- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 667 - คล้ายคนคุ้นเคย
บทที่ 667 - คล้ายคนคุ้นเคย
บทที่ 667 - คล้ายคนคุ้นเคย
หน้าประตูโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่ไม่ค่อยสะดุดตาแห่งหนึ่งริมถนนมีผู้คนมุงดูอยู่ไม่น้อย
และที่ใจกลางฝูงชน เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบกำลังนั่งตัวตรงอยู่
นางสวมชุดกระโปรงตัวเล็กสีเหลืองอ่อนอันประณีต เส้นผมยาวสีดำขลับมัดเป็นมวยผมสองข้าง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยก ดวงตากลมโตใสกระจ่าง ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถูกแกะสลักมาอย่างงดงาม
เสียงเพลงเจื้อยแจ้วที่เพิ่งจะดังขึ้นเมื่อครู่ ก็ถูกขับร้องออกมาจากปากของแม่หนูน้อยผู้นี้นี่เอง
ในดวงตาของหลี่ชีเสวียนมีร่องรอยความประหลาดใจวาบผ่าน
เสียงเพลงนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เดิมทีคิดว่าเป็นคางคกปีศาจ
แต่กลับไม่ใช่
ย้อนกลับไปในตอนนั้น คางคกปีศาจตัวนั้นดึงดันจะตามเขาออกมาจากภูเขาลึกให้ได้ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาชิงผิงด้วยกัน
แต่พอมาถึงสำนักศึกษาชิงผิงได้ไม่นาน มันก็หายตัวไปอย่างเงียบเชียบ
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความปรารถนาของมันเป็นจริงแล้วหรือไม่
แม้นจะเป็นเพียงการพบพานโดยบังเอิญ ทว่าท้ายที่สุดก็ถือเป็นวาสนาที่ได้ร่วมเดินทางกันมา
และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้คางคกปีศาจตัวน้อยนั่นไปอยู่ที่ใดแล้ว
หลี่ชีเสวียนดึงสายตากลับมา
ความรู้สึกหวั่นไหวในใจที่เกิดจากเสียงเพลงคล้ายคลึงกันสงบลงอย่างรวดเร็ว
เขาไม่หยุดรั้งรออีก หันหลังเดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชน ก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็ว มุ่งหน้าไปยังประตูอันโอ่อ่าของสำนักศึกษาชิงผิง
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม เสียงเพลงของเด็กหญิงตัวน้อยดั่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่เพิ่งจะร้องโน้ตตัวสุดท้ายจบ ก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
ปีกจมูกเล็กๆ ของนางขยับสูดดมเบาๆ ราวกับได้กลิ่นบางอย่าง ในดวงตากลมโตที่เบิกกว้าง พลันมีประกายความสงสัยที่ไม่สมกับวัยลอยผ่านเข้ามา
นางหันขวับไปมอง สายตาทะลุผ่านช่องว่างของฝูงชนที่กำลังแยกย้าย ทอดมองไปยังทิศทางของถนนที่หลี่ชีเสวียนเพิ่งจะหายตัวไป
แต่กลับจับภาพได้เพียงแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในชุดบัณฑิตธรรมดาๆ ที่กำลังจะเลี้ยวหายลับไปตรงหัวมุมถนนอีกสายหนึ่งเท่านั้น
"คุณหนู เป็นอะไรไปหรือขอรับ"
ชายชราร่างผอมบางในชุดสีขาวเรียบง่ายที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แพขนตายาวของเด็กหญิงกะพริบปริบๆ ความสงสัยในดวงตายิ่งลึกล้ำขึ้น
นางเอียงคอเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามแยกแยะและนึกย้อนถึงบางสิ่ง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงใช้เสียงใสแจ๋ว แฝงความไม่แน่ใจ พึมพำออกมาเบาๆ "เมื่อครู่นี้ ... เหมือนจะสัมผัสได้ถึงคนคุ้นเคย ... แต่ก็ไม่ใช่"
เสียงนั้นแผ่วเบา ราวกับกำลังพึมพำกับตนเอง
เมื่อชายชราชุดขาวได้ยินเช่นนั้น สายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองไปตามถนนสายนั้นอีกครั้ง
ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ไม่มีกลิ่นอายหรือเงาร่างใดที่น่าจับตามองเลย
เขาดึงสายตากลับมา รอยย่นบนใบหน้าคลายลง ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอันใดอีก
เด็กหญิงตัวน้อยยื่นมือขาวอวบอ้วนออกไป เก็บพิณโบราณขนาดเล็กที่แผ่กลิ่นอายอบอุ่นละมุนบนตักขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว
"ไม่ร้องแล้ว !"
