- หน้าแรก
- วิถีเซียนต้านฟ้า เมื่อพลังสวรรค์ล้นทะลัก
- บทที่ 80 - ทุกคนคือหน่วยจู่โจมหลัก
บทที่ 80 - ทุกคนคือหน่วยจู่โจมหลัก
บทที่ 80 - ทุกคนคือหน่วยจู่โจมหลัก
บทที่ 80 - ทุกคนคือหน่วยจู่โจมหลัก
การระดมยิงถล่มอย่างต่อเนื่องยังคงดำเนินต่อไป แม้จ้าวเฟิงจะปากร้ายด่าจู้จื่อเรื่องที่อาจจะระเบิดรถบรรทุกทิ้งไป แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ จ้าวเฟิงก็ไม่ได้ออกคำสั่งให้จู้จื่อหยุดยิงปืนใหญ่เลยแม้แต่นิดเดียว
จ้าวเฟิงยอมเสียกระสุนจำนวนมาก หรือแม้แต่ต้องแลกด้วยการที่รถบรรทุกสองคันนั้นจะพังพินาศไป เขาก็ยอมรับได้ หากมันสามารถลดการสูญเสียของทหารใต้บังคับบัญชาลงได้แม้เพียงเล็กน้อย ทหารเหล่านี้ช่างล้ำค่ายิ่งนัก พวกเขาคือคนในอาณัติสายตรงของจ้าวเฟิง การรบทุกครั้งคือการสะสมทหารกรำศึก
แน่นอนว่าการรบแต่ละครั้งย่อมมาพร้อมกับอัตราการสูญเสียและความตายจำนวนมาก แต่มันก็สามารถทำให้จำนวนทหารฝีมือดีในสังกัดของจ้าวเฟิงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ นี่คือวิถีแห่งความยั่งยืน หากหลังจบศึกแต่ละครั้ง จำนวนทหารฝีมือดีกลับลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต่อให้จะมีทหารใหม่มาเติมเต็มมากแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ทางออกที่มั่นคง
จ้าวเฟิงมีแนวคิดเป็นของตัวเอง แม้เขาจะไม่เคยเข้าเรียนในสถานบันการทหารอย่างเป็นทางการ และไม่รู้ว่าแนวคิดนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่เขาก็เลือกที่จะเดินตามความคิดของตนเองต่อไป!
"ทุกคนต่างก็มีพ่อมีแม่เหมือนกันหมด ถ้าหากกลับไปแนวหลังแล้ว ประชาชนมอนทอกมาทวงถามหาลูกชายหรือสามีของพวกเขาจากฉัน... ฉันจะตอบพวกเขายังไง?" จ้าวเฟิงเคยกล่าวกับคนใกล้ชิดไว้ครั้งหนึ่ง
การระดมยิงจากปืนใหญ่พลังต้นกำเนิดดำเนินไปเป็นเวลานาน ต้องขอบคุณที่จ้าวเฟิงหน้าด้านพอที่จะไป "รีดไถ" อาวุธและกระสุนมาจากกระทรวงกลาโหมได้เป็นกอบเป็นกำ และในตอนแรกอัตรากระสุนมูลฐานของปืนใหญ่ทุกกระบอกที่กระทรวงให้มาก็ถือว่าเต็มพิกัด จ้าวเฟิงจึงจัด "ซุปเนื้อเหล็กกล้า" หม้อใหญ่ให้กองทัพศัตรูในป่าไม้ไปอย่างสาสม ไม่รู้ว่าพวกมันจะอิ่มกันหรือยัง?
ในกระบวนการบุกโจมตีต่อจากนั้น จ้าวเฟิงยังคงใช้ประสบการณ์การรบแบบเดิม คือการส่งหน่วยยอดฝีมือกลุ่มเล็กๆ เข้าประชิดก่อน จากนั้นจึงตามด้วยกองกำลังขนาดใหญ่เข้ากวาดล้าง ทัพมอนทอกบางหน่วยชอบใช้ทหารใหม่มาเป็น "อาหารปืนใหญ่" วิธีนี้แม้จะช่วยลดพละกำลังของศัตรูและลดความสูญเสียของหน่วยยอดฝีมือฝ่ายตนได้ แต่จ้าวเฟิงมองว่าการทำเช่นนั้นสูญเสียมากเกินไป ในเมื่อเรามีกำลังพลเหนือกว่าเกือบเท่าตัว จะทำเรื่องแบบนั้นไปทำไมกัน!
