- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 526 เงาร่างนั้น (1/2)
บทที่ 526 เงาร่างนั้น (1/2)
บทที่ 526 เงาร่างนั้น (1/2)
สวี่เฮยสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว เขาไม่ใช่สัตว์ป่าที่เอาแต่พุ่งชนอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป เขาคาดเดาว่านี่จะต้องเป็นฝีมือของผู้อยู่เบื้องหลังคนนั้นที่กำลังเล่นตุกติกอยู่อย่างแน่นอน
"ด่านก่อนหน้านี้ให้พวกเราเข่นฆ่ากันเองยังไม่พอ พอมาถึงที่นี่ ก็ยังต้องฆ่ากันต่อไปอีก อีกฝ่ายต้องการทำอะไรกันแน่?"
สวี่เฮยมองดูนักพรตสามศพที่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง เขาพยายามทิ้งระยะห่าง แต่คู่ต่อสู้กลับล็อกเป้าหมายที่เขาแล้ว และติดตามมาราวกับเงาตามตัว
เห็นเพียงกู้อวิ๋นซงตบฝ่ามือทั้งสองเข้าหากัน บนใบหน้าสีเขียวคล้ำก็ถูกย้อมไปด้วยชั้นไอแห่งความตาย และภายในรัศมีหมื่นจั้ง (กว่าสามสิบกิโลเมตร) ล้วนกลายเป็นผืนดินที่ตายซาก
"มหาเวทสลายศพ แดนปรโลกจุติ!"
กู้อวิ๋นซงตวาดเสียงต่ำ เห็นเพียงร่างกายเนื้อของเขากลับหลอมละลาย และหลอมรวมเข้าไปในผืนดินใต้ฝ่าเท้า
สีดำของผืนดินยิ่งลึกล้ำมากขึ้น ไอแห่งความตายพวยพุ่ง กลายเป็นแดนปรโลกในตำนาน
ชั่วพริบตา บนร่างกายของสวี่เฮยก็มีจุดศพปรากฏขึ้นเต็มไปหมด ร่างกายเนื้อของเขากำลังถูกย่อยสลาย ทว่าในระหว่างกระบวนการนี้ กลับไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เลย ราวกับเป็นการย่อยสลายตามธรรมชาติ
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของสวี่เฮยอึมครึมลง
พิษศพก่อนหน้านี้เขาสามารถต้านทานได้หมด แต่วิชานี้ อีกฝ่ายใช้วิธีการสังเวย เพื่ออัญเชิญแดนปรโลกในตำนานออกมา นี่มันไม่รักชีวิตแล้วชัดๆ
"ดูท่าถ้าไม่ฆ่าเจ้า ก็คงเลิกราไม่ได้แล้วสินะ"
สวี่เฮยกวักมือเรียก จี๋อิ่งก็นำมดกลืนวิญญาณหนึ่งพันตัวปรากฏตัวขึ้น แล้วมุดลงไปยังแดนปรโลกเบื้องล่าง
ในฐานะแมลงศพน้ำดำ จี๋อิ่งมีความไวต่อกลิ่นอายของซากศพเป็นอย่างมาก เพียงชั่วครู่ ก็ค้นพบร่างจริงที่อีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่
นั่นคือโลงศพสามใบ ที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ดิน
สวี่เฮยกำกระบี่ดาราจันทรา (ซิงเยวี่ย) ไว้ในมือ แล้วขว้างออกไปกลางอากาศ แสงกระบี่ราวกับดาวตกที่ร่วงหล่น ทิ่มแทงลงไปใต้ดินแดนปรโลก เจาะทะลวงความว่างเปล่า และปรากฏขึ้นภายในโลงศพใบแรกด้วยวิธีเทเลพอร์ต
"ฉัวะ!"
