้าเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของการสุขลืมถิ่นบ้างแล้วล่ะ"
นี่ควรจะเป็นคำพูดที่ถือเป็นการดูหมิ่น เพราะสำหรับเล่าเซี่ยนผู้เป็นซื่อจื่อแห่งจวนอันลกก๋งแล้ว คำพูดประโยคนี้ของเสด็จปู่เล่าเสี้ยนถือเป็นรอยด่างพร้อยของวงศ์ตระกูลอย่างไม่ต้องสงสัย แต่น้ำเสียงของฉีว่านเหนียนกลับไม่มีเจตนามุ่งร้ายเลยแม้แต่น้อย เล่าเซี่ยนจึงไม่ถือสาหาความ
เขาเพียงแค่ตอบกลับไปว่า "ข้าอยู่ที่ลกเอี๋ยงมาสิบเก้าปี ก็ยังไม่เคยไปเยือนสถานที่แบบนี้เลยสักครั้ง"
"อ้าว หรือว่าเมืองลกเอี๋ยงจะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองฉางอันอย่างนั้นหรือ"
"เปล่าหรอก ข้าแค่ไม่เคยไปก็เท่านั้นเอง"
นี่คือเรื่องจริง ชีวิตช่วงสิบห้าปีแรกของเล่าเซี่ยนหมดไปกับการตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ พอเริ่มเข้ารับราชการ ซือมาเหว่ยและซือมาอวี้ก็มักจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันภายในจวนของตนเองหรือในตำหนักตะวันออก ส่วนสถานที่เริงรมย์แบบนี้นั้น ท่านพ่อเล่าสุนคงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ตัวเล่าเซี่ยนกลับไม่เคยมีโอกาสได้ไปสัมผัสเลยสักครั้ง
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มชาวหูคนหนึ่งที่ติดตามฉีว่านเหนียนมาด้วยก็หัวเราะลั่นขึ้นมา แล้วหันไปพูดกับเล่าเซี่ยนว่า "ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องขอคารวะท่านสักจอกแล้วล่ะ! เกิดเป็นคนทั้งที เมื่อถึงเวลาหาความสุขก็ต้องตักตวงให้เต็มที่! หากมัวแต่รอจนแก่เฒ่านอนซมอยู่บนเตียง ถึงตอนนั้นอยากจะหาความสุขก็คงทำไม่ไหวแล้วล่ะ!"
"ไม่ทราบว่าท่านคือ..."
"ข้าน้อยหยางหนานตี๋แห่งเมืองเลวี่ยหยาง บิดาชื่อหยางเม่าโส่ว ปู่ชื่อหยางเฟยหลง จะว่าไปแล้ว ครอบครัวของข้าก็มีความเกี่ยวพันกับท่านเล่าอยู่เหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าท่านเล่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างหรือเปล่า"
อ้อ เล่าเซี่ยนนึกออกแล้ว ที่แท้เขาก็คือลูกหลานของหยางเชียนว่าน อดีตผู้นำชาวตีแห่งฮั่นจงนี่เอง
เฉินโซ่วเคยเล่าให้เขาฟังว่า ตอนที่ม้าเฉียวก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์วุย มีชาวเชียงและชาวตีเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และผู้นำชาวตีที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือหยางเชียนว่าน ผู้นำชาวตีเผ่าป๋ายหม่านี่แหละ
ต่อมาเมื่อม้าเฉียวหนีลงใต้ไปพึ่งพิงแคว้นสู่ หยางเชียนว่านก็นำกำลังติดตามม้าเฉียวเข้าไปอยู่ในแคว้นสู่ด้วย กองกำลังของเขาได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับจูกัดเหลียงและเกียงอุยมาโดยตลอด จนกระทั่งแคว้นสู่ล่มสลาย หยางเฟยหลงผู้เป็นหลานชายถึงได้หันไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพจิ้น และได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลพิทักษ์ประจิมจากซือมาเอี๋ยน ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้มาพบกับลูกหลานของหยางเฟยหลงเข้าให้แล้ว
เล่าเซี่ยนรีบยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอก จากนั้นก็หันไปทักทายหยางหนานตี๋ด้วยความรู้สึกตื้นตัน "ข้าจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอาศัยอยู่ต่างถิ่น นึกว่าจะต้องอยู่ตัวคนเดียวเสียแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาพบปะกับมิตรสหายเก่าแก่ที่นี่!"
