- หน้าแรก
- วิถีปรมาจารย์สวรรค์ไท่ชิง
- ตอนที่ 110 (ฟรี)ยั้งมือเอาไว้
ตอนที่ 110 (ฟรี)ยั้งมือเอาไว้
ตอนที่ 110 (ฟรี)ยั้งมือเอาไว้
ตอนที่ 110 ยั้งมือเอาไว้
เมื่อเฉินอวี่อินได้ยินคำพูดของหงเสี่ยวเทียน นางก็ร้องไห้จนตัวโยน
หงเสี่ยวเทียนกล่าวเสียงเรียบ “พวกเราต้องไปแล้ว เสียงต่อสู้เมื่อกี้ดึงดูดตัวอะไรมาก็ไม่รู้”
ในขณะนั้นเอง พื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือน ยอดเขาในที่ไกลๆ ถูกปกคลุมด้วยไอน้ำ ภายในยอดเขาดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างกำลังจะพุ่งออกมา
หงเสี่ยวเทียนหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วแน่น ยอดเขาในที่ไกลๆ สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเริ่มพังทลายลง แมกมาสีแดงฉานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สาดกระจายไปทั่ว เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานยอดเขาทั้งลูกก็ถูกแมกมาปกคลุม
มีบางสิ่งพุ่งออกมาจากแมกมา และกำลังมุ่งหน้ามาทางหงเสี่ยวเทียน
หงเสี่ยวเทียนตกใจมาก เขามองเห็นเด็กหนุ่มผมขาวกำลังวิ่งเท้าเปล่ามาบนแมกมา และกำลังพุ่งตรงมาทางเขา
หงเสี่ยวเทียนรีบอุ้มเฉินอวี่อินขึ้นมา แล้วหันหลังวิ่งหนีทันที
ที่แท้ หลังจากเย่เจ๋อเซียนรอนแรมอยู่ในทะเลแมกมาเป็นเวลานาน เขาก็ได้พบกับการปะทุของภูเขาไฟ เขาถูกแมกมาพัดพาออกมา และหลังจากที่ถูกพัดออกมา เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยในทันที
เขาพุ่งตรงไปยังกลิ่นอายนั้นทันที และก็ได้เห็นหงเสี่ยวเทียนที่กำลังวิ่งหนีอยู่จริงๆ
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยเผชิญมา เย่เจ๋อเซียนจะปล่อยเขาไปได้อย่างไร
แม้หงเสี่ยวเทียนจะอุ้มคนอยู่ แต่ความเร็วของเขาก็ไม่ได้ตกลงเลย ทว่าความเร็วของเย่เจ๋อเซียนนั้นเร็วกว่า
ณ ลานกว้างแห่งหนึ่ง ในที่สุดเย่เจ๋อเซียนก็สามารถสกัดกั้นตาเฒ่าหงเสี่ยวเทียนไว้ได้ เขาไปขวางหน้าหงเสี่ยวเทียน พลางด่าว่า “ไอ้แก่ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ ตอนอยู่ที่เนินเขาสั่วหมัว ข้าเกือบตายเพราะเจ้าแล้วรู้ไหม”
หงเสี่ยวเทียนค่อยๆ วางเฉินอวี่อินลง วางเห็ดหลินจือเจ็ดสีไว้ในอ้อมอกนาง ลุกขึ้นยืน จ้องมองเย่เจ๋อเซียนตรงๆ
เขามองดูอีกาดำบนไหล่ของเย่เจ๋อเซียน รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ของสิ่งนี้ยังไม่สูญพันธุ์ไปอีกหรือ
หงเสี่ยวเทียนกล่าวอย่างใจเย็น “เจ้าก็เก่งไม่เบานี่ โดนคำสาปกลายเป็นหินเข้าไป ยังสามารถแก้คำสาปได้อีก”
เย่เจ๋อเซียนไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าใส่หงเสี่ยวเทียนทันที เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องบีบกะโหลกเจ้านี่ให้แหลกคามือให้ได้
หงเสี่ยวเทียนไม่สะทกสะท้าน รับหมัดของเย่เจ๋อเซียนอย่างอาจหาญ ทั้งสองเข้าประชิดตัว แลกหมัดกันอย่างดุเดือด
เฉินอวี่อินมองจนขนลุกซู่ การต่อสู้ระหว่างเด็กหนุ่มผมขาวขั้นที่สี่ กับหงเสี่ยวเทียนขั้นที่ห้านั้นน่ากลัวเกินไป หมัดของพวกเขาสามารถซัดผู้ฝึกตนขั้นที่เจ็ดให้ตายคาที่ได้อย่างง่ายดาย
ระดับพลังของพวกเขาไม่สามารถวัดจากเกณฑ์ทั่วไปได้อีกแล้ว เหนือล้ำสามัญสำนึกไปไกลลิบ
หงเสี่ยวเทียนถอยฉากออกมา เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พลางกล่าวว่า “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะหล่อหลอมร่างกายมาถึงขั้นนี้ได้ พลังฝึกตนขั้นที่สี่ ร่างกายระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง แม้แต่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสินโจว ก็ถือว่าเป็นตัวตึงเลยนะ เย่เจ๋อเซียน เจ้าก้าวเข้าสู่ขีดสุดที่สิบแล้วใช่ไหม?”
