- หน้าแรก
- บัลลังก์เทพสงคราม กำเนิดใหม่จักรพรรดิไร้พ่าย
- บทที่ 221 - แก่นแท้ของอสูรลี้ลับ
บทที่ 221 - แก่นแท้ของอสูรลี้ลับ
บทที่ 221 - แก่นแท้ของอสูรลี้ลับ
บทที่ 221 - แก่นแท้ของอสูรลี้ลับ
ในมิตินี้ผู้บุกรุกทุกคนจะถูกต่อต้านจากสัญชาตญาณของมิติ ความมุ่งร้ายที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งสามารถลดทอนประสาทสัมผัสของพวกเขาได้
พวกเขาทั้งกลุ่มเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วทั้งมิติ คอยลงมือทำลายฝูงอันเดดและสังหารปีศาจกลุ่มใหญ่อยู่เป็นระยะ รู้ตัวอีกทีก็บุกทะลวงเข้ามาถึงส่วนลึกของมิติแล้ว แต่กลับไม่พบร่องรอยของทีมฝั่งศัตรูเลยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
อวี๋ป๋อผิงผู้มากประสบการณ์เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ดีใจ กลับรู้สึกกังวลขึ้นมา เขาหันไปพูดกับหลี่ชิงว่า
"น้องหลี่ชิง สถานการณ์ดูไม่ค่อยดีเลย"
เขาสงสัยจึงถามกลับไป
"ไม่ดียังไงเหรอครับ"
"โดยปกติแล้วถึงแม้ทีมในมิติจะไม่ได้มีเยอะแยะ แต่ก็ไม่น่าจะทิ้งช่วงนานขนาดนี้โดยไม่เจอใครเลยสักคน ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มักจะหมายความว่ามิตินี้มีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว"
"หมายความว่ายังไงครับ"
"อาจจะมีสิ่งอัปมงคลปรากฏตัวขึ้น หรือไม่ก็อาจจะมีอสูรลี้ลับโผล่มา และจำนวนของมันต้องไม่ได้มีแค่ตัวเดียวแน่ๆ ถึงได้ทำให้ทีมฝั่งศัตรูจงใจหลบเลี่ยงไป"
"แล้วถ้าเป็นแบบนี้เราควรทำยังไงดีครับ"
"พวกเราก็ควรล่าถอยกลับไปที่ฐานทัพหน้าก่อน หลบเลี่ยงไปสักพักค่อยว่ากันใหม่"
"พี่ตัดสินใจได้เลยครับ"
หลี่ชิงไม่มีความคิดเห็นขัดแย้งอะไร
คนทั้งกลุ่มรีบหันหลังกลับและเร่งเดินทางทันที
แต่ในขณะที่กำลังเดินทางผ่านพื้นที่รกร้างสีเทา หลี่ชิงก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งอวี๋ป๋อผิงก็สัมผัสได้เช่นกัน เขารีบควบคุมยานพาหนะให้หยุดลงและตะโกนเสียงต่ำ
"ทุกคนห้ามขยับตัว เตรียมพร้อมรบ"
ไม่ถึงสามวินาที ทุกคนก็มองเห็นจอมเวทเผ่ามนุษย์คนหนึ่งกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างรวดเร็วและพุ่งผ่านพวกไปในชั่วพริบตา
หลี่ชิงตาไว เขามองเห็นความหวาดกลัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของคนคนนั้น
ขณะที่กำลังสงสัย จู่ๆ รูม่านตาของเขาก็หดเกร็ง อสูรลี้ลับที่เขาไม่สามารถหาคำพูดใดมาอธิบายได้ปรากฏขึ้นในประสาทสัมผัสของเขา
เป็นไปตามที่อวี๋ป๋อผิงเคยบอกไว้ เมื่อสัมผัสได้ถึงอสูรลี้ลับก็จะรู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณว่านั่นคืออสูรลี้ลับโดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพราะความรู้สึกนั้นมันยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด
อสูรลี้ลับตัวนั้นพุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ไม่นานอวี๋ป๋อผิงก็สัมผัสได้เช่นกัน หลี่ชิงเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาของอวี๋ป๋อผิงอย่างชัดเจน จากความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงในพริบตา
"บ้าเอ๊ย นั่นมันอสูรลี้ลับนี่!"