ยอดฝีมือหรืออาหารปืนใหญ่อะไรกัน?! ในกำมือของฉัน ทุกคนคือยอดฝีมือ! และทุกคนต้องบุกจู่โจมหลักเหมือนกันหมด!
เมื่อซุนหูนำทีมยอดฝีมือสิบกว่าคนพร้อมด้วยฝูงหมาป่าเปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงจากทางปีกเข้าใส่ป่าไม้ จ้าวเฟิงก็ลุกพรวดขึ้นมาจากสนามเพลาะของฐานที่มั่นชั่วคราว แล้วหันไปตะโกนบอกทหารที่อยู่ข้างหลังว่า "พี่น้องทั้งหลาย บุก!"
"บุกเข้าไปให้หมด!"
"อย่าให้ศัตรูมีโอกาสได้หายใจ!" จ้าวเฟิงคำรามลั่น
ทันทีที่เสียงปืนใหญ่สงบลง จ้าวเฟิงและพวกก็เปิดฉากบุกจู่โจมอย่างรุนแรง กองร้อยนายทหารใต้การนำของต้าเปียว แม้ในช่วงเริ่มต้นจะออกตัวได้ไม่เร็วเท่าทีมของซุนหู แต่เมื่อพุ่งออกไปแล้วกลับดุดันอย่างยิ่ง! สมกับที่เป็นชายชาตรีที่เกือบทุกคนฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังนิวาต และส่วนใหญ่ยังเป็นสมาชิกของสมาคมดาราต้นกำเนิดในสังกัดของจ้าวเฟิงด้วย
เหล่านายทหารเหล่านี้ต่างกระชับปืนพลังต้นกำเนิดแบบยิงรัว ฝ่าดงกระสุนของศัตรูและบุกขึ้นไปจากทางด้านหน้าตรงๆ จ้าวเฟิงเห็นพี่น้องสองคนล้มลง คนหนึ่งถูกกระสุนระดมยิงใส่จนศีรษะเปิดกระจุย ตายคาที่อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนอีกคนก็บุกแรงเกินไปจนถูกยิงเข้าหลายนัดจนล้มลง ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
การล้มลงของพี่น้องสองคนในกองร้อยนายทหารทำให้ชายชาติทหารอย่างจ้าวเฟิงต้องขมวดคิ้วด้วยความสะเทือนใจ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ละทิ้งภารกิจเพื่อวิ่งไปดูอาการของพี่น้องทั้งสองคนเลย เขายังคงถือปืนพลังต้นกำเนิดและใช้พลังเคล็ดดาราต้นกำเนิดที่ฝึกมาจนถึงขั้นที่สาม ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในทหารมอนทอกที่พุ่งได้เร็วที่สุดในสมรภูมิแห่งนี้!
ทว่าด้วยหางตา จ้าวเฟิงสังเกตเห็นผู้หญิงใจเด็ดสองคนจากกองร้อยพยาบาล พุ่งตรงเข้าไปหาร่างของนายทหารที่ถูกยิงล้มลงเพื่อตรวจดูอาการทันที ผู้หญิงสองคนนั้นจ้าวเฟิงพอจะจำหน้าได้ลางๆ ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในหญิงสาวผู้น่าสงสารที่เขาเคยช่วยออกมาจากห้องใต้ดินในป่าขาเป๋
นับว่าเป็นเรื่องจริงที่ว่า ชีวิตที่ขมขื่นเท่านั้นที่จะหล่อหลอมให้ผู้หญิงมีความเข้มแข็งได้ถึงเพียงนี้ ภาพในหัวและความคิดที่แวบผ่านเข้ามานั้นถูกจ้าวเฟิงสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ระยะทางจากตีนเขาถึงป่าไม้นั้นไม่ได้ไกลเลย หากวัดกันจริงๆ ก็แค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ด้วยสมรรถภาพทางกายของจ้าวเฟิงและทหารที่ฝึกพลังนิวาตมา เพียงแค่ชั่วอึดใจพวกเขาก็พุ่งมาถึงแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าแนวรับ จ้าวเฟิงพบว่ากระสุนในปืนของเขาหมดเกลี้ยงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปสู้รบระยะประชิดด้วยดาบปลายปืนทันที เขาเลือกที่จะหยุดลงที่หน้าสนามเพลาะอย่างใจเย็นเพื่อเปลี่ยนผลึกต้นกำเนิดก้อนใหม่ ในขณะที่จ้าวเฟิงกำลังเปลี่ยนซองกระสุน การต่อสู้ระยะประชิดที่ดุเดือดรอบข้างก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