เย่เจ๋อเซียนสะบัดหมัดที่เริ่มปวดเมื่อย ร่างกายของเจ้านี่ก็แข็งแกร่งไม่เบา โดนเข้าไปตั้งหลายหมัดยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“เมล็ดพันธุ์เซียนแห่งประตูมังกรถูกข้าหลอมรวมไปแล้ว ส่วนข้าจะก้าวเข้าสู่ขีดสุดที่สิบแล้วหรือเปล่า เจ้ามาลองดูอีกทีก็รู้แล้ว”
เฉินอวี่อินตกใจอีกครั้ง อีกฝ่ายถึงกับหลอมรวมเมล็ดพันธุ์เซียนแห่งประตูมังกรไปแล้ว เขาต้องก้าวเข้าสู่ขีดสุดที่สิบแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!
หงเสี่ยวเทียนแค่นเสียงเย็น “กลัวเจ้าหรือไง!”
เย่เจ๋อเซียนชกหมัดใส่หงเสี่ยวเทียน คราวนี้เขาใช้แรงไปถึงเจ็ดส่วน แถมยังใช้วิชาหมัดสั่นสะเทือนด้วย ทันทีที่หงเสี่ยวเทียนปะทะกับหมัดของเขา ร่างกายของหงเสี่ยวเทียนก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง กระอักเลือดออกมาคำโต ร่างปลิวละลิ่วออกไป
เย่เจ๋อเซียนไม่ปรานี ตามไปซ้ำอย่างรวดเร็ว ระดมทุบหงเสี่ยวเทียนที่ยังไม่ทันตกถึงพื้นจนน่วม กระดูกของหงเสี่ยวเทียนหักไปกี่ท่อนก็ไม่รู้ แขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่ง เห็นได้ชัดว่าหักไปแล้ว
เขาจับขาของหงเสี่ยวเทียนไว้ แล้วจับฟาดซ้ายฟาดขวา ตอนนี้สภาพของหงเสี่ยวเทียนดูไม่จืดเลยทีเดียว
ในที่สุดความแค้นในใจเย่เจ๋อเซียนก็ถูกระบายออกมาจนหมด เขาโยนหงเสี่ยวเทียนทิ้งไป แล้วชกหมัดที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตออกไป หมายจะปลิดชีพหงเสี่ยวเทียนให้สิ้นซาก
แม้หงเสี่ยวเทียนจะบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ไม่ได้สลบไป เขาทำได้เพียงนอนเบิกตากว้างมองดูหมัดของเย่เจ๋อเซียนที่พุ่งเข้ามาหา พอนึกถึงตอนที่เขาดูแคลนเย่เจ๋อเซียนก่อนหน้านี้ การโดนตบหน้ากลับมันช่างรวดเร็วเหลือเกิน
หากไม่ใช่เพราะระดับพลังของเขาต่ำเกินไป จนไม่สามารถใช้วิชาคำสาปได้ เขาก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก
การต่อสู้ระยะประชิดไม่ใช่ทางถนัดของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ตาเฒ่าหงเสี่ยวเทียนรู้สึกสิ้นหวังขนาดนี้ บางทีชีวิตของเขาคงต้องจบลงที่นี่แล้วล่ะ
เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร โลกของการฝึกฝนก็เป็นแบบนี้ โทษใครไม่ได้ ก่อนหน้านี้เย่เจ๋อเซียนก็เกือบตายด้วยน้ำมือของเขาเหมือนกันไม่ใช่หรือ
ทันใดนั้น ก็มีร่างคุ้นเคยร่างหนึ่งมากระโดดทับร่างของเขา เย่เจ๋อเซียนเห็นเด็กสาวเอาตัวมาบังหงเสี่ยวเทียนไว้ ก็รู้สึกตกใจ จึงพยายามชักพลังกลับ
