- หน้าแรก
- ระบบย้อนเวลาเปลี่ยนชะตาตัวประกอบ
- บทที่ 110 - นี่สิที่เรียกว่าการเชือดนิ่มๆ!
บทที่ 110 - นี่สิที่เรียกว่าการเชือดนิ่มๆ!
บทที่ 110 - นี่สิที่เรียกว่าการเชือดนิ่มๆ!
บทที่ 110 - นี่สิที่เรียกว่าการเชือดนิ่มๆ!
★★★★★
"พี่หง เขามาแคสติ้งบทเดียวกับผมเลย!"
พอมาถึงหน้าห้องประชุมหลิวเย่ก็กระซิบบอกฉางจี้หงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หวงเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้น
ไอ้เด็กนี่อายุน้อยกว่าเขาอีกนะ แคสติ้งบทพระเอกงั้นเหรอ? เดี๋ยวนี้โหมวหนานหลางมาแรงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
"ตอนลงจากรถฉันก็มองออกแล้วล่ะ!"
ฉางจี้หงปรายตามองเฉินจิ่นและผูหลุนที่นั่งอยู่ด้านข้าง
วันนี้เป็นการแคสติ้งนักแสดงรอบใหม่ ต้องรอให้พวกเขาทดสอบเสร็จก่อนถึงจะถึงคิวของเฉินจิ่นและพวกหลิวเย่
ที่สำคัญคือต้องไปแต่งหน้าทำผมฟิตติ้งชุดก่อนด้วย
"อายุน้อยก็ทำได้แค่บิ๊วอารมณ์ให้เข้าถึงบทบาทล่วงหน้าเท่านั้นแหละ!"
"รู้สึกว่าเขาจับจุดตัวละครได้ดีมากเลยนะ ฉันเองยังเผลอมองตาค้างเลย เฮ้อ..."
พอคิดว่าตอนแรกศิลปินคนนี้เธอสามารถคว้าตัวมาได้แล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้... กลับกลายมาเป็นคู่แข่งของเธอซะงั้น?
ประเด็นคือคนที่ต้องไปประชันด้วยก็คือขุนพลยอดฝีมืออันดับหนึ่งในสังกัดของเธอเอง
นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว? นั่งจรวดพุ่งทะยานยังไม่เร็วขนาดนี้เลยมั้ง?
ขนาดยังไม่เข้าเรียนปีหนึ่งด้วยซ้ำ ก็มีแววว่าจะแสดงศักยภาพที่สั่งสมไว้ออกมาให้เห็นแล้ว
อนาคตของเด็กคนนี้มันไร้ขีดจำกัดจริงๆ!
พอนึกถึงเรื่องที่เจียงเหวินลี่เคยบอกเธอว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านการแสดงที่แข็งแกร่งมาก เธอเลยอดไม่ได้ที่จะเตือนว่า "หลิวเย่ เดี๋ยวต้องงัดฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาให้หมดเลยนะ เด็กคนนี้รับมือไม่ใช่ง่ายๆ หรอก!"
"มองออกแล้วล่ะ ถ้าเป็นพระเอกช่วงวัยหนุ่ม ฉันอาจจะไม่ใช่คู่แข่งของเขาก็ได้นะ!"
หลิวเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
นี่ก็เป็นเรื่องจริง
ไอ้การแสดงเป็นตัวเองเนี่ย บางครั้งมันก็ไร้เทียมทานจริงๆ
ต่อให้คุณจะมีฝีมือการแสดงมากแค่ไหน ความจริงแล้วก็แสดงความรู้สึกแบบนั้นออกมาไม่ได้หรอก
ฝีมือการแสดงของเจียงเหวินลี่ถือว่าเก่งกาจมากใช่ไหมล่ะ ในเรื่อง หลายแผ่นดินแม้สิ้นใจ ก็ไม่ลืม แค่ฉากเดียวก็กลายเป็นตำนานไปเลย แต่บทเด็กสาวเธอก็ยังเอาไม่อยู่เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้เธอไปรับบทเป็นนักเรียน
อายุคือปราการด่านสำคัญที่สุดที่ขัดขวางการพัฒนาของนักแสดงหลายคน
ตอนนี้หลิวเย่ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้เหมือนกัน วัยสิบแปดปี... เขาเองก็รู้สึกลำบากใจจริงๆ
แต่โชคดีที่ตัวละครตัวนี้ต้องการช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสิบปี
ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ รูปร่างหน้าตา บุคลิกท่าทาง และอื่นๆ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไป
ในจุดนี้หลิวเย่มั่นใจมากว่าตัวเองสามารถถ่ายทอดออกมาได้สมบูรณ์แบบ เพราะเขาศึกษาบทบาทนี้มานานมากแล้ว ส่วนเฉินจิ่นนั้นยังไงก็สู้เขาไม่ได้แน่นอน เจ้าของสองรางวัลภาพยนตร์ทองคำมีความมั่นใจในฝีมือการแสดงของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม
นักแสดงคนอื่นๆ ถูกเรียกตัวเข้าไปในห้องประชุมทีละคน ส่วนที่ห้องแต่งหน้าจู่ๆ ก็มีช่างแต่งหน้าคนหนึ่งเดินออกมา "ใครมาแคสติ้งรอบสอง มาแต่งหน้าก่อนเลย!"
"ได้เลยครับ รบกวนด้วยนะครับอาจารย์!"
หลิวเย่ยิ้มตอบ เฉินจิ่นก็ผายมือเชิญให้อีกฝ่ายเข้าไปก่อน "พี่หลิวเย่เข้าไปแต่งก่อนเลยครับ!"
"โอเค ขอบใจมากนะน้องชาย!"
หลิวเย่พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องแต่งหน้า นักแสดงที่มาแคสติ้งและนั่งรออยู่ข้างนอกหลายคนความจริงก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่เบา
พวกเขารู้จักหลิวเย่กันหมด เมื่อกี้ก็เพิ่งจะทักทายกันไป
อย่างเนี่ยหยวน กัวเสี่ยวตง โจวอีเหวย และอีกหลายคน ต่างก็มีผู้จัดการส่วนตัวพามานั่งรออยู่ตรงนั้น
ด้วยความเบื่อหน่ายก็เลยจับกลุ่มคุยกันเบาๆ
การฟิตติ้งแต่งหน้าทำผมสำหรับบทพระเอกนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังเรื่องนี้เป็นหนังอิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นแค่การแคสติ้ง แต่เพื่อให้เข้าถึงตัวละครอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาจึงต้องแต่งหน้าทำผมและจัดวางองค์ประกอบให้เหมือนกับตอนถ่ายทำจริงทุกประการ
ดังนั้นกว่าจะใช้เวลาแต่งหน้าทำผมและเปลี่ยนชุดฉางซานเสร็จ หลิวเย่ก็ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม ถึงได้ก้าวเท้าออกมาจากห้องแต่งหน้า
"โอ้โห!"
"นี่แหละฝีมือของพี่หลิวเย่!"
"เหมือน เหมือนมากจริงๆ!"
"สุดยอดไปเลย!"
หลายคนพอเห็นหลิวเย่เดินออกมาก็พากันเอ่ยปากชื่นชม
หลิวเย่ยิ้มรับ แต่เพราะต้องรักษาทรงผมและเสื้อผ้าเอาไว้ เขาจึงทำได้แค่พยักหน้าตอบรับเท่านั้น
แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองไปทางเฉินจิ่นโดยสัญชาตญาณ เฉินจิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่ห้องแต่งหน้าพอดี
ความจริงแล้วการแต่งหน้าของหลิวเย่ในครั้งนี้ เป็นการปรับลุคให้ดูเหมือนคนอายุประมาณยี่สิบแปดปี