โลงศพถูกผ่าออก ศพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ภายในถูกบดขยี้จนแหลกเหลวในทันที เปล่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ก่อนจะสิ้นใจตายในพริบตา
"นักพรตสามศพ ศพสามร่าง ที่แท้นี่ก็คือร่างต้นของเจ้านี่เอง! รอข้าฟันศพทั้งสามของเจ้าจนสิ้นซาก ข้าจะขอดูซิว่าเจ้าจะฟื้นคืนชีพได้อย่างไรอีก!"
สวี่เฮยชี้กระบี่ออกไปอีกครั้ง กระบี่ดาราจันทราก็ปลดปล่อยอานุภาพของของวิเศษกึ่งระดับห้าออกมาอย่างเต็มที่ วาดผ่านเป็นริ้วทางช้างเผือก ฟาดฟันไปยังโลงศพที่อยู่ตรงกลาง
"เคร้ง!!"
โลงศพใบที่สองถูกฟัน ภายในนั้นคือศพของชายวัยกลางคน ซึ่งมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเด็กหนุ่มคนนั้นมาก คนผู้นี้เผยสีหน้าหวาดกลัว เอ่ยว่า "เจ้าพบข้าได้อย่างไร?"
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย กระโดดออกมาจากโลงศพ แล้วสับเท้าวิ่งหนีทันที ทว่าก็ถูกจี๋อิ่งที่นำแมลงหนึ่งพันตัวมาตีวงล้อมไว้มิดชิดแล้ว พวกมันพุ่งเข้าไปกัดกินทันที
"แมลงศพน้ำดำ? เจ้ามีของพรรค์นี้ได้อย่างไร?! อ๊ากก!!" ศพวัยกลางคนถูกมดกลืนวิญญาณนับไม่ถ้วนโอบล้อม จี๋อิ่งมุดเข้าไปในหูของเขาโดยตรง แมลงชนิดนี้คือดาวข่มของซากศพอย่างแท้จริง ทำให้เขาไม่มีที่ให้หลบซ่อน
เพียงชั่วพริบตา ร่างจริงทั้งสองของกู้อวิ๋นซงก็ถูกทำลาย เหลือเพียงโลงศพใบสุดท้าย ซึ่งมุดออกมาจากแดนปรโลกโดยตรง แล้วหลบหนีไปบนท้องฟ้าอันแสนไกล
สวี่เฮยจะให้โอกาสเขาหนีรอดไปได้อย่างไร?
ธงค่ายกลที่ซุนอู๋เซี่ยงมอบให้เขาก่อนหน้านี้ ได้ใช้ประโยชน์อย่างมหาศาล ธงค่ายกลทั้งแปดคันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ไปดักหน้าเส้นทางการหลบหนีของมันพอดี และกักขังมันเอาไว้ภายใน
โลงศพสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ศพของชายชราคนหนึ่งที่อยู่ภายในเปิดโลงลุกขึ้นมา นี่คือร่างในวัยชราของกู้อวิ๋นซง
"คิดจะฆ่าข้า วันนี้ข้าก็จะฆ่าเจ้าเช่นกัน! ไปตายซะ!"
กู้อวิ๋นซงตาถลนแทบฉีกขาด ความเยือกเย็นในดวงตาหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความบ้าคลั่ง
เห็นเพียงร่างจริงร่างสุดท้ายของเขา "ระเบิด" ดังปัง ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก (สือไห่) กลับมีวิญญาณผีร้ายนับไม่ถ้วนบินออกมา พุ่งเข้าหาสวี่เฮยราวกับพายุฝนกระหน่ำ
สวี่เฮยลอบด่าว่าเป็นไอ้บ้าของแท้ จากนั้น เขาก็รวมปราณไว้ที่จุดตันเถียน แล้วตวาดลั่น "มังกรคลั่งคำราม (ซุ่ยหลงอิ๋น)!"
"โฮก!!"