อาณาจักรเอลิบิสมีระดับการฝึกพลังโดยเฉลี่ยที่สูงก็จริง แต่นั่นหมายถึงระดับนายทหารเป็นหลัก หากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้จัดตั้งหน่วยกองร้อยนายทหารแบบเดียวกับจ้าวเฟิง แต่เลือกที่จะกระจายกำลังกันออกไปในสนามรบ ในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถแสดงพลังที่มีประสิทธิภาพออกมาได้มากนัก
และเมื่อเทียบกับกองทัพเอลิบิสที่มีจำนวนมากกว่า กลับกลายเป็นทหารของจักรวรรดิเฮยหมิงจำนวนน้อยในป่าแห่งนี้ที่เป็น "กระดูกชิ้นโต" เคี้ยวยากกว่า เมื่อเผชิญกับวิกฤตความวุ่นวายเช่นนี้ ทหารเฮยหมิงจำนวนน้อยกลับเลือกที่จะรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นและอาศัยพึ่งพากันในการต่อสู้ การเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดของทหารเฮยหมิงเหล่านี้คือการไม่ร่วมรบกับกองทัพเอลิบิสต่อไป เพราะทัพเอลิบิสถูกปืนใหญ่ของจ้าวเฟิงถล่มจนขวัญหนีดีฝ่อวุ่นวายไปหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่จ้าวเฟิงและพวกบุกขึ้นมา ทหารมอนทอกหลายคนยัง "แสร้งทำเป็นหวังดี" ตะโกนเป็นภาษาเอลิบิสว่า "วางอาวุธไม่ตาย!" การที่มีจางเหม่ยเหลียนที่เชี่ยวชาญภาษาเอลิบิสอยู่ในหน่วยมันดีอย่างนี้นี่เอง คำง่ายๆ ไม่กี่คำที่เธอสอนบ่อยๆ ทำให้ทหารมอนทอกทั่วไปก็สามารถพ่นออกมาได้สองสามประโยค
ทหารเอลิบิสในป่าเหล่านี้ไม่มีทางรู้เลยว่า จ้าวเฟิงจัดการกับเชลยเอลิบิสที่ยอมจำนนในเมืองเล็กๆ สองแห่งนั้นอย่างไร สิ่งที่เรียกว่า "สงครามคือการลวง" นั้นได้ผลเสมอ จ้าวเฟิงไม่จำเป็นต้องมีสัจจะกับพวกผู้รุกรานเหล่านี้มากนัก
แต่ทหารเอลิบิสพวกนี้ไม่รู้! เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ในสนามรบที่ปราชัยราวกับภูเขาถล่ม โดยเฉพาะหลังจากที่พวกจ้าวเฟิงเน้นสังหารนายทหารเอลิบิสที่ขัดขืนอย่างรุนแรงไปได้หลายคน ทหารเลวของเอลิบิสที่เหลือต่างก็มองหน้ากันไปมา ก่อนจะตัดสินใจโยนปืนพลังต้นกำเนิดในมือทิ้ง
แท้จริงแล้ว ทหารส่วนใหญ่ของอาณาจักรเอลิบิสก็คือประชาชนคนธรรมดา หากสงครามชนะ ผลประโยชน์ทั้งหมดก็เป็นของพวกขุนนาง ช่องทางในการเลื่อนตำแหน่งสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเขานั้นมีน้อยมาก กองทัพเอลิบิสไม่ได้มีระบบรางวัลและบทลงโทษที่ชัดเจนเหมือนอย่างจักรวรรดิเฮยหมิง พลาานุภาพการรบจึงแสดงออกมาให้เห็นเด่นชัดในเวลานี้ การจะสู้จนตัวตายเพื่อพวกขุนนางนั้นมีประโยชน์อะไรกัน?
เมื่อทหารเอลิบิสที่เหลือเริ่มทยอยยอมจำนน จ้าวเฟิงไม่ได้สั่งให้ทหารในสังกัดจัดการกับพวกเขาในทันที แต่ให้คุมตัวเชลยที่แพ้สงครามเหล่านี้ไปไว้ด้านหนึ่งก่อน จากนั้นจ้าวเฟิงจึงรีบนำหน่วยยอดฝีมือตรงไปยังพื้นที่ที่ทหารจักรวรรดิเฮยหมิงกำลังรวมกลุ่มสู้รบกันอยู่
(จบแล้ว)