เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 เทศกาลหยวนเซียวของครอบครัว

บทที่ 20 เทศกาลหยวนเซียวของครอบครัว

บทที่ 20 เทศกาลหยวนเซียวของครอบครัว


บทที่ 20 เทศกาลหยวนเซียวของครอบครัว

ค่ำคืนเทศกาลหยวนเซียว ทุกบ้านในหมู่บ้านจัดสรรต่างแขวนโคมไฟสีแดง อาบย้อมพื้นที่โดยรอบด้วยม่านสีแดงบางๆ

จ้าวเกายืนอยู่หน้าประตู สูบบุหรี่ไปหนึ่งมวนเพื่อจัดการอารมณ์ให้เข้าที่เหมือนอย่างเคย

เมื่อก่อนเป็นเพราะเรื่องวุ่นวายสารพัดที่รุมเร้า กลัวว่าพ่อแม่จะจับสังเกตอะไรได้

แต่ตอนนี้เป็นเพราะมีระบบติดตัว ชีวิตเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างพลิกฝ่ามือ จึงกลัวว่าพ่อแม่จะเห็นความผิดปกติ

ไฟเซ็นเซอร์ในโถงบันไดดับลงแล้วสว่างขึ้นอีกครั้ง

เขาหยิบกุญแจออกมาเสียงดังกริ๊ก ค่อยๆ ผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นอายที่คุ้นเคยและอบอุ่นปะทะเข้าเต็มหน้า

เสียงร่าเริงของแม่ดังมาจากในห้องครัว

"เหล่าจ้าว! ลูกชายกลับมาแล้ว"

พ่อเดินออกมาจากห้องนอน พลางพูดแหย่ไปหนึ่งประโยค

"โธ่เอ๊ย! คนกันเองแท้ๆ ยังจะซื้อของมาทำไมอีกล่ะ! ดูลูกสิ... เอ๊ะ? กลับมามือเปล่าหรอกเหรอ?"

"โธ่พ่อ ฉันพกความกตัญญูมาเต็มเปี่ยมเลยนะ!"

เหล่าจ้าว "ถุย" ออกมาอย่างหมั่นไส้ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่ได้ลดลงเลย เขายื่นมือไปรับเสื้อขนเป็ดที่ลูกเพิ่งถอดออกไปแขวนไว้ที่ราวแขวนเสื้อหน้าประตู

บ้านของเขาเป็นรูปแบบห้องชุดตึกเก่าทิปิคอลของทางตงเป่ย มีพื้นที่กว่า 60 ตารางเมตร เปิดประตูเข้ามาก็จะเป็นบริเวณที่ใช้กินข้าว มีห้องนอนอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ ห้องน้ำอยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนห้องครัวอยู่ระหว่างห้องนอนเหนือกับห้องน้ำ บ้านนี้ไม่มีห้องนั่งเล่น โซฟากับทีวีถูกจัดไว้ในห้องนอนฝั่งใต้ เวลาแขกไปใครมาก็จะนั่งคุยเล่นกันที่นี่ ถ้าไม่ค่อยสนิทก็นั่งโซฟา ถ้าสนิทหน่อยก็นั่งบนเตียงเลย

ทำไมถึงไม่เรียกว่าห้องอาหาร แต่เรียกว่าบริเวณที่ใช้กินข้าวล่ะ?

ก็เพราะพื้นที่ตรงนี้เปิดประตูเข้ามาจะบอกว่ากว้างก็ไม่กว้าง จะบอกว่าแคบก็ไม่แคบ ปกติจะปล่อยว่างไว้ เฉพาะเวลาคนเยอะหรือช่วงเทศกาลเท่านั้นถึงจะกางโต๊ะตัวใหญ่ออกมากินข้าวกันตรงนี้ ปกติแล้วก็จะกินกันที่โต๊ะตัวเล็กในห้องครัวเลย

ตอนนี้โต๊ะถูกกางออกแล้ว บนโต๊ะกลมเต็มไปด้วยอาหารฝีมือแม่สารพัดอย่าง

ซี่โครงหมูน้ำแดงร้อนฉ่าส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ไก่ทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มในชุ่มฉ่ำ เนื้อตุ๋นซีอิ๊วมันวาวเห็นลายเนื้อชัดเจนชวนให้หิว...

