เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 - เงินนี่เธอเอาไปเถอะ

บทที่ 54 - เงินนี่เธอเอาไปเถอะ

บทที่ 54 - เงินนี่เธอเอาไปเถอะ


บทที่ 54 - เงินนี่เธอเอาไปเถอะ

ความคิดเล็กๆ น้อยๆ และความสุขเล็กๆ ของฟางฮุ่ยนั้นก็ไม่ได้คงอยู่ถาวร

ต้องยอมรับว่า คนที่ภายนอกดูร่าเริงแจ่มใสและชอบแสดงออกอย่างเปิดเผย หากคนนั้นไม่ใช่คนซื่อบื้อจริงๆ ลึกๆ ในใจย่อมต้องมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่เสมอ

เมื่อไม่มีใครปลอบใจ และเธอก็ไม่ได้ต้องการให้ใครปลอบ หลินเจียม่อใช้เวลาครุ่นคิดเพียงคืนเดียว วันรุ่งขึ้นเธอก็กลับมาร่าเริงแจ่มใสและกระโดดโลดเต้นเหมือนเดิม

ทว่าเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังของเจ้าเย่ และสายตาที่ผิดหวังของเฉินสวินและฉือหราน เธอก็ยังคงเดินกระโดดโลดเต้นไปหาหวังเหยียนเหมือนเดิม

เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะและเสียงหยอกล้อที่ดังมาจากด้านหลังห้อง คนทั้งสามต่างก็ทานข้าวกันด้วยความรู้สึกที่จืดชืดไร้รสชาติ

"นายมีวิธีอะไรไหม?" เจ้าเย่ถามเฉินสวินที่อยู่ข้างๆ

"ถ้าฉันมีวิธี ฉันจะมัวรอมาถึงป่านนี้เหรอ? จะให้ฉันไปฆ่ามันทิ้งหรือยังไงล่ะ?" เฉินสวินพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

หากจะคิดฆ่าหวังเหยียนจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าผลลัพธ์ที่ตามมาพวกเขาจะรับไหวไหม แค่จะทำได้หรือเปล่ายังเป็นคำถามใหญ่เลย พละกำลังในการต่อสู้ของหวังเหยียนน่ะเป็นเรื่องล้อเล่นซะที่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็เป็นเพียงเด็กที่ถูกตามใจจนชินกับการออกคำสั่งโวยวายไปวันๆ ยังไม่ถึงขั้นที่จะกล้าไปฆ่าแกงใครจริงๆ หรอก

คนทั้งสามมองหน้ากันไปมา ก่อนจะทอดถอนใจ "เฮ้อ..." ออกมาพร้อมกัน

ห้องเรียนห้องนี้เปลี่ยนไปจนพวกเขาจำแทบไม่ได้

ถึงแม้เด็กมัธยมปลายจะเริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น ทว่าในด้านความคิดก็ยังมีความไม่บรรลุนิติภาวะอยู่มาก ยังไม่รู้จักการเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียนพอ ทำให้ความรักและความเกลียดแสดงออกมาอย่างชัดเจนเสมอ เรื่องประเภทที่ว่าถ้าคนสองคนไม่ลงรอยกัน แล้วฉันไปเล่นกับคนโน้นแล้วไม่ควรจะมาเล่นกับเธออีกมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่บางครั้งก็ยังเป็นแบบนี้

นักเรียนคนอื่นๆ ต่างก็เห็นว่าสิ่งที่หวังเหยียนพูดมีเหตุผล หรือต่อให้บางคนจะรู้สึกว่าไม่มีเหตุผล แต่พอเห็นคนอื่นพากันบอกว่ามีเหตุผล เขาก็พลอยรู้สึกว่ามันมีเหตุผลไปด้วย ส่วนกลุ่มสามสหายในสายตาคนอื่นก็คือกลุ่มคนที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่สนหัวคนอื่น ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มตีตัวออกห่างและไม่พากันไปรุมล้อมพวกเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

เพื่อนฝูงที่เคยเล่นด้วยกันต่างตีตัวออกห่าง เพื่อนร่วมห้องที่เคยคุยโวหยอกล้อกันก็ไม่ค่อยให้ความสนใจอีกต่อไป พวกเขาไม่ใช่บุคคลโด่งดังที่เป็นจุดสนใจของห้องอีกแล้ว

ภายใต้บารมีของหวังเหยียน ทั้งสามคนจึงไม่กล้าสร้างเรื่องวุ่นวายอีก ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความสิ้นหวัง

นี่คือบรรยากาศห้องเรียนที่หวังเหยียนต้องการ และมันควรจะเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

เวลาเลิกเรียนจะเล่นจะซนแค่ไหนหวังเหยียนไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย ใครอยากทำอะไรก็ทำไป ทว่ายามเข้าเรียน ใครที่รักเรียนก็ตั้งใจเรียนไป ส่วนใครไม่รักเรียนก็ขอให้หุบปากและอยู่นิ่งๆ อย่างสงบเสงี่ยมก็พอ

