เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 - ผมมีปัญหา

บทที่ 50 - ผมมีปัญหา

บทที่ 50 - ผมมีปัญหา


บทที่ 50 - ผมมีปัญหา

หวังเหยียนพลิกดูหนังสือเรียนพลางฟังเสียงบรรยายบทเรียนอยู่ด้านหน้า

เรื่องพวกนี้น่ะเหรอ ถึงแม้การเพิ่มแต้มจิตวิญญาณจะทำให้ความจำดีขึ้นจนเขาสามารถนึกย้อนถึงบทเรียนสมัยมัธยมปลายได้เกือบทั้งหมด

ทว่าการจำได้มันไม่ได้แปลว่าเขาจะทำเป็น เขาต้องเรียนรู้มันจริงๆ

แต่นี่ก็เป็นเพียงปัญหาเล็กๆ ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ของเขา เวลาสองปีที่เหลือน่ะเหรอ อย่าว่าแต่สอบผ่านเลย บางทีเขาอาจจะคว้าทุนไปชิงหัวหรือปักกิ่งได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วนสามสหายกลุ่มนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนใหม่ทั้งสองคนอยู่

"เฮ้ๆ พวกนายว่ายังไงบ้าง ยัยเด็กผู้หญิงนั่นเป็นยังไง?" เจ้าเย่สะกิดเพื่อนอีกสองคน

เฉินสวินพูดไม่ตรงกับใจ "ก็งั้นๆ แหละ"

ฉือหรานแสร้งทำเป็นตั้งใจเรียนโดยไม่สนใจ แต่ก็ตอบกลับมาประโยคหนึ่ง "ก็ดูโอเคนะ"

เจ้าเย่ยังไม่ยอมแพ้ ถามต่อว่า "แล้วไอ้เจ้านั่นล่ะ?"

คำถามนี้ถือว่าถามได้ตรงจุด ทั้งคู่พากันพูดออกมาพร้อมกัน "งี่เง่า"

"อืม ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ ดูหน้าตาก็รู้ว่าเข้ากับคนอื่นไม่ได้" เจ้าเย่พยักหน้าเห็นด้วย

"พวกเธอทั้งสามคนน่ะ ปิดปากเงียบไปเลย" ครูโฮ่วได้ยินพวกเขาเสียงพึมพำกันมานานจนทนไม่ไหวจึงเอ่ยปรามขึ้นมา

ทั้งสามคนจึงยอมเงียบปากลงอย่างเซ็งๆ

ทางด้านหลินเจียม่อที่เห็นพวกเขาโดนดุเข้าก็แอบขำคิกคักด้วยความสะใจ

"หลินเจียม่อ ครูว่าพวกเขาไม่ได้ว่าเธอนะ มีอะไรน่าขำนักหนาจ๊ะ?"

ครั้งนี้เป็นตาของสามสหายที่ได้หัวเราะเยาะคืนบ้าง แต่ละคนพากันไหล่สั่นเพราะพยายามกลั้นขำกันอย่างหนัก

ทำให้หลินเจียม่อต้องขบฟันด้วยความโกรธแค้น

หวังเหยียนที่เห็นเหตุการณ์นี้ยิ้มออกมาบางๆ ความสุขในช่วงวัยเรียนมันช่างเรียบง่ายแบบนี้เอง

ทว่าประจวบเหมาะที่เจ้าเย่หันกลับมาทำหน้าทำตาใส่หลินเจียม่อพอดี เขาจึงเห็นหวังเหยียนกำลังยิ้มอยู่ แต่รอยยิ้มนั้นในสายตาเขากลับมองว่าเป็นการหัวเราะเยาะ

เขารู้สึกเหมือนถูกท้าทาย จึงทำท่าเบ่งกล้ามและกำหมัดขู่หวังเหยียน แถมยังทำหน้าดุเหมือนจะบอกว่า "เดี๋ยวแกได้เห็นดีแน่"

หวังเหยียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หรี่ตาลงครู่หนึ่ง ทันใดนั้นสายตาเขาก็ฉายแววเย็นเยียบจ้องเขม็งไปที่เจ้าเย่

เมื่อสายตาสบกัน เจ้าเย่รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เขาจึงรีบหันหน้ากลับไปทันที

ทว่าพอหันกลับไปแล้วเขากลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังขี้ขลาด ซึ่งเขายอมไม่ได้

เขาจึงหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่หวังเหยียนไม่ได้มองเขาแล้ว เขากำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออยู่

เมื่อเห็นท่าทางตั้งใจอ่านหนังสือนั่น เจ้าเย่ก็รู้สึกว่าเจ้าหนุ่มนี่ดูพิเศษนิดหน่อย แต่จะพิเศษตรงไหนเขาก็อธิบายไม่ได้ เขาจึงขยี้ตาแล้วมองอีกรอบ ก็พบว่าเขาก็ดูธรรมดาจืดชืดไม่มีอะไรโดดเด่น เจ้าเย่จึงไม่คิดอะไรมาก คิดเสียว่าตัวเองคงตาฝาดไปเองแล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไรอีก

ทั้งหวังเหยียนและฟางฮุ่ยต่างก็เป็นเด็กใหม่ ถึงแม้วัยนี้จะหาเพื่อนได้เร็วเพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้เวลาศึกษาทำความรู้จักกันอยู่ดี

หวังเหยียนไม่ได้ไปหาเรื่องโอ้อวดอะไร วันแรกจึงผ่านไปอย่างสงบสุข

เมื่อเลิกเรียน เขาก็หาที่อยู่ตามพิกัดที่ระบบให้มา

ที่นั่นอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยมทดลองแห่งนี้ เดินไปเพียงสองช่วงถนนก็ถึง

ตลอดทาง หวังเหยียนมองดูบรรยากาศรอบตัวด้วยความแปลกใหม่

นี่ไม่ใช่ปักกิ่งในอีกยี่สิบปีข้างหน้าที่มีตึกระฟ้าเรียงรายและแสงสีระยิบระยับของรถราที่คับคั่ง

บนท้องถนนมีรถยนต์ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นจักรยาน และมีพวกพี่ชายพวกน้าที่ขี่รถสามล้อรับจ้างพ่นสำเนียงปักกิ่งคุยโวโอ้อวดกับลูกค้าไปทั่ว

บนถนนเต็มไปด้วยหนุ่มสาวหน้าตาดีที่แต่งตัวตามแฟชั่นในยุคสมัยนั้น

เขาระหว่างทางที่เดินผ่านแผงขายผัก หวังเหยียนซื้อผักมาเล็กน้อย กะว่าจะกลับไปทำกับข้าวทานเอง

เขามองดูบรรยากาศรอบตัวไปตลอดทาง ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย

มันเป็นตึกแถวเก่าหกชั้นที่ตั้งอยู่ในย่านวงแหวนรอบที่สอง หากพูดถึงทำเลนี้แล้ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงต้องโดนเวนคืนและรื้อถอนเพื่อพัฒนาใหม่แน่นอน

เขาเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด หยิบกุญแจออกมาจากพื้นที่มิติแล้วเปิดประตูเข้าไป

บ้านในยุคสมัยก่อนไม่ได้กว้างขวางนัก ห้องของเขาหลังนี้ก็น่าจะประมาณหกสิบตารางเมตร

เขามองไปรอบๆ ในห้องสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ เครื่องเรือนก็ดูเรียบง่าย

หวังเหยียนล้างมือแล้วลงมือทำมื้อเย็นทันที

ไม่นานนัก เขาก็ผัดกับข้าวสองอย่าง ทานคู่กับหมั่นโถวจนเกลี้ยง

เขาเอื้อมมือไปหาอะไรบางอย่างบนตัวตามสัญชาตญาณ เพราะต้องการจะสูบบุหรี่สักมวน แต่แล้วเขาก็พบว่าในเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่น่ะเหรอจะมีของแบบนั้นได้