นางกระโดดลงจากเก้าอี้ คว้าจับแขนเสื้อของชายชราไว้
ชายชราชุดขาวจูงมือเด็กหญิงตัวน้อย
หนึ่งแก่หนึ่งเยาว์ เงาร่างของทั้งสองกลืนหายเข้าไปในส่วนลึกของฝูงชนอย่างรวดเร็ว และหายลับตาไปในที่สุด
ปล่อยให้ผู้คนที่มารวมตัวกันหน้าประตูโรงเตี๊ยม ค่อยๆ แยกย้ายกันไปอย่างอาลัยอาวรณ์
... ...
บริเวณหน้าประตูสำนักศึกษาชิงผิง
ซุ้มประตูหินโค้งขนาดมหึมาดูโอ่อ่าตระการตา
บนซุ้มประตู ตัวอักษรโบราณสี่ตัว 'สำนักศึกษาชิงผิง' ถูกสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจงและทรงพลัง แฝงไปด้วยกลิ่นอายความลึกล้ำทางวิถียุทธ์ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน
แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมา
หลี่ชีเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในใจ เดินตรงไปยังจุดลงทะเบียนที่ประตูข้าง
ที่นั่นมีผู้ทำหน้าที่ชี้นำซึ่งสวมชุดของสำนักศึกษาแบบเดียวกันยืนอยู่หลายคน
"คุณชายท่านนี้ มาสมัครหรือขอรับ"
ผู้ชี้นำหนุ่มหน้าตาเป็นมิตรคนหนึ่งเดินเข้ามาสอบถามด้วยความกระตือรือร้น
"ใช่แล้ว" หลี่ชีเสวียนพยักหน้า น้ำเสียงราบเรียบ
"ข้าน้อยคือศิษย์สำนักยุทธ์ลู่หมิงแห่งเมืองป๋ายหยวน นามว่าหลี่เซวียน ปีนี้อายุสิบสี่ปี"
เขาแจ้งข้อมูลตัวตนที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกไป
"หลี่เซวียนหรือ"
"อืม อายุสิบสี่ปีถือว่าผ่านเกณฑ์ โปรดตามข้ามาลงทะเบียนทางนี้เลย"
ผู้ชี้นำพาหลี่ชีเสวียนเดินไปที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง
ขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นเรียบง่ายและรวดเร็ว
ไม่มีอะไรมากไปกว่าชื่อ แคว้นบ้านเกิด อายุ และภูมิหลัง
หลี่ชีเสวียนจับพู่กัน เขียนชื่อ 'หลี่เซวียน' จากสำนักยุทธ์ลู่หมิงแห่งเมืองป๋ายหยวนลงบนสมุดลงทะเบียนอย่างลื่นไหล
นี่คือตัวตนที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้า เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง แถมยังอยู่ไกลคนละโยชน์ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับผิดได้ในระยะเวลาอันสั้น
"เรียบร้อยแล้ว ศิษย์น้องหลี่เซวียน รับสิ่งนี้ไป"
ผู้ชี้นำตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด จึงยื่นแผ่นการ์ดแข็งขนาดเท่าฝ่ามือที่มีพื้นผิวพิเศษมาให้
แผ่นการ์ดเป็นสีฟ้าอ่อน
ด้านหน้าพิมพ์ตราสัญลักษณ์ของสำนักศึกษาชิงผิง ส่วนด้านหลังเป็นชื่อ 'หลี่เซวียน'
"นี่คือป้ายแสดงตัวเข้าสอบของเจ้า" ผู้ชี้นำชี้ไปที่ชื่อด้านหลังป้าย
"เก็บรักษาไว้ให้ดี"
"พรุ่งนี้ยามเฉิน ให้ถือป้ายนี้ไปรายงานตัวที่ 'หุบเขาทดสอบ' ทางฝั่งตะวันออกของสำนัก"
"ที่นั่นจะมีลานสำหรับทำการประเมินโดยเฉพาะ"
เขาอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจน
"สำนักศึกษาชิงผิงเปิดรับผู้มีพรสวรรค์อย่างกว้างขวาง และเปิดรับสมัครอย่างเปิดเผย"
"ขอเพียงอายุและคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ และผ่านการทดสอบในวันพรุ่งนี้ ก็จะสามารถเข้ามาเป็น 'ศิษย์พำนักชั่วคราว' ได้"
"ศิษย์พำนักชั่วคราวหรือ"
หลี่ชีเสวียนแสร้งทำสีหน้า 'กระหายใคร่รู้' ได้อย่างเหมาะเจาะ
เมื่อผู้ชี้นำเห็นว่าหลี่ชีเสวียนมีบุคลิกเยือกเย็นและมีมารยาทอ่อนน้อม จึงยอมอธิบายเพิ่มเติมอีกสองสามประโยค