ในยุคสมัยนั้นไม่ใช่เหมือนยุคปัจจุบัน หากมีนักเรียนสร้างเรื่องวุ่นวาย คุณครูเขาไม่มานั่งตามใจหรอก เขาจัดหนักจริงๆ นะ ทั้งเตะทั้งถีบก็มีให้เห็น

พอกลับไปบ้าน พ่อแม่รู้เข้าเผลอๆ จะโดนจัดการซ้ำอีกรอบด้วยซ้ำ

คนอื่นจะเจออะไรมาบ้างหวังเหยียนไม่รู้ แต่สำหรับเขาแล้ว ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลายเขาก็เคยโดนเตะโดนจัดการมาไม่น้อยเหมือนกัน

ภายใต้การควบคุมของหวังเหยียน บรรยากาศในห้องเรียนเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

คนที่ตั้งใจเรียนอยู่แล้วก็ยังคงมุมานะต่อไป ส่วนพวกที่ชอบนอนหรือเหม่อลอยขี้เกียจเรียน บางคนก็เริ่มที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ้างแล้ว

ช่วยไม่ได้ เพราะการนอนตลอดเวลาก็ทำไม่ได้ การเหม่อลอยบ่อยๆ ก็เบื่อ พอคุยกันก็โดนจัดการ ยิ่งยุคนี้ไม่มีสมาร์ทโฟนให้เล่น เมื่อไม่มีอะไรทำก็จำต้องหันมาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแก้เบื่อเท่านั้นเอง

ในระหว่างนั้นมีการสอบกลางภาคเกิดขึ้น หวังเหยียนอยู่ในอันดับกลางค่อนไปทางท้ายห้อง เพราะเขาไม่ใช่เทพระดับอัจฉริยะที่เพิ่งจะกลับมาเรียนได้เพียงสองเดือนกว่าๆ แล้วจะมีผลการเรียนดีเลิศได้ทันที ซึ่งนี่ต้องขอยกความดีความชอบให้ค่าจิตวิญญาณที่สูงส่งและทักษะการเรียนรู้ที่เขาสั่งสมมาจากการเดินทางข้ามโลกหลายครั้งที่ช่วยให้เขาพัฒนาได้เร็วขนาดนี้

ตัวหวังเหยียนเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าพูดถึงนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือบรรยากาศการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ทำให้ผลการเรียนของเพื่อนคนอื่นๆ ในห้องต่างก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ครูโฮ่วและอาจารย์หม่าเห็นดังนั้นต่างก็มีความสุขมาก พวกเขารู้ดีว่าความสำเร็จนี้ส่วนใหญ่มาจากฝีมือของหัวหน้าห้องอย่างหวังเหยียน ถึงขั้นที่มีการมอบรางวัล "นักเรียนดีเด่นสามด้าน" ให้แก่หวังเหยียนเลยทีเดียว

กลุ่มสามสหายเองก็เงียบสงบลง พวกเขายอมสยบและยอมรับในโชคชะตา ในเมื่อสู้เขาไม่ได้แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ โดนอัดมันก็เจ็บนะไม่ใช่ว่าไม่เจ็บ

ในวันนั้นที่เจ้าเย่เดินทางกลับบ้านเขาก็ได้กลับไปทบทวนตัวเอง เขาเห็นว่าเฉินสวินและฉือหรานทั้งสองคนต่างก็มีฐานะทางครอบครัวที่ดีกว่าเขา แถมผลการเรียนก็ยังดีกว่าอีก แต่ตัวเขาเองกลับเอาแต่วิ่งตามหลังพวกมันไปวันๆ โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง มันช่างเป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดี

มิตรภาพน่ะอาจจะดีจริง ทว่าต่อให้ดีแค่ไหนเขาก็ต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตของตัวเองไม่ใช่เหรอ

ไม่อย่างนั้นพอโตไป สองคนนั้นคงประสบความสำเร็จในชีวิต แต่เขาต้องไปทำงานรับจ้างแบกอิฐหรือไง?

ด้วยเหตุนี้ เจ้าเย่จึงเริ่มลดเวลาการนอนและหันมาตั้งใจเรียนมากขึ้น

เพียงแต่ในเรื่องของหลินเจียม่อนั้น เขาก็ยังทำใจไม่ได้เสียทีเดียว

หลินเจียม่อมักจะวิ่งไปหาหวังเหยียนที่หลังห้องอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เจ้าเย่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

ดังนั้นทุกครั้งที่เลิกเรียน ท่ามกลางสายตาของเฉินสวินและฉือหราน เขามักจะเข้าไปวนเวียนอยู่ข้างๆ หลินเจียม่อและหวังเหยียน คอยเล่นหยอกล้อกับหลินเจียม่ออยู่เสมอ

