- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 211 - จู๋คุน: วิธีเอาใจลูกสาวในอดีตคือจางหยวน!
บทที่ 211 - จู๋คุน: วิธีเอาใจลูกสาวในอดีตคือจางหยวน!
บทที่ 211 - จู๋คุน: วิธีเอาใจลูกสาวในอดีตคือจางหยวน!
บทที่ 211 - จู๋คุน: วิธีเอาใจลูกสาวในอดีตคือจางหยวน!
"ปัง!"
จื่อเหยียนเห็นท่าทางของเซียวเหยียนที่อยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า ภายในใจรู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางจึงประเคนหมัดลงบนหัวของเขาไปหนึ่งที
"ตีข้าทำไมเนี่ย" เซียวเหยียนทำหน้าบูดบึ้งด้วยความน้อยใจ
คนนู้นก็ตี คนนี้ก็ตี ทำไมทุกคนถึงชอบรังแกเขาเป็นชีวิตจิตใจกันนะ
"ก็ใครใช้ให้เจ้ายิ้มกวนประสาทแบบนั้นเล่า" จื่อเหยียนตอบอย่างไม่สบอารมณ์
"จื่อเหยียน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนี้ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าแล้วนะ" เซียวเหยียนหมุนข้อมือไปมาเตรียมเอาคืน
"เหอะ" จื่อเหยียนแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม "อย่างแรกเลยนะ ตอนนี้ข้าเป็นถึงจอมราชันปราณขั้นสูงสุดแล้วและสามารถใช้ร่างจริงได้ พลังต่อสู้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าสักเท่าไหร่หรอกนะ แถมยังมีพี่เมดูซ่า พี่เซียนแพทย์ตัวน้อย พี่ซวินเอ๋อร์ พี่ชิงเหยี่ยนจิ้งคอยหนุนหลังอยู่อีก ต่อให้ไม่ต้องถึงมือท่านพี่หยวนของข้า เจ้ายอมโดนรุมตีสักตั้งไหมล่ะ"
เซียวเหยียน: "..."
"หากเจ้ายังดึงดันจะสู้ ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ" จื่อเหยียนฉีกยิ้มกว้าง ชี้มือไปยังหน้าจอภาพลวงตาแล้วกล่าวว่า "ถึงแม้ในใจข้าจะยังเคืองๆ อยู่บ้าง แต่ข้าก็กำลังจะมีท่านพ่อเป็นถึงเซียนปราณเก้าดาวช่วงปลายแล้วนะ หากเจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับข้าล่ะก็ ข้าล่ะนับถือในความใจกล้าของเจ้าจริงๆ"
เซียวเหยียน: "..."
"ไม่ล่ะ ข้าไม่คู่ควรหรอก" มุมปากของเซียวเหยียนกระตุกยิก
"เชอะ" จื่อเหยียนเชิดหน้าขึ้นอย่างแง่งอน
ในตอนนั้นเอง เสียงของจางหยวนก็ดังขึ้นข้างหูนาง "เหยียนเอ๋อร์ เลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว เจ้าอยากจะพบหน้าท่านพ่อของเจ้าหรือไม่"
"ท่านพี่คิดว่าข้าควรจะพบเขาไหมล่ะ" คิ้วเรียวงามของจื่อเหยียนขมวดเข้าหากัน บ่งบอกถึงความรู้สึกลังเลใจ
ดูออกเลยว่ามังกรเฒ่าตนนั้นใส่ใจนางมาก การที่เขาทำนางหล่นหายไปก็เพื่อแสวงหาหนทางสู่การเป็นจักรพรรดิปราณเพื่อมาฟื้นคืนชีพให้มารดาของนาง เพียงแต่พลาดท่าเสียทีให้กับกลอุบายของจักรพรรดิโบราณถัวเซ่อจนต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น
แต่นางเองก็ต้องตกระกำลำบากอยู่ในเทือกเขาของแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้มาเนิ่นนาน เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตก็ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ดี ก่อนหน้านี้นางยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่
และเมื่อลองคิดดูในมุมกลับกัน ในฐานะลูกสาวของมังกรโบราณอนันตกาลระดับเซียนปราณเก้าดาวช่วงปลาย กลับต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ มันช่างน่าหดหู่ใจเสียจริงไม่ใช่หรือ
"พบสิ ทำไมถึงจะไม่พบเล่า" เสียงกลั้วหัวเราะของจางหยวนดังขึ้น "การที่เขาเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้านั้น ต่อให้เจ้าไม่ยอมรับ มันก็เปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไม่ได้ การที่เขาต้องมาติดอยู่ที่นี่ก็นับว่ามีความจำเป็นบังคับ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้รักหรือห่วงใยเจ้า"
"การยอมรับเขาไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องให้อภัยเขาทันทีเสียหน่อย เจ้าสามารถกอบกู้ฐานะองค์หญิงแห่งเผ่ามังกรโบราณอนันตกาลกลับคืนมา จากนั้นก็เรียกร้องให้เขาชดเชยความยากลำบากทั้งหมดที่เจ้าเคยเผชิญมาเป็นสองเท่า แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ"
"แน่นอน หากเจ้าไม่เต็มใจจะยอมรับเขา ก็ไม่เป็นไร พี่ชายคนนี้พร้อมสนับสนุนเจ้าเสมอ"
"ขอเพียงมีข้าอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องทนรับความคับแค้นใจใดๆ ทั้งสิ้น"
คำพูดของจางหยวนนั้นหนักแน่นและออกมาจากใจจริง
เป็นความจริงที่ว่า หากบัดนี้เบื้องหลังของเขามีจู๋คุนผู้พร้อมจะช่วยเหลือเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขคอยหนุนหลังอยู่ เรื่องราวหลายอย่างย่อมง่ายดายขึ้นเป็นกอง
ทว่าหากจื่อเหยียนไม่เต็มใจ เขาก็ไม่ได้บังคับฝืนใจ
อนาคตของเขา ไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพายอดฝีมือผู้เป็นเบื้องหลังเช่นนี้เสมอไป
"ในเมื่อท่านพี่ว่ามาเช่นนี้ ข้าก็จะยอมพบเขาดูสักครั้งก็แล้วกัน" จื่อเหยียนตัดสินใจอย่างแน่วแน่
นางอยากจะช่วยเหลือจางหยวนให้ได้มากที่สุด ประกอบกับสิ่งที่จางหยวนพูดก็มีเหตุผล นางไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าตนเองเป็นลูกสาวของจู๋คุนได้ และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับนางอย่างมากเช่นกัน
เมื่อได้รับความยินยอมจากจื่อเหยียน จางหยวนจึงประสานมือคารวะจู๋คุนแล้วเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส ท่านสามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้หรือไม่"
"ได้สิ!" หัวขนาดยักษ์ของจู๋คุนพยักหน้ารับ
แม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของจางหยวน แต่เขาก็ทำตามแต่โดยดี ร่างกายอันใหญ่โตมโหฬารหลายหมื่นจั้งส่องประกายสีม่วงทองเจิดจ้า ก่อนจะหดเล็กลงกลายเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงกว่าสองเมตร เส้นผมสีม่วงทองฟูฟ่อง นัยน์ตาสีทองทอประกายเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอันหนักหน่วง
ทว่าเมื่อพิจารณาโครงหน้าและแววตาให้ดีๆ ก็จะพบว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับจื่อเหยียนอยู่ไม่น้อย หากไปยืนข้างกันแล้วบอกว่าเป็นพ่อลูกกัน เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธเป็นแน่
"ผู้อาวุโส ตอนนี้ข้าจะพาท่านไปพบลูกสาวของท่าน" จางหยวนพยักหน้าให้จู๋คุน ก่อนจะนึกคิดในใจและส่งจื่อเหยียนออกมาจากมิติไท่ซวี
เดิมทีจู๋คุนกำลังสงสัยอยู่ว่าจางหยวนจะพาเขาไปพบลูกสาวได้อย่างไร แต่ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังสายเลือดอันแสนคุ้นเคยและใกล้ชิดปรากฏขึ้นข้างกายจางหยวน
"ลูกพ่อ เจ้าคือลูกของข้า!"
เมื่อจู๋คุนมองเห็นจื่อเหยียนในรูปลักษณ์ของเด็กสาววัยสิบห้าปีที่งดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ นัยน์ตามังกรของเขาก็เปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนไหวของเขาได้ทัน รู้เพียงว่าพริบตาต่อมาเขาก็ไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าจื่อเหยียนแล้ว เขาอยากจะโผเข้ากอดแต่ก็ไม่กล้า มือที่ยื่นออกไปชะงักค้างกลางอากาศ ทำตัวไม่ถูกพลางเอ่ยตะกุกตะกัก "เจ้า ช่างเหมือนแม่ของเจ้าเสียจริง..."