ซึ่งก็คือพระเอกในช่วงครึ่งหลังของ ศึกสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์
เรื่องที่หานซานผิงและหวงเจี้ยนซินหนักใจที่สุดเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเฉินจิ่นหรือหลิวเย่ใครเหมาะสมกว่ากัน พวกเขารู้ดีว่าสำหรับช่วงวัยสิบแปดปี เฉินจิ่นแทบจะไม่ต้องแต่งหน้าหรือเปลี่ยนชุดอะไรเลย หลิวเย่ก็แพ้ราบคาบแล้ว
ข้อได้เปรียบเรื่องอายุและออร่าเฉพาะตัวของเฉินจิ่นมันโดดเด่นเกินไป
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องให้เฉินจิ่นฟิตติ้งแต่งหน้าทำผมในลุคพระเอกวัยสิบแปดปีเลย พวกเขาแค่อยากจะรอดูทักษะการแสดงและรูปลักษณ์ภายนอกของทั้งสองคนในวัยยี่สิบแปดปีเท่านั้น
จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกใครมารับบทนี้
เวลาผ่านไปทีละนาที
ผูหลุนกำหมัดแน่น นั่งกระวนกระวายใจอยู่ตรงนั้น เมื่อกี้ตอนที่หลิวเย่เดินออกมา ออร่าของเขามันดูสมจริงมาก
ดูจากปฏิกิริยาของคนรอบข้างก็รู้แล้ว
เธอนึกไม่ถึงเลยว่าที่ผู้กำกับหวงและนายท่านสามเรียกเฉินจิ่นมาในครั้งนี้ จะเป็นการทดสอบเสื้อผ้าหน้าผมของพระเอกในช่วงหลัง
จุดนี้ความจริงแล้วเฉินจิ่นค่อนข้างเสียเปรียบมาก
ช่องว่างสิบปี ถึงแม้เฉินจิ่นจะพูดจาและทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ดูไม่เหมือนเด็กมัธยมปลายเลยสักนิด
แต่การจะสวมบทบาทคนอายุยี่สิบแปดปี มีนักแสดงวัยรุ่นน้อยคนนักที่จะเข้าถึงช่วงวัยนี้ได้อย่างถ่องแท้
ไม่เหมือนกับหลิวเย่ที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว เขามีทั้งประสบการณ์ชีวิต ความเจนจัด และฝีมือการแสดงคอยรองรับ
ผูหลุนคิดมาตลอดว่าเฉินจิ่นจะได้แต่งหน้าทำผมในลุคสิบแปดปี เธอถึงได้รู้สึกว่าพอมีหวัง
แต่ตอนนี้ เธอรู้สึกกังวลขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะ
"ทำไมยังไม่ออกมาอีกนะ?"
ผูหลุนก้มดูโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้นักแสดงที่มาแคสติ้งวันนี้ก็ใกล้จะเสร็จหมดแล้ว คิวต่อไปก็จะถึงตาของเฉินจิ่นและหลิวเย่
แต่เฉินจิ่นเข้าไปแต่งหน้าทำผมอยู่ข้างในเป็นชั่วโมงแล้ว กลับยังไม่เสร็จสักที
ใช้เวลานานกว่าหลิวเย่ซะอีก
แต่ในความเป็นจริง ภายในห้องแต่งหน้าเวลานี้กลับคึกคักเป็นอย่างมาก
ช่างแต่งหน้าทำผมและฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉากหลายคน มองดูเฉินจิ่นที่เพิ่งจะเปลี่ยนชุดฉางซานเสร็จยืนอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ถึงกับยืนอึ้งไปตามๆ กัน
เมื่อกี้ตอนที่กำลังแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าเพิ่งจะแต่งไปได้ครึ่งทางก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
เพราะเฉินจิ่นดูมีอินเนอร์เข้ากับบทบาทนี้เอามากๆ
ทั้งออร่า รอยยิ้ม บวกกับการปรับแต่งทรงผมและเมคอัพ ช่างแต่งหน้าคนนี้เคยแต่งหน้าให้กับนักแสดงเฉพาะทางมานับไม่ถ้วน
แต่คนที่เข้ากับบทบาทวัยหนุ่มได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ เฉินจิ่นคือคนแรกและคนเดียวอย่างแน่นอน
ดังนั้นช่างแต่งหน้าจึงทุ่มเทฝีมืออย่างสุดกำลัง เพื่อเนรมิตลุคของเฉินจิ่นให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
เพราะงั้นก็เลยต้องใช้เวลาแต่งหน้านานกว่าปกติไปสักหน่อย
ส่วนหลิวเย่เมื่อกี้นี้น่ะเหรอ?