หยางหนานตี๋เองก็รู้สึกซาบซึ้งเช่นกัน เขากล่าวว่า "ข้าได้ข่าวว่าท่านเล่าถูกสั่งย้ายให้มาประจำการอยู่ที่กวนจง ก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย ในราชสำนักไม่มีคนที่มีความสามารถแล้วหรือ ถึงได้ปล่อยให้คนเก่งๆ อย่างท่านมาตกระกำลำบากอยู่บ้านนอกแบบนี้"
"เรื่องนี้คงอธิบายให้เข้าใจได้ยากล่ะนะ!"
"นั่นสินะ บางทีเรือถึงสะพานย่อมตรงไปเอง ก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลอะไรให้มากความ การที่เราได้มาพบกันในวันนี้ถือเป็นพรหมลิขิต มาเถอะ ดื่มกันอีกสักจอก!"
หยางหนานตี๋อายุน้อยกว่าเล่าเซี่ยนสองปี หลังจากทักทายทำความรู้จักกันแล้ว เล่าเซี่ยนจึงเรียกหยางหนานตี๋ว่าน้อง ส่วนหยางหนานตี๋ก็เรียกเล่าเซี่ยนว่าพี่
หยางหนานตี๋เป็นคนที่ใจคอกว้างขวางและตรงไปตรงมา แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของเขา เขาเป็นคนที่ไม่เคยปิดบังความรู้สึก ทั้งยังชอบแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผย ซึ่งบุคลิกแบบนี้มักจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกสนุกสนานไปด้วย
เมื่อมีเขาเป็นตัวตั้งตัวตี บรรยากาศในวงสนทนาก็เริ่มคึกคักขึ้น คนอื่นๆ ที่เหลือจึงเริ่มแนะนำตัวกันบ้าง
"ข้าน้อยหลี่สยงแห่งเมืองเลวี่ยหยาง มีชื่อรองว่าจ้งจวิ้น ท่านเล่าเรียกข้าว่าจ้งจวิ้นก็พอขอรับ"
หลี่สยงนั่งอยู่ทางซ้ายมือของหยางหนานตี๋ เขาสูงแปดฉื่อสามชุ่น หน้าตาหล่อเหลาเอาการที่สุดในบรรดากลุ่มคนทั้งหมด
ผิวพรรณของเขาขาวสะอาด คิ้วโก่งดั่งคันศร โหนกคิ้วสูงนูน ทำให้ดวงตาดูคมกริบและมีอำนาจ รูปหน้าคมสันราวกับถูกสลักด้วยมีด ริมฝีปากบางเฉียบแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว มองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกสะดุดตาและยากจะลืมเลือน
เล่าเซี่ยนลอบสังเกตมัดกล้ามที่แขนของเขา ก็ตระหนักได้ทันทีว่าชายผู้นี้ต้องมีวรยุทธ์เป็นเลิศอย่างแน่นอน ยิ่งพอได้ยินว่าเขามีชื่อรอง ก็ยิ่งมั่นใจว่าชนเผ่าของเขาน่าจะซึมซับวัฒนธรรมของชาวฮั่นไปมากแล้ว จนแทบจะไม่ต่างอะไรกับชาวฮั่นทั่วไปเลย
หากพิจารณาจากข้อนี้ สถานะของครอบครัวเขาในกองบัญชาการทหารปราบประจิมก็คงไม่ธรรมดาเป็นแน่
ดังนั้นเล่าเซี่ยนจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ไม่ทราบว่าปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งใดอยู่หรือ"
หลี่สยงประสานมือตอบ "น่าละอายนัก ปัจจุบันข้าน้อยเป็นเพียงอู่เมิ่งฉงสื้อประจำเมืองจิงจ้าว ยังไม่เคยสร้างผลงานใดๆ ให้เป็นที่ประจักษ์เลยขอรับ"
แม้ตำแหน่งนี้จะไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก เทียบเท่ากับตำแหน่งนายอำเภอของเล่าเซี่ยน แต่เมื่อคำนึงถึงสถานะชาวตีของหลี่สยง เล่าเซี่ยนก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เพราะตามปกติแล้ว ชาวหูที่เข้ามารับราชการมักจะถูกลดขั้นเสมอ การที่เขาได้มาอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลของครอบครัวเขาแล้ว
เป็นไปตามคาด หลี่สยงอธิบายถึงภูมิหลังของครอบครัวตนเองว่า "ปู่ของข้าคือหลี่มู่ อดีตขุนพลล่าปราบเชียงตะวันออกระดับสี่ขอรับ"
