- หน้าแรก
- เทพกระบี่โลหิตผ่าสวรรค์
- บทที่ 32 - ตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 32 - ตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 32 - ตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่
บทที่ 32 - ตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่
"หรือว่าช่างมันเถอะ ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน"
ฉับพลันนั้นแววตาของเขาก็ฉายแววริษยาอย่างปิดไม่มิด ทำไมกัน เจ้านั่นมีสิทธิ์อะไร
โผล่หน้ามาทีไรก็มีแต่เรื่องดีๆ หล่นทับตลอด
ทำไมกัน
"มหัศจรรย์ยิ่งนัก"
โจวหยวนแบมือรองรับเปลวเพลิงเอาไว้ เคล็ดวิชาฝังกระบี่บรรพกาลไม่ได้ถูกกระตุ้น แต่มันกลับโคจรทำงานขึ้นมาเอง
ทว่าเปลวเพลิงในมือกลับสว่างจ้าและทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
"โฮก"
เมื่อร้อนจนทนไม่ไหว โจวหยวนก็สะบัดเปลวเพลิงในมือทิ้งไป
เปลวเพลิงร่วงหล่นลงบนพื้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นหมาป่าอัคคีสีแดงฉานที่มีแขนขาครบถ้วน
มันแยกเขี้ยวคำรามและพุ่งทะยานเข้าขย้ำโจวหยวนอย่างบ้าคลั่ง
"บททดสอบอย่างนั้นหรือ"
โจวหยวนจ้องมองภาพเบื้องหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง
เปลวเพลิงเหล่านี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนก่อเกิดสติปัญญาของตัวเองขึ้นมาแล้ว
เคล็ดวิชาฝังกระบี่บรรพกาลโคจรทำงานด้วยตัวของมันเองเพื่อหวังจะกลืนกินและหลอมรวมพวกมัน แต่พวกมันสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงเริ่มต่อต้าน
เมื่อเผชิญหน้ากับหมาป่าอัคคีที่กระโจนเข้าใส่ โจวหยวนก็ง้างหมัดซัดเข้าใส่มันจนแตกสลายไปในหมัดเดียว
แต่ทว่าเมื่อหมาป่าตัวนี้หายไป เปลวเพลิงบนพื้นกลับผุดขึ้นมามากยิ่งกว่าเดิมและก่อตัวเป็นฝูงหมาป่าอัคคีจำนวนมหาศาล
"ช่างน่ารำคาญเสียจริง"
โจวหยวนขมวดคิ้วมุ่น
"ศิษย์น้อง"
ลั่วอวิ๋นซีร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง
เพียงแค่โจวหยวนเอ่ยปาก นางก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปช่วยเขาทันที
โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"รออยู่ตรงนั้นแหละ เรื่องแค่นี้ข้ารับมือได้"
โจวหยวนร้องห้ามลั่วอวิ๋นซีเอาไว้ เขาไม่ใช่พวกแมงดาเกาะผู้หญิงกินเสียหน่อย
บ่าของเด็กหนุ่มผู้นี้แบกรับภาระการฟื้นฟูตระกูลเอาไว้ เรียกได้ว่าเขามีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าอายุจริงไปมากนัก
เขาจะยอมเป็นตัวถ่วงของนางไม่ได้อีกแล้ว แค่นี้ก็รบกวนนางมามากพอแล้ว
"ฮ่าฮ่า ถูกต้อง เป็นแบบนั้นแหละ ขย้ำมันให้จมเขี้ยวไปเลย"
เซวียเทียนหมิงที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเห็นภาพนั้นก็ยิ้มกริ่มด้วยความสะใจ
ว่าแล้วเชียวว่ามันต้องไม่ง่ายขนาดนั้น
ไอ้เด็กนี่ริอ่านจะแตะต้องเจตจำนงกระบี่นั่นงั้นหรือ
ตลกสิ้นดี คิดว่าของพรรค์นั้นเป็นสิ่งที่คนอย่างเจ้าจะแตะต้องได้หรือไง
เมื่อเห็นโจวหยวนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ไม่รู้ทำไมในใจของเขากลับรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
อาจเป็นเพราะความเคียดแค้นที่มีต่อโจวหยวนมันฝังรากลึกเกินไปกระมัง
"อั่ก"
"หมดแค่นี้แล้วหรือ"
โจวหยวนแทงกระบี่ทะลุร่างหมาป่าอัคคีตัวสุดท้าย เขาปาดคราบเลือดที่มุมปากออกเมื่อเห็นว่าไม่มีหมาป่าปรากฏตัวขึ้นมาอีก
แม้ลมหายใจจะรวยรินแต่ท่าทีกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย
หมาป่าอัคคีพวกนี้แม้จะมีพลังฝีมือไม่สูงนักแต่มันกลับมีจำนวนมหาศาล
แถมแต่ละตัวก็พุ่งเข้าใส่แบบไม่กลัวตาย