จื่อเหยียนที่เดิมทีตั้งใจจะวางท่าใส่จู๋คุนเสียหน่อย แต่เมื่อเห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ สายเลือดในกายก็เกิดการสั่นพ้อง ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะผลักมือของจู๋คุนออกไป
"ตู้ม!"
เมื่อมือของทั้งสองสัมผัสกัน ลำแสงสีม่วงทองอันเจิดจรัสก็ปะทุขึ้นจากร่างของทั้งคู่พร้อมกัน ก่อนจะหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ กลายเป็นแรงกดดันอันแสนน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนเร้นอยู่ในห้วงมิติ
นี่คือสัญลักษณ์แห่งความผูกพันทางสายเลือดของเผ่ามังกรโบราณอนันตกาล ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตวิญญาณและสายเลือด
"เจ๋ง นี่ยิ่งกว่าตรวจดีเอ็นเอเสียอีก แล้วก็สายเลือดจักรพรรดิปราณนั่นด้วย" เซียวเหยียนโพล่งขึ้นมาอย่างลืมตัว
"ตรวจดีเอ็นเอคือสิ่งใดกัน" เย่าเฒ่าลูบเครา เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซียวเหยียน: "..."
"มันคือวิธีการตรวจสอบว่าเด็กเป็นสายเลือดที่แท้จริงหรือไม่ขอรับ" เซียวเหยียนตอบ "และยังเป็นวิธีการตรวจสอบสายเลือดอีกรูปแบบหนึ่งด้วย"
"บนทวีปปราณยุทธ์ยังมีวิชาลับเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ" เย่าเฉินประหลาดใจ "ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ"
เซียวเหยียน: "..."
ขืนท่านเคยได้ยินสิ ข้าคงต้องเริ่มหวาดระแวงแล้ว
"ก็คิดซะว่าข้าพูดจาเหลวไหลไปเรื่อยก็แล้วกัน" เซียวเหยียนกระแอมไอเบาๆ
"ลูกพ่อ ข้า..."
เมื่อเห็นใบหน้าที่เย็นชาและไม่ยอมปริปากพูดของจื่อเหยียน จู๋คุนก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร จึงได้แต่ถูมือไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ
หากมีใครภายนอกมาเห็นภาพนี้เข้า คงยากที่จะเชื่อว่าชายร่างบึกบึนผู้นี้คือยอดฝีมือระดับเซียนปราณเก้าดาวผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปแห่งนี้
สำหรับสถานการณ์ตรงหน้านี้ เขายอมรับเลยว่าตนเองไม่มีประสบการณ์รับมือเลยจริงๆ
"ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไร้พ่อขาดแม่" ใบหน้าของจื่อเหยียนเย็นชา น้ำเสียงสั่นเครือและเยียบเย็น ทว่าผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวความโชคร้ายของนางต่างก็รู้สึกสงสารจับใจ
"ผู้อาวุโสจู๋คุน ข้าคิดว่าท่านคงต้องให้เวลาจื่อเหยียนสักพัก เพื่อให้นางยอมยกโทษให้ท่าน"
เมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียด จางหยวนจึงต้องออกโรงไกล่เกลี่ย "จื่อเหยียนต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในป่าลึกของแดนเถื่อนเจี่ยวอวี้ตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่ก็มักจะถูกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าซึ่งหมายตาในพรสวรรค์ของนางรังแกอยู่เสมอ"
"จนกระทั่งต่อมา นางเผลอกินหญ้าจำแลงกายที่ยังไม่เติบโตเต็มที่เข้าไป ทำให้ไม่สามารถใช้ร่างจริงได้ ซูเชียนผู้อาวุโสใหญ่แห่งขุมกำลังแห่งหนึ่งจึงพานางกลับไปชุบเลี้ยง นับแต่นั้นมานางจึงเริ่มมีเพื่อนและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"
"แม้ว่าท่านจะมีความจำเป็นบังคับ แต่ความขมขื่นในใจของนาง ก็ต้องอาศัยเวลาในการเยียวยา"
เมื่อได้ยินดังนั้น รังสีอำมหิตในดวงตาของจู๋คุนก็แปรปรวนจนแทบจะจับต้องได้ "บังอาจมารังแกเด็กของข้า ดี ดีมาก รอให้ข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะถล่มไอ้แดนเถื่อนเจี่ยวอวี้อะไรนั่นให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่ไก่หรือสุนัขเลยคอยดู"
พูดจบ จู๋คุนก็ถูมือไปมาอีกครั้ง มองจื่อเหยียนที่มีสีหน้าดื้อรั้นพลางกล่าวว่า "ความผิดของข้าเอง ความผิดของข้าเอง ข้าไม่ควรหลงระเริงในความแข็งแกร่งของตนเอง แล้วไปละโมบในถ้ำพำนักของจักรพรรดิโบราณเลย"
"ข้าควรจะใช้วิธีที่รอบคอบกว่านี้ ข้าควรจะรอให้เจ้าเติบโตเสียก่อนแล้วค่อยมา"
"ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้สารเลวถัวเซ่อนั่น มันวางกับดักข้า ทำให้ข้าต้องมาติดอยู่ที่นี่"
"ข้า..."