ขุนนางระดับสี่ ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ชาวหูจะสามารถก้าวขึ้นไปได้ในราชสำนักจิ้นตะวันตก การที่หยางเฟยหลงได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลพิทักษ์ประจิมจากซือมาเอี๋ยน ก็จัดอยู่ในระดับสี่เช่นกัน ดูท่าตระกูลของหลี่สยงก็คงจะเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองเลวี่ยหยางไม่แพ้กัน
คนที่สามที่แนะนำตัวนั้นมีอายุมากกว่าใครเพื่อน น่าจะราวๆ สามสิบต้นๆ ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวไร้เลือดฝาด ดูเหมือนจะเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดีนัก แต่การแต่งกายของเขากลับดูภูมิฐานที่สุดในกลุ่ม เขาสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ สวมรองเท้าเกี๊ยะไม้ และสวมหมวกทรงสูง การพูดจาของเขาก็ดูสุภาพเรียบร้อย ดูแล้วยังจะดูเป็นบัณฑิตมากกว่าเล่าเซี่ยนเสียอีก
เขาแนะนำตัวเองว่า "ข้าน้อยผานหวยกุยแห่งหลินเว่ย เคยศึกษาวิชาความรู้กับท่านอาจารย์ฟู่ พอมีความรู้เรื่องตำราอยู่บ้าง หวังว่าท่านนายอำเภอเล่าจะกรุณาชี้แนะด้วยนะขอรับ"
การที่ผานหวยกุยเลือกที่จะแนะนำตัวด้วยการบอกชื่ออาจารย์และวิชาที่เรียน แทนที่จะบอกตำแหน่งขุนนาง ถือว่าแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เล่าเซี่ยนรู้สึกถูกชะตากับเขามาก จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ท่านอาจารย์ฟู่ที่หวยกุยพูดถึง คือท่านฉางอวี่ก๋ง (ฟู่เสียน) ใช่หรือไม่ เมื่อคราวก่อนตอนจัดงานชุมนุมนักปราชญ์ที่เซี่ยหยาง ข้ายังได้มีโอกาสพบกับฟู่ชงหมิง (ฟู่ซี) บุตรชายคนที่สองของท่านอยู่เลยนะ!"
"ใช่แล้วขอรับ อาจารย์ของข้าก็คือท่านฉางอวี่ก๋งนั่นแหละ ข้าเองก็เคยได้ยินข่าวเรื่องที่ท่านนายอำเภอจัดงานชุมนุมนักปราชญ์เหมือนกัน ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่เหยี่ยวทะยานสู่เวหา มัจฉาแหวกว่ายในห้วงลึก ข้าเป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่ต้องมัววุ่นวายอยู่กับงานราชการ จึงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานนั้น ช่างน่าเสียดายจริงๆ ขอรับ!"
ส่วนคนที่สี่ที่แนะนำตัวนั้นอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม น่าจะเพิ่งผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะมาหมาดๆ แต่ท่าทางของเขากลับดูไม่มีความเกรงกลัวและไม่ประหม่าเลยสักนิด เมื่อเห็นว่าถึงคิวของตัวเอง เขาก็หยิบแตงกวาหวานขึ้นมากัดกินหน้าตาเฉย พร้อมกับพูดว่า "พวกเรามากินข้าวกันไม่ใช่หรือ จะมามัวพูดจาภาษากวีให้มันยุ่งยากทำไมเนี่ย ข้าล่ะอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว"
ทุกคนฟังแล้วก็หัวเราะลั่น ผานหวยกุยที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงต้องรับหน้าที่แนะนำให้แทน "คนผู้นี้คือเผิงต้างจ้งแห่งตระกูลเผิงเมืองอันติ้ง เขายังอายุน้อย แต่ใจกล้าบ้าบิ่นนัก ท่านนายอำเภออย่าได้ถือสาเขาเลยนะขอรับ"
เล่าเซี่ยนหัวเราะ "ไม่เป็นไรหรอก ความไม่รู้ประสีประสานี่สิถึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องปกติ ก็พวกเราตั้งใจมากินข้าวกันจริงๆ นี่นา ตอนข้าเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ ข้ายังเคยทำเรื่องวุ่นวายกว่านี้ตั้งเยอะ!"
