เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 221 - ปฏิกิริยาตอบสนองและของขวัญ

บทที่ 221 - ปฏิกิริยาตอบสนองและของขวัญ

บทที่ 221 - ปฏิกิริยาตอบสนองและของขวัญ


บทที่ 221 - ปฏิกิริยาตอบสนองและของขวัญ

กองบัญชาการสรรพากรและทะเบียนราษฎร

เฉินอวิ๋นหมิงรู้ตัวช้าไปเป็นชั่วโมง กว่าเขาจะได้รับข่าวว่าหัวหน้ากรมยุติธรรมสูงสุดถูกจับกุมตัวไปสอบสวน และหน่วยงานกรมยุติธรรมสูงสุดแห่งมณฑลหนานไห่ถูกควบคุมพื้นที่ทั้งหมด ข่าวลือบางส่วนก็เริ่มแพร่สะพัดออกไปแล้ว เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

เลขาธิการหวังมีสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย เอ่ยถามขึ้นว่า "ท่านครับ วิหารเทพยุทธ์คงไม่ได้คิดจะกวาดล้างเรื่องเสบียงเสริมพลังชีวิตเชิงพาณิชย์ใช่ไหมครับ"

ตามข่าวลือที่เขาสืบมาได้ ขุนศึกที่ถูกส่งตรงจากเมืองหลวงตี้จิงมายังมณฑลหนานไห่คือ สวี่จื้อเกา ผู้ตรวจการแห่งสหพันธรัฐ หนึ่งในสิบสองขุนศึกแห่งวิหารเทพยุทธ์

เขามีอำนาจตรวจสอบข้าราชการทุกคนในสหพันธรัฐ รวมถึงขุนศึกด้วยกันเองก็ล้วนอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเขา

บุคคลระดับบิ๊กเบิ้มลงพื้นที่มากะทันหันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ ยากที่จะไม่ทำให้คนสงสัยว่าเป็นการพุ่งเป้ามาที่เรื่องเสบียงเสริมพลังชีวิตเชิงพาณิชย์หรือไม่

ท้ายที่สุดแล้วในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การประชุมภายในของวิหารเทพยุทธ์และเอกสารที่ประกาศออกมาสู่ภายนอก ล้วนเน้นย้ำถึงปัญหาเสบียงเสริมพลังชีวิตตลาดมืดมาโดยตลอด

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จังหวะหัวใจของเฉินอวิ๋นหมิงก็เต้นระรัวขึ้นมาวูบหนึ่ง

บนโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักความกลัว ต่อให้เป็นขุนศึกก็ย่อมมีเวลาที่หวาดหวั่น แม้ปัจจุบันสหพันธรัฐจะกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น แต่วิหารเทพยุทธ์ก็ยังคงไว้ซึ่งอำนาจข่มขวัญอันสูงสุด

ผู้ครอบครองพลังวิเศษชาญสวรรค์ทั้งห้าคนที่สหพันธรัฐเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ล้วนสังกัดอยู่ในวิหารเทพยุทธ์อย่างไม่มีข้อยกเว้น ส่วนขุนศึกอีกเจ็ดคนที่เหลือ พลังวิเศษชาญพิภพที่พวกเขาครอบครองก็ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าทั้งสิ้น

อดีตผู้บังคับบัญชาของเฉินอวิ๋นหมิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

หากวิหารเทพยุทธ์คิดจะจัดการพวกเขา ทางเลือกเดียวที่มีก็คือยอมจำนนแต่โดยดี

ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดการต่อต้านด้วยความรุนแรงก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะสวัสดิการหลังถูกตัดสินจำคุกยังคงได้รับการรับรอง อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงรากฐานอันแข็งแกร่งของสหพันธรัฐดีกว่าใคร

กลไกของรัฐที่สามารถต่อกรกับอาณาเขตเทพโบราณได้หลายแห่งพร้อมกัน แถมยังทวีความมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้แข็งแกร่งเพียงคนเดียวจะสามารถต่อต้านได้

ความตื่นตระหนกคงอยู่เพียงไม่กี่อึดใจ เฉินอวิ๋นหมิงก็รีบดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ความคิดมากมายแล่นพล่านในหัว เขาจัดการลำดับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรวดเร็ว

เขามั่นใจว่าเป้าหมายไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาอย่างแน่นอน