ช่างแต่งหน้าแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าหน้าตาเขาเป็นยังไง
เรื่องจริงนะ
ช่างแต่งหน้าเองก็มีความปรารถนาในการสร้างสรรค์ผลงานเหมือนกัน พอเห็นว่าสามารถแต่งหน้าพระเอกออกมาได้เหมือนขนาดนี้ มีหรือที่เขาจะไม่อยากลองท้าทายฝีมือตัวเองดูสักตั้ง
เผลอๆ งานนี้อาจจะเป็นการปูทางสำหรับหน้าที่การงานอันมั่นคงในระยะยาวของเขาก็ได้นะ
ดังนั้นพอแต่งหน้าเสร็จ เฉินจิ่นก็สวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้เรียบร้อย ทันใดนั้นทั้งห้องแต่งหน้าก็มีแต่เสียงอุทานด้วยความทึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาของเฉินจิ่น ช่างแต่งหน้าแทบจะไม่อยากเชื่อเลย ตอนที่เขาเพิ่งเดินเข้ามาก็ดูเป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง พูดตามตรงเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด แต่ไหงพอแต่งหน้าไปเรื่อยๆ แววตากลับดูลุ่มลึกและเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย
ความหล่อเหลาบนใบหน้าก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยออร่าแห่งความมุ่งมั่นและศรัทธาอันแรงกล้า
"อินเนอร์มาเต็มเลย!"
"ช่วงหลายวันมานี้ฉันดูรูปถ่ายและภาพวาดของท่านผู้นั้นมาเยอะมาก!"
"ต่อให้ไม่เหมือนเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยก็ต้องมีความคล้ายคลึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะน่า..."
"..."
ช่างแต่งหน้ามองตามแผ่นหลังของเฉินจิ่นที่กำลังเดินออกไป พลางพูดจ้อไม่หยุดกับคนในห้อง
ตัดภาพมาที่หน้าห้องประชุม ตอนนี้นักแสดงหลายคนก็แคสติ้งเสร็จกันหมดแล้ว บางคนก็กำลังยืนคุยและบอกลากัน
ความจริงแล้วหลิวเย่ก็คอยลอบมองประตูห้องแต่งหน้าอยู่เป็นระยะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้มองว่าเฉินจิ่นเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอะไร แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่แข่ง ยังไงก็ต้องจับตาดูไว้บ้าง
ที่สำคัญคือครั้งนี้มีการฟิตติ้งเสื้อผ้าหน้าผมในวัยยี่สิบแปดปี นี่ทำให้ความมั่นใจของหลิวเย่เพิ่มขึ้นเป็นกอง
แอ๊ด!
จังหวะนั้นประตูห้องแต่งหน้าก็ถูกผลักให้เปิดออก เฉินจิ่นในชุดฉางซานสีเข้มก้าวเท้าออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ผูหลุนเป็นคนแรกลุกขึ้นยืน ตามมาด้วยหลิวเย่ ฉางจี้หง และคนอื่นๆ
"พี่ผูหลุน~~~"
น้ำเสียงสำเนียงหูหนานขนานแท้เปล่งออกมา ทำเอาหลิวเย่สะดุ้งเฮือกราวกับถูกฟ้าผ่า
ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
เขายืนนิ่งงันไม่ไหวติง ร่างกายเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินไปชั่วขณะ
"..."
ฉางจี้หงมองเฉินจิ่นที่กำลังเดินตรงไปหาผูหลุน ท่ามกลางความตื่นตะลึง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดลอยไปชั่วขณะหนึ่ง
ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องการแสดง หรือเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่เดินผ่านไปมา พอได้เห็นสภาพของเฉินจิ่นในตอนนี้ ก็ต้องเผลอยืนอึ้งไปหลายวินาทีโดยสัญชาตญาณกันทั้งนั้น
เพราะภาพลักษณ์หลายๆ อย่างของพระเอกท่านนี้ มันฝังรากลึกอยู่ในใจของประชาชนชาวจีนมากเกินไป
"นี่มัน..."
เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆ ก็มองเห็นเฉินจิ่นเดินออกมาเหมือนกัน
พวกเขาหันไปมองหลิวเย่โดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่ว่าหลิวเย่ไม่มีฝีมือการแสดง หรือว่าเสื้อผ้าหน้าผมลุคนี้ไม่ดีหรอกนะ
แต่มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ...