ตรงกลางโต๊ะมีหยวนเซียวลูกอวบอ้วนสีขาวจั๊วะจานใหญ่วางอยู่ พวกมันดูเหมือนก้อนแป้งกลมๆ น่ารัก นอนนิ่งอยู่ในจาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวเหนียว

แน่นอนว่าต้องเป็นหยวนเซียวไส้หวาน

พอได้ยินเหล่าจ้าวพูดแซวลูกชายหัวแก้วหัวแหวน คุณนายหลี่อวิ๋นก็ยกจานตีนหมูมาวางบนโต๊ะ ขมวดคิ้วแล้วฟาดหลังเหล่าจ้าวไปหนึ่งป้าบ พลางแกล้งดุ

"โตป่านนี้แล้ว ยังจะไปแกล้งลูกอีก? พูดออกมาได้ไม่อายปากนะ! รีบไปเอาเก้าอี้มาจัดชามกับตะเกียบสิ!"

พูดจบก็หันมาส่งยิ้มให้จ้าวเกา

"ลูกรีบไปล้างมือเถอะ ดึกป่านนี้แล้ว คงหิวแย่เลยสินะ"

เหล่าจ้าวทำหน้าบานไม่รู้ไม่ชี้ ยักไหล่ให้ลูกชาย แล้วหันไปหยิบชามกับตะเกียบ

จ้าวเการู้สึกอบอุ่นในใจ ความคิดฟุ้งซ่านตอนอยู่ชั้นล่างมลายหายไปจนหมดสิ้น

เขาตอบรับแม่ไปคำหนึ่ง แล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำไปเปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างมือ

ไม่กี่นาทีต่อมา หลี่อวิ๋นก็จัดอาหารทุกอย่างเสร็จสรรพ เธอถ่ายรูปอย่างอารมณ์ดีแล้วส่งเข้ากลุ่มแก๊งเต้นแอโรบิกของเธอ

เธอยื่นมือไปถอดผ้ากันเปื้อน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดเบียร์กระป๋องสองกระป๋อง

ตอนรินเบียร์ก็ปรายตามองเหล่าจ้าวเป็นนัยๆ ว่าให้เพลาๆ หน่อย

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม หลี่อวิ๋นกับจ้าวเกาก็ยังไม่แตะตะเกียบ ยกแก้วเบียร์ขึ้นพร้อมกันแล้วมองไปที่เหล่าจ้าว

ในแถบตงเป่ย สถานะของผู้ชายจะรั้งท้ายรองจากคนแก่ เด็ก เมีย และหมา แต่ก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะได้เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างแท้จริง

นั่นก็คือการกล่าวเปิดงานก่อนเริ่มลงมือกินข้าวในวันเทศกาลต่างๆ

"เอ่อ..."

เหล่าจ้าวพ่นลมหายใจ ยกแก้วขึ้นแล้ววางลง

"เอาเป็นว่า... สหายหลี่อวิ๋นช่วยกล่าวอะไรสักสองประโยคหน่อยสิ?"

แม่ตวัดสายตาค้อนวงใหญ่ใส่เขา

"กินข้าวหมื้อนี้เสร็จ ก็ถือว่าหมดช่วงปีใหม่แล้วนะ"

เหล่าจ้าวเรียบเรียงคำพูด เหลือบมองจ้าวเกา แล้วก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที

"เผลอแป๊บเดียว ลูกชายเราโตขนาดนี้แล้ว ใกล้จะเรียนจบแล้วสิ!"

"พ่อกับแม่ไม่ได้หวังให้ลูกเรียนจบไปสร้างธุรกิจยิ่งใหญ่อะไรหรอก ขอแค่ให้ลูกก้าวไปทีละก้าว ใช้ชีวิตอย่างมั่นคงเป็นผู้เป็นคนก็พอ! แก้วนี้... พ่อขอให้ลูกก้าวเข้าสู่สังคมอย่างราบรื่น!"