เขาส่ายหน้า จัดการล้างจานชามแล้วเดินลงไปข้างล่างซื้อบุหรี่มาซองหนึ่ง เขาเดินตามบันไดขึ้นไปบนดาดฟ้า รับลมยามเย็นพลางสูบบุหรี่ที่แสนเดียวดายไปหนึ่งมวน

ในช่วงเดือนถัดมา หวังเหยียนเข้าเรียนตามปกติ ในวันหยุดเขาก็ไปที่จงกวนชุนเพื่อหาช่องทางการค้า จนเขาสามารถหาเงินก้อนแรกมาได้สำเร็จ

บางครั้งเขาก็จะแวะไปที่สถานสงเคราะห์เดิมที่เขาเคยอยู่ ตอนนี้เขายังมีความสามารถไม่มากนักจึงช่วยอะไรไม่ได้มาก ทำได้เพียงแค่ไปพูดคุยเป็นเพื่อนคนชราที่นั่นและเล่นกับพวกเด็กๆ เท่านั้น

หลังจากการคลุกคลี ทุกคนต่างก็รับรู้ว่าเพื่อนใหม่สองคนนี้ไม่ค่อยชอบพูดจา และเข้ากับพวกเขาไม่ได้ ถือเป็นพวกไม่เข้าฝูง

แต่ก็ไม่ได้มีการกีดกันหรือขับไล่อะไร ทุกคนต่างใช้ชีวิตในส่วนของตัวเองอย่างสงบสุข

เพียงแต่สามสหายกลุ่มนั้นมักจะหาเรื่องคุยเกี่ยวกับฟางฮุ่ยอยู่เสมอ พวกเขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กผู้หญิงคนนี้มาก

ในช่วงวันหยุดยาววันชาติ หวังเหยียนเดินทางไปดูพิธีตรวจพลสวนสนามพร้อมกับคนจากสถานสงเคราะห์ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นด้วยตาตัวเอง ไม่ใช่ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ถึงแม้หวังเหยียนจะมีหัวใจที่นิ่งสงบเพียงใด ทว่าเมื่อเห็นกองทัพที่สง่างามและทรงพลังเดินผ่านไปเป็นแถวขบวน มันก็ทำให้หัวใจของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาได้เช่นกัน

หลังจากผ่านพ้นวันหยุด เหล่านักเรียนที่ยังเที่ยวไม่หนำใจก็จำต้องกลับมาใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง

เมื่อจบคาบเรียนแรก เฉินสวินเดินไปหน้าห้องแล้วตบโต๊ะเรียกความสนใจจากทุกคน "เงียบหน่อยทุกคน เงียบก่อนครับ"

หวังเหยียนรู้ดีว่ากำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพราะก่อนหยุดมีการแจ้งเตือนแล้วว่าพอกลับมาจะต้องเริ่มเรียนวิชาคาบเย็นยาวไปจนถึงสามทุ่ม

และเป็นไปตามคาด เมื่อเห็นทุกคนเงียบลง เฉินสวินก็เอ่ยขึ้นว่า "ที่ไหนมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้"

"พวกเราต้องเรียนคาบเย็นจนถึงสามทุ่มจริงๆ เหรอ?"