จู๋คุนกล่าวคำขอโทษด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน
เดิมทีจื่อเหยียนพยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว โผเข้ากอดจางหยวนแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
ดวงตาของจู๋คุนเบิกกว้าง สายตาที่มองไปยังจางหยวนก็มีความหมายแอบแฝงบางอย่างเพิ่มเข้ามา
ลูกสาวของเขากับไอ้หนุ่มนี่ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์แบบพี่น้องธรรมดาๆ เสียแล้วสิ
แต่ช่างเถอะ ขอเพียงลูกสาวของเขาชอบใจ และขอเพียงเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้ เขาก็พร้อมจะตามใจทุกอย่าง
"เจ้า เจ้าอย่าร้องไห้สิ"
"ทั้งหมดเป็นความผิดของพ่อเอง เจ้าอยากจะได้สิ่งใดมาชดเชยก็บอกมาได้เลย"
"ต่อให้เจ้าอยากจะเห็นข้าฆ่าเซียนปราณเก้าดาว ข้าก็จะฆ่าให้เจ้าดู ยังไงซะข้าก็เคยฆ่ามาแล้ว"
ทุกคน: ???
นี่มันชักจะโหดเกินไปแล้วมั้ง จักรพรรดิมังกรเฒ่าผู้นี้ถึงขั้นเคยสังหารเซียนปราณเก้าดาวมาแล้วเชียวหรือ
แม้แต่จางหยวนที่รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของจู๋คุนดี ก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้
ทว่าเมื่อลองไตร่ตรองดูให้ดี ด้วยร่างจริงอันมหึมาและประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนของจู๋คุน ก็เป็นไปได้สูงมากที่เขาจะสามารถทำเรื่องเช่นนั้นได้
"ตอนนี้ข้ายังไม่มีเรื่องอะไรให้ท่านช่วยหรอกนะ" จื่อเหยียนเช็ดน้ำตากับเสื้อของจางหยวน หันไปมองจู๋คุนแล้วเอ่ยว่า "หากท่านเก่งกาจถึงเพียงนั้น ท่านช่วยทำให้ท่านพี่หยวนบรรลุระดับเซียนปราณได้หรือไม่ล่ะ"
จู๋คุน: !
เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่า ลูกสาวของเขามีใจให้จางหยวนจริงๆ
ทว่าเขาไม่รู้สึกอิจฉาหรือริษยาเลยแม้แต่น้อย กลับมองว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก
เมื่อลูกสาวมีคนที่ใส่ใจหรือมีเรื่องที่สนใจ เขาก็จะได้หาทางเอาอกเอาใจได้ถูกจุด เพื่อประสานรอยร้าวในความสัมพันธ์ให้กลับมาดีดังเดิม
"จื่อเหยียนนี่ช่างกล้าขอจริงๆ เลยนะ" เซียวเหยียนโวยวายขึ้นมา "แต่แบบนี้เท่ากับว่าท่านพี่กำลังเกาะผู้หญิงกินอยู่หรือเปล่านะ"
"หึ" เมดูซ่ายกมือขึ้นมาชมเชยนิ้วเรียวงามของตนเอง พลางกล่าวเสียงเรียบ "ข้าล่ะหวังให้เขายอมเกาะผู้หญิงกินเสียที"
"หากท่านพี่หยวนยินดีจะเกาะผู้หญิงกิน เขาก็คงตามข้ากลับเผ่ากู่ไปตั้งนานแล้ว" บนใบหน้าของซวินเอ๋อร์ปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยน "ด้วยพรสวรรค์ของท่านพี่หยวน ท่านพ่อจะต้องยินดีให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน"
"นี่ท่านกำลังจะบอกว่ากายาพิษหายนะของข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ หรือว่านัยน์ตาอสรพิษสามบุปผาของชิงหลินยังไม่ดีพออย่างนั้นหรือ" เซียนแพทย์ตัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เจ้ายินดีอะไรนักหนางั้นหรือ" เย่าเฉินหัวเราะ "อย่าลืมที่ข้าบอกล่ะ หากไอ้หนูหยวนต้องการ ป่านนี้เขาก็เป็นกึ่งเซียนปราณไปแล้ว"
เซียวเหยียน: "..."