เขาฝืนสลายพลังที่รวมไว้ในหมัด จนทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่พลังทำลายล้างของหมัดนี้ก็ลดลงไปได้สามถึงสี่ส่วน
เฉินอวี่อินส่งเสียงครางในลำคอ เลือดสดๆ พุ่งทะลักรดใบหน้าของหงเสี่ยวเทียน ก่อนจะสลบเหมือดไปในพริบตา
นางฝืนรับหมัดของเย่เจ๋อเซียนไว้ได้อย่างหวุดหวิด แถมพิษในร่างกายของนางก็ยังไม่ถูกขับออกไปเลย
เมื่อหงเสี่ยวเทียนเห็นเย่เจ๋อเซียนชักหมัดกลับ จนทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บสาหัส เขาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
เขามองดูเฉินอวี่อินในอ้อมกอด ท้ายที่สุดก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว สลบไปอีกคน
เย่เจ๋อเซียนมองดูเด็กสาวที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องหงเสี่ยวเทียน อดไม่ได้ที่จะใจอ่อน นี่ทำให้เขานึกถึงเสวี่ยเอ๋อร์ เมื่อก่อนตอนที่เขาถูกรังแก เสวี่ยเอ๋อร์ก็มักจะเอาตัวมาบังเขาไว้เสมอ
มีอะไรบางอย่างกำลังไล่ตามมา เย่เจ๋อเซียนมองดูเห็ดหลินจือเจ็ดสีที่ตกอยู่บนพื้น เขาโบกมือเรียกเก็บมันมาไว้ในอกเสื้อ แล้วรีบพาทั้งสองคนที่สลบไสลหนีไปทันที
เฉินอวี่อินตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นข้างกาย หงเสี่ยวเทียนนอนอยู่ข้างๆ นาง บาดแผลบนร่างกายของเขาได้รับการทำแผลเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ฟื้น
ข้างกองไฟ เย่เจ๋อเซียนกำลังอ่านหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ
พิษในร่างกายของเฉินอวี่อินหายไปแล้ว แม้ตอนนี้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
นางหยิบเสื้อคลุมที่สะอาดสะอ้านตัวหนึ่งมาห่มให้หงเสี่ยวเทียนอย่างเบามือ
นางลุกขึ้นนั่งข้างกองไฟ มองดูเย่เจ๋อเซียนที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือ โดยไม่ได้รบกวนเขา
เย่เจ๋อเซียนอ่านหนังสือที่อาจารย์ให้มาจนจบ แล้วค่อยๆ เก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง
เขามองดูเฉินอวี่อิน แล้วหันไปมองหงเสี่ยวเทียน พลางกล่าวว่า “เจ้ารู้เรื่องของเขาแล้วใช่ไหม?”
เฉินอวี่อินพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณที่คุณชายเย่ยอมปล่อยพวกเราไปเจ้าค่ะ”
เย่เจ๋อเซียนโบกมือปฏิเสธ “ความแค้นระหว่างข้ากับเขาไม่เกี่ยวกับเจ้า แต่เจ้านี่สิ ทำไมถึงคิดจะช่วยเขาล่ะ?”