เขารีบหันกลับมาบอกทุกคน
"รีบหนีเร็ว ถอยกลับไปที่ฐานทัพหลักทันที"
ในขณะที่พูด หลี่ชิงก็มองเห็นวังวนอากาศสีเทาที่ทำให้ประสาทสัมผัสบิดเบี้ยว มองแล้วรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูกและชวนให้คลื่นไส้พุ่งผ่านพวกเขาไปและไล่ตามยอดฝีมือเผ่ามนุษย์สองคนนั้น
"รีบหนี อย่ามัวชักช้า!"
อวี๋ป๋อผิงอธิบายให้หลี่ชิงฟัง
"ตอนนี้อสูรลี้ลับตัวนั้นล็อกเป้าหมายไปที่จอมเวทคนนั้นแล้ว แต่มันจะจดจำสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มันมองเห็นระหว่างทาง พอไล่ตามจอมเวทคนนั้นทัน มันก็จะกลับมาไล่ล่าตามลำดับเป้าหมายที่มันเห็นทีละคน เว้นเสียแต่ว่านายจะสามารถหนีออกจากมิตินี้ไปได้ก่อนที่มันจะไล่ตามมาทันเพื่อตัดการเชื่อมต่อ"
เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของแต่ละคน หลี่ชิงก็ยากที่จะรู้สึกอินตามไปด้วย
แม้ว่าอสูรลี้ลับตัวนั้นจะดูน่าอึดอัดและชวนให้คลื่นไส้ แต่ก่อนที่จะได้ลองสู้กันจริงๆ มันก็ยากที่จะทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้
เขาอยากลองทดสอบพลังรบของไอ้ตัวนี้ดูสักหน่อย อยากรู้ว่าจะรับมือมันได้ไหม และมันสามารถฟื้นคืนชีพได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ หรือเปล่า
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดกับอวี๋ป๋อผิงว่า
"พวกพี่ล่วงหน้าไปก่อนเลยครับ ผมขอไปดูสถานการณ์หน่อย"
ทุกคนมองเขาด้วยความตื่นตะลึง อวี๋ป๋อผิงถามขึ้นมา
"นายอยากจะลองทดสอบความแข็งแกร่งของอสูรลี้ลับตัวนี้ใช่ไหม อยากรู้ว่ามันฆ่าไม่ตายจริงๆ หรือเปล่างั้นสิ อย่าทำแบบนั้นเลย มันอันตรายเกินไป หลายคนก็เคยมีความคิดแบบนาย แต่ยกเว้นพวกที่แข็งแกร่งแบบสุดขั้วจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ถูกอสูรลี้ลับสูบพลังจนตายกันหมดนั่นแหละ"
"นายคิดว่าความเร็วของอสูรลี้ลับตัวนี้มีแค่นี้งั้นเหรอ"
เขาส่ายหน้าและเกลี้ยกล่อม
"ความเร็วของอสูรลี้ลับจะเท่ากับความเร็วของเหยื่อ จอมเวทที่หนีไปเมื่อกี้มีความเร็วแค่นี้ ความเร็วของมันก็เลยมีแค่นี้ ถ้านายเป็นคนโดนไล่ตาม นายวิ่งเร็วแค่ไหนมันก็จะไล่ตามนายได้เร็วแค่นั้น นายอย่าคิดนะว่าจะหนีไปที่ฐานทัพหน้าแล้วใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายหนีไปได้"
"มันไม่ทันหรอก ค่ายกลต้องใช้เวลาเตรียมการ นายไม่มีเวลาพอที่จะหนีไปได้หรอก"
"ผมยังอยากไปดูอยู่ดีครับ"
อวี๋ป๋อผิงเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าหลี่ชิงตัดสินใจแน่วแน่แล้วจึงถอนหายใจและพูดว่า
"ในเมื่อนายยืนยันที่จะไป งั้นก็ขอให้โชคดีก็แล้วกัน พวกเราต้องขอตัวล่วงหน้าไปก่อน"
"ได้ครับ"
"ถ้านายหนีรอดมาได้ นายก็รู้ว่าจะไปหาพวกเราได้ที่ไหน"
"ตกลงครับ!"