มิฉะนั้นวิหารเทพยุทธ์คงไม่ปล่อยให้เขาระแคะระคายข่าวลือ แม้ว่าเรื่องนี้จะลุกลามมาถึงตัวเขา เพื่อให้การสืบสวนคดีเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาก็ต้องควบคุมตัวเขาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

การปล่อยให้เขาได้ยินข่าวลือ ก็เพื่อให้เขามีเวลาเตรียมตัวตอบสนอง

หลิวฮั่นเหวินต้องการดึงหัวหน้ากรมยุติธรรมให้ลงจากตำแหน่ง ส่วนผู้นำสูงสุดหวังก็ต้องการอาศัยโอกาสนี้เชือดไก่ให้ลิงดู

สีหน้าของเฉินอวิ๋นหมิงค่อยๆ กลับมาสงบเยือกเย็นลง เขากล่าวว่า "อย่าเพิ่งลนลาน ถ้าเป้าหมายคือพวกเรา ป่านนี้พวกเราคงถูกจับไปตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวแล้ว"

เขานึกขึ้นได้ถึงเรื่องสถานเสริมความงามเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ จึงเอ่ยถามว่า "นายแน่ใจนะว่าตำรวจที่ถูกปล่อยตัวไปตอนสืบเรื่องสถานเสริมความงามเมื่อคราวก่อน ไม่ได้เห็นอะไรที่ไม่สมควรเห็น"

เลขาธิการหวังใจเย็นลงเล็กน้อยและตอบว่า "เขาแค่สืบไปเจอคลินิกในเครือของสถานเสริมความงาม แล้วก็ถูกจับได้ทันที ไม่น่าจะเห็นอะไรอย่างอื่นครับ"

ไม่อย่างนั้นต่อให้หลิ่วเฮ่าโทรศัพท์มาขอตัวคน พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยคนไปเด็ดขาด

"ตำรวจคนนั้นมีพลังวิเศษอะไร"

"สายเบญจธาตุธาตุดินครับ ท่านต้องการให้ผมใช้เส้นสายไปตรวจสอบข้อมูลของเขาที่สถาบันประเมินผู้เหนือมนุษย์แห่งหนานไห่แบบละเอียดไหมครับ"

"ไม่ต้องแล้ว ต่อให้พลังวิเศษของเขามีความสามารถแฝงอื่นแล้วไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้า ตอนนี้ไปสืบดูก็ป่วยการเปล่า"

เฉินอวิ๋นหมิงส่ายหน้า "เรื่องมันเกิดไปแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการจัดการเรื่องที่อยู่ตรงหน้า นายไปสั่งปิดคลินิกในเครือของสถานเสริมความงามทั้งหมดก่อน แล้วให้ทางสถานเสริมความงามเตรียมแพะรับบาปเอาไว้ให้พร้อม"

"แล้วก็อย่าให้หลี่มู่เฟิงเข้าไปมีส่วนพัวพันเด็ดขาด"

หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่เรื่องราวยังไม่เลวร้ายจนเกินเยียวยา ตระกูลหลี่ถือเป็นแพะรับบาปชั้นดี

ถุงมือสีขาวเมื่อมันสกปรกแล้วก็ย่อมต้องถูกโยนทิ้งเป็นธรรมดา

แต่ตอนนี้หมอนั่นคือคู่หมั้นของลูกสาวเขา เฉินอวิ๋นหมิงก็ยังคงต้องปกป้องไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นหากลูกสาวของเขาอาละวาดขึ้นมาในภายหลัง มันก็มากพอที่จะทำให้เขาปวดหัวได้

ในขอบเขตที่พอจะทำได้ เฉินอวิ๋นหมิงยังคงอยากทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด

เว้นเสียแต่ว่าไฟจะลามมาถึงตัวเขาเอง

เลขาธิการหวังถามขึ้นว่า "ท่านครับ เราจะไม่ช่วยปกป้องหลวี่ต๋าสักหน่อยหรือครับ"

"ไม่มีความจำเป็น ผู้ตรวจการแห่งสหพันธรัฐลงพื้นที่มาเอง ใครหน้าไหนก็คุ้มกะลาหัวเขาไม่ได้หรอก"

เฉินอวิ๋นหมิงส่ายหน้า อันที่จริงต่อให้ผู้ตรวจการแห่งสหพันธรัฐไม่ได้มา เขาก็ไม่คิดจะปกป้องอยู่แล้ว