คนตาแหลมพอมองปุ๊บก็รู้เลยว่า ช่องว่างมันไม่ได้ห่างกันแค่ระดับสองระดับ แต่มันคือความแตกต่างระหว่างการเลียนแบบกับการมีออร่าที่เหมือนกันราวกับแกะ
เมื่อวานเฉินจิ่นไม่ได้แต่งหน้า มองเผินๆ อาจจะดูไม่เหมือนเป๊ะ แค่จังหวะการเดินและออร่าที่เข้ากัน แต่ตอนนี้เขาได้รับการปรับแต่งโครงหน้า จัดแต่งทรงคิ้วและทรงผมเรียบร้อยแล้ว
พอมองแบบนี้แล้ว มันจะไปเหลืออะไรอีกล่ะ
มันเหมือนกับว่าเฉินจิ่นได้สวมใส่อุปกรณ์ระดับท็อปแล้วสลับไปใช้ไอดีหลัก ทั้งที่ตอนใช้ไอดีรองก็สามารถเชือดอีกฝ่ายได้แบบนิ่มๆ อยู่แล้ว
การสลับมาใช้ไอดีหลักแบบนี้ มันไม่ได้เป็นการรังแกกันเกินไปหน่อยเหรอ?
หลิวเย่ถึงกับมีความคิดอยากจะหันหลังกลับบ้านไปซะเดี๋ยวนี้ โชคดีที่ฉางจี้หงยังตั้งสติได้ดี เธอคว้าแขนเขาไว้แล้วเอ่ยเตือน "หลิวเย่ แคสติ้ง การแคสติ้งมันต้องมีการแสดงให้ดูด้วย ยังต้องใช้ทักษะการพูดบทสนทนาอะไรพวกนั้นอีกนะ!"
"อืม ผมรู้แล้ว!"
เวลานี้หน้าผากของหลิวเย่เริ่มมีเหงื่อผุดพรายออกมา ส่วนผูหลุนกลับรู้สึกอยากจะร้องไห้
เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงจริงๆ!
ขนาดบทบาทเฉพาะทางยังสามารถตีบทแตกได้เนียนขนาดนี้
มีแต่คนใกล้ชิดที่รู้จักเฉินจิ่นดีเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าเวลาส่วนตัวเขาไม่ได้เป็นแบบนี้เลยสักนิด
เพื่อให้เข้าถึงบทบาทนี้ เขาต้องทุ่มเทความพยายามอย่างหนักหน่วงมากแน่ๆ
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พวกเราลุยให้เต็มที่เลย!"
"พี่ไม่เชื่อหรอกว่าถ้าแสดงออกมาได้ดีขนาดนี้แล้วจะยังแคสติ้งไม่ผ่านอีก!"
ขอแค่ตาไม่บอด ใครๆ ก็มองออกว่าดีหรือไม่ดี ในเมื่อตอนสิบแปดปีเฉินจิ่นยังแสดงได้เยี่ยมขนาดนั้น ตอนยี่สิบแปดปีก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน
"ไม่เป็นไรครับ!"
เสียงพูดสำเนียงหูหนานเมื่อกี้ เห็นได้ชัดว่าเฉินจิ่นตั้งใจพูดเล่น
ตอนนี้เขาสลับกลับมาพูดภาษาจีนกลางตามปกติแล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์ใน ศึกสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์ เขารู้สึกว่าทักษะด้านวรรณศิลป์ของตัวเองพัฒนาขึ้นมาก
ก็อย่างว่าแหละ ฝีมือประพันธ์ของท่านผู้นั้นก็โดดเด่นไม่แพ้ตัวตนเลย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน บทกวี หรืออื่นๆ ล้วนหนักแน่นดั่งลายพู่กันตวัด ทรงพลังดั่งพญาอินทรีถลาลม
ความยิ่งใหญ่และทรงพลังแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
ส่วนภาษาถิ่นหูหนาน แน่นอนว่าเขาก็เรียนรู้มาแล้วเช่นกัน
"การแคสติ้งรอบสองสำหรับบทพระเอก ประธานหานและผู้กำกับหวงเชิญให้คุณทั้งสองคนเข้าไปพร้อมกันเลยครับ!"
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินออกมาแจ้ง
หลิวเย่ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เฉินจิ่นกลับดูมั่นใจในตัวเองสุดๆ เขาก้าวเดินตรงไปยังห้องประชุมด้วยท่วงท่าที่องอาจผ่าเผย
เจ้าหน้าที่คนนั้นอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเฉินจิ่นอีกหลายครั้ง
อันที่จริง เขาคิดว่าตัวเองตาฝาดไปซะอีก
กว่าจะได้สติก็ตอนที่เฉินจิ่นเดินเข้าไปข้างในแล้ว เขารีบก้าวเท้าตามเข้าไปในห้องประชุมแคสติ้งอย่างรวดเร็ว
ตัดภาพมาที่หลิวเย่และเฉินจิ่น ตอนนี้ทั้งคู่เข้ามาอยู่ในห้องประชุมเรียบร้อยแล้ว
"..."
หวงเจี้ยนซินและหานซานผิงนับตั้งแต่ที่เฉินจิ่นก้าวเท้าเข้ามา พวกเขาก็ไม่ยอมละสายตาไปจากเขาเลย
หลิวเย่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูจะอึดอัดทำตัวไม่ถูกเอามากๆ
"นาย... นายคือเฉินจิ่นงั้นเหรอ?!"
หวงเจี้ยนซินอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถาม
"ใช่ครับผู้กำกับหวง ผมเอง!"
น้ำเสียงทุ้มกังวานทรงพลังตามแบบฉบับของพระเอก ถูกเปล่งออกมาจากปากของเฉินจิ่น
หลิวเย่ที่กำลังคิดอยู่ว่าเดี๋ยวจะแสดงและพูดไดอะล็อกออกมายังไง พอได้ยินเสียงนี้ก็หันขวับไปมองเฉินจิ่นทันที
เสียงแบบนี้ มันคือเสียงพูดสำเนียงหูหนานของท่านผู้นั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาจีนกลางชัดๆ!
ถ้าน้ำเสียงนี้พูดด้วยสำเนียงหูหนาน มันจะสร้างความตื่นตะลึงได้ขนาดไหนกันล่ะ?!
เขาเคยคาดเดาไว้แล้วว่าเฉินจิ่นคงจะทำให้หานซานผิงและหวงเจี้ยนซินรู้สึกว่าคล้ายคลึงมาก แต่นึกไม่ถึงเลยว่าไอ้เด็กนี่จะยังมีไม้ตายก้นหีบแบบนี้ซ่อนอยู่อีก... น้ำเสียงนี่มันต่างจากตอนที่ทักทายเขาเมื่อกี้ลิบลับเลย!
นี่คือทักษะการใช้เสียงของนักแสดง
นักแสดงที่เก่งกาจ คือคนที่สามารถเลียนแบบเสียงของคนอื่นได้
และตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเฉินจิ่นแข็งแกร่งกว่านั้นมาก
เขาไม่ได้มีข้อได้เปรียบแค่เรื่องเสียงอย่างเดียว
ทั้งรูปร่างหน้าตา ออร่า สีหน้าแววตา และตอนนี้ยังบวกด้วยน้ำเสียง... หลิวเย่รู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้แม่งโคตรจะเหมือนตัวตลกที่พยายามเลียนแบบคนอื่นอย่างงุ่มง่ามเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากบทบาทนี้เหลือเกิน!
หวงเจี้ยนซินกะพริบตาปริบๆ หันไปสบตากับหานซานผิง
นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่คืนเดียว ทำไมไอ้เด็กนี่ถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้?!
อ้อ ไม่ใช่สิ นี่มันลุคตอนอายุยี่สิบแปดปีนี่นา!
หวงเจี้ยนซินนึกขึ้นได้ทันที ส่วนหานซานผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น "ฮ่าๆๆ!"
"ขนาดเสียงยังเหมือนขนาดนี้เลยเหรอ?"
"นี่ถ้าเธอพูดสำเนียงหูหนานมันจะไม่ยิ่งสุดยอดไปเลยหรือไง?"
หานซานผิงพูดติดตลกพลางหันไปยิ้มให้หวงเจี้ยนซิน แต่จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเฉินจิ่นตอบกลับมาว่า "ภาษาถิ่นหูหนานก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะครับ!"
[จบแล้ว]