ต่อให้โจวหยวนจะระมัดระวังตัวแค่ไหน สุดท้ายเขาก็พลาดท่าได้รับบาดเจ็บจนได้
"ฟู่"
สิ้นเสียงถอนหายใจ แสงไฟก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
โจวหยวนกระชับกระบี่ในมือแน่นพลางจ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง
หรือว่าจะมีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่าเดิมโผล่มาอีก
หากเป็นเช่นนั้น ปรมาจารย์หยางซูจื่อก็คงจะโหดร้ายเกินไปหน่อยแล้ว
มีลูกไม้ก้นหีบอะไรก็เอามาใช้กับคนกันเองจนหมดเลยนี่นะ
เห็นเขาเป็นตัวตลกหรืออย่างไร
ข้าว่าเจตจำนงกระบี่นี่ ไม่ต้องไปตระหนักรู้มันแล้วก็ได้มั้ง
"ครืน ครืน"
พร้อมกับเสียงกึกก้องกัมปนาท บันไดศิลาหลายขั้นก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโจวหยวน
มันเป็นสีแดงฉานราวกับถูกเผาไหม้และดูเหมือนจะมีเปลวเพลิงไหลเวียนอยู่บนพื้นผิว
และที่จุดสูงสุดของบันไดนั้นก็คือรอยกระบี่นั่นเอง
เจตจำนงแห่งกระบี่มังกรเพลิงเมฆาชาด
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่คือบททดสอบด่านสุดท้ายแล้ว
จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนเฮือกสุดท้ายนี่แหละ
มาถึงขั้นนี้แล้ว โจวหยวนย่อมไม่มีทางยอมแพ้
เขาก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดเพลิงและค่อยๆ เดินขึ้นไปทีละขั้น
"ซ่า ซ่า"
เพียงก้าวแรกที่เหยียบลงไป โจวหยวนก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นข้างหู
แต่มันไม่ได้ดังมาจากภายนอก หากแต่ดังมาจากในหัวใจของเขา
หัวใจกำลังถูกแผดเผา
โจวหยวนยกมือขึ้นกุมเสื้อตรงตำแหน่งหัวใจหวังจะบรรเทาความเจ็บปวด
เมื่อเขาลองโคจรเคล็ดวิชาฝังกระบี่บรรพกาลก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
เมื่อความเจ็บปวดทุเลาลง เขาก็สัมผัสได้ว่าเส้นเลือดใหญ่รอบหัวใจเริ่มขยายขนาดและแข็งแกร่งขึ้น
"ที่แท้มันก็ไม่ใช่แค่บททดสอบ แต่มันคือวาสนา"
ดวงตาของโจวหยวนทอประกายวาววับ ดูเหมือนเขาจะเข้าใจเจตนาอันดีงามของหยางซูจื่อแล้ว
ตอนที่เขาใช้วิชาเก้าสุริยันผลาญฟ้า เขารู้สึกปวดหนึบที่หัวใจอย่างรุนแรง หัวใจต้องรับภาระหนักหน่วงมาก
และไม้ตายก้นหีบของกระบี่มังกรเพลิงเมฆาชาดก็ไม่ใช่วิชานี้เสียด้วย
หากต้องการจะใช้วิชาขั้นสูงสุด นอกจากจะต้องตระหนักรู้ให้ลึกซึ้งแล้ว ยังต้องมีเส้นชีพจรหัวใจที่แข็งแกร่งทนทานอีกด้วย
หากไม่ได้ผ่านการหลอมรวมและสกัดกั้นเส้นชีพจรเสียก่อน ฝืนใช้พลังออกไปก็คงจะทำให้เส้นชีพจรหัวใจขาดสะบั้นและสิ้นใจตายเป็นแน่
"เช่นนั้นก็ลุยต่อเลย"
เมื่อปรับลมหายใจจนคงที่ โจวหยวนก็ก้าวขึ้นบันไดขั้นต่อไป
ในดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
เรื่องที่มีประโยชน์ต่อตัวเขาเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะไม่ทุ่มสุดตัว
บันไดนี้มีทั้งหมดเก้าขั้น โจวหยวนฝืนรวบรวมกำลังใจและก้าวขึ้นมาจนถึงขั้นที่เจ็ด
เปลวเพลิงที่แผดเผาจากเส้นชีพจรหัวใจเริ่มลุกลามออกมาภายนอกร่างกาย
หากมองจากมุมมองภายนอก โจวหยวนในตอนนี้ถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงลุกท่วมทั้งตัว
เสื้อผ้าถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น
ลั่วอวิ๋นซีเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก นางกลัวว่าโจวหยวนจะได้รับอันตราย
หากนางไม่เฝ้ามองดูเอาไว้ ยามที่เขาเกิดอันตรายขึ้นมานางจะเข้าไปช่วยได้ทันท่วงทีได้อย่างไร
อีกอย่าง เขาก็เคยเห็นร่างเปลือยเปล่าของนางมาแล้วนี่นา
นางจะขอดูคืนบ้างจะเป็นไรไป
เมื่อหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้แล้ว นางก็จ้องมองสำรวจเรือนร่างของเขาอย่างเปิดเผย