"ถูกต้องแล้ว"
"ศิษย์พำนักชั่วคราวถือเป็นก้าวแรก สามารถเข้ามาพำนักและฝึกฝนในสำนักได้สิบวัน"
"หลังจากผ่านไปสิบวัน จะมีการประเมินรอบที่สอง"
"ผู้ที่ผ่านการประเมินในรอบที่สาม จึงจะสามารถรั้งอยู่ต่อ และกลายเป็นศิษย์เตรียมเข้าสำนักอย่างเป็นทางการได้"
แววตาของผู้ชี้นำแฝงไปด้วยความปรารถนาที่ยากจะสังเกตเห็น
"และนั่น จึงจะนับว่าเป็นการก้าวข้ามธรณีประตูของสำนักศึกษาชิงผิงอย่างแท้จริง"
"เหนือกว่าศิษย์เตรียมเข้าสำนัก ยังมีการคัดเลือกอีกหลายขั้นตอน"
"ศิษย์ชั้นยอด ศิษย์แกนหลัก ... นั่นคือเสาหลักที่แท้จริงของสำนัก อนาคตไกลหาใดเปรียบ !"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ระบบการคัดกรองเป็นลำดับชั้น คัดเลือกเฉพาะผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดนี้ เป็นเครื่องประกันว่าตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา สำนักศึกษาจะสามารถดึงดูดสุดยอดต้นกล้าวิถียุทธ์จากทั่วทั้งแดนเสวี่ยโจวหรือแม้แต่มหาทวีปไร้สิ้นสุดเข้ามาได้อย่างไม่ขาดสาย"
"สำนักศึกษาถึงได้มีความรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้"
ขณะที่ผู้ชี้นำเอ่ยปาก ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
หลี่ชีเสวียนรับฟังอย่างเงียบๆ พลางทำความเข้าใจ
"เข้าใจแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ"
หลี่ชีเสวียนเก็บป้ายเข้าสอบ ประสานมือกล่าวขอบคุณ ใบหน้าเผยให้เห็นความคาดหวังต่ออนาคต
ผู้ชี้นำพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"พรุ่งนี้แสดงฝีมือให้เต็มที่ ขอให้เจ้าโชคดี"
... ...
วันรุ่งขึ้น ยามเฉิน
หุบเขาทดสอบ
หุบเขาขนาดมหึมาถูกสำนักศึกษาชิงผิงดัดแปลงให้กลายเป็นลานประเมินผลอันกว้างใหญ่ไพศาล
บริเวณปากหุบเขามีเสียงผู้คนจอแจ
เมื่อมองออกไป จะเห็นคลื่นฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน ล้วนเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาวอายุระหว่างสิบสองถึงสิบแปดปี มีจำนวนมากกว่าสามพันคน !
บนใบหน้าของพวกเขาประดับไปด้วยความตื่นเต้น ความประหม่า ความคาดหวัง ความกระวนกระวาย และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ นานา สายตาทุกคู่ทอดมองลึกเข้าไปในหุบเขาอย่างเร่าร้อน เฝ้ารอคอยการประเมินเริ่มต้นขึ้น
พลังดึงดูดอันแข็งแกร่งของสำนักศึกษาชิงผิง ประจักษ์ชัดให้เห็น ณ ที่แห่งนี้
หลี่ชีเสวียนปะปนอยู่ในฝูงชนอย่างไม่สะดุดตา
เขาเดินตามกระแสผู้คน ตรวจสอบป้ายเข้าสอบ และก้าวเข้าสู่หุบเขาทดสอบ
พื้นที่ภายในหุบเขากว้างขวางกว่าที่คิดไว้มาก ถูกแบ่งออกเป็นลานทำกิจกรรมขนาดใหญ่หลายลาน
แต่ละลานมีคิวต่อแถวทอดยาว
มีอาจารย์ผู้คุมสอบและเจ้าหน้าที่ในชุดของสำนักศึกษาคอยรับผิดชอบควบคุมดูแล
เนื้อหาการประเมินไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่
หัวใจสำคัญหนีไม่พ้นองค์ประกอบหลักของรากฐานวิถียุทธ์
ด่านแรกคือการตรวจสอบความสมบูรณ์ของพลังเลือดลมและจิตวิญญาณ
เมื่อหลี่ชีเสวียนเดินมาถึงบริเวณนี้ เขาเห็นว่าตรงกลางมีคริสตัลสีแดงขนาดสูงกว่าคนตั้งอยู่หลายแท่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใช้สำหรับทดสอบ
"วางฝ่ามือแนบลงบนคริสตัลก็พอ !"
