- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพัน เปิดฉากชีวิตใหม่
- บทที่ 1: ถูกเทนเซ็นต์ไล่ออกตั้งแต่เริ่มต้น
บทที่ 1: ถูกเทนเซ็นต์ไล่ออกตั้งแต่เริ่มต้น
บทที่ 1: ถูกเทนเซ็นต์ไล่ออกตั้งแต่เริ่มต้น
บทที่ 1: ถูกเทนเซ็นต์ไล่ออกตั้งแต่เริ่มต้น
"หลี่อวิ๋น... หลี่อวิ๋น... เข้ามาหาผมหน่อย"
หลี่อวิ๋นที่กำลังสะลึมสะลือจากสภาพอากาศอันอบอ้าว แว่วเสียงคนเรียกชื่อตัวเองเบาๆ เขาพยายามปรือตาขึ้นอย่างงัวเงียพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
ทว่าไม่มองเสียยังจะดีกว่า เพราะภาพเพนกวินตัวน้อยบนกำแพงยิ่งทำให้เขารู้สึกสับสนงุนงงเข้าไปใหญ่
"ฉันอยู่บนเรือยอทช์ไม่ใช่หรือไง แล้วที่ซอมซ่อแบบนี้มันคือที่ไหนกัน"
"รู้สึกคุ้นๆ แฮะ" หลี่อวิ๋นสะบัดศีรษะที่ยังคงมึนงงไล่ความสับสน
เมื่อมองไปยังพื้นที่สำนักงานอันทรุดโทรม เขาก็พึมพำกับตัวเอง
"หรือว่าเมื่อคืนจะออกลีลากับสาวญี่ปุ่นหนักเกินไปจนฝันว่ากลับมาที่เทนเซ็นต์เนี่ย"
"หลี่อวิ๋น นายพึมพำอะไรอยู่คนเดียว" ซุนสยงตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ
"หัวหน้าทีมเรียกนายหลายรอบแล้ว รีบเข้าไปเถอะ"
"หัวหน้าทีมเหรอ ใครล่ะ หวังฮ่าวเนี่ยนะ"
หลี่อวิ๋นมองซุนสยงที่ดูหนุ่มแน่นและล่ำสันขึ้นมาก เขาที่ยังคงคิดว่าตัวเองฝันอยู่จึงเอ่ยติดตลกออกไป
"ซุนสยง ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอนายในฝันด้วย"
"หลี่อวิ๋น... หลี่อวิ๋น... มัวชักช้าอะไรอยู่ เข้ามานี่สิ" เสียงของหวังฮ่าวหัวหน้าทีมโปรเจกต์ดังแว่วมาจากคอกทำงานข้างๆ อีกครั้ง
"ฝันอะไรของนาย" ซุนสยงทำหน้างุนงงเล็กน้อย
"หัวหน้าเรียกอีกแล้ว รีบเข้าไปเถอะน่ะ ยังไงก็โดนเชือดอยู่ดี"
"ยังไงฉันก็ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่คว้าซองขาวมาครองเรียบร้อยแล้วล่ะนะ" ซุนสยงเอ่ยพลางตบไหล่หลี่อวิ๋นอีกครั้ง
"ซองขาวเหรอ"
หลี่อวิ๋นที่เริ่มสร่างจากความงัวเงียกำลังจะอ้าปากถาม ทว่ากลับถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงแหบพร่าหากแต่คุ้นเคย
"หลี่อวิ๋น มัวทำอะไรอยู่ รีบเข้ามาในห้องผมเดี๋ยวนี้"
หลี่อวิ๋นไม่สนแล้วว่านี่คือความฝันหรือความจริง
เขาสาวเท้าเดินตรงไปยังห้องทำงานของหวังฮ่าว
เขาต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝันหรือคือความจริงกันแน่
น้ำเสียงนั้นดูแหบพร่า เพราะเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงยี่สิบปีเต็ม
ทว่ากลับคุ้นหู เพราะหลี่อวิ๋นจดจำมันได้ฝังใจ
แม้จะผ่านไปนานกว่ายี่สิบปี แต่เหตุการณ์นี้ก็ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขาไม่เคยเลือนหาย
ในปีสองพัน เขาเพิ่งเรียนจบจากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น
ด้วยใบปริญญาในมือและไฟอันเปี่ยมล้น เขาได้ก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทที่โด่งดังในเวลาต่อมาอย่างเทนเซ็นต์
แต่ใครจะคิดว่าเขาเพิ่งทำงานได้เพียงสัปดาห์เดียว วิกฤตการณ์ฟองสบู่ดอตคอมทั่วโลกก็ปะทุขึ้น
เทนเซ็นต์ที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปไหว จึงเริ่มปรับลดพนักงานครั้งใหญ่
หลี่อวิ๋นที่ยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ฝีมือ ก็กลายเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายเหล่านั้น
เขาจำได้แม่นว่าเวลานี้แหละที่หวังฮ่าวเรียกเขาเข้าไปคุย และเขาก็ได้รับซองขาวมาเชยชมเป็นรางวัล
เขาเดินคอตกออกจากบริษัทเทนเซ็นต์
เพื่อนร่วมงานรอบข้างต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจและวิตกกังวล
บรรยากาศในบริษัทช่วงนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