ในช่วงแรกเขาอาจจะยังมีความหวาดกลัวเพราะเคยโดนหวังเหยียนอัดมาก่อน ทว่าพอยิ่งได้ใกล้ชิดและสัมผัสตัวตนของหวังเหยียนมากขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจว่าหวังเหยียนเป็นคนแบบไหน ความกลัวจึงค่อยๆ มลายหายไปตามกาลเวลา

บางครั้งเขายังได้ไปเล่นบาสเกตบอลร่วมกับหวังเหยียนด้วย และเมื่อเวลาผ่านไปความสัมพันธ์ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การได้ใช้เวลาร่วมกับหวังเหยียน บางครั้งคำพูดที่หวังเหยียนพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจก็ทำให้เขาต้องกลับไปขบคิดอยู่นานหลายวัน เขารู้สึกว่าการได้เดินตามหลังหวังเหยียนมันให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการเดินตามเพื่อนเก่าทั้งสองคนเป็นไหนๆ

เขาจึงเริ่มตีตัวออกห่างจากกลุ่มสามสหายทีละนิด

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เฉินสวินและฉือหรานต่างก็มองเห็น ทว่าพวกเขาก็ไร้ความสามารถที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนไปของเจ้าเย่ได้

หากสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ คงไม่มีใครยอมอดทนเป็นคนดีหรอก

ทว่าเมื่อคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป และมันไม่ใช่ความแค้นที่ต้องฆ่าแกงกันให้ตาย เมื่อไม่สามารถแก้แค้นได้ มนุษย์เราก็จะเริ่มกลับมาพิจารณาตนเอง และพยายามหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง เพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่น่ายกย่องในใจตนเอง

ทั้งคู่ต่างก็คิดตกมานานแล้วว่าฝ่ายที่ผิดคือพวกเขาเอง ทว่าศักดิ์ศรีและความหยิ่งทระนงของวัยรุ่นทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไปขอปรับความเข้าใจกับหวังเหยียนก่อน

สิ่งที่ทำให้คนทั้งคู่รู้สึกเบาใจขึ้นได้บ้างก็คงจะเป็นผลการเรียนของหวังเหยียนที่ค่อนข้างแย่ ซึ่งมันทำให้พวกเขารู้สึกว่ายังมีเรื่องให้เหนือกว่าอีกฝ่ายได้บ้าง

เมื่อเจ้าเย่ยังทำใจเรื่องหลินเจียม่อไม่ได้ ทั้งสองคนก็ย่อมไม่สามารถตัดใจจากฟางฮุ่ยได้เช่นกัน

ฐานะทางบ้านของพวกเขาก็ดี ชอบเล่นชอบซน ย่อมมีเด็กสาวมากมายที่แอบปลื้มและมีใจให้ ถึงแม้ในห้องเรียนจะไม่ค่อยมีใครสนใจพวกเขาแล้ว ทว่าเด็กสาวเหล่านั้นก็ยังคงแอบชอบพวกเขาอยู่อย่างเงียบๆ

ทว่าในเรื่องของความรักนั้น ใครก็ช่วยไม่ได้ ทั้งคู่ต่างก็มุ่งเป้าไปที่ฟางฮุ่ยเพียงคนเดียวเท่านั้น

ทั้งสองคนต่างแสร้งทำเป็นไม่รู้ความในใจของกันและกัน แข่งกันทำคะแนน ทั้งการเดินไปส่งบ้านบ้าง บังเอิญเจอระหว่างทางบ้าง หรือหาโอกาสเข้าไปพูดคุยและพยายามแสดงน้ำใจต่อหน้าฟางฮุ่ยอยู่เสมอ

ทว่าครั้งนี้ทั้งคู่ต่างก็ใจเย็นและมีสติมากขึ้น พวกเขาไม่กล้าไปเขียนเรื่องไร้สาระบนกระดานดำเหมือนในเรื่องราวเดิม เพราะนั่นเท่ากับเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ เนื่องจากฟางฮุ่ยและหวังเหยียนดูจะสนิทสนมกันมาก

เพราะมีหวังเหยียนอยู่ข้างกาย ฟางฮุ่ยจึงไม่มีความคิดที่จะเข้าไปทำความรู้จักเชิงลึกกับคนทั้งสอง เธอวางตัวอย่างเหมาะสมและรักษาระยะห่างไว้อย่างสุภาพเสมอ

ความพยายามของทั้งคู่ดูจะไร้ผลต่อระยะห่างที่ฟางฮุ่ยขีดไว้

บางทีอาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ยามที่แสงแดดอาบไล้ลงมาบนเงาร่างของเธอในวันนั้นมันประทับแน่นอยู่ในหัวใจ หรืออาจจะเป็นเพราะความต้องการที่จะเอาชนะหวังเหยียนเพื่อเป็นการล้างแค้น ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ยังคงดื้อรั้นพยายามที่จะแทรกกลางให้ได้

การกระทำทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของหวังเหยียน ทว่ามันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย วัยรุ่นของพวกมันย่อมเป็นเพียงช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างไร้ความหมายเท่านั้นเอง

เรื่องประเภทที่เขาชอบเธอ เธอชอบเขา ทว่าเธอกลับไม่ชอบเขา แต่เธอกลับไปชอบคนโน้น เรื่องยุ่งเหยิงแบบนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นในชีวิตนี้ของพวกเธอแน่นอน

หวังเหยียนทำเพียงแค่ช่วยขนโต๊ะในวันแรกที่พบหน้า และคอยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้เธอเท่านั้น เพียงเท่านี้เขาก็สร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในหัวใจของเด็กสาวได้สำเร็จแล้ว

บวกกับการให้คำแนะนำและชี้นำความคิดผ่านการสนทนาในแต่ละวัน ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาต้องการเกือบทั้งหมด ดูได้จากเส้นผมของฟางฮุ่ยที่เริ่มจะยาวสลวยขึ้นทุกวันสิ

ในวันนั้น ช่วงทานมื้อเที่ยง หลินเจียม่อเอ่ยขึ้นว่า "สัปดาห์หน้าจะเป็นวันขึ้นปีใหม่แล้วนะ ปีมิลเลนเนียม (ปี 2000) กำลังจะมาถึงแล้ว พวกเราไปทำอะไรกันดีคะ?"

เจ้าเย่รีบเสริมขึ้นทันที "นั่นสินะ พวกเราออกไปเที่ยวเล่นกันหน่อยดีไหม?" กลุ่มสามสหายในตอนนี้เรียกได้ว่าสลายตัวไปเกือบสมบูรณ์แล้ว

ฟางฮุ่ยพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ

คนอื่นๆ ต่างก็ขานรับอย่างคึกคัก การได้ออกไปเที่ยวกันหลายๆ คนย่อมต้องสนุกแน่นอน

"งั้นก็ไปเที่ยวกันเถอะ" หวังเหยียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ

"หลังจากจบงานรื่นเริงที่โรงเรียน พวกเราไปทานบาร์บีคิว (หมาล่า) กัน แล้วก็ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะเป๋ยไห่กันหน่อยเป็นไง?"

"ดีเลยค่ะ ดีเลย!" หลินเจียม่อดีใจจนเนื้อเต้น

ฟางฮุ่ยเองก็มีรอยยิ้มประดับที่มุมปาก แสดงท่าทีเห็นด้วย

เจ้าเย่และเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะสถานที่ท่องเที่ยวที่พอจะไปได้ก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง สวนเป๋ยไห่ก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว

"ตกลงตามนี้แหละ" หวังเหยียนสรุป

ทุกคนต่างไม่มีใครคัดค้าน และเริ่มพากันวางแผนว่าจะไปอ้อนขอเงินจากพ่อแม่มาใช้เที่ยวครั้งนี้กันยังไงดี

เวลาหมุนเวียนไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ปี 1999

ที่ห้องมัธยมปลายปีที่สองห้องหนึ่ง

เพื่อเป็นการต้อนรับปีมิลเลนเนียม เหล่านักเรียนต่างพากันพูดคุยหัวเราะ ร้องเพลง และเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

ในพื้นที่ว่างที่ถูกจัดล้อมด้วยโต๊ะเรียน

"ท่ามกลางกระแสฝูงชนที่มีนายและมีฉัน"

"ได้พบปะและรู้จัก คอยขัดเกลาจิตวิญญาณของกันและกัน"

นักเรียนชายคนหนึ่งกำลังกอดกีตาร์ไม้ผุๆ ตัวหนึ่ง พลางร้องเพลง "Wudidizirong" (ไม่มีที่ให้หลบซ่อน) ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความดุดัน

นักเรียนคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงร้องตามกันไปอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสามัคคีและอบอุ่น

"ขอบคุณครับ ขอบคุณทุกคนมากครับ"

ท่ามกลางเสียงปรบมืออันเกรียวกราว นักเรียนชายคนนั้นรีบเก็บความตื่นเต้นและเดินกลับไปนั่งที่ที่นั่งของตนเอง

เมื่อกิจกรรมดำเนินมาถึงช่วงท้าย ครูโฮ่วก็เดินออกมาที่หน้าห้องและกล่าวว่า "เอาละจ้ะนักเรียน งานรื่นเริงของเราใกล้จะจบลงแล้วนะ"

"ทว่าทำไมครูถึงยังไม่เห็นหัวหน้าห้องออกมาแสดงความสามารถอะไรเลยล่ะจ๊ะ?"

"ในฐานะที่เป็นหัวหน้าห้อง นายต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีนะจ๊ะ เรื่องนี้ครูต้องขอตำหนิหน่อยนะ" ครูโฮ่วพูดพลางส่งยิ้มให้หวังเหยียน

ในตอนนี้พวกนักเรียนที่ชอบความสนุกเริ่มส่งเสียงเชียร์และเย้าแหย่ขึ้นมาแล้ว

"หัวหน้าห้อง ขอสักเพลงครับ!"