อวี๋ป๋อผิงถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะพาลูกน้องหันหลังเดินจากไป
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว หลี่ชิงก็รีบบินตรงไปยังทิศทางที่อสูรลี้ลับกำลังไล่ตามจอมเวทไปเมื่อครู่นี้ทันที
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าอสูรลี้ลับที่ว่านี้มันเป็นยังไง ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเองก็คงรู้สึกไม่ค่อยยอมรับเท่าไร
ความเร็วของเขาเร็วกว่าการบินของจอมเวทคนเมื่อครู่นี้มาก เขาไล่ตามทันอย่างรวดเร็ว เขามองเห็นวังวนสีเทาที่ชวนให้อึดอัดนั่นอยู่ไกลๆ เขาใช้เวทพริบตากระโดดไปโผล่ที่ด้านหลังของวังวนสีเทานั้นแล้วชกหมัดใส่ทันที
เสาอากาศอันทรงพลังกระแทกเข้าไปในวังวน วังวนนั้นขยายตัวขึ้นสิบกว่าเท่าในพริบตาราวกับกำลังจะระเบิดออก
แต่ผ่านไปเพียงแค่สองวินาที วังวนที่ขยายตัวสิบกว่าเท่าก็หดตัวลงอย่างรวดเร็วและหยุดนิ่ง
จอมเวทเผ่ามนุษย์ที่อยู่ไม่ไกลมองหลี่ชิงที่เข้ามาขวางอสูรลี้ลับไว้ด้วยสายตาตื่นตะลึง เขารีบประสานมือขอบคุณและวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
เมื่อถูกโจมตี อสูรลี้ลับก็เปลี่ยนเป้าหมายหลักมาที่หลี่ชิงทันที เขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายและการกดทับจากทั่วทั้งมิติในชั่วพริบตา ถ้ามีหน้าต่างสถานะแบบตัวเลข หลี่ชิงคงได้เห็นว่าตอนนี้เขามีพลังเสริมด้านลบติดตัวอยู่เพียบ
"น่าสนใจดีนี่!"
หลี่ชิงไม่ลังเลเลยที่จะแปลงร่าง กลายเป็นร่างครึ่งมังกรที่มีความสูงกว่า 270 เมตร ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดมังกรอันแข็งแกร่ง ดูน่าเกรงขามแต่ก็แฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
กรงเล็บมังกรที่ปกคลุมด้วยเกล็ดอันแข็งแกร่งกดทับลงไปที่วังวนที่กำลังพุ่งเข้ามา
"ตูม!"
มิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วังวนสีเทาแตกกระจายเป็นหมอกควันสีเทาฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้า
ในความรู้สึกของหลี่ชิง ความรู้สึกบิดเบี้ยวและน่าสะอิดสะเอียนนั้นได้หายไปในชั่วพริบตา
แต่เพียงแค่วินาทีเดียว กลิ่นอายนั้นก็ปรากฏขึ้นมาใหม่และแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ฟื้นคืนชีพในหนึ่งวินาที!"