นักเรียนข้างล่างต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนและเห็นพ้องต้องกัน

เฉินสวินพูดต่อ "ดังนั้นเราต้องสู้ วิธีการที่พวกเขากดขี่เสรีภาพของเราแบบนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ผมจึงขอเสนอให้คนทั้งห้องร่วมกันลงชื่อประท้วง เพื่อขอยกเลิกคาบเรียนเย็น"

"เฮ!" ทุกคนส่งเสียงเชียร์ออกมา

"เพื่อนๆ ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ทางชนชั้น เราจะใช้วิธีที่ดูเป็นประชาธิปไตยมากกว่านั้น คือการลงคะแนนเสียง ใครเห็นด้วยกับข้อเสนอของผม โปรดยกมือขึ้นครับ"

นักเรียนข้างล่างหันมองหน้ากันไปมา สุดท้ายทุกคนต่างพากันยกมือขึ้น

ยกเว้นเพียงฟางฮุ่ยที่อยู่ด้านหน้า และหวังเหยียนที่อยู่ด้านหลัง

เมื่อเห็นฟางฮุ่ยไม่ยกมือ เพื่อนข้างๆ ก็สะกิดเธอ "ทำไมเธอไม่ยกมือล่ะ? เร็วเข้าสิ"

สายตาของทุกคนในห้องต่างพุ่งเป้าไปที่ฟางฮุ่ย ความกดดันแบบนี้คนทั่วไปย่อมทนรับไม่ไหว เธอจึงยกมือขึ้นอย่างลังเล

ในตอนนั้น เจ้าเย่ที่กำลังดีใจหันไปเห็นหวังเหยียนที่อยู่ด้านหลังยังคงนั่งนิ่ง จึงตะโกนถามว่า "เฮ้ ทำไมแกไม่ยกมือล่ะ?"

เฉินสวิน ฉือหราน ฟางฮุ่ย หลินเจียม่อ รวมถึงทุกคนในห้องต่างพากันมองไปที่หวังเหยียนซึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น

หวังเหยียนกวาดสายตามองไปที่เหล่านักเรียนในห้องแล้วกล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเหรอ? ผมของดออกเสียง พวกนายจะเล่นอะไรก็เล่นกันไปเถอะ อย่ามายุ่งกับผม"

เฉินสวินจ้องมองหวังเหยียนครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องสนใจเพื่อนหวังเหยียนแล้วกัน"

เจ้าเย่ดูจะไม่พอใจอย่างมาก แต่เมื่อเฉินสวินพูดจบเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ฟางฮุ่ยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดในสายตา พูดตามตรงเธอนึกอิจฉาในความกล้าหาญของหวังเหยียนจริงๆ

ทุกคนเริ่มลงชื่อกันอย่างคึกคักบนกระดาษแผ่นใหญ่ประหนึ่งว่าพวกเขากำลังมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และประหนึ่งว่าพวกเขากำลังจะเป็นคนลั่นไกนัดแรกในการต่อสู้เพื่อเหล่านักเรียนโรงเรียนมัธยมทดลองแห่งนี้

เฉินสวินนำกระดาษลงชื่อที่เต็มไปด้วยรายชื่อไปวางไว้บนกระดานดำหน้าห้อง

หม่าเจี้ยนจวิน หัวหน้าฝ่ายปกครอง เดินเข้ามาเพื่อสอนหนังสือ และเขาก็เห็นกระดาษแผ่นใหญ่นั้น

เขาฉีกมันออกมาด้วยความโกรธแล้วฟาดลงบนโต๊ะครู

"นี่ใครทำ? ใครเป็นคนทำ?"

เฉินสวินลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่ไม่เกรงกลัว "ผมเองครับ"

"อย่างเธอเนี่ยนะยังจะเป็นหัวหน้าห้องอีกเหรอ? ไม่อยากเรียนก็ไสหัวกลับบ้านไปซะ"

"ผมอยากเรียนครับ"

"อยากเรียนทำไมไม่ตั้งใจเรียนดีๆ? ครูสอนนักเรียนมาตั้งเยอะไม่เคยเห็นใครเหมือนเธอเลยจริงๆ"

เฉินสวินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "อาจารย์ครับ ผมขออนุญาตถามอะไรหน่อย คำว่า 'คน' เขียนอย่างไรครับ?"

พูดจบโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของอาจารย์หม่า เขาก็เดินขึ้นไปบนโพเดียมแล้วหยิบชอล์กขึ้นมา

เขาลากเส้นสองเส้นเขียนคำว่า "คน" ลงบนกระดาน

"ถ้าอาจารย์ไม่ทราบ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังเองครับ"

อาจารย์หม่านิ่งมองเขาโดยไม่พูดอะไร

"คำว่าคนมีเส้นสองเส้นค้ำยันกันไว้ เพื่อที่จะยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผย เส้นทางซ้ายคือเสรีภาพ เส้นทางขวาคือความเป็นอิสระ แต่อาจารย์กลับพรากเสรีภาพของเราไป และปฏิเสธความเป็นอิสระของเรา อาจารย์ครับ หากพวกเรายังเป็นคนไม่ได้ แล้วจะเป็นนักเรียนได้อย่างไรครับ?"

"เธอให้ครู..."

"ผมมีปัญหาครับ" ก่อนที่อาจารย์หม่าจะพูดจบ หวังเหยียนก็ยกมือขึ้น

"ว่ามา" อาจารย์หม่าตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก "ผมขออนุญาตถามเพื่อนเฉินสวินหน่อย ว่านิยามของเสรีภาพและความเป็นอิสระที่คุณพูดถึงน่ะคืออะไร?"

เฉินสวินไม่คิดว่าหวังเหยียนจะพุ่งเป้ามาที่เขา จึงรู้สึกเสียหน้านิดหน่อย เขานิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเริ่มร่ายนิยามของเสรีภาพและความเป็นอิสระที่เขาเคยอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งออกมาเพื่อค้านหวังเหยียน

ในตอนสุดท้าย เขากล่าวว่า "ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็คือเสรีภาพและความเป็นอิสระที่ผมพูดถึงครับ"

"ถ้าอย่างนั้นผมขอถามคุณหน่อย หากคุณไม่อยากเรียนคาบเย็น คุณก็แค่บอกพ่อแม่แล้วขอลาหยุดไปก็ได้นี่นา หรือไม่ก็โดดเรียนไปเลยสิ แล้วทำไมต้องทำแบบนี้? ทำไมต้องลากทุกคนมาเป็นเพื่อนคุณด้วย?"

"หากคุณเป็นอย่างที่คุณพูดจริงๆ ทำไมคุณไม่ไปยืนถือลำโพงตะโกนบอกเป้าหมายของคุณต่อหน้านักเรียนทั้งสามชั้นปีหลายพันคนล่ะ? ทำไมไม่ไปเผชิญหน้ากับผู้นำโรงเรียนเพื่อเรียกร้องสิ่งที่คุณต้องการล่ะ? แบบนั้นมันไม่เห็นผลมากกว่าเหรอ? แบบนั้นมันไม่ยิ่งแสดงออกถึงเสรีภาพและความเป็นอิสระของคุณมากกว่าเหรอ?"

"ผมจะไม่ตัดสินว่าเสรีภาพและความเป็นอิสระของคุณน่ะถูกหรือผิด แต่คุณเคยนึกถึงพวกเขาบ้างไหม?" พูดจบหวังเหยียนก็ชี้ไปที่เหล่านักเรียนคนอื่นๆ

"เท่าที่ผมเห็น อย่างน้อยเพื่อนฟางฮุ่ยก็ไม่ได้ต้องการเสรีภาพและความเป็นอิสระของคุณ และผมเองก็ไม่ต้องการเหมือนกัน"

เมื่อสิ้นคำพูดของหวังเหยียน แววตาของนักเรียนบางคนก็เริ่มจะเปลี่ยนไป ชัดเจนว่าพวกเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้จริงๆ

"และอย่ามาหาว่าผมพูดเหมารวมนะ" หวังเหยียนชี้ไปที่นักเรียนสองสามคนที่มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