เสียงของอาจารย์ผู้คุมสอบดังกังวาน
เด็กหนุ่มร่างกำยำที่อยู่ข้างหน้าตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนคริสตัลอย่างแรง
แสงสีแดงสว่างขึ้นที่ฐานของคริสตัล ค่อยๆ ขยับสูงขึ้นอย่างยากลำบาก
ท้ายที่สุดก็หยุดอยู่ที่ระดับความสูงหนึ่งในสาม
"พลังเลือดลมถือว่าพอใช้ได้ ระดับปิ่ง"
อาจารย์ผู้คุมสอบบันทึกผลด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เด็กหนุ่มร่างกำยำมีสีหน้าผิดหวัง เดินคอตกหลบออกไป
ไม่นานก็ถึงคิวของหลี่ชีเสวียน
เขามีสีหน้าราบเรียบ วางฝ่ามือแนบลงบนพื้นผิวเย็นเฉียบของคริสตัลสีแดงเบาๆ
ขยับความคิด
พลังเลือดลมอันมหาศาลที่ผ่านการหล่อหลอมมานับครั้งไม่ถ้วนและแฝงไปด้วยพลังแห่งฟีนิกซ์ ค่อยๆ กระเพื่อมไหวอยู่ภายในร่าง
วิ้ง !
คริสตัลสีแดงสั่นสะเทือนอย่างแรง !
แสงสีแดงที่ฐานพุ่งพรวดขึ้นมาราวกับเสาเพลิงที่ถูกจุดประกาย !
แสงสว่างเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ ที่กำลังแผดเผา
เรียกเสียงฮือฮาจากคนรอบข้างได้ในพริบตา
"ระดับเจี่ยขั้นสูง ยอดเยี่ยมมาก !"
ดวงตาของอาจารย์ผู้ทำหน้าที่บันทึกผลเบิกกว้างขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ชีเสวียนอีกครั้ง หลังจากตรวจสอบป้ายเข้าสอบแล้ว ก็จดระดับการประเมินลงท้ายชื่อ 'หลี่เซวียน' ในสมุดรายชื่ออย่างหนักแน่น
หลี่ชีเสวียนชักมือกลับ แล้วเดินไปยังด่านต่อไป
ด่านที่สองคือการตรวจสอบกระดูกและรากฐาน
ด่านนี้มีอาจารย์ผู้คุมสอบผมขาวที่มีสายตาคมกริบดุจคบเพลิงเป็นผู้ดูแลด้วยตนเอง
สองมือของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจผีเสื้อที่กำลังร่ายรำ บีบ นวด ตบ และตีไปตามข้อต่อกระดูกสำคัญๆ ทั่วร่างของหลี่ชีเสวียนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งปราณเร้นลับอันอ่อนโยนสายหนึ่งเข้าไปตรวจสอบ
หลี่ชีเสวียนผ่อนคลายร่างกาย
ปล่อยให้ปราณเร้นลับสายนั้นไหลเวียนเข้าไปในร่างกาย
สัญชาตญาณการต่อต้านพลังภายนอกของร่างกายระดับเทพถูกเขาจับกดเอาไว้อย่างฝืนทน เผยให้เห็นเพียงคุณสมบัติของรากฐานที่ผ่านการควบแน่นเบื้องต้นด้วย 'เคล็ดวิชาศึกศักดิ์สิทธิ์' ซึ่งดูเหนียวแน่นและบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
"หืม ?"
ในที่สุดนิ้วของอาจารย์ผู้คุมสอบผมขาวก็ไปหยุดอยู่ที่กระดูกสันหลังของหลี่ชีเสวียน
ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า
"กระดูกดุจหยกชั้นเลิศ ไขกระดูกดุจปรอท ... "
เขาพึมพำเสียงแผ่ว
"ยืดหยุ่นเป็นเลิศ ปราณเร้นลับไหลเวียนไร้สิ่งกีดขวาง ... "
"รากฐานกระดูก ... ระดับเจี่ยขั้นสูงสุด !"
น้ำเสียงของอาจารย์ผู้คุมสอบผมขาวแฝงไปด้วยความชื่นชมที่หาได้ยาก เขาจรดพู่กันลงบนสมุดรายชื่ออย่างหนักแน่น
เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่รอคอยการทดสอบอยู่รอบๆ ต่างพากันส่งสายตาอิจฉามาให้
รากฐานกระดูกระดับเจี่ยขั้นสูงสุด !
นี่คือพรสวรรค์ที่แทบจะหาตัวจับยากในหมื่นคน !
หลี่ชีเสวียนก้าวเดินอย่างรวดเร็วไปยังด่านที่สาม
ด่านนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ
บนผนังหินมีภาพสลักวิถียุทธ์ที่ซับซ้อนและไม่สมบูรณ์อยู่สามภาพ
ด้านข้างยังมีบทสวดเดินพลังปราณเร้นลับที่คลุมเครือและเข้าใจยากอีกหลายร้อยตัวอักษร
"เวลาหนึ่งก้านธูป"
อาจารย์ผู้คุมสอบที่ดูภูมิฐานชี้ไปที่ธูปที่ถูกจุดขึ้น
"ทำความเข้าใจภาพสลักและบทสวด หากสามารถร่ายรำกระบวนท่าในนั้นออกมาได้หนึ่งกระบวนท่าก็ถือว่าผ่าน"
"ยิ่งร่ายรำกระบวนท่าได้สมบูรณ์มากเท่าใด ระดับการประเมินสติปัญญาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น"
เด็กหนุ่มหลายคนที่อยู่ข้างหน้าได้แต่เกาหัวแกรกๆ เมื่อหมดเวลาก็ทำได้แค่ร่ายรำท่าเริ่มต้นแบบงูๆ ปลาๆ ได้รับเพียงการประเมินระดับปิ่งหรือระดับติงเท่านั้น
หลี่ชีเสวียนเพียงแค่ปรายตามอง เขาก็กระตุ้นการทำงานของรอยสักรูปฟีนิกซ์อย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ส่วนที่ขาดหายไปของภาพสลักทั้งสาม รวมถึงจุดเชื่อมต่อที่คลุมเครือในบทสวด ล้วนถูกอนุมานจนสมบูรณ์ในชั่วพริบตา แถมเขายังสามารถระบุข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพสลักได้อีกด้วย
บททดสอบแค่นี้ สำหรับโปรแกรมโกงแล้ว ถือเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย
เมื่อทำความเข้าใจเสร็จสิ้น เขาก็ยกมือขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบกัน ชี้ตรงไปที่อากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
ฉ่า !
ปราณกังหงวนไร้รูปร่างสายหนึ่งที่แผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น สว่างวาบและเลือนหายไป
มันชี้เป้าหมายไปที่จุดหนึ่งบนผนังหินที่คนทั่วไปมักจะมองข้ามอย่างแม่นยำ
วิ้ง !
ภาพสลักทั้งสามบนผนังหินสว่างวาบขึ้นมาทันที !
ปรากฏเป็นเส้นแสงแสดงเส้นทางโคจรปราณเร้นลับที่สมบูรณ์แบบ !
แม้จะปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา
แต่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาเข้าใจแก่นแท้ของภาพสลักได้อย่างถ่องแท้ !
พู่กันในมือของอาจารย์ผู้คุมสอบร่วง 'แปะ' ลงบนโต๊ะ
เบิกตาอ้าปากค้าง
"รวบรวมปราณไว้ที่ปลายนิ้ว จุดประกายวิญญาณภาพผนังหิน ... "
"นี่คือการร่ายรำ ... ที่สมบูรณ์แบบ !"
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ
"สติปัญญา ... ระดับเหนือเจี่ย !"
คำประเมินนี้หลุดออกมา ทำให้บรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่จากลานทดสอบบริเวณใกล้เคียงต้องหันมามองด้วยความตกตะลึง
สติปัญญาระดับเหนือเจี่ย !
มันห่างหายไปจากการทดสอบรับศิษย์เข้าสำนักนานแค่ไหนแล้ว
เพียงชั่วพริบตา หลี่ชีเสวียนก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกฝ่ายในทันที
ด่านสุดท้ายคือการทดสอบพลังใจ
หลี่ชีเสวียนและผู้เข้าสอบคนอื่นๆ เดินทางมาถึงหน้าบันไดที่ก่อสร้างขึ้นจากหินเร้นลับเหมันต์ชนิดพิเศษ
บันไดนี้มีชื่อว่า "บันไดน้ำแข็งเร้นลับ"
ไอเย็นบนบันไดแผ่ซ่านทิ่มแทงกระดูก
ยิ่งเดินขึ้นไปสูง ไอเย็นก็ยิ่งหนาแน่น
ในขณะเดียวกันก็จะสร้างแรงกดดันทางจิตใจเพิ่มมากขึ้นด้วย
กำหนดให้ผู้เข้าสอบต้องปีนขึ้นไปให้ได้สูงที่สุดภายในเวลาหนึ่งก้านธูป
เมื่อหลี่ชีเสวียนก้าวขึ้นไปบนขั้นบันไดแรก เขาก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่พุ่งทะลวงจากฝ่าเท้าขึ้นมาในพริบตา ราวกับจะแช่แข็งเลือดและไขกระดูกให้กลายเป็นน้ำแข็ง
แต่ทว่า ไอเย็นระดับนี้ สำหรับหลี่ชีเสวียนที่มีสายเลือดเหมันต์แล้ว ไม่สามารถทำอันตรายใดๆ เขาได้เลย
ในขณะเดียวกัน แรงกดดันทางจิตใจที่มองไม่เห็นก็แผ่ลงมา พยายามรบกวนสติสัมปชัญญะ
แต่แรงกดดันเพียงแค่นี้ เมื่อเทียบกับความเป็นความตายที่เขาเคยเผชิญในโลกเก้าแคว้น ถือว่าไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดตอนที่รอยสักรูปฟีนิกซ์ชำระล้างร่างกายแล้ว มันก็เป็นแค่ของเล่นเด็กเท่านั้น
หลี่ชีเสวียนก้าวเดินอย่างมั่นคง
หนึ่งขั้น
สองขั้น
สิบขั้น
ยี่สิบขั้น ...
ฝีเท้าไม่ได้รวดเร็ว ทว่ามั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะที่เด็กหนุ่มคนอื่นๆ ที่กำลังปีนป่ายอยู่รอบๆ บ้างก็หน้าเขียวซีด ฟันกระทบกันดังกึกกัก บ้างก็เดินเซไปเซมา โงนเงนไปมา บ้างก็ถูกไอเย็นแช่แข็งจนตัวแข็งทื่อ ต้องให้เจ้าหน้าที่หามลงไป
ท้ายที่สุด
เขาก็ใช้เวลาสั้นที่สุด เดินขึ้นไปถึงบันไดขั้นที่สามสิบเจ็ดได้อย่างสบายๆ
และยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
รอบกายเขามีไอเย็นลอยวน
ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
แต่ดวงตาของเขากลับยังคงใสกระจ่างและเยือกเย็น
อาจารย์ผู้คุมสอบด่านนี้เป็นคนที่มีใบหน้าเย็นชา สายตาที่มองมายังหลี่ชีเสวียนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและชื่นชม
"บันไดน้ำแข็งเร้นลับ ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดขั้นที่สามสิบเจ็ด !"
"ไอเย็นแทรกซึมแต่สีหน้าไม่เปลี่ยน แรงกดดันกดทับแต่จิตใจไม่สั่นคลอน ... "
"ความมุ่งมั่น ระดับเจี่ยขั้นสูงสุด !"
เขาแทบจะตะโกนประกาศผลการประเมินออกมา
เมื่อแสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงมาเคลือบหุบเขาทดสอบเป็นสีทอง การทดสอบอันยาวนานและโหดร้ายก็สิ้นสุดลง เด็กหนุ่มเด็กสาวผู้มีความฝันกว่าสามพันคน ถูกคัดออกไปถึงเก้าในสิบส่วน ท้ายที่สุดเหลือผู้ที่ผ่านเข้ารอบเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น
อัตราการคัดออกถือว่าสูงจนน่ากลัว
เด็กหนุ่มเด็กสาวยืนอยู่กลางลานกว้าง ส่วนใหญ่ใบหน้าประดับไปด้วยความโล่งใจและเหนื่อยล้าหลังจากรอดพ้นวิกฤตมาได้
หลี่ชีเสวียนยืนนิ่งเงียบอยู่ในฝูงชนอย่างโดดเด่น
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมอาจารย์สีคราม ใบหน้าอ่อนโยนและภูมิฐาน เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทุกคน สายตากวาดมองไปรอบๆ พลางพยักหน้าเล็กน้อย
เขาก้มมองรายชื่อในมือ เมื่อเห็นชื่อของหลี่ชีเสวียน สายตาก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ แววตาแฝงไปด้วยความชื่นชมและตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบัง
"ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน !"
เสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่นของโจวเวินรุ่น ดังกังวานเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน
"วันนี้ พวกเจ้าได้ผ่านการคัดเลือกเป็นลำดับชั้น ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้จนสำเร็จ กลายเป็นศิษย์พำนักชั่วคราวรุ่นปัจจุบันของสำนักศึกษาชิงผิง !"
"ข้าคืออาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักของพวกเจ้า โจวเวินรุ่น ในระยะเวลาสิบวันนับจากนี้ ข้าจะรับผิดชอบดูแลทุกเรื่องราวของพวกเจ้าในสำนักศึกษาชิงผิง"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชั่วครู่ สายตาจับจ้องไปที่หลี่ชีเสวียนอีกครั้ง
"หลี่เซวียน"
โจวเวินรุ่นขานชื่อ
หลี่ชีเสวียนก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างสงบนิ่ง โค้งคำนับเล็กน้อย "ศิษย์อยู่นี่ขอรับ"
"ผลการทดสอบของเจ้าดีเยี่ยมมาก การประเมินหลักทั้งสี่ด่าน ได้รับคะแนนรวมเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์พำนักชั่วคราวรุ่นนี้ !"
น้ำเสียงของโจวเวินรุ่นแฝงไปด้วยความชื่นชมที่ยากจะเก็บซ่อน
ฮือ !
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งลานกว้างในพริบตา !
สายตาเก้าสิบเก้าคู่ที่เหลือพุ่งตรงมาที่หลี่ชีเสวียนทันที เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง อิจฉา หรือแม้แต่ริษยา
โจวเวินรุ่นสูดลมหายใจเข้าลึก เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ชีเสวียน ตบไหล่เขาอย่างแรง ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
"ข้าตั้งความหวังไว้กับเจ้ามาก !"
"หวังว่าในระยะเวลาพำนักสิบวันนี้ เจ้าจะยังคงรักษาความตั้งใจเดิมเอาไว้"
"และในการประเมินเลื่อนขั้นครั้งต่อๆ ไป ขอให้เจ้าสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้อีกครั้ง เพื่อจะได้อยู่ต่อในสำนักศึกษาชิงผิง อนาคตของเจ้าย่อมต้องสดใสอย่างแน่นอน !"
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยการให้กำลังใจ
และแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ 'ผู้นำทาง' ด้วยเช่นกัน
ศิษย์ที่เขาเป็นผู้ประเมินให้ผ่าน ในแง่หนึ่งก็ถือเป็น 'ลูกศิษย์' ของเขา
หากศิษย์มีผลงานที่โดดเด่น สถานะและอำนาจในการตัดสินใจของเขาในสำนักศึกษาก็ย่อมจะสูงขึ้นตามไปด้วย
หลี่ชีเสวียนเงยหน้าขึ้น สบตากับแววตากระตือรือร้นของโจวเวินรุ่น ใบหน้าเผยให้เห็นสีหน้า 'ตกใจปนดีใจ' ได้อย่างแนบเนียน
เขาประสานมือ น้ำเสียงไม่ดังนักทว่าชัดเจนและหนักแน่น "ขอบคุณอาจารย์โจวที่เมตตา ศิษย์หลี่เซวียน จะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังขอรับ"
เมื่อโจวเวินรุ่นได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งเบ่งบาน
สำหรับ 'หลี่เซวียน' ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งทว่ารู้จักถ่อมตัวผู้นี้ เขายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา
"ดี ! ดี !"
เขาเอ่ยคำว่าดีติดต่อกันสองครั้ง
"ตามข้ามา"
"ข้าจะพาเจ้าไปจัดการเรื่องที่พักของศิษย์พำนักชั่วคราวก่อน"
โจวเวินรุ่นถึงกับยอมเป็นผู้นำทางให้ด้วยตนเอง พาหลี่ชีเสวียนเดินออกจากลานกว้าง ทิ้งให้ศิษย์พำนักชั่วคราวคนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ยืนกระซิบกระซาบกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลายอยู่เบื้องหลัง
ที่พักของศิษย์พำนักชั่วคราวตั้งอยู่บริเวณขอบนอกของสำนักศึกษา สภาพแวดล้อมเงียบสงบ ส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักสี่คนหรือแปดคน สภาพความเป็นอยู่ถือว่าพอใช้ได้
เห็นได้ชัดว่าโจวเวินรุ่นจงใจให้ความดูแลเป็นพิเศษ จึงพาหลี่ชีเสวียนมายังเรือนพักเดี่ยวที่เงียบสงบกว่าปกติ
"หลี่เซวียน"
เขาชี้ไปยังเรือนพักเดี่ยวที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบกว่าห้องอื่นอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าพักอยู่ที่เรือนพักเดี่ยวหลังนี้นะ จะได้เงียบสงบหน่อย สะดวกต่อการตั้งสมาธิฝึกฝน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการประเมินเลื่อนขั้นในอีกสิบวันข้างหน้า"
"สิบวันนี้สำคัญมาก ห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด"
"หากมีข้อสงสัยใดๆ ในการฝึกฝน สามารถไปหาข้าที่ห้องปีกตะวันตกของ 'หอถ่ายทอดวิชา' ได้โดยตรง"
โจวเวินรุ่นกล่าวพร้อมกับส่งยิ้ม
สิทธิพิเศษนี้ ในหมู่ศิษย์พำนักชั่วคราวที่มีการแข่งขันสูง ถือเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่มาก
และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความคาดหวังอย่างสูงที่โจวเวินรุ่นมีต่อหลี่ชีเสวียนอีกด้วย
"ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ"
หลี่ชีเสวียนประสานมือทำความเคารพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง "ความเมตตาของอาจารย์โจว ศิษย์จะจดจำไว้ในใจ"
โจวเวินรุ่นกำชับอีกสองสามประโยค ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลี่ชีเสวียนผลักประตูไม้ของห้องเดี่ยวเข้าไป ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่าย
มีเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว
แต่ก็ถือว่าสะอาดและเป็นส่วนตัวดี
ยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามา
ดวงดาวเริ่มทอแสง
ภายในห้องเดี่ยวเล็กๆ มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันริบหรี่
แสงสลัวสาดส่องเงาของหลี่ชีเสวียนที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง
เขาไม่ได้เริ่มฝึกฝนในทันที
แต่กลับหลับตาลงและตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ความวุ่นวายจากการทดสอบในตอนกลางวันผ่านพ้นไปแล้ว
"เหลือเวลาอีกยี่สิบเก้าวัน ... "
หลี่ชีเสวียนท่องเวลาที่เหลืออยู่ในใจ
ก้าวแรกในการแทรกซึมเข้าสู่สำนักศึกษาสำเร็จแล้ว
เป้าหมายต่อไปก็คือการหาเบาะแสเกี่ยวกับเนตรจักรพรรดิยุทธ์ และสืบหาสถานที่ที่พี่เขยหลินเสวียนจิงถูกจองจำ
เวลาเหลือน้อยเต็มที
หากจะเดินตามกฎเกณฑ์ ค่อยๆ เข้าร่วมการประเมินทั้งสามรอบ เลื่อนขั้นจากศิษย์พำนักชั่วคราวไปเป็นศิษย์แกนหลัก แบบนั้นคงจะช้าเกินไป !
"ต้องแสดงผลงานให้โดดเด่นกว่านี้ !"
ท่ามกลางความมืด หลี่ชีเสวียนลืมตาขึ้น
ดวงตาลึกล้ำประดุจสระน้ำเย็น
"แค่การครองอันดับหนึ่งในการประเมินทุกรอบ ยังไม่เพียงพอ !"
"ต้องแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันเป็นเลิศ จนเป็นที่ประจักษ์"
"เช่นนี้ จึงจะสามารถดึงดูดความสนใจจากระดับสูง หรือแม้แต่ความสนใจที่พวกเขาไม่อาจละเลยได้ !"
"อาจารย์โจวเวินรุ่นผู้นั้น ... "
สายตาของหลี่ชีเสวียนทอดมองออกไปนอกประตู
ราวกับสามารถมองทะลุความมืดไปยังทิศทางของหอถ่ายทอดวิชาได้
"อาจารย์โจวประทับใจข้ามาก และมีความคาดหวังในตัวข้าสูง"
"นี่ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้"
การแสดงไมตรีจิต การแสดงคุณค่า เพื่อให้ได้รับทรัพยากรและข้อมูลมากขึ้น
และยังสามารถ ... ยืมปากของโจวเวินรุ่น เพื่อส่งข่าวคราวความเป็น 'อัจฉริยะ' ของตนเองขึ้นไปถึงเบื้องบนให้เร็วขึ้น
ทุกก้าวเดินต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำมาซึ่งความสงสัย และทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า
"ก่อนที่จะได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ... "
"ต้องใจเย็นๆ"
"ห้ามวู่วาม และห้ามผลีผลามทำอะไรลงไปเด็ดขาด"
เขาเตือนตนเอง
หลี่ชีเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึก
กดข่มความกังวลที่มีต่อพี่หญิงใหญ่และพี่เสวียนจิงเอาไว้ในใจ
ภายในร่างกาย 'เคล็ดวิชาศึกศักดิ์สิทธิ์' เริ่มโคจรอย่างเงียบเชียบ
ปราณเร้นลับศึกศักดิ์สิทธิ์สีทองหม่นที่ดุดันและอัดแน่นไปด้วยแก่นแท้แห่งร่างกายระดับเทพ ราวกับมังกรยักษ์ที่หลับใหล เริ่มไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ
ทุกครั้งที่ไหลเวียน ล้วนทำให้กลิ่นอายของเขาสงบนิ่งและลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
ราวกับดาบอาถรรพ์ที่พร้อมจะชักออกจากฝัก
ซ่อนเร้นความแหลมคม รอคอยเพียงสายฟ้าฟาด
... ...
ในเวลาเดียวกัน
ณ ส่วนลึกของสำนักศึกษาชิงผิง ภายในถ้ำหินคุมขัง
"เชิญดื่มสุราใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางขุนเขาอันร่มรื่น ... "
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงแสนสวย ถือกล่องอาหารใบเล็ก ฮัมเพลงเจื้อยแจ้ว เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินเสวียนจิง
[จบแล้ว]