- หน้าแรก
- นักดาบตาบอดแห่งตระกูลอุจิวะ
- ตอนที่ 136 บาปและทัณฑ์แห่งโคโนฮะ
ตอนที่ 136 บาปและทัณฑ์แห่งโคโนฮะ
ตอนที่ 136 บาปและทัณฑ์แห่งโคโนฮะ
ตอนที่ 136 บาปและทัณฑ์แห่งโคโนฮะ
ชิซุยกับอิทาจิ ต่างก็เป็นคนที่บริสุทธิ์มาก และความบริสุทธิ์นั้น…มันน่ากลัวเกินไป
ทั้งคู่เป็นคนที่รักสันติ แต่น่าเสียดายที่หัวใจแบบนั้น กลับถูกพวกผู้ใหญ่ของโคโนฮะเอาไปใช้ประโยชน์
สุดท้าย…จบไม่สวยทั้งคู่
ชิซุยตายไป ก่อนตายยังฝากเจตจำนงของตัวเองไว้ให้อิทาจิ ดึงอิทาจิเข้าไปในหลุมเดียวกัน
และตอนที่อิทาจิจากไป เขาก็ทำให้น้องชายอย่างซาสึเกะ…กลายเป็นแบบเดียวกับตัวเอง
ความมืดที่ข้นยิ่งกว่าน้ำหมึก เหมือนถูกสลักเอาไว้ในสายเลือดของอุจิวะ
พูดตามตรง…ซาสึเกะนี่น่าเสียดายจริงๆ ตอนเด็กๆ เป็นเด็กดีขนาดนั้น สุดท้ายกลับกลายเป็นคนที่ทั้งหัวมีแต่การแก้แค้น
ในชาติก่อน ชิบะมักจะเอาประโยคคลาสสิกมาล้อเลียนตระกูลอุจิวะอยู่บ่อยๆ
อุจิวะ มาดาระ เพราะขาดความเชื่อใจ สุดท้ายเลยหันหลังให้หมู่บ้านที่ตัวเองสร้าง
อุจิวะ โอบิโตะ เพราะขาดความรัก ถึงกับอยากทำลายทั้งโลกเพื่อริน
อุจิวะ อิทาจิ เพราะขาดความเข้าใจ เลยเลือกแบกรับความมืดทั้งหมด พร้อมชื่อเสียงเลวร้ายไปชั่วกาล
มีแค่อุจิวะ ซาสึเกะ…ที่ขาดการโดนโลกกระแทกสั่งสอน
ตอนนั้นก็พูดล้อเล่นไปงั้น แต่พอชิบะมาอยู่ในตระกูลอุจิวะจริงๆ เขาก็เริ่มเข้าใจความคิดของซาสึเกะอยู่บ้าง
ถ้าวันหนึ่ง…เขาสูญเสียทุกอย่างในชั่วข้ามคืน บางทีตอนลุกขึ้นแก้แค้น เขาอาจจะบ้าคลั่งยิ่งกว่าซาสึเกะก็ได้
ความเกลียดชัง มันสามารถปิดบังสายตาของคนได้จริงๆ
ชิบะไม่ใช่นารูโตะ ที่ยังสามารถใช้คำพูดกับความเชื่อของตัวเอง ไปเปลี่ยนใจศัตรูที่ฆ่าอาจารย์ได้
ถ้าชิบะเป็นนารูโตะ ในวินาทีที่เขาเห็นตัวจริงของเพน สิ่งที่ตอบกลับไป คงเป็นดาบที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของเขา
นี่ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ เพราะความแค้น มันไม่ใช่สิ่งที่วางแล้วปล่อยได้ อย่าไปพยายามสอนให้ใครเป็นคนดี เพราะสุดท้าย คนที่ซวย…อาจเป็นตัวนายเอง
ส่วนเรื่องที่นารูโตะใช้คำพูดเปลี่ยนใจเพนได้ ถ้าจะบอกว่าไม่ใช่เพราะพลังตัวเอก ชิบะก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
ศัตรูที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับสูง เพื่ออุดมการณ์สันติภาพของตัวเอง ต่อให้ต้องฆ่าอาจารย์ของตัวเองก็ยังไม่ลังเล แต่กลับโดนวิชาปากล้มได้งั้นเหรอ?
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ความเชื่อของคนแข็งแกร่ง กลายเป็นของเปราะบางแบบนี้?