วิชามังกรคลั่งคำรามของสวี่เฮย บรรลุถึงขั้นทำลายมิติ (ซุ่ยคง) มาตั้งนานแล้ว วิญญาณที่พุ่งเข้ามา เมื่อเผชิญกับเสียงคำรามแห่งความโกรธเกรี้ยว ล้วนถูกสั่นสะเทือนจนแหลกสลาย กลายเป็นความว่างเปล่า เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาดังระงมไม่ขาดสาย
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่อึดใจ ร่างวัยชราร่างสุดท้ายของนักพรตสามศพ ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ร่างจริงทั้งสามร่างล้วนถูกจัดการ นักพรตสามศพ กู้อวิ๋นซง ก็ได้กลายเป็นยอดฝีมือระดับซุปเปอร์คนแรกที่ร่วงหล่น
แดนปรโลกถูกทำลาย ร่างกายเนื้อของสวี่เฮยก็หยุดการย่อยสลาย
ในเวลานี้ ผิวหนังของเขาได้หายไปจนหมดแล้ว เลือดเนื้ออยู่ในสภาวะกึ่งละลาย หลายจุดเผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน สภาพดูน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก ราวกับซากศพที่เน่าเปื่อยไปแล้วครึ่งหนึ่ง
สวี่เฮยรีบกลืนยารักษาบาดแผลลงไปหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ยกมือเรียก นำฝาโลงศพทั้งสามใบมาเก็บไว้
ด้วยสายตาของเขา ย่อมมองออกว่าโลงศพทั้งสามใบนี้มีมูลค่ามหาศาล เมื่อรวมกันแล้ว นับว่าเป็นชุดของวิเศษกึ่งระดับห้าได้เลย
คุณสมบัติของมันคือสามารถแบ่งวิญญาณของคนออกเป็นสามส่วน ทำให้มีสามร่าง
ขอเพียงร่างต้นทั้งสามไม่ตาย ก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ไม่จำกัด
ทว่า ของวิเศษชิ้นนี้ต้องใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาของสำนักสุสานโบราณ ซึ่งจะทำให้ตัวเองมีสภาพครึ่งคนครึ่งผี สวี่เฮยไม่คิดจะใช้มัน แต่สามารถนำไปขายได้
ของวิเศษประเภทกักเก็บของกู้อวิ๋นซง สวี่เฮยก็หามันพบเช่นกัน มีถุงเก็บของทั้งหมดสิบกว่าใบ สวี่เฮยตรวจสอบดูทีละใบ
สวี่เฮยกวาดตามองคร่าวๆ หินวิญญาณรวมแล้วมีสิบล้านก้อน ยังสู้เฮยเหลียนไม่ได้ แต่กลับมีขวดยาแปลกๆ อยู่ไม่น้อย หลายขวดล้วนเป็นพิษศพ
เมื่อสวี่เฮยเปิดถุงเก็บของใบหนึ่งออก เขาก็ถึงกับอึ้งไป
เห็นเพียงว่าภายในนั้นบรรจุศพเอาไว้จนแน่นขนัด นับร้อยศพ มีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงคนแก่เด็ก ระดับเจี๋ยตันหรือหยวนอิง มีทั้งคนและปีศาจ มากมายจนนับไม่ถ้วน
มีทั้งคนที่เพิ่งตาย เป็นศพสดใหม่ และมีทั้งคนที่เห็นได้ชัดว่าตายมานานแล้ว บนตัวส่งกลิ่นเหม็นเน่า เป็นเครื่องมือสำหรับการเพาะเลี้ยงพิษศพ
"นี่มัน..."
ทันใดนั้น สายตาของสวี่เฮยก็แข็งกร้าวขึ้น มองดูศพในถุงเก็บของใบใดใบหนึ่ง
ศพนี้อยู่ในถุงเก็บของเพียงลำพัง พิษศพบนร่างได้กลายเป็นสีดำอมม่วงไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่สวี่เฮยเคยเห็นมา แต่สภาพศพกลับยังคงสมบูรณ์ แผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเป็นระลอกๆ บนตัวยังมีรอยไหม้เกรียม
"ศพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮั่วเสิน?"