คนๆ นี้เป็นพวกนกสองหัว เป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน แม้ว่ามักจะโอนเอียงมาทางฝั่งเขาบ่อยครั้งเพราะปัญหาเรื่องการรับสินบน แต่นั่นก็เป็นเพราะผลประโยชน์ล้วนๆ

วันนี้เอนเอียงมาทางเขา พรุ่งนี้ก็อาจจะหันไปซบหลิวฮั่นเหวินได้เหมือนกัน

สู้ปล่อยให้เขาถูกเขี่ยทิ้งไปซะ แล้วค่อยใช้เส้นสายจากฝั่งเมืองหลวงตี้จิงจัดการดันคนของเราขึ้นไปรับตำแหน่งแทนยังจะดีเสียกว่า

เลขาธิการหวังหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไป

เฉินอวิ๋นหมิงไม่ได้หยุดนิ่งแค่นั้น เขาหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมา แล้วต่อสายไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่จะโทรหาเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น

ผ่านไปประมาณหนึ่งนาที น้ำเสียงแหบพร่าของชายชราก็ดังลอดมาจากปลายสาย แฝงความเกียจคร้านอยู่หลายส่วน

อดีตผู้บังคับบัญชาของเขามีอายุล่วงเลยเข้าวัยแปดสิบปีแล้ว ต่อให้เป็นขุนศึก เมื่อถึงวัยนี้สมรรถภาพร่างกายก็ย่อมถดถอย ประกอบกับขุนศึกของสหพันธรัฐมักจะผนึกพลังชีวิตของตนเองไว้ สภาพในชีวิตประจำวันจึงไม่ต่างอะไรกับคนแก่ทั่วไป

"อวิ๋นหมิง นึกยังไงถึงโทรหาฉันล่ะ"

"ท่านครับ ฝั่งผมเกิดเรื่องแล้ว เมื่อเช้านี้สวี่จื้อเกาเดินทางมาที่มณฑลหนานไห่ แล้วจับตัวหัวหน้ากรมยุติธรรมสูงสุดไป ตอนนี้กำลังถูกกักตัวสอบสวนอยู่ครับ"

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่น้ำเสียงจะกลับมาหนักแน่นทรงพลังราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

"เล่าสถานการณ์โดยละเอียดให้ฉันฟังหน่อย"

อดีตผู้บังคับบัญชายังไม่รู้เรื่องนี้ แสดงว่านี่เป็นการกระทำส่วนตัวของผู้นำสูงสุดจริงๆ เป้าหมายไม่น่าจะใช่เรื่องเสบียงเสริมพลังชีวิตเชิงพาณิชย์

หากต้องการกวาดล้างเสบียงเสริมพลังชีวิตเชิงพาณิชย์ ย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากขุนศึกในวิหารเทพยุทธ์ทุกคนเสียก่อน มิฉะนั้นก็มีแต่จะล้มเหลวไม่เป็นท่า

หวังโส่วเจิ้งเพียงลำพังไม่สามารถรวบอำนาจเบ็ดเสร็จได้

ภายในใจของเฉินอวิ๋นหมิงสงบลงยิ่งกว่าเดิม จากนั้นเขาก็เล่าสถานการณ์อย่างคร่าวๆ ให้ฟัง

ปลายสายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่น่าจะพัวพันมาถึงนาย ตำแหน่งหัวหน้ากรมยุติธรรมสูงสุดแห่งมณฑลหนานไห่ว่างลงพอดี ก็ถือโอกาสดันคนของเราเข้าไปเสียเลย"

"แต่นายก็ต้องระวังตัวไว้หน่อย เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ผู้นำสูงสุดเพิ่งจะอาละวาดกลางที่ประชุมเรื่องปัญหาทุจริตของข้าราชการ"

เฉินอวิ๋นหมิงถามด้วยความประหลาดใจ "เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ"

เขาดูข่าวภาคค่ำทุกวัน ไม่เห็นมีรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาทุจริตของข้าราชการเลย นี่น่าจะเป็นการประชุมลับส่วนตัว

โดยทั่วไปการประชุมลับที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ มักจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต และสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของสหพันธรัฐในปัจจุบันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

น้ำเสียงของอดีตผู้บังคับบัญชาเริ่มกลับมาผ่อนคลายและตอบอย่างเนือยๆ ว่า "ที่มณฑลเหลียงเจียงเกิดเรื่องนิดหน่อย ผู้นำสูงสุดหวังคิดจะปลดผู้บริหารระดับเมืองถึงสองในสามของมณฑลทิ้งให้หมด แต่ถูกขัดขวางเอาไว้เพราะเรื่องผลกระทบ"