เมื่อเห็นคนที่หวังเหยียนชี้ เฉินสวินก็รู้สึกงงเล็กน้อย เพราะเขาจำได้ว่าคนพวกนี้แหละที่เป็นพวกตะโกนเสียงดังและดูจะเห็นด้วยอย่างมาก

เฉินสวินไม่ยอมแพ้ แต่เขาก็หาเหตุผลมาแย้งไม่ได้ เพราะเจตนาของเขามันไม่ได้บริสุทธิ์จริงๆ เขาจ้องมองหวังเหยียนเขม็ง และจดจำเหตุการณ์นี้ไว้แม่น

อาจารย์หม่าเห็นว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมได้แล้ว จึงกล่าวว่า "เอาละ เงียบกันได้แล้ว"

"เฉินสวิน ไปเขียนรายงานสำนึกผิดมาห้าพันคำ" พูดจบอาจารย์หม่าก็ชี้ไปที่นอกห้อง

เฉินสวินจำต้องเดินออกจากห้องไปอย่างเสียหน้า

"เอาละ เราเริ่มเรียนกันได้แล้ว"

จากนั้น อาจารย์หม่าก็เริ่มบรรยายบทเรียนยาวเหยียด

ฉือหรานกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของหวังเหยียน เพราะเขารู้สึกว่ามันมีเหตุผล และเขาก็เป็นคนที่รู้ความจริงเบื้องหลังดีที่สุด

เจ้าเย่จ้องมองหวังเหยียนด้วยสายตาที่อาฆาต ในเมื่อเพื่อนรักของเขาถูกทำให้อับอาย เขาจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร

ส่วนหลินเจียม่อย่อมต้องยืนอยู่ข้างกลุ่มเพื่อนของเธออยู่แล้ว วัยรุ่นมักจะมีความรักและเกลียดที่ชัดเจนเสมอ

ฟางฮุ่ยที่เดิมทีมีความรู้สึกที่ดีต่อหวังเหยียนอยู่บ้าง ก็รู้สึกเพียงว่าเขาพูดในสิ่งที่เธออยากจะพูดออกมาได้ดีมาก

นักเรียนคนอื่นๆ ก็กำลังคิดถึงคำพูดของหวังเหยียน บางคนก็มองว่าเขาแส่ไม่เข้าเรื่อง บางคนก็มองว่าเขาพูดถูก บางคนก็บ่นว่าเขามาพูดทีหลังทั้งที่ตอนแรกก็ปล่อยให้พวกเขาลงชื่อไปแล้ว

เมื่อเลิกเรียน อาจารย์หม่าเดินจากไป

เจ้าเย่ตบโต๊ะเสียงดังปัง เขาเลื่อนเก้าอี้จนเกิดเสียงครูดที่น่ารำคาญใจ

"เฮ้ย แกเป็นบ้าอะไรวะ? ทำไมต้องมาหาเรื่องกันด้วย?" เจ้าเย่เดินเข้าไปชี้หน้าหวังเหยียน

หวังเหยียนคว้ามือของเขาไว้ แล้วบิดตามเข็มนาฬิกา พลังมหาศาลทำให้เจ้าเย่ไม่สามารถขัดขืนได้เลย เขาถึงกับต้องทรุดตัวลงไปนั่งยองๆ และถูกบิดจนหน้าคว่ำลงกับพื้น แขนของเขาถูกหวังเหยียนกดไว้ที่แผ่นหลัง

"โอ๊ย เจ็บๆ ปล่อยนะ" เจ้าเย่พยายามดิ้นแต่ไม่หลุด และความเจ็บปวดก็ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงรีบพูดออกมาเพราะรู้สึกเหมือนแขนจะหัก

ทางด้านฉือหรานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแกขนาดนี้ "คุณปล่อยเขานะ" เขาจึงรีบเข้าไปพยายามจะแกะมือของหวังเหยียนออก

ทว่าเขาน่ะเหรอจะสู้แรงของหวังเหยียนได้ หวังเหยียนเพียงแค่อาศัยจังหวะดึง ผลัก และบิดอีกที "อ๊าก เจ็บๆ" ทั้งเขาและเจ้าเย่ต่างก็พากันคุกเข่าก้มหัวอยู่ตรงนั้น

หวังเหยียนรู้กำลังของตัวเองดี เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพวกเขาจริงๆ เขาโน้มตัวลงมาหาเจ้าเย่พลางถามเบาๆ "เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?"