เนื่องจากเทนเซ็นต์พยายามศึกษาวัฒนธรรมไอซีคิวจากอเมริกาอย่างจริงจัง จึงคอยจับตาสถานการณ์โลกอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
ทุกคนในบริษัทต่างรู้ดีว่าฟองสบู่อินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาได้แตกสลายลงแล้ว
ยุคน้ำแข็งของวงการอินเทอร์เน็ตกำลังแผ่ขยายลุกลามมาถึงประเทศจีน
ข่าวบริษัทอินเทอร์เน็ตปลดพนักงานมีให้เห็นเกลื่อนกลาด และไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
หลี่อวิ๋นผลักประตูห้องทำงานเข้าไป กลิ่นควันบุหรี่ที่ผสมปนเปกับกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ลอยมาแตะจมูกทันที
หวังฮ่าวกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ที่มีรอยบิ่น ในมือถือกระดาษรายชื่อแผ่นบาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
หลี่อวิ๋นมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นแล้วระบายยิ้มออกมา
"หัวหน้าเรียกผมเหรอครับ"
หวังฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อน มันแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกไร้หนทาง
"หลี่อวิ๋น!" หวังฮ่าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางวางกระดาษรายชื่อลงบนโต๊ะ
"ผมจะพูดตรงๆ เลยนะ บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับลดพนักงาน และคุณก็อยู่ในรายชื่อนั้น
คุณเป็นคนเก่งที่ผมไปทาบทามมาจากมหาวิทยาลัยเซินเจิ้นด้วยตัวเอง
แต่ตอนนี้บริษัทกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ..."
ภาพเหตุการณ์อันคุ้นเคยฉายซ้ำขึ้นตรงหน้าหลี่อวิ๋นอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตทั้งหมดผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัดในวินาทีนี้
ในชีวิตก่อน ปฏิกิริยาแรกของเขาหลังจากได้ยินประโยคนี้คือความงุนงง ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่าน
ชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ผู้มีเป้าหมายในหัวเต็มไปหมดว่า "ฉันจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้"
"ฉันจะต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง"
กลับต้องมาถูกเตะโด่งออกจากบริษัทหลังจากเพิ่งทำงานได้เพียงหนึ่งสัปดาห์
อุตส่าห์เรียนจบถึงมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น แต่กลับถูกไล่ออกในเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์
สำหรับหลี่อวิ๋นในวัยหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยไฟทะเยอทะยานและมีชีวิตที่ราบรื่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับการถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง
ซ้ำร้ายเหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นเรื่องโจ๊กในงานเลี้ยงรุ่นไปอีกนานแสนนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่บริษัทเทนเซ็นต์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เสียงล้อเลียนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพื่อนร่วมชั้นมักจะขยันรื้อฟื้นความทรงจำนี้ให้หลี่อวิ๋นอยู่เสมอ ต่อให้เขาอยากจะลืมแค่ไหนก็ลืมไม่ลง
เหตุผลสำคัญก็คือ เทนเซ็นต์เป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวที่เขายื่นใบสมัครงานอย่างเป็นทางการ
และตลอดยี่สิบปีหลังจากนั้น เขาก็ไม่เคยไปเป็นลูกจ้างให้ใครอีกเลย
ไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากที่บ้านของเขามีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว
ตอนแรกที่เขาออกมาหางานทำ ก็แค่อยากจะนำความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยมาปรับใช้เท่านั้น
ใครจะไปรู้ล่ะว่ายังไม่ทันจะได้โชว์ของ เขาก็โดนเทนเซ็นต์เขี่ยทิ้งเสียแล้ว!