"ช่วงหลายปีมานี้สุขภาพแม่ไม่ค่อยดี น่าจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลบ้าง แต่ลูกก็รู้สถานะการเงินบ้านเรา โทษที่พ่อมันไม่เอาไหนเอง โรคนี้เนี่ยนะ... เฮ้อ ไม่กล้าไปตรวจหรอก... แก้วนี้ ขอให้คุณนายภรรยา สุขภาพร่างกายแข็งแรง!"

พูดไปพูดมา อารมณ์เหล่าจ้าวก็เริ่มพรั่งพรู เขาทอดถอนใจ

"ลูกเอ๊ย เรียนจบแล้ว พ่อกับแม่คงช่วยอะไรลูกไม่ได้อีก พ่อมันไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถให้ชีวิตที่ดีกว่านี้กับลูกและแม่ได้ แต่ลูกเก่งกว่าพ่อ ตั้งใจทำงานนะ ทำให้ชีวิตครอบครัวเราดีขึ้นไปทุกวัน! ...ปี 2025 เป็นการเริ่มต้นใหม่ ขอให้ครอบครัวเรา มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา! เอ้า! แก้วนี้พ่อหมดแก้ว!"

จ้าวเกามองเหล่าจ้าวที่เงยหน้าซดเบียร์รวดเดียวหมด แล้วหันไปมองแม่ที่ก้มหน้าลงเล็กน้อย เขานิ่งเงียบไป

กับเรื่องราวที่ผ่านมา และความผิดพลาดที่ตัวเองเคยก่อ เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

ถ้าไม่มีระบบ เรื่องซวยๆ ในชีวิตเขาคงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทับถมจนครอบครัวนี้พังทลาย

ตอนนี้เขามีโอกาสเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแล้ว เขาจะทำให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขไปตลอดชีวิต!

จ้าวเกายกแก้วขึ้นกระดกจนหมด แล้วรินต่ออีกแก้ว

"พ่อ แม่ ตอนนี้ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงานของผมลงตัวดี พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ"

เขามีสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงจริงใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จู่ๆ เขาก็มีความคิดวูบหนึ่งอยากจะบอกความจริงเรื่องระบบให้พ่อแม่รู้

แน่นอนว่ามันก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เขารู้ดีว่าถ้ากล้าพูดออกไป ระบบคงหายวับไปจากตัวเขาทันที

"ผมเป็นที่โปรดปรานของหัวหน้าในบริษัทมาก ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานเยอะเลย นี่ก็เหลืออีกแค่เดือนกว่าๆ ก็จะกลับไปมหาลัยแล้ว หัวหน้าก็เพิ่งเรียกผมไปคุย อยากให้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำ พอเรียนจบก็กลับมาทำต่อได้เลย ตอนนี้ผมกำลังตัดสินใจอยู่ ว่าจะทำที่นี่ต่อ หรือจะย้ายไปบริษัทอื่นดี"

พ่อกับแม่เรียนมาน้อย ทั้งชีวิตวนเวียนอยู่ในสังคมแคบๆ เรื่องอื่นพวกเขาอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่คำว่า 'พนักงานประจำ' กับ 'ย้ายบริษัท' พวกเขาเข้าใจดี

"พูดแบบนี้ได้ยังไง! หัวหน้าเห็นความสำคัญของลูก ลูกก็ต้องตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง เพื่อตอบแทนโอกาสที่บริษัทและหัวหน้ามอบให้สิ บริษัทอุตส่าห์ปั้นลูกขึ้นมา พอเก่งแล้วก็ชิ่งหนี แบบนี้มันเนรคุณไม่ใช่เหรอ?"

เหล่าจ้าวขมวดคิ้ว ไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของลูกชาย เริ่มสั่งสอน

"นั่นเพราะลูกเรามีความสามารถต่างหาก! คนเราต้องดิ้นรนไปสู่ที่สูง น้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ! พ่อทำงานงกๆ อยู่ในโรงงานมาทั้งชีวิต ได้อะไรบ้างไหมล่ะ? ดูละครที่หูเกอเล่นสิ คนที่โดนซื้อตัวน่ะ ล้วนแต่เป็นคนมีฝีมือของจริงทั้งนั้น!"