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นแค่รัศมีตัวเอก เพื่อให้โคโนฮะได้ฉากจบที่สวยงามเท่านั้น
และสำหรับฉากจบแบบนั้น ชิบะไม่เคยเชื่อเลย
อนาคตของตัวเขา รวมถึงอนาคตของอุจิวะ ต้องเป็นสิ่งที่เขาแย่งชิงมาด้วยตัวเอง ศัตรูที่ขวางทาง ต้องถูกกำจัด
ถ้าวันหนึ่ง เขานำทางอิทาจิและชิซุยไม่สำเร็จ คนแรกที่จะลงมือฆ่าพวกเขา ก็คือชิบะเอง
เพราะถ้าพวกเขากลายเป็นตัวการที่นำพาการล่มสลายมาสู่ตระกูล ชิบะอาจถึงขั้นไม่ยอมให้วิญญาณของพวกเขาได้ไปสู่สุขคติด้วยซ้ำ
แต่โชคดีที่อิทาจิเลือกยืนอยู่ข้างเขา และชิซุย ก็เริ่มมีท่าทีจะหันกลับมา
อย่างน้อยตอนนี้ ชิบะก็ไม่ต้องยกดาบใส่พวกพ้องในตระกูล ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม
เมื่อมีชิซุยเข้าร่วม ทีมที่เดิมมีสามคน ก็กลายเป็นสี่คน
ในฐานะหัวหน้าทีม คาคาชิก็ยอมรับการเข้าร่วมของชิซุย เพราะถ้าไม่มีคุไนของนามิคาเสะ มินาโตะ ทีมที่บุกลึกเข้าไปในแนวหน้าศัตรูแบบนี้ ก็แทบไม่ต่างจากหน่วยฆ่าตัวตาย
แต่การที่อุจิวะ ชิซุยเข้ามา ทำให้พลังรบของทีมเพิ่มขึ้นหลายระดับ
แม้แต่คาคาชิก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของชิซุยชั่วพริบตา ที่สามารถข่มขวัญศัตรูในแนวหน้าคิริได้ตั้งแต่ระยะไกล
ในเมื่อแม้แต่ศัตรูยังยอมรับในฝีมือของเขา แล้วในฐานะพวกเดียวกัน จะมีอะไรให้ต้องสงสัยอีกล่ะ?
ระหว่างทาง คาคาชิมองไปที่ชิซุย แล้วพูดขึ้นอย่างเรียบๆ
“เรามาทบทวนข้อมูลของแต่ละคนกันอีกครั้งดีกว่า”
“เพราะทีมนี้เพิ่งตั้งขึ้นแบบฉุกเฉิน ไม่มีเวลาให้ฝึกประสานงานกัน”
“เราทำได้แค่จำจุดเด่นของกันและกัน แล้วพยายามทำงานให้เข้าขากันที่สุด”
“ฉันเริ่มก่อน”
“ฉันถนัดวิชาสายฟ้า ใช้ทะลวงจุดเดียวได้ดี และมีท่าที่สามารถปิดฉากศัตรูได้ในครั้งเดียว”
“ข้อเสียคือจักระของฉันมีไม่มาก ทำให้สู้ยืดเยื้อไม่ค่อยไหว”
เนตรวงแหวนของโอบิโตะ คอยกินจักระของคาคาชิตลอดเวลา ถึงมันจะทำให้เขาได้ฉายา “นินจาลอกเลียน”
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จำกัดการเติบโตของเขาไว้ด้วย
และชิบะก็รู้ดี ว่าคาคาชิยังพูดไม่หมด
เนตรวงแหวนข้างนั้นของเขา น่าจะปลุกพลังระดับกระจกเงาหมื่นบุปผาไปแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ คาคาชิยังไม่รู้ หรือยังไม่สามารถใช้มันได้เท่านั้น
พอได้ยินข้อมูลของคาคาชิ ชิซุยก็พยักหน้า ก่อนจะพูดขึ้นบ้าง
“ฉันถนัดวิชาชูริเค็น ภาพลวงตา แล้วก็วิชาพริบตา!”
“ส่วนจุดอ่อน…โฮคาเงะรุ่นที่สามเคยบอกไว้ว่า ฉันตัดสินใจไม่เด็ดขาด”
ชิบะพยักหน้า เรื่องนี้เขาเห็นด้วยกับฮิรุเซ็นจริงๆ ถ้าชิซุยเด็ดขาดกว่านี้ และรู้จักใช้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของตัวเองให้ดี ทั้งตัวเขา และตระกูลอุจิวะ ก็คงไม่ลงเอยแบบนั้น
หลังจากนั้น อิทาจิก็พูดต่อ
“ผมถนัดวิชาไฟ ผนึก ดาบ ชูริเค็น แล้วก็…ภาพลวงตา”
“จุดอ่อนก็คือ…วิชาชูริเค็นกับภาพลวงตายังสู้พี่ชิซุยไม่ได้ ส่วนดาบก็ยังสู้ชิบะไม่ได้”
พูดจบ อิทาจิก็เกาหัวอย่างเขินๆ เหมือนตัวเองแทบไม่มีจุดเด่นอะไรเลย
แต่จริงๆ แล้ว อิทาจิคือคนที่ขาดไม่ได้ที่สุดในทีมนี้ เพราะในฐานะลูกชายหัวหน้าตระกูลอุจิวะ เขาสามารถเป็นตัวแทนของทั้งตระกูลได้
เมื่อสงครามจบลง มินาโตะต้องให้เขาออกหน้าแน่นอน
และนี่…ก็คงเป็นเหตุผลที่แท้จริง ที่มินาโตะส่งเขามาแนวหน้า
ต่อมา ก็ถึงตาของชิบะ
เขาพูดออกมาอย่างเรียบๆ
“ฉันถนัดดาบ ผนึก การรับรู้ แล้วก็…ถ้าจะหนี ฉันให้ความคล่องตัวทางอากาศได้”
พอได้ยินแบบนั้น คาคาชิกับชิซุยก็ชะงักไปพร้อมกัน
ความคล่องตัวทางอากาศ?