ต้องยอมรับเลยว่ามัดกล้ามของโจวหยวนนั้นได้สัดส่วนและงดงามมาก
ดูราวกับซุกซ่อนพลังอันมหาศาลเอาไว้ภายใน
เซวียเทียนหมิงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว
ทำไมเจ้านั่นถึงได้อึดนักอึดหนา
รีบๆ ตายไปสักทีจะได้ไหม
"แหมะ แหมะ"
หยาดเหงื่อหยดลงบนขั้นบันไดและระเหยกลายเป็นไอในพริบตา
เหงื่อบนร่างของโจวหยวนไหลทะลักราวกับเขื่อนแตก
ส่วนใหญ่จะถูกแผดเผาจนระเหยไปก่อนที่จะหยดลงพื้นเสียอีก
มีเพียงบางหยดเท่านั้นที่เล็ดลอดตกลงไปบนขั้นบันไดได้
เพียงเท่านี้ก็พอจะจินตนาการได้แล้วว่าสภาพแวดล้อมที่เขาเผชิญอยู่นั้นร้อนระอุเพียงใด
"เพียะ"
โจวหยวนยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่เพื่อเรียกสติ
ขอเพียงก้าวไปข้างหน้าอีกแค่ก้าวเดียว เขาก็จะไม่มีอะไรมาบดบังสายตาอีกแล้ว
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เริ่มเลือนราง เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงมาให้ได้
ขาทั้งสองข้างก็หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว
ก้าวสุดท้ายนี้กลับกลายเป็นก้าวที่ไกลแสนไกลเหลือเกิน
เขาค้อมตัวลงเล็กน้อย สองมือโอบรัดท่อนขาเอาไว้ ใบหน้าที่แดงก่ำมีเส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
"ยกขึ้นสิวะ"
ในที่สุดฝ่าเท้าของเขาก็ลอยพ้นจากพื้นและเหยียบลงบนบันไดขั้นที่เก้าได้สำเร็จ
"แฮ่ก แฮ่ก"
โจวหยวนหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่
"กรอบ แกรบ"
เสียงกระดูกลั่นดังระงม
ใบหน้าของโจวหยวนฉายแววบ้าบิ่น แค่นี้คิดจะทำให้เขายอมจำนนอย่างนั้นหรือ
สมกับเป็นความเลือดร้อนของวัยรุ่นจริงๆ
เขาฝืนพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นยืนบนบันไดขั้นที่เก้าได้สำเร็จ
เขาได้เห็นรอยกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวนั่นแล้ว
เป็นกระบี่ที่สว่างไสวเจิดจ้าเหลือเกิน
ความร้อนแรงผสานเข้ากับความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ราวกับว่าสรรพสิ่งในโลกหล้าสามารถถูกทำลายสิ้นได้ในกระบี่เดียว
นี่แหละคือเลือดที่ร้อนระอุ
แม้น้ำแข็งเร้นลับนับพันปีก็มิอาจดับความร้อนรุ่มในเลือดนี้ได้
"ไอ้หนู รีบเอาน้ำแข็งเร้นลับนั่นออกมาเร็วเข้า"
น้ำเสียงของเยี่ยชิงเซียนที่ดังขึ้นในหัวของโจวหยวนดูร้อนรนเล็กน้อย
ด้วยเจตจำนงกระบี่ระดับนี้ โจวหยวนในตอนนี้ไม่อาจทนรับไหวแน่
หากขืนทำความเข้าใจด้วยร่างกายเปล่าๆ มีหวังร่างของเขาคงถูกแผดเผาจนเป็นจุณ
เมื่อได้ยินดังนั้น โจวหยวนก็รีบหยิบของที่เตรียมเอาไว้ในถุงมิติออกมาทันที
เขานั่งขัดสมาธิลงบนขั้นบันไดและเริ่มทำความเข้าใจ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ร่างกายของโจวหยวนก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
"แย่แล้ว ไอ้หนูนี่มีพรสวรรค์ในการหยั่งรู้สูงเกินไปแล้ว"
เดิมทีนางคิดว่าเตรียมวัตถุดิบมาเยอะเกินไปแล้วเสียอีก
ไม่นึกเลยว่าแก่นกระบี่หยินหยางจะช่วยส่งเสริมการตระหนักรู้เจตจำนงกระบี่ได้มากถึงเพียงนี้
วัตถุดิบที่เตรียมมา มันน้อยเกินไปแล้ว
"อ๊าก"
โจวหยวนแผดเสียงร้องลั่นก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น
เจตจำนงกระบี่ขุมนี้กำลังจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
เป็นครั้งแรกที่ดวงตาของเยี่ยชิงเซียนฉายแววตื่นตระหนก
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ลงมือช่วยเหลือ ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากแดนไกล
"ศิษย์น้อง ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่ ข้าอยู่ตรงนี้มาตลอด"
[จบแล้ว]