"ข้าพูดว่า... โอ๊ย... ซี๊ด..." เจ้าเย่เพิ่งจะอ้าปากพูด หวังเหยียนก็เพิ่มแรงขึ้นทันที

"เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?"

"ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่ได้พูดอะไรเลยจริงๆ ครับ"

"อืม ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย" พูดจบ หวังเหยียนก็ปล่อยตัวทั้งสองคน

เจ้าเย่และฉือหรานรีบลุกขึ้นมายืน และรีบนวดไหล่ของตัวเองทันที เพราะมันเจ็บปวดเหลือเกิน

"แก..." เจ้าเย่กำลังจะพ่นคำขู่ต่อ แต่ฉือหรานรู้สถานการณ์ดีกว่า เมื่อเห็นหวังเหยียนทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น เขาก็รีบดึงเพื่อนให้เดินจากไปทันที

เขาได้สัมผัสแรงมือของอีกฝ่ายมาแล้ว และไม่อยากจะสัมผัสมันเป็นครั้งที่สอง

เมื่อเห็นทั้งคู่เดินไปแล้ว หวังเหยียนก็กวาดสายตามองเหล่านักเรียนที่มุงดูอยู่รอบๆ ทุกคนพากันแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว

หัวโจกทั้งสามคนของห้องถูกเขาจัดการจนอยู่หมัด ช่างเป็นคนที่โหดจริงๆ

เจ้าเย่และฉือหรานเดินออกไปข้างนอกจนพบเฉินสวินที่กำลังเล่นบาสเกตบอลอยู่ เจ้าเย่โวยวายว่า "เฮ้ย ไอ้หนุ่มนั่นมันไม่ธรรมดาเลยนะเว้ย แรงมันเยอะชะมัด ทำเอาข้าเจ็บแทบตาย"

"เป็นอะไรไป มันต่อยพวกนายเหรอ?"

"เปล่า แต่มัน..." เจ้าเย่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง

หลังจากฟังจบ เฉินสวินก็กล่าวว่า "เรื่องนี้จะจบลงง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้"

ฉือหรานจึงพูดขึ้นว่า "แต่ข้าว่าสิ่งที่เขาพูดมันก็มีเหตุผลนะเฉินสวิน"

เฉินสวินย่อมรู้ดีว่าหวังเหยียนพูดถูก แต่แล้วยังไงล่ะ?

"ฉือหราน นายอยู่ฝั่งไหนกันแน่วะ? มันทำกับพวกนายขนาดนั้น นายยังจะไปช่วยมันพูดอีกเหรอ?"

"ก็นั่นมันไม่ใช่เพราะเจ้าเย่เป็นคนไปหาเรื่องเขาก่อนเหรอ?"

เจ้าเย่แก้ตัวอย่างขุ่นเคือง "ข้าทำไปเพื่อทวงความยุติธรรมให้เฉินสวินนะเว้ย"

"เอาละๆ ไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องของเจ้าหนุ่มนั่นเอาไว้ก่อน ในโรงเรียนเรายังหาโอกาสลงมือไม่ได้ ที่สำคัญตอนนี้คือการแข่งขันในคืนนี้ต่างหาก"

พูดจบ เฉินสวินก็นิ่งคิดครู่หนึ่ง "มีแผนแล้ว ข้ามีวิธีแล้ว ข้ารับรองว่าคืนนี้เราจะได้ดูการแข่งขันแน่นอน"

เจ้าเย่ถามอย่างกระตือรือร้น "วิธีอะไรเหรอ?"