หลี่ชิงไม่ลังเลเลยที่จะตบกรงเล็บมังกรลงไปอีกครั้งและบดขยี้อสูรลี้ลับตัวนั้นจนแหลกละเอียด
เขาควบคุมพลังของตัวเองอย่างแม่นยำ เพื่อให้แน่ใจว่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารอสูรลี้ลับได้โดยไม่สูญเสียพลังงานไปแม้แต่นิดเดียว
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นอสูรลี้ลับที่อ่อนแอที่สุด ความแข็งแกร่งของมันประเมินได้ยาก เพราะมันตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับตำนานที่อ่อนแอที่สุด
ด้วยความแข็งแกร่งของหลี่ชิงในตอนนี้ พวกระดับตำนานที่ใช้ทักษะพิเศษยกระดับพลังขึ้นมาอย่างฝืนธรรมชาตินั้น เขาสามารถจัดการได้ในพริบตาเดียว
พลังที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง ไม่ว่าศัตรูจะมีลูกเล่นแพรวพราวแค่ไหนก็ถูกบดขยี้ได้ในพริบตาเดียว
หลี่ชิงยืนนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองและโจมตีอสูรลี้ลับตัวนั้นอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่มันฟื้นคืนชีพ กรงเล็บมังกรขนาดยักษ์ก็จะฟาดฟันลงมาบดขยี้มันจนแหลกละเอียด
ฟื้นคืนชีพมาก็ฆ่าทิ้ง ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้โดยไม่มีการหยุดพัก
เขาสังหารมันไปเป็นร้อยครั้งรวดเดียว แต่ไอ้ตัวนี้ก็ยังคงฟื้นคืนชีพกลับมาเหมือนเดิมโดยไม่มีการหยุดชะงักแม้แต่น้อย
"ร้ายกาจพอตัวเลยแฮะ"
ตอนนี้หลี่ชิงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอวี๋ป๋อผิงถึงเลือกที่จะหนีแบบไม่ลังเลเมื่อเห็นไอ้ตัวนี้
ไม่หนีก็ไม่ได้หรอก เจอการฟื้นคืนชีพแบบนี้เข้าไป ต่อให้เป็นครึ่งเทพมาเองก็ทำอะไรมันไม่ได้
หลี่ชิงจัดการมันไปอีกสิบกว่าครั้ง จากนั้นเขาก็เปลี่ยนวิธี เมื่อสังหารมันและอยู่ในช่วงที่มันกำลังจะฟื้นคืนชีพ เขาก็หันหลังบินหนีไป
วังวนสีเทานั้นไล่ตามมาทันทีหลังจากฟื้นคืนชีพ หลี่ชิงหันกลับไปดู ความเร็วของมันเป็นไปตามที่อวี๋ป๋อผิงบอกจริงๆ เป้าหมายเร็วแค่ไหนมันก็เร็วแค่นั้น
ความเร็วของเขาในตอนนี้เร็วกว่าจอมเวทเผ่ามนุษย์คนเมื่อครู่นี้หลายเท่า และความเร็วของวังวนสีเทานี้ก็เร็วกว่าเมื่อครู่นี้หลายเท่าเช่นกัน
เขาใช้เวทพริบตาไปโผล่ที่ระยะยี่สิบกิโลเมตรข้างหน้า พอหันกลับไปก็เห็นวังวนสีเทานี้ใช้เวทพริบตามาโผล่ที่ด้านหลังของเขาเช่นกัน
"ลึกลับขนาดนี้เชียว"
ในที่สุดหลี่ชิงก็เริ่มรู้สึกตกตะลึง
ด้วยความสามารถแบบนี้ ใครก็ตามที่อยู่ต่ำกว่าระดับเทพแท้จริงมาเห็นก็ต้องหนีทั้งนั้น
แม้แต่ยอดฝีมือระดับตำนานขั้นสุดยอดที่แข็งแกร่งมากๆ อาจจะฆ่ามันได้ง่ายๆ แต่ถึงจะฆ่ามันได้สิบครั้งร้อยครั้ง ก็คงฆ่ามันเป็นพันเป็นหมื่นครั้งไม่ได้หรอก พลังงานมันต้องมีวันหมดกันบ้าง
หลังจากนั้นหลี่ชิงก็ไม่ได้หนีอีกต่อไป เขาหันกลับมาและใช้เวทเนรเทศข้ามมิติ มิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่วังวนสีเทานั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เขาเข้าใจในทันที อสูรลี้ลับตัวนี้ถือกำเนิดขึ้นจากกฎเกณฑ์พื้นฐานที่บิดเบี้ยวของมิติ มันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมิติ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะสามารถเนรเทศมิติทั้งมิติได้ ไม่เช่นนั้นวิธีการเนรเทศใดๆ ก็จะไร้ผล