พูดจบ เขาก็รีบสั่งให้พนักงานยกอาหารและสุรามาเสิร์ฟ ก่อนหน้านี้หลี่จวี่สั่งเนื้อย่างแบบชาวหูมาห้าชั่ง ตอนแรกเล่าเซี่ยนก็คิดว่ามันจะเยอะเกินไป แต่พอเห็นว่าแขกแต่ละคนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โต ที่น่าจะกินจุเอาเรื่อง เขาจึงสั่งเพิ่มไปอีกสามชั่ง
ฉีว่านเหนียนเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจ หันไปพูดกับเล่าเซี่ยนว่า "ท่านเล่า ท่านดูเพื่อนที่ข้าพามาแต่ละคนสิ ล้วนแต่เป็นยอดคน เป็นมังกรท่ามกลางหมู่มวลมนุษย์ทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ"
เล่าเซี่ยนยิ้มพลางพยักหน้าตอบ "เป็นเช่นนั้นจริงๆ มองปราดเดียวก็รู้เลยว่า ทุกคนล้วนโดดเด่นเป็นสง่าเหนือใครทั้งนั้น"
เดิมทีเล่าเซี่ยนตั้งใจจะเอ่ยปากถาม ว่าฉีว่านเหนียนไปรู้จักคนเหล่านี้มาจากไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีพื้นเพมาจากมณฑลเหลียงโจว ทว่าเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาก็เดาคำตอบออกได้ในทันที
จะมีทางไหนได้อีกล่ะ ชายหนุ่มเหล่านี้ก็คงมีชะตากรรมเหมือนกับเล่าชงที่ลกเอี๋ยงนั่นแหละ ที่ต้องมารับหน้าที่เป็นตัวประกันอยู่ที่ฉางอัน เพียงแต่ที่ลกเอี๋ยงมีตัวประกันชาวหูอยู่เพียงน้อยนิด นอกจากเล่าชงแล้ว เขาก็เคยได้ยินชื่อเพียงแค่สองสามคนเท่านั้น แต่ที่นี่ น่าจะมีตัวประกันจากชนเผ่าต่างๆ นับร้อยคนเลยทีเดียว
ในปัจจุบันเมื่อชาวหูเริ่มซึมซับวัฒนธรรมของชาวฮั่น ก้าวผ่านความป่าเถื่อนไปสู่อารยธรรม ผสมผสานความแข็งแกร่งดุดันเข้ากับความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม การที่จะมีวีรบุรุษชาวหูปรากฏตัวขึ้นมาบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ในใจของเล่าเซี่ยนกลับเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเขานึกถึงจ้าวอ๋องซือมาหลุนและซุนซิว เขาก็อดที่จะปวดหัวไม่ได้ กองบัญชาการทหารปราบประจิมที่มีสภาพเช่นนี้ จะสามารถควบคุมบรรดาวีรบุรุษชาวหูเหล่านี้ให้อยู่หมัดได้จริงๆ หรือ
ถ้าหากเป็นเขา เขาคงจะ...
ในชั่วขณะนั้น ความคิดของเล่าเซี่ยนก็เริ่มสับสนวุ่นวายไปหมด
ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่นั้น ฉีว่านเหนียนก็ตบมือเรียกสติเขา พร้อมกับส่งยิ้มให้ "นี่ ท่านเล่า ท่านยังมีคนติดตามมาด้วยอีกคนหนึ่งไม่ใช่หรือ ไฉนถึงไม่แนะนำให้ข้ารู้จักบ้างล่ะ"
ยังไม่ทันที่เล่าเซี่ยนจะอ้าปากตอบ หลี่สยงก็ตบโต๊ะดังปัง แล้วพูดแทรกขึ้นมาว่า "ข้ารู้จักเขา คนผู้นี้คือขุนพลหยาเหมินที่อายุน้อยที่สุดในกองบัญชาการทหารปราบประจิม และเป็นมือขมังธนูที่เก่งกาจที่สุดของที่นี่ด้วย เขาชื่อหลี่จวี่ หรือหลี่ซื่อหุย ใช่หรือไม่"
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายของหลี่สยง แต่หลี่จวี่ก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นแต่อย่างใด เขาตอบกลับไปว่า "ข้าเองก็รู้จักท่านเหมือนกัน ได้ยินมาว่าท่านหลี่จ้งจวิ้นเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของชาวตี แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นฝีมือของท่านเลยสักครั้ง ช่างน่าเสียดายจริงๆ!"