เขารีบทำท่ารูดซิปปากโดยพลัน
เขาก็แค่พูดหยอกเล่นเท่านั้นเอง
"เซียนปราณน่ะ ยากเอาการอยู่นะ" จู๋คุนถูมือไปมา "หากเป็นเจ้า พ่อไปลากคอหงสาเทพอสูรมาให้เจ้ากินเล่นสักสองสามตัว แล้วให้นอนพักผ่อนเยอะๆ ผนวกกับไพ่ตายที่พ่อทิ้งไว้ที่เกาะมังกร ก็น่าจะพอเป็นไปได้อยู่"
"แต่หากเป็นมนุษย์ หากพ่อสามารถออกไปจากที่นี่ได้ พ่อก็พอจะมีวิธีช่วยให้เขาเติบโตไปถึงระดับมหาปรมาจารย์ปราณเก้าดาวได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น"
"หลังจากนั้น พ่อคงต้องออกไปเสาะหาทรัพยากรบนทวีปปราณยุทธ์ที่เหมาะสมกับเขา เพื่อช่วยให้เขากลายเป็นมหาปรมาจารย์ปราณขั้นสูงสุด และเมื่อผ่านเก้าหมุนไปแล้ว เขาก็จะกลายเป็นกึ่งเซียนปราณหรือเซียนปราณได้อย่างแน่นอน"
สิ้นคำกล่าวนี้ ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงไปตามๆ กัน
มีวิธีช่วยเหลือได้จริงๆ ด้วย!
ทว่าเมื่อลองคิดดูให้ดี นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใดเลย
"ท่านเห็นว่าอย่างไร" จื่อเหยียนหันไปถามจางหยวน
"ดีเยี่ยม และมาได้ถูกจังหวะพอดี" จางหยวนคลี่ยิ้ม
สิ่งที่เขาขาดแคลนอยู่ในตอนนี้ ก็คือหนทางในการสะสมพลังเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับมหาปรมาจารย์ปราณเก้าดาวอย่างรวดเร็วนี่แหละ
ท้ายที่สุดแล้วเคล็ดวิชาที่เขาฝึกฝนก็ไม่ใช่เคล็ดวิชาเฝินเจวี๋ย จึงไม่อาจอาศัยการกลืนกินพลังงานที่สะสมอยู่ในเพลิงเทวะเพื่อยกระดับพลังได้
ส่วนสระอัสนีมิติที่ลอยอยู่เหนือเกาะมังกรนั้น ล้วนเต็มไปด้วยอัสนีมารทมิฬ ต้องรอให้บรรลุถึงระดับกึ่งเซียนปราณเสียก่อนจึงจะสามารถดูดกลืนมาเปรียบเทียบกันได้
และตอนนี้ โอกาสอันเหมาะสมก็มาถึงแล้ว
"ตกลง เอาตามนี้ไปก่อนก็แล้วกัน" จื่อเหยียนเอ่ยอย่างเสียไม่ได้
"แต่ว่า บนร่างของข้ามีกุญแจมิติที่จักรพรรดิโบราณถัวเซ่อทิ้งไว้ เพียงแค่สัมผัสกับม่านพลังมิติรอบๆ นี้มันก็จะทำงานทันที ทำให้ข้าไม่สามารถออกไปได้" จู๋คุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน
ดวงตาของจื่อเหยียนเบิกกว้าง
ที่พูดมาทั้งหมดนี่ สรุปคือพูดจาไร้สาระทั้งนั้นเลยหรือ
"ไม่เป็นไร"
จางหยวนยิ้มบางๆ "ข้าสามารถพาท่านผู้อาวุโสออกไปได้"
จู๋คุน: ?
ทุกคน: ??
[จบแล้ว]