จากนั้นเขาก็ร่ายเวทมนตร์ต่างๆ ทั้งกุญแจผนึกมิติ การกักขังมิติ และอื่นๆ อีกมากมาย
กุญแจผนึกมิติและการกักขังมิติสามารถใช้งานได้ผล แต่ระยะเวลาการแสดงผลนั้นสั้นมาก และทุกครั้งที่ใช้งานได้ผล มันก็จะสร้างความต้านทานขึ้นมา ทำให้การใช้งานในครั้งต่อไปมีระยะเวลาสั้นลงไปอีก
เวทมนตร์โจมตีโดยตรงสามารถฆ่ามันได้ แต่มันก็ยังฟื้นคืนชีพได้เหมือนเดิม
รวมถึงเวทมนตร์ภาษามังกรมากมายที่เจาะจงเป้าหมายไปที่วิญญาณก็ยังทำให้มันฟื้นคืนชีพได้อยู่ดี
แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หากใช้เวทมนตร์โจมตีวิญญาณสังหารมัน หลังจากที่วังวนสีเทานี้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ จะมีมวลสารสีเทาปริมาณเล็กน้อยหลงเหลืออยู่ในจุดเดิม หลี่ชิงเก็บมันขึ้นมาและรู้ได้ทันทีว่านี่คือสสารลี้ลับ
สสารลี้ลับหนึ่งจุดสามารถนำไปแลกพระคุณแห่งเทพธรรมดาได้หนึ่งพรโดยไม่ต้องใช้แต้มอุทิศ
สิ่งนี้ทำให้หลี่ชิงเกิดความคิดที่บ้าบิ่นขึ้นมา
หลังจากลองใช้ทุกวิถีทางแล้ว หลี่ชิงก็ตวัดกรงเล็บตบมันจนตาย จากนั้นก็พุ่งกระโจนเข้าไปหน้าหมอกสีเทาที่กำลังแตกสลาย รอให้หมอกสีเทากำลังจะรวมตัวกัน เขาก็อ้าปากมังกรดูดกลืนมันเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าเขาไม่ได้กลืนมันลงไปในกระเพาะ แต่ส่งมันเข้าไปในมิติมังกรภายในร่างกายของเขาต่างหาก
มิติที่อยู่ตรงหน้าคือถิ่นของอสูรลี้ลับ มันสามารถฟื้นคืนชีพได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจับมันไปฆ่าในมิติอื่นล่ะ มันจะเป็นยังไงนะ
อสูรลี้ลับที่เพิ่งฟื้นคืนชีพถูกดูดกลืนเข้าไปในมิติมังกร ทันทีที่มันฟื้นคืนชีพ ร่างกายของมันก็บิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปร่างอย่างรุนแรงราวกับไม่สามารถรักษารูปแบบของตัวเองไว้ได้
ในฐานะเจ้าแห่งมิติมังกร หลี่ชิงสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังลึกลับที่แผ่กระจายออกจากอสูรลี้ลับตัวนี้ไปยังทิศทางต่างๆ สะท้อนไปมาบริเวณขอบเขตมิติมังกรทั้งสี่ทิศ
มันแผ่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่องราวกับคลื่นเสียง เมื่อไปกระทบกับสิ่งใดก็จะสะท้อนกลับไปกลับมา ไม่นานทั่วทั้งมิติมังกรก็เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของคลื่นพลังลึกลับ
"กำลังหาทางออกอยู่สินะ"
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามิติมังกรสามารถกักขังไอ้ตัวนี้ไว้ได้
แต่จะสามารถฆ่ามันให้ตายสนิทได้หรือไม่
หลี่ชิงคิดว่าน่าจะได้นะ
เขาคิดในใจ กรงเล็บมังกรที่มองไม่เห็นก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าและบดขยี้วังวนสีเทาที่กำลังบิดเบี้ยวจนแหลกละเอียด
ครั้งนี้หมอกสีเทาที่แตกกระจายเต็มท้องฟ้ายังคงสามารถรวมตัวกันได้อีกครั้ง แต่ความเร็วในการฟื้นคืนชีพลบลงไปมาก
มันใช้เวลาไปสิบกว่าวินาทีเพื่อรวมตัวกันใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นรูปวังวนอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นกลุ่มของเหลวที่ไร้รูปทรงและกำลังเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมาอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกันก็ทิ้งมวลสารสีเทาไว้จำนวนมาก และดรอปสสารลี้ลับออกมาจำนวนหนึ่ง
"ได้ผล!"