ที่แท้ ทั้งสองคนเคยเจอหน้ากันในกองบัญชาการทหารปราบประจิมมาก่อนแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของกันและกัน ทั้งสองต่างก็หัวเราะลั่น พร้อมกับยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน ดูท่าทางทั้งสองคนจะชื่นชมในความสามารถของกันและกันอยู่ไม่น้อย
เมื่อฉีว่านเหนียนเห็นภาพนั้น เขาก็ปรบมือหัวเราะร่า "ที่แท้ก็เป็นวีรบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่ง ช่างน่าชื่นใจจริงๆ ข้าฉีว่านเหนียนเกิดมาชอบผูกมิตรกับวีรบุรุษที่สุด! มาเถอะ ท่านหลี่ ข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก!"
เวลาล่วงเลยไปจนท้องฟ้าเริ่มมืดมิด ลูกค้าในร้านสุราวั่วอวิ๋นจวีก็เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ชั้นล่างมีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ ส่วนห้องส่วนตัวบนชั้นสองก็เริ่มมีคนทยอยเข้ามาจับจองจนเต็ม
ท่ามกลางบรรยากาศของการร่ำสุราและพูดคุย การสนทนาของพวกเขาก็ยิ่งทวีความสนุกสนานและออกรสออกชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงหัวเราะดังครื้นเครงอย่างต่อเนื่อง จนกลบเสียงดนตรีค่งโหวของหญิงสาวที่กำลังบรรเลงอยู่ชั้นล่างไปเสียสนิท แต่ก็ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้น โดยเฉพาะหยางหนานตี๋ ที่ฟังความไพเราะของดนตรีค่งโหวไม่ออก แถมยังรู้สึกรำคาญใจกับความนุ่มนวลของมันเสียอีก เขาจึงเปล่งเสียงร้องเพลงพื้นบ้านกลางวงสุราขึ้นมา
"ควบม้าข้ามขุนเขาสูงตระหง่าน อาชาหิวกระหายดื่มน้ำจากฮวงโห ใต้แสงน้ำค้างแข็งเหนือประตูด่านชาวหู ยุติศึกสงครามไปไกลนับหมื่นลี้!"
บทเพลงนี้ช่างยิ่งใหญ่และทรงพลัง แฝงไปด้วยความรู้สึกของการผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ทุกคนต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องชื่นชม แม้แต่คนในห้องส่วนตัวข้างๆ ก็ยังปรบมือให้ ไม่นานนัก ก็มีชายคนหนึ่งเดินแกมวิ่งเข้ามา พร้อมกับเอ่ยถามว่า "สหายจากห้องไหนกัน ร้องเพลงได้ไพเราะจับใจเหลือเกิน ช่างน่าสนุกจริงๆ! หากไม่รังเกียจ พวกเรามาร่วมวงดื่มสุราด้วยกันดีหรือไม่"
แต่เมื่อเขามองลอดฉากกั้นเข้ามา ก็ต้องประหลาดใจพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า "มิน่าล่ะ เสียงถึงได้คุ้นหูนัก ที่แท้ก็ซื่อหุยนั่นเองที่มาอยู่ที่นี่"
หลี่จวี่เพ่งมองใบหน้าของชายผู้นั้น ก่อนจะหันไปแนะนำกับเล่าเซี่ยนว่า "อ้าว ท่านนายอำเภอ นี่ท่านสั่วเชินจากกองบัญชาการทหารปราบประจิมนี่ขอรับ พวกเราเชิญเขามาร่วมโต๊ะด้วยดีไหมขอรับ"
เล่าเซี่ยนหันไปสบตากับฉีว่านเหนียน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีขัดข้อง เขาก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยว่า "ผู้ใดที่สามารถร่วมแบ่งปันความสุขกับข้าได้ ล้วนถือเป็นสหายของข้าทั้งสิ้น จะมีเหตุผลอันใดให้ต้องปฏิเสธเล่า"
จากนั้นเล่าเซี่ยนก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับจางกุ่ยแห่งกองบัญชาการทหารปราบประจิม สั่วเชินนายอำเภอห่าวจื้อ เจี่ยคานฮู่จวินประจำกองบัญชาการทหารปราบประจิม และหวงฝู่จ้งปิงเฉาหยวนประจำมณฑลยงโจว
[จบแล้ว]