"จัดมาเลยครับหัวหน้า!"

เสียงเชียร์เริ่มรวมเป็นหนึ่งและดังสนั่นหวั่นไหว

เหล่านักเรียนในห้องต่างพึงพอใจในตัวหวังเหยียนมากจริงๆ เพราะเขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัวและคอยช่วยเหลือเพื่อนๆ อยู่เสมอ

ขอเพียงมีเรื่องเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือมาหาเขาก็ไม่ผิดหวังแน่นอน ตราบใดที่เรื่องนั้นไม่เกินเลยจนเกินไป

ดังนั้นในตอนนี้ นอกจากเฉินสวินและฉือหรานแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าที่จะมาชี้นิ้วสั่งหรือมีปัญหากับหวังเหยียนอีกเลย และบางคนที่ยังไม่พอใจก็ไม่กล้าแสดงออก

ดูได้จากกลุ่มจิ๊กโก๋นอกโรงเรียนที่คอยรีดไถเงินเหล่านักเรียนที่ตอนนี้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้นสิ

"แสดงอะไรหน่อยเถอะนะหวังเหยียน" ครูโฮ่วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ตลอดหลายเดือนมานี้เธอใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากจริงๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องวุ่นวายในห้องเรียนเลยแม้แต่น้อย

แถมผลการเรียนของเด็กๆ ก็ก้าวหน้าอย่างชัดเจน จนเหล่าผู้นำโรงเรียนต่างพากันเอ่ยชมเชยเธอเป็นการใหญ่

มีพ่อแม่นักเรียนบางคนเพื่อเป็นการขอบคุณที่ผลการเรียนลูกดีขึ้น ถึงขั้นส่งข้าวของมาให้เธอมากมาย ซึ่งล้วนเป็นสินน้ำใจที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ทางโรงเรียนเองก็รับทราบเรื่องราวดีจึงไม่ได้ติดใจเอาความอะไร

เมื่อเห็นเพื่อนๆ และคุณครูเรียกร้องด้วยความจริงใจ หวังเหยียนก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาจำใจต้องยอมโชว์ศักยภาพเพื่อสร้างสีสัน (และแอบโชว์เหนือ) เสียหน่อย

หวังเหยียนลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม เดินไปหานักเรียนชายคนเมื่อครู่แล้วขอสะพายกีตาร์ไม้ผุๆ ตัวนั้นไว้บนบ่า

เรื่องการเล่นกีตาร์น่ะหวังเหยียนเรียนมาตั้งนานแล้ว รวมถึงทฤษฎีดนตรีบางอย่าง ทว่าหลังจากเข้าถึงพื้นฐานเขาก็ไม่ได้ฝึกฝนต่อ

สาเหตุหลักที่เขาเรียนก็เพราะมันมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในการ "จีบสาว" และเพื่อเป็นการชดเชยความเสียดายในอดีตที่เขาไม่สามารถทำตัวให้มีเสน่ห์ดึงดูดได้ เขาจึงฝึกฝนฝีมือไว้เป็นพิเศษ

เขาเดินไปที่กลางห้อง ลองดีดสายกีตาร์เพื่อทดสอบเสียงและสั่งให้เพื่อนๆ เงียบลง

"เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจที่ทุกคนเรียกร้อง ผมขอร้องเพลงให้ฟังก็แล้วกันครับ"

เมื่อเห็นทุกคนเตรียมจะปรบมือโห่ร้อง หวังเหยียนก็ยกมือขึ้นกดเพื่อขอความสงบ

"เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาเองยามว่างครับ"

"มีชื่อเพลงว่า 【Your Answer】 (คำตอบของเธอ) ครับ" หวังเหยียนกล่าวออกมาอย่างหน้าตาเฉย 【ผู้แปล: เขาขโมยเพลงในอนาคตมาใช้นั่นเอง】

เสียงกีตาร์ค่อยๆ บรรเลงขึ้น หวังเหยียนจึงเริ่มขับขานบทเพลง

"บางทีโลกใบนี้อาจจะเป็นอย่างที่เป็น และฉันก็ยังคงก้าวเดินอยู่บนเส้นทาง..."

...

"อ้าแขนรับสายลมและโอบกอดสายรุ้ง ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ"

...