นั่นหมายความว่า…ชิบะบินได้? แถมยังพาคนอื่นบินได้ด้วย?
“ชิบะ นายมีความสามารถแบบนี้ด้วยเหรอ คล้ายวิชาธุลีของสึจิคาเงะรึเปล่า?”
“ไม่เหมือนกันเลย แก่นของมันจริงๆ คือ แรงโน้มถ่วง”
“ตอนนี้พวกนายอาจยังไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวพอเข้าสู้จริงก็จะรู้เอง”
“เอาเป็นว่า…ถ้าสู้ไม่ได้ เราหนีได้!”
คาคาชิยิ้มออกมาเล็กน้อย
“แบบนี้ก็ดีเลย ถ้าบินได้ โอกาสสำเร็จของภารกิจอย่างน้อยเพิ่มขึ้นสามเท่า”
“ส่วนจุดอ่อนของฉัน…”
ชิบะพูดต่ออย่างสงบ
“ระหว่างการต่อสู้ ฉันอาจตัดสินใจอะไรที่พวกนายคาดไม่ถึง”
“ตอนนั้น ขอให้เชื่อใจฉัน เพราะความสามารถในการรับรู้ของฉันเหนือกว่าที่พวกนายคิด”
ประโยคนี้ ทรงพลังมาก
ทั้งคาคาชิและชิซุยต่างรู้ดี โดยเฉพาะทีมสายลอบแทรกซึมแบบนี้ การมีนินจาสายรับรู้ที่เก่งกาจ มันสำคัญแค่ไหน
คาคาชิชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามออกมาโดยไม่รู้ตัว
“แข็งแกร่งขนาดไหน?”
“นินจาสายรับรู้ที่เก่งที่สุดในโลกนินจา ยังไม่คู่ควรแม้แต่จะมาถือรองเท้าให้ฉัน”
นี่ไม่ใช่คำพูดโอ้อวดของชิบะ
ฮาคิสังเกตระดับสมบูรณ์แบบของเขา มีแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ว่ามันไปได้ไกลแค่ไหน
ในด้านการรับรู้ ชิบะคือ “จุดสูงสุด”
เพราะไม่มีข้อยกเว้น ถึงเรียกว่าจุดสูงสุดได้
และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะอวดอะไร ที่พูดแบบนี้ ก็แค่ไม่อยากให้พลาดในจังหวะสำคัญ
อิทาจิอาจจะเชื่อเขาแบบไม่ลังเล
แต่คาคาชิกับชิซุย…ไม่แน่
เมื่อได้ยินแบบนั้น คาคาชิก็พยักหน้าเงียบๆ
“เข้าใจแล้ว ถ้าแบบนั้น หลังจากนี้การวางแผนทั้งหมด ฉันจะอิงจากความสามารถในการรับรู้ของนายเป็นหลัก”
“ทุกคน มีปัญหาอะไรไหม?”
ทุกคนส่ายหน้า
“ดี งั้นทีมจู่โจมคิริของเรา ถือว่าจัดตั้งเรียบร้อย!”
“ฉันซ่อนตัวตนยากเพราะทรงผม แต่พวกนายยังทำได้”
“การปิดบังตัวตน ไม่ใช่แค่ปกป้องพวกนาย แต่ยังป้องกันไม่ให้ศัตรูวิเคราะห์ความสามารถของเราได้ด้วย”
“จากนี้ไป ฉันจะเรียกพวกนายด้วยโค้ดเนม”
ชิซุยยิ้มออกมาทันที
“ของฉันง่ายอยู่แล้ว ในหน่วยลับฉันใช้ชื่อว่า ‘อีกา’ เรียกฉันแบบนั้นก็ได้!”
คาคาชิพยักหน้า
“โอเค แล้วชิบะกับอิทาจิล่ะ?”
อิทาจินิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองชิบะ
ครั้งหนึ่ง ตอนอยู่แนวหน้าคุโมะ ชิบะเคยพูดบางอย่างกับเขา
ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว
ดังนั้น โค้ดเนมนี้…คือสิ่งที่เขาใช้เตือนตัวเอง
“ฉันชื่อ ‘บาป’”
พอได้ยินแบบนั้น ชิบะก็ยิ้มขึ้นมาทันที
“งั้นฉันจะเป็น ‘ทัณฑ์’”
นี่คือ…บาปและทัณฑ์แห่งโคโนฮะ
(จบตอน)