เฉินอวี่อินมองหงเสี่ยวเทียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ว่าเขาจะเป็นผีหรือเป็นคน เขาก็ไม่เคยทำร้ายข้าเลย หากไม่ใช่เพราะเขาปกป้องข้า ป่านนี้ข้าคงตายไปแล้ว ด้วยความสามารถของคนระดับพวกเขา ไม่จำเป็นต้องมาหลอกข้าหรอก ข้าไม่มีอะไรให้พวกเขาหลอกอยู่แล้ว”
เย่เจ๋อเซียนปรายตามองหงเสี่ยวเทียนแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ถ้าเจ้ายังแกล้งตายอยู่อีก เชื่อไหมข้าจะอัดเจ้าอีกรอบ”
หงเสี่ยวเทียนรีบลุกขึ้นมาทันที ขยี้ผมที่ยุ่งเหยิง หยิบเสื้อคลุมมาพับเก็บอย่างเรียบร้อย แล้วยื่นให้เฉินอวี่อิน
เย่เจ๋อเซียนถามด้วยความสงสัย “ตาเฒ่า ตอนที่เจ้าอยู่เนินเขาสั่วหมัว ฝีมือเจ้าไม่เห็นจะกิ๊กก๊อกแบบนี้นี่นา?”
หงเสี่ยวเทียนตอบอย่างกระอักกระอ่วน “ก็ระดับพลังมันยังไม่ถึงนี่นา วิชาคำสาปมันใช่ว่าจะร่ายกันได้ง่ายๆ ตอนที่ร่ายคำสาปกลายเป็นหินใส่เจ้าตอนนั้น ก็เป็นสต๊อกเดียวที่ข้ามีอยู่ ตอนที่อาศัยร่างนี้หนีออกมาจากเนินเขาสั่วหมัว สมบัติของข้าก็หมดเกลี้ยงเลย ด้วยสถานะศิษย์สายในของตำหนักโยวหมิง มันไม่พอให้ข้าไปหาวัตถุดิบพวกนั้นมาได้หรอก”
เย่เจ๋อเซียนถามต่อ “ด้วยสถานะของเจ้า ทำไมถึงไปเล็งร่างกายนี้ล่ะ ตอนอยู่ที่เนินเขาสั่วหมัว ข้าจำได้ว่าเขาตายไปแล้วนี่นา”
หงเสี่ยวเทียนไม่กล้ามองหน้าเฉินอวี่อิน เขาตอบเสียงเบาว่า “ข้ารู้วิชาสกัดหลอมวิชาหนึ่ง มันสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้ ร่างกายเก้าหยินมีศักยภาพมหาศาล ขอเพียงมีทรัพยากรมากพอ การจะเลื่อนขั้นเป็นร่างกายโยวหมิงในตำนาน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
เย่เจ๋อเซียนมองหงเสี่ยวเทียนด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี พลางกล่าวว่า “ตอนที่อยู่เนินเขาสั่วหมัว เจ้าไม่ได้แค่คิดจะแย่งชิงเมล็ดพันธุ์เซียนแห่งประตูมังกรจากมือข้าใช่ไหม?”
ตาเฒ่าหงเสี่ยวเทียนรู้สึกจนใจ ไม่รู้ว่าเจ้านี่มันฝึกวิชายังไง ระดับพลังกับความแข็งแกร่งมันคนละเรื่องกันเลย
หงเสี่ยวเทียนกล่าวว่า “ก็เห็นว่าร่างกายของพี่เย่แข็งแกร่งดี ก็เลยอยากจะเอามาศึกษาสักหน่อยน่ะ”
เย่เจ๋อเซียนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ตาเฒ่า ที่บอกว่าอยากจะศึกษาเนี่ย หมายถึงชำแหละข้ามาศึกษา หรือว่าหั่นข้าเป็นชิ้นๆ มาศึกษาล่ะ?”
หงเสี่ยวเทียนตอบอย่างจริงจัง “ชำแหละน่ะต้องชำแหละอยู่แล้ว ถึงอย่างไรวิชาคำสาปก็ต้องการประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างโชกโชนนี่นา”
เฉินอวี่อินขมวดคิ้ว สองคนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่มีความแค้นต่อกันเลยสักนิด