แม่มีความเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เธอทำหน้าตึงตวัดสายตาใส่เหล่าจ้าว พอหันกลับมามองลูกชายก็ส่งยิ้มแฉ่ง

"ลูกชายสุดที่รักของแม่ได้ดิบได้ดีแล้ว ลูกตัดสินใจเองได้เลย แม่สนับสนุนลูกเต็มที่! ขอแค่ลูกอย่าเดินหลงทางก็พอ!"

หูเกอเป็นไอดอลของแม่ ด้วยอิทธิพลจากตัวเขาและละคร เธอจึงเชื่อฝังหัวว่าคนที่มีคนอยากดึงตัว คนที่สามารถย้ายบริษัทได้ ล้วนเป็นคนมีฝีมือจริงๆ

"เฮ้อ ก็จริงนะ ความคิดพ่อมันเก่าไปแล้ว ลูกมีความสามารถ ลูกก็ลุยให้เต็มที่เลย! พ่อก็สนับสนุนลูกเหมือนกัน!"

เหล่าจ้าวไม่เถียง เปลี่ยนจุดยืนอย่างไว ยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ พยักหน้า แล้วกำชับอีกประโยค

"แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ห้ามทำเรื่องผิดผีผิดมโนธรรมเด็ดขาด! ถ้ามีที่ที่ดีกว่าจริงๆ ก็ไปเถอะ ถึงเทศกาลก็ไปมาหาสู่เจ้านายเก่าบ้าง จะได้ไม่เสียแรงที่เขาเคยสั่งสอนลูกมา"

จ้าวเกาโตมากับพ่อแม่ เขารู้ดีว่าพูดอะไรแล้วพวกท่านจะดีใจ

พ่ออยากให้เขาราบรื่น หน้าที่การงานมั่นคง ส่วนแม่อยากให้เขาได้ดิบได้ดี มีเส้นทางเป็นของตัวเอง

อ้อ พ่อยังมีความต้องการอีกอย่าง คืออยากให้ความต้องการของแม่เป็นจริง

ตั้งแต่เริ่มฝึกงาน จ้าวเกาก็เอาแต่รายงานเรื่องดีๆ ไม่เคยเล่าเรื่องร้ายๆ สองสามีภรรยาจึงคิดมาตลอดว่าบริษัทนี้ดีมาก สามารถทำไปได้ยาวๆ ถ้าเขาไม่ได้ระบบมา บางทีเรียนจบเขาอาจจะกลับไปทำงานที่ปี้อิ๋งต่อก็ได้ ในสังคมทุกวันนี้ เด็กจบใหม่มหาลัยระดับสามหางานยากจะตาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพแวดล้อมและเพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคย

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว...

ทะเลกว้างให้ปลาว่าย ฟ้ากว้างให้นกบิน

เขาคีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งใส่ชามแม่

"พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจัดการได้ครับ เรากินข้าวกันเถอะ"

หลี่อวิ๋นยิ้มกริ่ม หยิบตะเกียบคีบกับข้าวใส่ชามเขาไม่หยุด ท่าทางนุ่มนวลและคล่องแคล่ว

"ลูกเอ๊ย ลองชิมหมูสามชั้นน้ำแดงนี่ดูสิ วันนี้แม่ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ หอมมากเลย!"

.....

เวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบ จ้าวเกาลูบท้องป่องๆ เดินเข้าไปในห้องนอนทิศใต้ ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟา

กินแต่อาหารเดลิเวอรี่มาเยอะ พอกลับบ้านได้กินกับข้าวฝีมือแม่ มันหยุดไม่ได้จริงๆ ตะเกียบงี้รัวยิกๆ

สักพัก สองสามีภรรยาที่เก็บกวาดชามและโต๊ะอาหารเสร็จ ก็เดินเข้าห้องมาบ่นเขาไปสองประโยคว่า 'รู้แต่กิน ไม่ยอมช่วยงานบ้าน' แล้วก็นั่งดูรายการเทศกาลหยวนเซียวบนโซฟาด้วยกัน

หลังจากการแสดงเปิดตัว นาจาในท่าทางก๋ากั่นก็เดินขึ้นมาบนเวที

"นี่... นาจาเหรอ? ทำไมดูแปลกๆ?"