หลี่ชิงไม่ลังเลเลยที่จะชี้นิ้วลงไปอีกครั้ง พลังงานอันไร้ขีดจำกัดภายในมิติมังกรควบแน่นกลายเป็นนิ้วขนาดใหญ่ภายใต้การควบคุมของเขาและกดทับลงไป บดขยี้มันในพริบตา
ครั้งนี้การฟื้นคืนชีพใช้เวลาเกือบหนึ่งนาที ขนาดของอสูรลี้ลับที่รวมตัวกันใหม่ก็หดเล็กลงไปอย่างเห็นได้ชัด และทิ้งสสารลี้ลับไว้เป็นจำนวนมาก
"ตูม!"
การโจมตีครั้งที่สาม อสูรลี้ลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งโดยใช้เวลากว่าสิบนาที ขนาดของมันก็หดเล็กลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบของขนาดเดิม
หลังจากการโจมตีครั้งที่สี่ อสูรลี้ลับก็หายไปอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงแสงสีเทาที่กะพริบไปมาและสสารลี้ลับจำนวนมาก
พลังที่มองไม่เห็นกวาดเอาสสารลี้ลับทั้งหมดรวมถึงแสงสีเทานั้นขึ้นมา และปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของร่างครึ่งมังกรที่อยู่นอกมิติ
แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทันทีที่แสงสีเทานั้นออกมาจากมิติมังกร มันก็ส่งคลื่นพลังงานที่รุนแรงออกมาและละลายหายไปอย่างรวดเร็ว
"ให้ตายเถอะ!"
หลี่ชิงชะงักไป
ความเปลี่ยนแปลงนี้เหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง
"บ้าชะมัด ประมาทไปหน่อย!"
ส่วนที่มีค่าที่สุดอย่างแก่นแท้ของแสงสีเทาดันหายไปเสียได้ อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งเยอะกลับสูญเปล่าซะงั้น
โชคดีที่สสารลี้ลับที่รวบรวมมาไม่ได้หายไป เขาเอามันมารวมไว้ด้วยกัน ยื่นมือออกไปกำไว้กลางอากาศและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วังวนก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ สสารลี้ลับเหล่านี้ถูกดูดเข้าไปในมิติในฝ่ามือ
ทันทีที่สสารลี้ลับเข้าไปในมิติในฝ่ามือ มันก็ลุกไหม้ขึ้นมาเอง แสงสีเทาเล็กๆ ลอยล่องไปในความว่างเปล่าตามเปลวเพลิง ไม่นานก็เหลือเพียงแค่แสงดาวระยิบระยับ
หลี่ชิงมองไปยังแสงดาวเหล่านี้และรู้ได้ทันทีว่าแสงดาวเหล่านี้คือเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์
อสูรลี้ลับก่อตัวขึ้นมาจากกฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยว เมื่อชำระล้างความบิดเบี้ยวนั้นออกไปจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ที่บริสุทธิ์
ไม่แปลกใจเลยที่ทางผู้สร้างยินดีที่จะใช้พระคุณแห่งเทพหนึ่งพรเพื่อแลกกับสสารลี้ลับเพียงหนึ่งจุด มันสมเหตุสมผลแล้ว
ถ้างั้น
ดวงตาของหลี่ชิงเป็นประกาย เขามีความสามารถในการจัดการกับพวกอสูรลี้ลับ ถ้าสามารถสังหารอสูรลี้ลับได้จำนวนมากและได้รับสสารลี้ลับจำนวนมหาศาล นี่ไม่หมายความว่าเขาจะสามารถได้รับเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์เป็นกอบเป็นกำเลยเหรอ
แม้ว่าระบบกำแพงคริสตัลนี้จะตายไปแล้วและกฎเกณฑ์พื้นฐานก็พังทลายลงจนบิดเบี้ยว แต่โครงสร้างพื้นฐานก็ยังคงอยู่
ระบบกำแพงคริสตัลคือกลุ่มมิติที่ทรงพลังซึ่งสามารถรองรับตัวตนระดับเทพพลังยิ่งใหญ่ได้ แม้ว่ามันจะตายไปแล้ว แต่ซากปรักหักพังของมันก็ยังสามารถรองรับตัวตนระดับเทพพลังแข็งแกร่งได้อย่างไม่มีปัญหา
แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากจะจุดไฟเทวะในระบบกำแพงคริสตัลนี้ นั่นมันเป็นไปไม่ได้