"บางทีฉันอาจจะทำได้เพียงนิ่งเงียบ หยาดน้ำตาเริ่มรินไหลคลอเบ้า ทว่าฉันก็ไม่ยอมที่จะขี้ขลาดพ่ายแพ้"

เมื่อบทเพลงจบลง ห้องเรียนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังสนั่นหวั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเนื้อเพลงที่โดนใจวัยรุ่นอย่างมาก และอีกส่วนหนึ่งคือไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหวังเหยียนจะมีความสามารถด้านนี้ซ่อนอยู่ด้วย

"เพลงนี้ขอมอบให้ทุกคนครับ หวังว่าทุกคนจะไม่ลืมเจตนารมณ์แรกเริ่มของตนเอง และมุ่งมั่นก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ขอบคุณทุกคนครับ"

หวังเหยียนก้มหัวขอบคุณเล็กน้อย ก่อนจะส่งกีตาร์คืนให้เพื่อนและเดินกลับไปนั่งที่ของตน

งานรื่นเริงจบลงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฉินสวินและฉือหรานเลยแม้แต่น้อย พวกเขาดูเหมือนเป็นเพียงคนนอกที่ทำได้แค่นั่งมองความสนุกอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เฉินสวินและฉือหรานจูงจักรยานมายืนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน มองดูเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มใหญ่ที่เดินหยอกล้อกันจากไป ในใจของเขารู้สึกเงียบเหงาและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เพราะในอดีตพวกเขาก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของภาพเหล่านั้นเช่นกัน

โดยเฉพาะเมื่อเห็นหลินเจียม่อและเจ้าเย่ที่กำลังเล่นหยอกล้อกันอยู่ในกลุ่มนั้น มันยิ่งทำให้เขารู้สึกปวดร้าวในใจมากขึ้นไปอีก

ทั้งคู่หันมาสบตากัน และต่างก็มองเห็นความหดหู่ที่อยู่ในแววตาของกันและกัน

ฉือหรานส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "กลับบ้านกันเถอะ"

เฉินสวินไม่ได้พูดอะไร เขาขี่จักรยานจากไปในทันที

เหตุการณ์ในวันนี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น จะไปโทษใครได้ล่ะ

หวังเหยียนพากลุ่มเพื่อนไปที่ร้านอาหารประเภทบาร์บีคิวแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่เขาเพิ่งค้นพบมาเมื่อไม่นานมานี้ว่ารสชาติยอดเยี่ยมมาก

"พี่หลี่ครับ ลูกค้ามาแล้วครับ!"

เถ้าแก่หลี่อายุประมาณสี่สิบกว่าปี ร่างกายดูท้วมและมีนิสัยที่เป็นกันเอง

เมื่อเห็นหวังเหยียนพากลุ่มใหญ่มาหา เขาจึงเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "แหม น้องชายหวังมาอุดหนุนกิจการพี่อีกแล้วนะเนี่ย เชิญเลยๆ รีบนั่งเถอะ"

พูดจบเขาก็สั่งให้พนักงานในร้านรีบมาต่อโต๊ะให้เพียงพอกับจำนวนคน

"ฝีมือของพี่ดีขนาดนี้ ผมก็ต้องมาอุดหนุนเป็นธรรมดาสิครับ"

หวังเหยียนหยิบเมนูส่งให้กลุ่มหนุ่มสาวเหล่านั้น

"สั่งได้ตามใจชอบเลยนะ อยากทานอะไรสั่งมาให้หมด มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง ไม่ต้องเกรงใจ"

"พวกเรามาหารกัน (AA) ดีกว่าครับหัวหน้าห้อง จะให้หัวหน้าห้องออกเงินคนเดียวได้ยังไง" นักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

"ใช่ครับหัวหน้าห้อง หารกันดีกว่า" ทุกคนต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน

จากการคลุกคลีกันมาพักหนึ่ง หวังเหยียนก็พอจะรู้ฐานะของคนกลุ่มนี้ดี

เงินที่พวกเขามีล้วนเป็นเงินที่ขอพ่อแม่มาโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา การจะได้ทานมื้อใหญ่ฟรีๆ ย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าถ้าคนเลี้ยงเป็นเศรษฐีที่พวกเขารู้จักก็คงไม่เป็นไร แต่พวกเขาก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของหวังเหยียน หากเป็นเพราะเขาต้องการรักษาหน้าตาจนต้องยอมควักเนื้อตัวเองจะทำอย่างไร ความละอายใจของวัยรุ่นทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเอาเปรียบเพื่อน

"แหม อย่าเกรงใจไปเลย ถือเป็นสินน้ำใจจากฉันแล้วกัน ขอแค่ทุกคนมีความสุขก็พอแล้ว"

หวังเหยียนพูดโน้มน้าวอีกสองสามประโยคจนในที่สุดทุกคนก็ยอมตกลง

ในกลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งคนที่มีฐานะดีและไม่ดี แต่สำหรับหวังเหยียนแล้ว เงินเพียงเท่านี้มันไม่ได้สร้างความลำบากให้เขาเลย จึงตัดสินใจทำตามที่ตั้งใจไว้

เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของหวังเหยียนได้ ทุกคนจึงหยิบเมนูมาค่อยๆ เลือกสั่งอาหารด้วยความระมัดระวัง