เฉินสวินยกยิ้มที่มุมปาก "เข้ามาใกล้ๆ นี่สิ"

สามสหายพากันกระซิบกระซาบกัน

เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน เฉินสวินเห็นหวังเหยียนนั่งอยู่หลังสุด เขาก็ฮึดฮัดส่งสายตาข่มขู่ไปทีหนึ่ง ไอ้หมอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวแกจะได้เห็นดีแน่

ในคืนที่มีการเรียนคาบเย็น

เฉินสวินส่งสัญญาณให้เพื่อนอีกสองคน เมื่อเห็นหวังเหยียนกำลังมองเขาอยู่ เขาก็ถลึงตาเตือนไปหนึ่งครั้ง จากนั้นก็แอบย่องออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ

ไม่นานนัก ไฟในห้องเรียนก็ดับลงกะทันหัน

นักเรียนชายยังพอทนได้ แค่ตกใจไปชั่วขณะ แต่นักเรียนหญิงนี่สิถึงขั้นกรีดร้องออกมาดังราวกับมีงานชำแหละหมูอย่างไรอย่างนั้น

ในตอนนั้น ที่ทางเดินด้านนอกมีเสียงฝีเท้าวิ่งพลางตะโกนอย่างดีใจ "กลับบ้านได้แล้ว ฮ่าๆๆ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็รีบเก็บของตามไปทันที ทุกคนพากันวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เพราะกลัวว่าจู่ๆ ไฟจะติดขึ้นมาอีก แล้วต้องมาทนเรียนคาบเย็นที่น่าหดหู่นี้ต่อ

อย่างไรก็ตาม ในห้องเรียนก็ยังเหลือคนอยู่อีกส่วนหนึ่ง เหตุการณ์แบบนี้มักจะมีคุณครูมาจัดการในไม่ช้า

พวกเขากำลังรอฟังข่าวว่าคุณครูจะว่าอย่างไร

หวังเหยียนนั่งอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางความมืดมิด เขามองดูลำแสงจากดวงจันทร์ภายนอก

ท่ามกลางความมืด หวังเหยียนรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงหันไปมองในทิศทางที่เขารู้สึกได้

ในห้องเรียนมืดมิดจนมองไม่เห็นหน้าผู้คน ทว่าเขารู้ดีว่าฟางฮุ่ยกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น

เมื่อครู่ฟางฮุ่ยออกไปเข้าห้องน้ำ พอขากลับไฟก็เกิดดับลงพอดี แถมยังเดินชนเข้ากับกลุ่มสามสหายด้วย

เธอกลับมาเพื่อรอคำประกาศจากคุณครู เมื่อเดินเข้ามาเธอก็เห็นหวังเหยียนที่นั่งอยู่ที่แถวหลังสุด ท่ามกลางแสงจันทร์ที่อาบไล้ลงมาบนตัวเขา

ทางด้านคุณครูเมื่อพบว่าไฟดับ ก็รีบมาปลอบโยนเหล่านักเรียน

และส่งคนไปตรวจสอบตู้ควบคุมไฟฟ้าเป็นอันดับแรก ผลคือพบว่าสะพานไฟถูกสับลง

ทันใดนั้น อาจารย์หม่าก็ล็อคเป้าหมายได้ทันที

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวัน ทำให้เขาสงสัยในกลุ่มเดิมเป็นธรรมดา

เขาจึงไปลากคอคนที่กำลังดูการแข่งขันบาสเกตบอลอยู่ข้างนอกกลับมาทั้งหมด

เมื่อยืนอยู่บนโพเดียม อาจารย์หม่าโกรธจนแทบจะระเบิดออกมา นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายชัดๆ

"ใครทำ? ใคร? สรุปว่าใครเป็นคนทำ?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 50 - ผมมีปัญหา

คัดลอกลิงก์แล้ว