"หวังโส่วเจิ้งต้องการปฏิรูป แต่ก็มักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินไป ไม่ว่าจะปฏิรูปอย่างไร พวกเราก็ต้องยึดถือความมั่นคงเป็นหลักอยู่เสมอ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีคนตั้งเท่าไหร่ที่คิดจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่ สุดท้ายก็พังไม่เป็นท่าจบลงด้วยความวุ่นวายกันทั้งนั้น"

"ตอนนี้สหพันธรัฐอุตส่าห์สงบร่มเย็นลงได้ เขากลับคิดจะเขี่ยสหายเก่าที่เคยหลั่งเลือดหลั่งเหงื่อเพื่อชาติทิ้งไป พอขึ้นสู่อำนาจปุ๊บก็ทำแต่เรื่องเสร็จนาฆ่าโคถึก"

ชายชราวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำสูงสุดของสหพันธรัฐคนปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาผ่านทางโทรศัพท์

เฉินอวิ๋นหมิงรับฟังอย่างเงียบๆ และเก็บเกี่ยวข้อมูลเกี่ยวกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในระดับสูงสุดของสหพันธรัฐจากบทสนทนานั้น

ข่าวสารหลายอย่างยากที่จะหาล่วงรู้ได้หากอยู่ในส่วนภูมิภาค อย่างเช่นการประชุมลับของวิหารเทพยุทธ์

หรืออย่างเช่นนโยบายระดับชาติเรื่องการย้ายฐานอุตสาหกรรมเข้าสู่ตอนใน ซึ่งมีการหารือกันมาตั้งแต่สองปีก่อน และเพิ่งจะเริ่มมีข่าวหลุดออกมาให้ได้ยินในช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง

การได้รู้เรื่องพวกนี้ล่วงหน้าเพียงหนึ่งวัน ก็อาจจะสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล หรือไม่ก็ไหวตัวทันและหนีเอาตัวรอดได้ก่อนใคร

เขาถามขึ้นว่า "ท่านครับ เรื่องการย้ายฐานอุตสาหกรรมเข้าสู่ตอนใน ไม่มีทางหยุดยั้งได้จริงๆ หรือครับ"

อดีตผู้บังคับบัญชาตอบว่า "ยื้อได้หนึ่งปี แต่ยื้อถึงหกปีไม่ได้หรอก อุตสาหกรรมหนักหลายอย่างจำเป็นต้องย้าย การขนส่งทรัพยากรจำนวนมากมายังมณฑลหนานไห่ทุกปีทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาล อย่างเช่นอุตสาหกรรมเหล็กกล้า หากย้ายกลับไปที่เขตเป่ยโยวและปิงโจวทั้งหมด ก็จะสามารถประหยัดต้นทุนไปได้ถึงหนึ่งในสาม"

"อวิ๋นหมิง เรื่องนี้นายพอจะประวิงเวลาได้ แต่ห้ามขัดขวางเด็ดขาด"

เฉินอวิ๋นหมิงแย้งว่า "ขอเก็บอุตสาหกรรมไว้บางส่วนไม่ได้หรือครับ อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบของมณฑลหนานไห่ต้องพังทลายลง อุตสาหกรรมของสหพันธรัฐก็ไม่ได้ย้ายมาที่มณฑลหนานไห่ทั้งหมดเสียหน่อย พวกเขาก็ยังมีฐานอุตสาหกรรมบางส่วนหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ของตัวเอง"

อดีตผู้บังคับบัญชาตอบว่า "เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่านายจะจัดการอย่างไร แต่ก็ต้องตระหนักไว้ด้วยนะ พอการย้ายฐานอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดฟื้นตัวกลับมา นายจะเอาอะไรไปแข่งขันกับมณฑลและเขตต่างๆ ที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ได้"

เฉินอวิ๋นหมิงถึงกับพูดไม่ออก

จุดเด่นสำคัญของมณฑลหนานไห่คือความปลอดภัย เมื่อสหพันธรัฐสามารถยืนหยัดและตั้งหลักจากอาณาเขตเทพโบราณต่างๆ ได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามระดับสิ้นชาติอีกต่อไป ศูนย์รวมอุตสาหกรรมอย่างมณฑลหนานไห่ก็จะกลายเป็นเพียงภาระ