ด้วยความโมโห ประกอบกับคำเกลี้ยกล่อมของพ่อแม่ เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านไปช่วยครอบครัวเก็บค่าเช่า
เขาเริ่มต้นชีวิตอันแสนเรียบง่ายในฐานะเจ้าของบ้านเช่าตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ชีวิตเช่นนั้นมานานกว่ายี่สิบปี
มาวันนี้ เมื่อได้ยินประโยคเดิมอีกครั้ง จิตใจของหลี่อวิ๋นกลับสงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ ซ้ำยังแอบตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ
หลี่อวิ๋นจ้องมองใบหน้าอันหนักใจของหวังฮ่าว
มองดูสโลแกน "เพนกวิน เชื่อมโลก เชื่อมเรา" ที่แปะอยู่บนผนังห้องทำงาน
มองดูเสื้อผ้าของพนักงานสองสามตัวที่ตากอยู่ตรงลานกว้างนอกหน้าต่าง
และความรู้สึกเจ็บแปลบเบาๆ จากการหยิกฝ่ามือตัวเอง ก็ย้ำเตือนให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เขาได้ย้อนเวลากลับมา กลับมาในฤดูร้อนปีสองพัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตการณ์โลกอินเทอร์เน็ต และเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขา
"ผมเข้าใจครับหัวหน้า" น้ำเสียงของหลี่อวิ๋นนั้นราบเรียบเสียจนหวังฮ่าวถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
หวังฮ่าวคิดเอาไว้ว่าเขาจะต้องโวยวายหรือตั้งคำถาม เหมือนกับเด็กรุ่นใหม่หลายคนที่ถูกเรียกมาคุยก่อนหน้านี้เสียอีก แต่หลี่อวิ๋นกลับดูเยือกเย็นอย่างเหลือเชื่อ
ทำเอาเขาไปไม่เป็นอยู่ครู่หนึ่งเลยทีเดียว
"เอ่อ... หลี่อวิ๋น คุณอย่าคิดมากไปเลยนะ ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีความสามารถ แต่ตอนนี้บริษัทยื้อต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ"
หวังฮ่าวรีบอธิบายต่อ "คุณก็รู้ พอฟองสบู่อินเทอร์เน็ตในอเมริกาแตก เงินทุนของเราก็ชะงักตามไปด้วย
ตอนนี้ลำพังแค่เงินเดือนของเดือนนี้ยังแทบจะไม่มีจ่าย ถ้าเราไม่ลดจำนวนพนักงาน บริษัทคงต้องล้มละลายแน่ๆ"
หลี่อวิ๋นพยักหน้ารับ เขารู้ซึ้งถึงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเทนเซ็นต์ดีกว่าใคร
ในชีวิตก่อน หลังจากที่เทนเซ็นต์เติบโตจนกลายเป็นบริษัทใหญ่
หลี่อวิ๋นก็คอยติดตามข่าวคราวของบริษัทนี้มาโดยตลอด ในฐานะบริษัทเพียงแห่งเดียวที่เขาเคยร่วมงานด้วยอย่างเป็นทางการ
เขาจึงคุ้นเคยกับเส้นทางการเติบโตของเทนเซ็นต์เป็นอย่างดี
ในปีสองพัน เทนเซ็นต์ยังไม่ใช่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั้งโซเชียลมีเดีย เกม สื่อบันเทิง และการเงินอย่างในอนาคต
มันเป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆ ที่เช่าอาคารพาณิชย์สามชั้นติดกับสวนวิทยาศาสตร์เผิงเฉิงเป็นออฟฟิศเท่านั้น
ทั้งบริษัทมีพนักงานรวมกันแค่ร้อยคน และทีมของพวกเขาถ้ารวมหัวหน้าทีมด้วยก็มีเพียงสิบห้าคน
พวกเขาต้องนั่งเบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่ทำงานที่ดัดแปลงขึ้นมาแบบลวกๆ โดยไม่มีแม้กระทั่งห้องประชุมที่เป็นสัดเป็นส่วน
ผลิตภัณฑ์หลักอย่างซอฟต์แวร์แชต "คิวคิว" มียอดผู้ลงทะเบียนทะลุสิบล้านคน และมีผู้ใช้งานออนไลน์พร้อมกันกว่าแสนคนในปีนี้
ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศจีนในเวลานั้นมีเพียงแค่ประมาณยี่สิบสองล้านห้าแสนคนเท่านั้น
เทนเซ็นต์สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดไปได้เกือบครึ่งด้วยฐานผู้ใช้งานหลักสิบล้าน
ทิศทางการเติบโตดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ทว่าพวกเขากลับยังไม่มีโมเดลการทำกำไรที่ชัดเจน
หนำซ้ำ การที่จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ลำพังแค่ค่าเซิร์ฟเวอร์ก็ผลาญเงินไปหลายล้านต่อเดือนแล้ว
ขณะนี้เทนเซ็นต์ต้องพึ่งพาเงินทุนที่ได้จากบริษัทไอดีจี และแปซิฟิกเซ็นจูรี่ไซเบอร์เวิร์คส์ของริชาร์ด ลีที่เพิ่งได้มาเมื่อเดือนเมษายนเพื่อต่อลมหายใจ