ต่างคนต่างพากันสั่งคนละอย่างสองอย่าง ไม่นานนักก็สั่งเสร็จสิ้น

หวังเหยียนรับสมุดจดรายการอาหารจากพนักงานมาตรวจสอบรายการที่สรุปไว้

รายการอาหารที่จดไว้ดูเหมือนจะเยอะ ทว่าแต่ละอย่างสั่งมาเพียงอย่างละไม้สองไม้เท่านั้น เพราะทุกคนกลัวว่าหวังเหยียนจะต้องเสียเงินมากเกินไป

เมื่อเห็นรายการอาหารแล้ว หวังเหยียนก็รู้สึกว่านี่แหละคือวิถีวัยรุ่นที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ และเห็นความจริงใจในแววตาของเพื่อนๆ จึงแสร้งด่าออกมาพร้อมรอยยิ้ม "พวกนายเนี่ยนะ บอกให้สั่งให้เต็มที่ แต่สั่งกันมาตั้งนานได้แค่นี้เองเหรอ? จะมาแย่งไม้เสียบกันหรือไง?"

คนอื่นๆ ได้ยินหวังเหยียนพูดแบบนั้นก็พากันหัวเราะร่า

"เอาละ มีอะไรให้น่าขำนักหนา"

"งั้นฉันจะสั่งเพิ่มเองนะ พวกนายก็ทานเท่าที่ฉันสั่งมาแล้วกัน"

เขาหันไปสั่งพนักงานต่อ "เนื้อวัว เนื้อแกะ เพิ่มมาอีกอย่างละห้าสิบไม้ ตีนไก่ขอเพิ่ม..."

เขาสั่งอาหารรวดเดียวชุดใหญ่ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนๆ ว่า "พวกนายดื่มเหล้ากันไหม?"

เมื่อได้ยินคำถาม ทุกคนต่างก็มีท่าทีลังเล เพราะถ้าดื่มแล้วกลับบ้านไปสภาพเมามายล่ะก็ มีหวังโดนพ่อแม่จัดการหนักแน่นอน

หวังเหยียนสังเกตเห็นความลังเลนั้นแต่เขาก็ไม่ได้สนใจ "เบียร์ยกมาสามลังก่อนเลยนะ แล้วก็หาน้ำอัดลมมาด้วย"

เมื่อบรรยากาศมาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องการดื่มเหล้าก็ไม่ต้องเกี่ยงงอนกันอีก ยิ่งโต๊ะนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอึดและทนทานอยู่แล้ว ใครจะไปสนเรื่องโดนทำโทษที่บ้านล่ะ

"อ้อ จริงสิ เอาถั่วลิสงกับถั่วแระมาด้วยนะ แล้วก็ทำยำผักเย็นๆ มาสองสามอย่าง"

"เอาเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ"

พูดจบ เขาก็หันไปตะโกนบอกเถ้าแก่หลี่ที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาย่าง "พี่หลี่ครับ รบกวนเร่งมือหน่อยนะครับ"

เถ้าแก่หลี่ไม่ได้หันกลับมามอง เขาตอบกลับมาด้วยเสียงรำคาญใจนิดๆ "จะรีบไปไหนวะ ฝีมือการย่างของพี่เร็วแค่ไหนนายก็รู้นี่นา"

หวังเหยียนเดินไปนั่งที่ที่นั่งของตนเอง ด้านซ้ายคือฟางฮุ่ย ด้านขวาคือหลินเจียม่อ และข้างหลินเจียม่อคือเจ้าเย่ สรุปคือเป็นการนั่งสลับชายหญิงไปตามระเบียบ

"หัวหน้าห้องคะ คุณมาที่นี่บ่อยเหรอคะ ดูคุณสนิทกับเถ้าแก่มากเลยนะเนี่ย" เพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งถามคำถามที่ดูจะเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นมาด้วยความสงสัย

"มาหลายครั้งแล้วล่ะ เวลาเขาไม่ค่อยยุ่งเรายังเคยมานั่งดื่มด้วยกันเลย"

เมื่อได้ยินคำตอบของหวังเหยียน ทุกคนถึงกับอึ้งไปเลย

ดูท่าทางว่าหมอนี่จะชอบดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจเลยนะเนี่ย?

ถึงแม้คนอื่นจะเคยลองดื่มมาบ้าง ทว่าก็ไม่เคยมีใครทำตัวเหมือนหวังเหยียนเลยสักคน

ฟางฮุ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย "แล้วพ่อแม่คุณไม่ว่าเหรอคะ?"