แค่มณฑลหนานไห่เพียงแห่งเดียว ก็ผลาญพลังงานไฟฟ้าไปถึงร้อยละ 45 ของทั้งสหพันธรัฐ เกือบจะครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว แต่มันกลับไม่สามารถแบกรับกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมถึงครึ่งหนึ่งของสหพันธรัฐได้

หากนำอุตสาหกรรมเหล่านี้กลับไปจัดสรรใหม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อน กำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมก็จะเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในสาม

หรือจะพูดให้ถูกคือ กำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมฟื้นตัวกลับมาต่างหาก

เขาไม่ได้คาดหวังให้การย้ายฐานอุตสาหกรรมหยุดชะงัก เพียงแค่อยากจะรักษาสายพานอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์เอาไว้ให้มณฑลหนานไห่เท่านั้น

หลิวฮั่นเหวินก็อายุใกล้จะแปดสิบปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็คงต้องเกษียณอายุ ถึงตอนนั้นมณฑลหนานไห่ก็จะเป็นฐานที่มั่นของเขา

ต่อให้หลิวฮั่นเหวินดึงดันไม่ยอมเกษียณ ขุนศึกที่แก่ชราก็ย่อมสูญเสียอำนาจต่อรองไปตามสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยอยู่ดี

เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ยอมปลดผนึกพลังชีวิตแล้วฝืนทนรับสภาพต่อไป

หน้าที่หลักของขุนศึกคือการต่อสู้กับอสูรยักษ์ หากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้ ก็มีทางเดียวคือต้องเกษียณอายุ

...

ขณะเดียวกัน ณ เรือนจำอันห่างไกลในเขตหนานหลิ่ง

ที่นี่เป็นหน่วยงานที่ใช้คุมขังเจ้าหน้าที่ระดับรองผู้บังคับการขึ้นไปโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ระดับรองผู้บังคับการขึ้นไปในมณฑลหนานไห่ที่กระทำความผิด ล้วนถูกส่งตัวมาที่นี่แทบทั้งสิ้น

ผู้บังคับบัญชาระดับมณฑลจะได้รับสิทธิพิเศษในการกักตัว

ห้องกักตัวมักจะมีขนาดประมาณ 20-30 ตารางเมตร ออกแบบเป็นห้องบุวัสดุนุ่มทั้งหมด ผนัง พื้น โต๊ะและเก้าอี้ล้วนหุ้มด้วยโฟมกันไฟหรือซิลิโคน ขอบมุมต่างๆ ถูกลบคมออกจนมน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกักตัวฆ่าตัวตาย

ผู้ที่เข้ามาอยู่ที่นี่จะได้รับการฉีดยาระงับพลังวิเศษชั่วคราวด้วย

ชายวัยห้าสิบปีนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้าเขาคือผู้ตรวจการระดับสี่ที่ถูกเรียกตัวด่วนมาจากมณฑลเหลียงเจียง

ดวงตาของเขาเหม่อลอยจ้องมองไปที่โต๊ะราวกับหุ่นเชิด

ในตอนนี้เส้นผมของเขายังคงดำขลับและเงางาม

ผู้ตรวจการจากมณฑลเหลียงเจียงยิ้มพลางกล่าวว่า "สหายหลวี่ต๋า สุขภาพผมยังดีอยู่เลยนะเนี่ย ดูท่าปกติคงบำรุงมาไม่น้อย ผมได้ยินมาว่าสถานบำบัดในมณฑลหนานไห่นี่ดีเยี่ยมไปเลย"

หลวี่ต๋าไม่ได้ปริปากพูดอะไร เขายังคงนิ่งเงียบ นับตั้งแต่ถูกจับกุมตัวมา เขาก็ไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

สมาชิกหน่วยสืบสวนพิเศษจากเมืองหลวงตี้จิงคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดี

หลายคนคิดว่าตัวเองจะสามารถปิดปากเงียบได้ แต่ส่วนใหญ่ผ่านไปไม่ถึงสองวันก็สารภาพออกมาหมดเปลือก

นี่ไม่ใช่การแข่งความอดทน แต่การรีบสารภาพแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการพิจารณาลดโทษได้

การที่หน่วยสืบสวนพิเศษจากเมืองหลวงตี้จิงลงพื้นที่มา แสดงว่าพวกเขาต้องมีหลักฐานชิ้นสำคัญอยู่ในมือแล้ว ไม่มีทางที่จะจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับ 'รองขุนศึก' เพียงเพราะความสงสัยหรอก

...