การจุดไฟเทวะในระบบกำแพงคริสตัลที่ตายไปแล้วอาจจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล เช่น การได้รับการเติมเต็มจากเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่และพลังต้นกำเนิดของมิติ สามารถก้าวขึ้นเป็นบุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรเลย
ท้ายที่สุดแล้วสิ่งมีชีวิตในระบบกำแพงคริสตัลนี้ก็แทบจะตายกันหมดแล้ว ไม่มีเทพแท้จริงที่ยังมีชีวิตอยู่เลยแม้แต่องค์เดียว
หากมีเทพองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น ก็จะได้รับสถานะบุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลอย่างง่ายดาย
ต้องรู้ก่อนว่าในระบบกำแพงคริสตัลอื่นๆ บุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลล้วนเป็นตัวตนระดับเทพพลังยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
แต่ว่า เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล การเป็นบุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัล ในขณะที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่และประโยชน์ทั้งหมดจากระบบกำแพงคริสตัล ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบที่ตามมาด้วยเช่นกัน
ความรับผิดชอบเพียงหนึ่งเดียวในระบบกำแพงคริสตัลที่ตายไปแล้วแห่งนี้ก็คือ การขับไล่ผู้บุกรุกทั้งหมดออกไปและสร้างระเบียบของระบบกำแพงคริสตัลขึ้นมาใหม่
แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลย
ประการแรก ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
ซากของระบบกำแพงคริสตัลนี้สามารถรองรับได้เต็มที่ก็แค่เทพพลังแข็งแกร่งหนึ่งองค์ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการขับไล่ทั้งฝ่ายเผ่ามนุษย์และฝ่ายอสูรกลืนจิตออกไปให้หมด
ฝ่ายมนุษย์ยังพอว่า ถ้ายินดีที่จะจ่ายค่าตอบแทนที่มากพอ และสามารถเกลี้ยกล่อมผู้เป็นใหญ่ระดับสูงสุดสี่คนของอารยธรรมลิขิตสวรรค์เผ่ามนุษย์ได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขาถอนตัวออกไป
แต่อสูรกลืนจิตไม่มีทางถอนตัวออกไปแน่นอน ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาใด อารยธรรมลิขิตสวรรค์ของอสูรกลืนจิตจะไม่มีทางนั่งดูฝ่ายมนุษย์ได้รับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของระบบกำแพงคริสตัลนี้ มันจะทำให้สงครามทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก จนกว่าระบบกำแพงคริสตัลทั้งหมดจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
เพราะระบบกำแพงคริสตัลนี้แม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ยังมีโอกาสที่จะซ่อมแซมได้
หากโลกสามารถให้กำเนิดบุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลขึ้นมาได้ โดยไม่มีผู้บุกรุกมาคอยทำลาย ใช้เวลาสักหมื่นปี ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เมื่อโลกได้รับการซ่อมแซมจนเกือบสมบูรณ์ บุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลก็จะหลอมรวมเข้ากับเต๋าและก้าวขึ้นสู่ระดับเทพพลังยิ่งใหญ่ ใช้สถานะบุตรแห่งระบบกำแพงคริสตัลแทนที่เจตจำนงเดิมของระบบกำแพงคริสตัลเพื่อเลื่อนขั้นเป็นเจ้าแห่งระบบกำแพงคริสตัล โลกนี้ก็จะสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
[จบแล้ว]