หลี่อวิ๋นแทะเมล็ดแตงโม พลางทำหน้างงๆ

"แล้วไอ้หัวฟูข้างๆ นั่นใครน่ะ?"

เอ่อ... นั่นมันต้าชือ...

อ้อ ใช่สิ! พ่อกับแม่ยังไม่เคยดูนาจานี่นา!

จ้าวเกาเกิดความสนใจ เริ่มอธิบายให้แม่งงหนักกว่าเดิม

ทั้งเป็นพยานประวัติศาสตร์เอย ทำลายการผูกขาดรายได้ของตะวันตกเอย ทุบสถิติสารพัดเอย อุดหนุนหลักหมื่นล้านเอย สารพัดคำศัพท์หรูหราอลังการ ทำเอาแม่ฟังจนตาค้าง

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จองตั๋วบ่ายวันเสาร์สองใบผ่านโฉ่วถวน แล้วส่งคิวอาร์โค้ดไปให้เหล่าจ้าว

"พ่อ บ่ายวันเสาร์พ่อพาแม่ไปดูนะ! ดังมากเลยนะเรื่องนี้!"

สหายเหล่าจ้าวที่นั่งพยักหน้าเงียบๆ แกล้งทำเป็นรู้เรื่องอยู่ข้างๆ ตอบ 'อืม' ไปคำหนึ่ง

เขาวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะกระจก หยิบเมล็ดแตงโมมากำหนึ่งแล้วเริ่มแทะ

บนหน้าจอที่ยังไม่ดับ มีข้อความวีแชทเด้งขึ้นมา เป็นข้อความจากทู่ทู่

จ้าวเกาทำเป็นมองไม่เห็น ยัยนี่ขนาดจิ๋นซีฮ่องเต้ยังไม่ยอมช่วย ไร้น้ำใจสุดๆ ไม่ต้องตอบหรอก

แม่ที่อยู่ข้างๆ เห็นมีข้อความเข้าแต่เขาไม่สนใจ ก็เลยปรายตามองแวบหนึ่ง พอปรายตาไปเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องเลย

ทู่ทู่: [พี่คะ พี่ยุ่งอยู่หรือเปล่า?]

หางตาหลี่อวิ๋นกระตุก นาจาบนจอทีวีหมดความน่าสนใจไปในทันที

ทู่ทู่? ฟังดูเหมือนชื่อผู้หญิงเลย! ไม่รู้ว่าเป็นกระต่ายน้อยไร้เดียงสา หรือจิ้งจอกน้อยห่มหนังกระต่ายกันแน่

เรียกพี่ด้วยเหรอ? เรื่องนี้ฉันรู้ดี! ในทีวีที่เรียกพี่ๆ น้องๆ เนี่ย ไม่นางเอกที่ลงเอยกับพระเอกตอนจบ ก็พวกนางร้ายสายแอ๊บที่โดนนางเอกจัดการตอนจบ

สรุปคือ ไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดาๆ แน่นอน

คิดได้ดังนั้น เธอก็ยิ้มกริ่ม สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นลุกโชน หันไปยักคิ้วให้สามี แล้วบุ้ยปากไปทางโทรศัพท์ของจ้าวเกา ส่งซิกให้สหายเหล่าจ้าวเป็นคนเปิดประเด็น ถามไถ่ดูหน่อย

เหล่าจ้าวที่กำลังดูทีวี สัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาของภรรยาอย่างรวดเร็ว ทำหน้างงงวย แต่จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ทำหน้าตาเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้ง ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ตรงไปที่ห้องน้ำ

แล้วยกกะละมังน้ำอุ่นสำหรับแช่เท้ามาวาง

".........."

หลี่อวิ๋นมองเหล่าจ้าวอย่างเอือมระอา ชาไปครึ่งซีก

"เอ่อ... ลูกเอ๊ย!"