วันที่สิบเมษายน วันพฤหัสบดี

ลู่เจายังคงจัดการงานราชการตามปกติ ตรวจเยี่ยมกองร้อยต่างๆ และให้ความร่วมมือกับการถ่ายทำของรายการ

ตามคำขอของเขา ภารกิจการถ่ายทำนั้นเรียบง่ายมาก มักจะเป็นการประกาศผลการฝึกซ้อมของแขกรับเชิญ การร่วมรับประทานอาหารกับแขกรับเชิญในโรงอาหารของกองร้อย หรือไม่ก็มาประกาศเนื้อหาการฝึกซ้อมใหม่ในตอนเช้า

แต่ละภารกิจใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น

การมาเยือนของทีมงานรายการ ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับค่ายทหารที่แสนน่าเบื่อ หลังการฝึกซ้อมในแต่ละวันจบลง ก็จะมีทหารกลุ่มใหญ่มายืนมุงดูอยู่เสมอ

ลู่เจารู้สึกว่ากองกำลังตอบโต้พิเศษควรจะเพิ่มสีสันให้กับชีวิตทางศิลปวัฒนธรรมของเหล่าทหารบ้าง ควรมีการจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมให้มากขึ้น

ดังนั้น ในวันนั้นเองเขาจึงเขียนรายงานเสนอไปยังกองบัญชาการใหญ่

ทางกองบัญชาการใหญ่ก็มีท่าทีตอบรับในเชิงบวกหลังจากที่ได้อ่านรายงาน และเห็นด้วยว่าควรจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมในทำนองนี้ให้มากขึ้น

ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของกองกำลังตอบโต้พิเศษนั้นโด่งดังเกินไป จำเป็นต้องใช้รายการประเภทนี้เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน

ลู่เจาเองก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเรื่องนี้ เขาเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการอย่างแท้จริง

อย่างเขาแค่รับผิดชอบดูแลกองกำลังสาขาที่เก้าก็พอแล้ว แต่ทู๋ปินต้องรับผิดชอบต่อเบื้องบน และต้องรับผิดชอบต่อกระแสสังคม

แม้กองทัพจะมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยภาพลักษณ์ของตัวเองได้

ไม่ควรคิดไปเองว่าในเมื่อเป็นทหาร ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่นนอกเหนือจากภารกิจ

ช่วงบ่าย

กริ๊งๆๆๆ

เสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานของลู่เจาดังขึ้น เป็นสายจากกองบังคับการรักษาความสงบเขตหนานเถี่ย

เมื่อรับสาย เสียงของโจวหว่านฮวาก็ดังขึ้นมา

"พี่ลู่ โทรศัพท์พี่เงินหมดหรือไง"

"เวลาทำงาน ผมจะปิดเสียงโทรศัพท์"

"..."

โจวหว่านฮวาหมดคำจะบ่น เขาเข้าเรื่องทันที "เมื่อกี้ฝ่ายตรวจสอบมาหาผมเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องการแจ้งเบาะแส ผมสงสัยว่าหัวหน้ากรมยุติธรรมสูงสุดคงโดนรวบตัวไปแล้ว"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เจาขยับตัวนั่งหลังตรงทันทีและกล่าวว่า "เดี๋ยวผมจะให้คนไปสืบดูสถานการณ์ให้ ส่วนคุณก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อม พอถึงเวลาที่หลี่มู่เฟิงกำลังอัดรายการ เราจะเข้าไปรวบตัวมันเลย"

"ส่วนเวลาปฏิบัติการที่แน่นอน เดี๋ยวผมจะแจ้งให้คุณทราบอีกที"

"รับทราบ"

วางสายเสร็จ ลู่เจาก็ต่อสายหาติงโส่วจิ่นทันที

เขาเปิดฉากถามตรงๆ "น้าติงครับ หัวหน้ากรมยุติธรรมสูงสุดโดนรวบตัวไปแล้วใช่ไหมครับ"

"ข่าวไวดีนี่ ใครบอกเธอมา"

"โจวหว่านฮวาครับ ตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ เขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผมที่สถาบันผู้บริหารระดับสูง"

"เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนของฝ่ายตรวจสอบ ถือว่าทำผิดวินัยนะ"