รูม่านตาของสวี่เฮยหดเล็กลง จากนั้นก็ส่ายหน้าพึมพำกับตัวเอง "ไม่ถูก ดูจากกลิ่นอายของศพนี้ ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮั่วเสินที่แท้จริง แต่เหมือนคนที่อยู่ในระดับฮั่วเสินแล้วข้ามทัณฑ์สวรรค์ล้มเหลวมากกว่า"
รอยไหม้เกรียมบนร่างของคนผู้นี้ เห็นได้ชัดว่าถูกสายฟ้าฟาด ซ้ำยังไม่ใช่ทัณฑ์สายฟ้าธรรมดา เทวานุภาพอันยิ่งใหญ่ปานนั้น จะต้องเป็นทัณฑ์สวรรค์ฮั่วเสินอย่างแน่นอน!
การที่สามารถเผชิญทัณฑ์สวรรค์ได้ แสดงให้เห็นว่าเพียบพร้อมไปด้วยเงื่อนไขในการทะลวงสู่ระดับฮั่วเสินแล้ว น่าเสียดาย ที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถข้ามทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ
เมื่อใดที่ข้ามทัณฑ์สวรรค์ล้มเหลว ร่างกายก็ดับสูญ ความพยายามทั้งหมดก็สูญเปล่า ซ้ำยังถูกคนนำศพมาใช้หลอมพิษศพ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
"นี่น่าจะเป็นสิ่งที่กู้อวิ๋นซงเตรียมไว้สำหรับการทะลวงสู่ระดับฮั่วเสินในวันข้างหน้า น่าเสียดาย ที่เขาไม่มีโอกาสได้ใช้มันแล้ว" สวี่เฮยลอบถอนหายใจ
เขานั่งขัดสมาธิลง นำโอสถที่ยึดมาจากเฮยเหลียนกลืนลงไปหนึ่งเม็ด เร่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ครั้งใหญ่ในแดนไกลยังคงดำเนินต่อไป ทุกคนล้วนต่อสู้กันอย่างดุเดือดสูสี
ผ่านไปไม่นาน ผิวหนังของสวี่เฮยที่ถูกย่อยสลายไปก็งอกกลับคืนมา ต้องยอมรับเลยว่า โอสถของหุบเขาโอสถราชันย์นั้นยอดเยี่ยมจริงๆ
ในความทรงจำของหวงฝู่ตวนหลง หุบเขาโอสถราชันย์ก็เคยเป็นขุมกำลังใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคหนึ่ง เพียงแต่คนรุ่นหลังตกต่ำลง ผู้สืบทอดมีเพียงหยิบมือ ยากที่จะตามหาร่องรอยพบ
ในขณะที่ความคิดของสวี่เฮยกำลังโลดแล่น
ทันใดนั้น เขาก็ราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปแดนไกล
เห็นเพียงที่ปลายสายตาอันแสนไกล จู่ๆ ก็ปรากฏหญิงสาวในชุดขาวนางหนึ่ง คนผู้นี้ปิดบังใบหน้า สวมหมวกสาน ชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ บนเสื้อคลุมมีลวดลายดอกบัวเขียวสลักอยู่ รอยเท้าที่นางก้าวเดินเบ่งบานเป็นดอกบัวภาพลวงตาดอกแล้วดอกเล่า
รูม่านตาของสวี่เฮยหดเล็กลง ทว่าไม่นานก็กลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิม
ผ่านไปไม่นาน หญิงชุดขาวก็เดินมาถึงเหนือน่านฟ้าของสมรภูมิ เห็นเพียงนางหยิบขวดยาขวดหนึ่งออกมา เทผงยาออกมาเล็กน้อยเบาๆ แล้วโปรยปรายไปบนท้องฟ้า
"พรึ่บ!"
ผงยาล่องลอยไปตามสายลม ร่วงหล่นลงสู่สมรภูมิ
กลุ่มคนที่เดิมทีกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดและธาตุไฟเข้าแทรก ล้วนค่อยๆ กลับมามีสติสัมปชัญญะแจ่มใสอีกครั้ง