พอตอนนี้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน บริษัทจึงตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตทันที
หลี่อวิ๋นรู้ดีว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เทนเซ็นต์จะต้องเผชิญกับวิกฤตหนักถึงขั้นที่อยากจะขายกิจการทิ้งก็ยังไม่มีใครเอา
พวกเขาต้องกัดฟันทนไปจนถึงปีหน้า กว่าจะรอดพ้นจากวิกฤตได้ด้วยเงินลงทุนจากแนสเปอร์ส และก้าวเข้าสู่ยุคทองของการเติบโตอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่าหลี่อวิ๋นรู้เคล็ดลับในการทำกำไรของเทนเซ็นต์เป็นอย่างดี ถ้าเพียงแต่เขาเอ่ยปากชี้แนะ
เขาก็สามารถชุบชีวิตเทนเซ็นต์ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในพริบตา
และด้วยผลงานชิ้นโบแดงนี้ การจะได้ครอบครองหุ้นก้อนแรกของบริษัทก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าหลี่อวิ๋นไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้หม่าฮั่วเถิงจะดูเป็นคนเงียบๆ แต่แท้จริงแล้วเขาคือจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ถึงขั้นกล้าเอาเหรียญคิวคิวมาจ่ายเป็นเงินเดือนพนักงาน
หลี่อวิ๋นรู้สึกว่าต่อให้เขาจะได้หุ้นก้อนแรกมาครอบครอง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ดี
เขาอุตส่าห์ได้ย้อนเวลากลับมาทั้งที แถมที่บ้านก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ขืนต้องกลับไปเป็นลูกจ้างใครอีกก็คงเสียชาติเกิดแย่!
ในชีวิตก่อน เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อยากจะออกมาหาประสบการณ์ชีวิต
แต่ตอนนี้ เขาไม่ต้องการมันอีกแล้ว
"พวกเราเองก็ไม่อยากจะเลิกจ้างคุณหรอกนะ" หวังฮ่าวถอนหายใจ ก่อนจะหยิบซองจดหมายออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นส่งให้
"นี่คือเงินชดเชยเลิกจ้างของคุณ เป็นเงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งเดือน จำนวนสองพันหยวน
ตามหลักแล้ว คุณเพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่หกวัน ไม่สมควรจะได้รับเงินก้อนนี้ด้วยซ้ำ
แต่ประธานหม่าบอกว่าเราไม่ควรทำลายความตั้งใจของเด็กจบใหม่น่ะ"
หลี่อวิ๋นรับซองมาถือไว้ น้ำหนักของมันบ่งบอกถึงความหนาได้เป็นอย่างดี เงินสองพันหยวนถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับเมืองเผิงเฉิงในปีสองพัน
ยิ่งกับบริษัทที่กำลังกระเสือกกระสนหาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานแบบนี้ด้วยแล้ว การกระทำแบบนี้ถือว่าหาได้ยากยิ่งนัก
"ประธานหม่าช่างมีน้ำใจจริงๆ!" หลี่อวิ๋นพึมพำกับตัวเอง พลางคิดในใจว่าหากในอนาคตมีโอกาสได้ต่อกรกับประธานหม่า เขาคงจะต้องรีบลงมือชิงตัดหน้าให้ไวกว่านี้
เพื่อไม่ให้คิวคิวต้องเจ็บปวดมากจนเกินไปนัก
"ขอบคุณมากครับหัวหน้า รบกวนฝากขอบคุณประธานหม่าแทนผมด้วยนะครับ" หลี่อวิ๋นเอ่ยด้วยความจริงใจ
เขาจะไปพูดอะไรได้อีกล่ะ ทำงานแค่หกวันแต่ได้เงินเดือนเต็มเดือนขนาดนี้
หวังฮ่าวโบกมือปัด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น "พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ
ไปเก็บของเถอะ วันนี้คุณเลิกงานได้เลย
ในอนาคต... หากมีโอกาส เรายินดีต้อนรับคุณกลับมาเสมอ"
"แน่นอนครับ บางทีผมอาจจะได้กลับมาเร็วกว่าที่คิดด้วยซ้ำ!" หลี่อวิ๋นยิ้มรับ เขาสะบัดตัวหันหลังกลับอย่างสง่างาม แล้วเดินออกจากห้องทำงานไป
ท่าทางของเขาไร้ซึ่งความหดหู่หรือเสียใจจากการถูกไล่ออกเลยแม้แต่น้อย
เหล่าเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศต่างแกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง
ทว่าสายตาทุกคู่กลับแอบเหลือบมองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างห้ามไม่ได้