เธอตัดสินใจลุยเอง ถ้าเป็นแฟนจริงๆ เธอในฐานะว่าที่แม่ผัวก็ควรจะทำความรู้จักลูกสะใภ้ไว้บ้าง เป็นเรื่องปกติ! แต่ถ้าเป็นพวกสายแอ๊บหรือนางจิ้งจอก เธอในฐานะแม่ ยิ่งมีหน้าที่ต้องตักเตือน!

"มีอะไรเหรอแม่?"

"ทู่ทู่นี่... ใครเหรอจ๊ะ?"

เธอเคาะนิ้วบนโทรศัพท์บนโต๊ะกระจก

จ้าวเการู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ลืมไปเลยว่าแม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านขนาดไหน! เขาแกล้งตอบแบบไม่ใส่ใจ

"เพื่อนที่มหาลัยน่ะ"

"วัยรุ่นสมัยนี้ดีจังเลยนะ เป็นเพื่อนกันแท้ๆ ยังเรียกพี่เรียกน้อง คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าลูกไปรับลูกบุญธรรมมาให้พ่อกับแม่แล้วนะเนี่ย!"

หลี่อวิ๋นหัวเราะคิกคัก รังสีความอยากรู้อยากเห็นแผ่กระจาย

"เธอชื่อทู่ทู่จริงๆ เหรอ? หรือว่าลูกเรียกเธอว่าทู่ทู่ล่ะ? ทำไมไม่ตอบวีแชทเขาไปล่ะ เสียมารยาทแย่เลย! มาๆ แม่จะดูตอนลูกพิมพ์ตอบ"

พูดพลาง เธอก็ดันโทรศัพท์บนโต๊ะกระจกเข้าไปใกล้เขาอีก

จ้าวเกาหน้าเจื่อน สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด

"โธ่เอ๊ย ผมกะจะดูรายการนี้ให้จบก่อน แล้วค่อยคอลไปถามว่ามีอะไรต่างหากล่ะ! เธอไม่ได้ชื่อทู่ทู่หรอก มันเป็นชื่อในวีแชท ผมไม่ได้เปลี่ยนชื่อตั้งค่าไว้น่ะ! พ่อกับแม่ดูทีวีไปก่อนนะ ผมไปคุยโทรศัพท์ที่ห้องฝั่งเหนือแป๊บ"

มองดูจ้าวเกาลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์เดินไปทางห้องฝั่งเหนือ เธอก็เหยียบมือที่กำลังจะถอดถุงเท้าให้เธอเบาๆ

เหล่าจ้าวชะงัก

"อ้าว จะไม่ล้างเท้าแล้วเหรอ?"

"ล้างกะผีสิ!"

หลี่อวิ๋นทำหน้าเหมือนแค้นใจที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า

"ลูกชายนายน่ะ! มีเรื่องแล้ว! กระต่ายน้อยเลยนะ! หึหึ!"

ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ มาจากห้องนั้น หลี่อวิ๋นก็ห้ามเหล่าจ้าวที่กำลังจะหรี่เสียงทีวีลง

ถึงจะคันปากอยากรู้แทบตาย แต่เรื่องแอบฟังนี่ทำไม่ได้เด็ดขาด!

ถ้าลูกยอมบอก ก็คงจะมาเล่าให้ฟังเอง แต่ถ้าไม่จำเป็น หรือไม่อยากเล่า ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ตัวเธอเองไม่จำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

เด็กผู้ชายก็แบบนี้แหละ! ต้องให้พื้นที่ส่วนตัวเขาบ้าง!

คิดได้ดังนั้น หลี่อวิ๋นก็ยิ้มมุมปาก

เหมือนตอนที่สองสามีภรรยาเจอกระดาษทิชชู่กองหนึ่งข้างคอมพิวเตอร์ลูก แต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นนั่นแหละ

"ที่รัก"

"หืม?"

"ลูกชายเราโตเป็นหนุ่มแล้วจริงๆ!"

"อืม..."

.....

จบบทที่ บทที่ 20 เทศกาลหยวนเซียวของครอบครัว

คัดลอกลิงก์แล้ว