สำหรับเรื่องนี้ หวังเหยียนทำได้เพียงส่งยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า "พวกท่านไว้ใจในตัวผมมากครับ"

เขาจะให้พูดอะไรล่ะ? จะบอกว่ากำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กเพื่อให้คนอื่นมาสงสารงั้นเหรอ? เขาไม่ได้ต้องการความสงสารแบบนั้น และมันจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ ทำเหมือนพวกท่านยังอยู่ก็แล้วกัน

ประจวบเหมาะกับที่ถั่วลิสง ถั่วแระ และเหล้ามาส่งพอดี หวังเหยียนจึงเปิดเบียร์ส่งให้คนที่เสนอตัวจะดื่ม "ใครดื่มได้ก็ดื่ม ใครดื่มไม่ได้ก็ดื่มน้ำอัดลมนะ อย่าฝืนล่ะ"

เมื่อทุกคนรินเหล้าจนเต็มแก้ว หวังเหยียนก็ชูขวดขึ้นแล้วกล่าวว่า "มาครับ ชนแก้วกันหน่อย เพื่อมิตรภาพ และเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง!"

หลังจากดื่มเสร็จ ทุกคนก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

เถ้าแก่หลี่มือไวสมคำร่ำลือ ถึงแม้ในร้านจะมีลูกค้าคนอื่นอยู่ไม่น้อย ทว่าอาหารที่พวกเขาสั่งไปก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะอย่างต่อเนื่อง

บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ตามการกินดื่ม

นอกจากนักเรียนหญิงสองสามคนที่ยังคงดื่มน้ำอัดลมอยู่ คนอื่นต่างก็พากันดื่มเบียร์กันอย่างเต็มที่

พวกเขาไม่ได้ดื่มบ่อยและไม่ได้มีพละกำลังในการดื่มที่สูงส่งนัก เบียร์เพียงสองขวดก็ทำให้บางคนเริ่มมีอาการมึนเมาและเริ่มจะทำตัวตามใจชอบกันแล้ว

ที่นั่งในตอนนี้ก็เริ่มจะมั่วไปหมด บางกลุ่มก็นั่งรวมกันเป็นกลุ่มชาย บางกลุ่มก็นั่งรวมกันเป็นกลุ่มหญิง และบางกลุ่มก็นั่งคละชายหญิงกัน

ในตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หวังเหยียนรู้สึกได้ว่าฟางฮุ่ยที่นั่งข้างๆ กำลังแอบสะกิดเขา

หวังเหยียนหันไปมอง ฟางฮุ่ยจึงกระซิบเสียงเบาว่า "เงินนี่เธอเอาไปเถอะ"

ขณะพูด มือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะก็พยายามจะส่งเงินที่ขยำจนยับยู่ยี่มาให้เขา

หวังเหยียนมองดูเงินที่ยับยู่ยี่นั้น สลับกับใบหน้าที่แดงระเรื่อของเธอ เขาจึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องหรอก ฉันมีเงินจริงๆ นะ"

เพื่อไม่ให้เธอคิดมากและไม่เชื่อคำพูดของเขา หวังเหยียนจึงใช้มือซ้ายล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง และหยิบเงินประมาณหนึ่งพันหยวนออกมาจากพื้นที่มิติแล้วขยับปากบอกใบ้ให้เธอเห็น

เขาเอื้อมมือไปตบที่หัวของฟางฮุ่ยเบาๆ "ตั้งใจทานข้าวเถอะนะ" หวังเหยียนไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะเด็กสาวมักจะมีความคิดที่สลับซับซ้อนและขี้ระแวง การที่เธอรวบรวมความกล้ามาได้ขนาดนี้คงต้องใช้ความพยายามมากแน่ๆ

ฟางฮุ่ยรู้สึกโล่งใจ ทว่าการกระทำที่กะทันหันของหวังเหยียนก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปพักใหญ่

โชคดีที่เป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ผนวกกับความเขินอายที่เพิ่งจะพูดเรื่องเงินออกไป ใบหน้าของเธอจึงแดงระเรื่อจนไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ

เธอรีบนั่งหลังตรงและกระซิบตอบกลับเบาๆ "รับทราบค่ะ"

ความเขินอายของเด็กสาวช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี หวังเหยียนยิ้มร่าพลางยกแก้วขึ้นไปชนกับแก้วของเธอ "มา พวกเรามาดื่มกันหน่อย"

ฟางฮุ่ยรินเหล้าเต็มแก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

เพราะความรีบเร่งในการดื่ม เธอจึงเกิดอาการสำลักจนไอ "แค่ก แค่ก" ออกมา

หวังเหยียนเอื้อมมือไปลูบหลังให้เธอเบาๆ "ถ้าดื่มไม่ได้ก็ดื่มให้น้อยหน่อยสิ จะรีบดื่มทำไมกัน ไม่มีใครบังคับเธอสักหน่อย"

ฟางฮุ่ยไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอทำเพียงแค่ไอปนไปกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า

หลังจากลูบหลังให้อีกสองสามที ฟางฮุ่ยจึงจิบน้ำตามและหันมายิ้มให้หวังเหยียนเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนข้างๆ ต่อ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 54 - เงินนี่เธอเอาไปเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว