- หน้าแรก
- ร้านของเก่าเขย่าขวัญกับระบบปรมาจารย์เต๋า
- บทที่ 481 - เผด็จศึกเฒ่าจอห์นและการล่าถอย
บทที่ 481 - เผด็จศึกเฒ่าจอห์นและการล่าถอย
บทที่ 481 - เผด็จศึกเฒ่าจอห์นและการล่าถอย
บทที่ 481 - เผด็จศึกเฒ่าจอห์นและการล่าถอย
ในเวลาเพียงชั่วพริบตา เฒ่าจอห์นที่เมื่อครู่ยังยืนตัวตรงอยู่ ก็กลายสภาพเป็นก้อนเนื้อที่ไร้กระดูก ล้มลงไปกองกับก้นหลุมเสียแล้ว
ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการลงมือของเธอ ทำเอาเจมี่ที่ยืนดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
เขาชินกับการลงมืออย่างโหดเหี้ยมกับพวกวิญญาณร้ายแล้วก็จริง แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่มันคนเป็นๆ เลยนะ
นี่เธอสามารถลงมือทำลายความสามารถในการเคลื่อนไหวของคนคนหนึ่งได้โดยไม่ลังเลเลยสักนิด สมแล้วที่เป็นแวมไพร์ที่กินเลือดมนุษย์เป็นอาหารจริงๆ
แต่ยังไม่ทันที่เจมี่จะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำนั้น เฒ่าจอห์นที่นอนกองอยู่บนพื้นก็กรีดร้องขึ้นมาอย่างเสียสติ
"ไม่ ไม่ใช่นะ! แกหลอกฉัน!"
"แกไม่ได้มีพลังมหาศาลอะไรขนาดนั้น! แล้วแกก็ไม่ได้หยั่งรู้อนาคตด้วย! แกมันหลอกลวง! นังแวมไพร์เจ้าเล่ห์ ต่ำช้า สกปรก!!!!"
คอที่ยังพอจะขยับได้เพียงส่วนเดียวของเขาบิดไปมาอย่างบ้าคลั่ง สองตาก็จ้องเขม็งไปที่อลิซ ราวกับอยากจะฉีกร่างหญิงสาวที่ดูบอบบางคนนี้ให้แหลกเป็นชิ้นๆ
อลิซได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอเพียงแค่ส่งยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวยที่ดูโดดเด่นท่ามกลางความมืด
เฒ่าจอห์นเพิ่งจะรู้ตัวว่าถึงจะรู้ความจริงตอนนี้ มันก็เปลี่ยนจุดจบอะไรไม่ได้แล้ว
การต่อสู้เมื่อครู่นี้มันช่างอันตรายจริงๆ
เธอแบ่งยันต์ชำระใจให้เจมี่ไปส่วนหนึ่ง เพื่อให้เขาแกล้งทำเป็นโดนวิชาลวงตาของสมาชิกลัทธิอีกคนเล่นงาน แล้วซ้อนแผนจับตัวมันมา
แผนส่วนนี้ราบรื่นดีไม่มีปัญหา
แต่นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่อลิซจะโดนควบคุมเสียเองก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการต่อสู้ ถึงแม้ดูภายนอกเธอจะยังคุยโวโอ้อวดได้อย่างสบายๆ แต่ความจริงแล้ว ตรงหน้าของเธอเริ่มมีภาพหลอนอันบิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัวโผล่ขึ้นมาให้เห็นแล้ว
"เมื่อกี้หมอนี่พูดว่าอะไรนะ?"
เจมี่ยังคงงุนงง แต่ก็ไม่มีเวลาให้ถามอะไรมากนัก
เพราะสภาพแวดล้อมที่เงียบสงัดและวังเวงเมื่อครู่ จู่ๆ ก็กลับมาบ้าคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง ทันทีที่เสียงคำรามของเฒ่าจอห์นดังขึ้น
เงาสีขาวซีดจางๆ กระพริบวูบวาบไปมา และทุกครั้งที่มันปรากฏตัว มันก็จะขยับเข้ามาใกล้เจมี่และอลิซมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่เพียงเท่านั้น อุณหภูมิรอบข้างก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว อากาศหนืดเหนียวราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกาวเข้มข้น
"เลิกทำหน้าโง่ๆ แล้วเอายันต์ไปแปะที่ศพนั่นเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดของอลิซที่ดังอยู่ข้างหู ดึงสติเจมี่ให้กลับมา
เขารีบพุ่งเข้าไปหาศพหญิงสาวที่กำลังขยับตัวไปมาบนพื้น เพื่อจะนำยันต์ใบสุดท้ายในมือไปแปะที่หน้าผากของมัน
เสี้ยววินาทีก่อนที่ยันต์จะแตะลงบนตัวศพ เจมี่ก็เห็นดวงตาอันขุ่นมัวของศพหญิงสาวกลอกมาทางเขาพอดี
แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ภาพสุดหลอนแค่นี้ก็ทำเอาเขาแค่มือสั่นไปนิดหน่อยเท่านั้น สุดท้ายยันต์ก็แปะลงบนหน้าผากของศพหญิงได้อย่างแม่นยำ
ทันทีที่ยันต์สัมผัสกับศพ แสงสีทองเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นมา แต่แทนที่อลิซกับเจมี่จะดีใจ สีหน้าของทั้งสองกลับยิ่งเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม
การที่ยันต์สะกดมารมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ แสดงว่าพลังของศพหญิงสาวมันเหนือกว่าที่พวกเขาคาดการไว้มาก
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกไอพลังหยินที่ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์กลืนกินจนหมดสิ้น
พวกมันพยายามจะล้อมกรอบยันต์สะกดมารเอาไว้ แล้วก็บีบอัดมันเรื่อยๆ เพื่อพังทลายการสะกด และรวมเข้ากับศพหญิงสาวที่อยู่ข้างในให้ได้
"ดูเหมือนว่าแค่ยันต์ในมือพวกเราตอนนี้ คงจะจัดการเรื่องนี้ไม่จบซะแล้วสิ! ต้องรีบถอยกันก่อนแล้ว"
อลิซกัดฟันกรอด หันไปมองศพที่อยู่บนพื้น ก่อนจะง้างเท้าเตะศพนั้นเต็มแรงราวกับกำลัง 'เตะแบบนักฟุตบอล'!
การโจมตีที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สรีระของมนุษย์จะทำได้ นักฟุตบอลอาชีพสามารถเตะไม้เบสบอลให้หักได้อย่างง่ายดาย และด้วยพละกำลังของอลิซ มันก็รุนแรงกว่านั้นหลายเท่าตัว
เตะทีนึงกะว่ารถบรรทุกคันโตๆ ยังต้องกระเด็นไปหลายเมตรแน่ๆ
ศพหญิงสาวที่โดนลูกเตะนี้เข้าไปปลิวละลิ่วราวกับลูกปืนใหญ่ พุ่งชนรั้วสังกะสีจนแตกกระจาย ก่อนจะตกลงไปบนลานกว้างด้านนอก โดยที่ศพไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย
แต่นั่นก็อยู่ในความคาดหมายของอลิซอยู่แล้ว
ถ้าไม่มีวิธีจัดการที่ถูกต้อง ต่อให้เอาระเบิดมาปูพรมถล่ม มันก็ทำลายศพอาถรรพ์นี่ไม่ได้หรอก
จุดประสงค์ของเธอไม่ได้อยู่ที่การทำลาย แต่ต้องการให้ศพกระเด็นออกไปให้ห่างจากหลุมศพที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตพวกนี้ให้มากที่สุด เพื่อลดทอนพลังของมันลง
พลังของยันต์สะกดมารอาจจะพอต้านทานพลังชั่วร้ายที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นพวกนี้ได้ชั่วคราว แต่ยิ่งยื้อเวลาออกไปนานเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
เจมี่เข้าใจจุดประสงค์ของอลิซในทันที เขากำลังจะก้าวเท้าวิ่ง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับโยนลอยขึ้นไปบนฟ้า
ผู้ชายตัวโตสูงตั้งเมตรแปดอย่างเขา กลับถูกอลิซหิ้วคอเสื้อขึ้นมาอย่างกับหิ้วลูกไก่
มือข้างหนึ่งของเธอหิ้วเขาไว้ ส่วนอีกข้างก็หิ้วร่างของเฒ่าจอห์นที่สลบเหมือดอยู่
ภาพนี้มันช่างดูคล้ายกับพระวัดเส้าหลินที่หิ้วถังน้ำวิ่งข้ามสะพานไม้ในหนังกำลังภายในไม่มีผิด
แถมเธอยังไม่ลืมที่จะเตะศพหญิงสาวอัดก๊อปปี้ไปเป็นระยะๆ ด้วยนะ
ให้ตายเถอะ ทักษะการเลี้ยงบอลระดับนี้ ถ้าให้ลงเตะบอลโลกนะ วงการฟุตบอลอเมริกาต้องกลับมายิ่งใหญ่แน่ๆ!
ในจังหวะที่กำลังมึนๆ งงๆ อยู่นั้น เจมี่ก็บังเอิญเหลือบไปมองข้างหลัง
และเขาก็เห็นกลุ่มควันสีดำที่บิดเบี้ยวไปมา กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นกลางอากาศ กลายเป็นเงามืดของคนที่ผมยาวสยาย
ร่างอันมหึมาของมันแทบจะบดบังวิสัยทัศน์ของเขาไปจนหมดสิ้น
"โอ้ มาย ก๊อด!"
ตอนแรกเจมี่รู้สึกอึดอัดที่โดนหิ้วคอเสื้อ กะจะบอกให้อลิซเบามือหน่อย
แต่ตอนนี้เขาอยากให้เธอมีขาสักสี่ข้าง จะได้รีบวิ่งหนีไอ้ตัวประหลาดนั่นให้พ้นๆ ไปซะ
จากแรงลมที่ปะทะหน้า เดาได้เลยว่าตอนนี้อลิซหิ้วคนสองคนวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 40 ไมล์ต่อชั่วโมงแน่ๆ
ความเร็วระดับนี้มันน่าทึ่งมากเลยนะ
แต่ไอ้เงามืดข้างหลังนั่นก็ยังตามไล่บี้พวกเขาไม่เลิก
ตลอดเส้นทางที่มันลอยผ่าน หลอดไฟทุกดวงดับพรึ่บลงทันที ภาพที่เห็นมันช่างน่าสะพรึงกลัวจนแทบหยุดหายใจ ความหวาดกลัวค่อยๆ กัดกินหัวใจของพวกเขา
"สถานการณ์แบบนี้เราควรทำไงดี? ดูเหมือนมันจะกัดไม่ปล่อยเลยนะเนี่ย"
"ฉันรู้แล้วน่า"
อลิซตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและลมหายใจที่เป็นปกติ
แวมไพร์ไม่จำเป็นต้องหายใจ ดังนั้นต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนเธอก็ไม่มีทางหอบแฮกๆ น้ำเสียงของเธอตอนวิ่งหน้าตั้ง ก็เลยฟังดูไม่ต่างจากตอนที่คุยกันปกติเลยสักนิด
"บอกตามตรงนะ สถานการณ์แบบนี้ฉันก็คิดแผนรับมือไม่ออกเหมือนกัน ตอนนี้เราเรียกได้ว่าเข้าตาจนแล้วล่ะ"
"ว้อท เดอะ ฟั*??!"
ในยามคับขัน เจมี่ก็หลุดมาดนักสืบ กลับไปเป็นหนุ่มบ้านนอกอเมริกันผู้รักความเรียบง่ายอีกครั้ง
"ไม่ๆๆ ฉันว่าเรายังพอมีทางรอดอยู่นะ"
"ที่เราทำสำเร็จมาได้จนถึงตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็เพราะอาศัยลูกเล่นและสติปัญญา แต่ลูกเล่นพวกนั้นมันก็มีขีดจำกัดนะ"
อลิซพูดด้วยความเร็วแสง
"เพราะจริงๆ แล้ว พวกเราไม่ได้มีพลังมากพอที่จะไปสู้กับพวกมันตรงๆ หรอก"
"เมื่อกี้โชคดีนะที่ไอ้แก่ในมือขวาฉันมันโง่ โดนฉันหลอกนิดหลอกหน่อยก็ยอมจำนนแต่โดยดี ไม่งั้นขืนมันใช้พลังอาฆาตควบคุมศพผู้หญิงนั่นมาสู้กับเราสองคน เราไม่มีทางชนะมันได้แน่ๆ"
"แต่ในเมื่อตอนนี้เราหนีออกมาจากโกดังนั่นได้แล้ว เราก็มาใช้ 'ธรรมเนียมการรบแบบอเมริกันชน' กันเถอะ"
"ธรรมเนียมบ้าบออะไรอีกล่ะ? ตอนนี้มันหน้าสิ่วหน้าขวานนะ เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว! ฉันขอร้องล่ะ!"
"เรียกกำลังสนับสนุนทางยุทธวิธีไง"
อลิซพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นเรื่องปกติสุดๆ
(จบแล้ว)