ติงโส่วจิ่นกล่าวต่อว่า "หลวี่ต๋าโดนรวบตัวไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว คราวนี้คงดิ้นไม่หลุดแน่ น้าได้ยินมาว่าหมอนี่พัวพันกับการทุจริตในคดีความทางศาลนับพันคดี มูลค่าความเสียหายสูงถึงแสนล้านเลยทีเดียว"

เมื่อลู่เจาได้ยินตัวเลขก็อดประหลาดใจไม่ได้ "เยอะขนาดนั้นเลยหรือครับ เขาทำได้ยังไงกัน"

คดีความทางศาลนับพันคดี หากคำนวณจากวาระการดำรงตำแหน่งเฉลี่ยหกปี เท่ากับว่าเขาต้องทุจริตคดีปีละ 166 คดี

เฉลี่ยแล้วมีคดีทุจริตเกิดขึ้นทุกๆ สองถึงสามวัน

"คนโบราณเขาถึงบอกไงว่าเป็นขุนนางมือสะอาดแค่สามปีก็มีเงินก้อนโตหล่นทับถึงแสนตำลึง"

ติงโส่วจิ่นอธิบาย "คดีพวกนี้เขาไม่ได้ลงมือทำคนเดียวแน่ๆ เขาแค่เป็นผู้มีอิทธิพลคอยคุ้มครอง เงินแสนล้านนี่ก็ไม่ได้ตกถึงมือเขาทั้งหมดหรอก สมมติว่าคดีนึงมีมูลค่าความเสียหายสามพันล้าน มันก็จะถูกเหมารวมเข้าไปในนั้นด้วย"

ลู่เจาเข้าใจกระจ่าง

แม้จะไม่ได้เกิดจากฝีมือของเขาคนเดียว แต่มันก็สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับสหพันธรัฐจริงๆ

การที่ทางเมืองหลวงตี้จิงตั้งหน่วยสืบสวนพิเศษขึ้นมา แสดงว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก การจะลากหลี่มู่เฟิงเข้ามาพัวพันด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

ที่ยากคือจะสาวไปถึงตัวบริษัทยาได้อย่างไรต่างหาก เกรงว่าบริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ก็คงจะมีเส้นสายและคนคอยหนุนหลังในเมืองหลวงตี้จิงเหมือนกัน ก็เหมือนกับเขตชนต่างถิ่นนั่นแหละ ที่แทบทั้งหมดล้วนเป็นถุงมือสีดำของผู้มีอิทธิพลบางคน

ธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะไม่ได้รับการปกป้องจากผู้มีอำนาจหรอก

เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "น้าติงครับ ใกล้วันเกิดจือเยี่ยนแล้ว ผมควรจะซื้ออะไรให้เธอเป็นของขวัญดีครับ"

ติงโส่วจิ่นเอ่ยแซว "แหมๆ เรียกจือเยี่ยนซะสนิทสนมเชียว ความสัมพันธ์พัฒนาไปเร็วจริงๆ นะ พอมีสถานะที่ชัดเจนแล้วมันก็ต่างกันแบบนี้นี่เอง"

"..."

"เรื่องของขวัญอะไรนั่น แค่ให้ด้วยใจก็พอแล้ว"

"เธอชอบอะไรหรือครับ"

"นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่ใส่ฉันเนี่ย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถึงเวลาเธอก็ไม่ต้องเตรียมอะไรไปหรอก แค่ค้างคืนด้วยกันก็พอแล้ว"

ติงโส่วจิ่นนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เคยให้ถุงยางอนามัยกับหลินจือเยี่ยนไปกล่องหนึ่ง ไม่รู้ว่ายัยหนูนั่นจะทิ้งไปหรือยัง

ถึงทิ้งไปแล้วก็ไม่เป็นไร ยังไงก็แต่งงานกันแล้ว ท้องก่อนแต่งแล้วค่อยจัดงานแต่งก็ไม่ใช่ปัญหา

ลู่เจาไม่ใช่คนโง่ เขาฟังความนัยของอีกฝ่ายออกจึงตอบกลับไปว่า "ผมไปซื้อสร้อยคอให้เธอเองดีกว่าครับ"

"เสี่ยวเยี่ยนเกิดมาบนกองเงินกองทอง ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของเธอจะซื้อสร้อยคอแบบไหนให้เธอได้กัน เชื่อคำแนะนำของน้าเถอะ อย่าทำเรื่องให้มันยุ่งยากเลย"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 221 - ปฏิกิริยาตอบสนองและของขวัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว