- หน้าแรก
- ระบบบำเพ็ญเพียรขั้นเทพ
- บทที่ 21 - เพิ่งถ่ายออกมาสดๆ ร้อนๆ งั้นรึ?
บทที่ 21 - เพิ่งถ่ายออกมาสดๆ ร้อนๆ งั้นรึ?
บทที่ 21 - เพิ่งถ่ายออกมาสดๆ ร้อนๆ งั้นรึ?
การต่อสู้บนลานประลองไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะความวุ่นวายรอบข้าง
เหนือศีรษะของซูอวี่ถง
ในเวลานี้ ใบมีดแสงสีทองได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว คลื่นพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากมัน รุนแรงเสียจนทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระดับสมบูรณ์แบบทั่วไปถึงกับต้องใจสั่นสะท้าน
"ฆ่า!"
นางชี้นิ้วไปเบื้องหน้า ใบมีดแสงสีทองพลันพุ่งทะยานออกไปราวกับดาวตก
ในชั่วพริบตาที่ใบมีดแสงถูกปลดปล่อยออกไป หวังอวี่เหยาที่ก่อนหน้านี้ถูกเยี่ยหลิงอวิ๋นลอบโจมตีจนตั้งตัวไม่ติด ก็สามารถสะกดข่มอาการบาดเจ็บเอาไว้ได้ในที่สุด
เมื่อเห็นใบมีดแสงพุ่งเข้ามา นางก็สะบัดมือเบาๆ ตราประทับขนาดเล็กกะทัดรัดชิ้นหนึ่งก็พุ่งสวนออกไป
ในระหว่างที่พุ่งทะยานออกไป ตราประทับก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากเดิมที่มีขนาดเพียงครึ่งฝ่ามือ กลับกลายร่างเป็นวัตถุขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าสิบจั้งในชั่วอึดใจ!
ตู้ม!
วินาทีต่อมา ใบมีดแสงสีทองก็เข้าปะทะกับตราประทับยักษ์อย่างจัง
คลื่นพลังอันบ้าคลั่งกวาดล้างไปทั่วทั้งลานประลองในพริบตา
ผู้คนที่กำลังให้ความสนใจหวังเจี้ยนเฉียงอยู่ เมื่อได้ยินเสียงระเบิดกึกก้องมาจากลานประลอง ก็รีบหันขวับกลับไปมองทันที
ในขณะเดียวกัน หวังเจี้ยนเฉียงก็ดึงสติกลับมา และเพ่งตามองไปยังทิศทางนั้นเช่นกัน
เวลานี้ ลานประลองทั้งลานถูกปกคลุมไปด้วยพายุพลังงานที่บ้าคลั่ง
เศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อนไปทั่ว บดบังวิสัยทัศน์จนมิด
แม้แต่พลังสัมผัสวิญญาณก็ยังถูกคลื่นพลังอันบ้าคลั่งนี้กีดกันเอาไว้ จนไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปตรวจสอบภายในได้
ทุกคนไม่อาจล่วงรู้ผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ได้เลย ทำได้เพียงแค่เฝ้ารอให้พายุสงบลงเท่านั้น
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
พายุพลังงานที่บ้าคลั่งเริ่มอ่อนกำลังลง
ภาพบนลานประลองก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นแก่สายตา
ลานประลองที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณระดับสมบูรณ์แบบ บัดนี้กลับมีสภาพพังยับเยินไม่เหลือชิ้นดี
รอยร้าวลึกทอดยาวสลับซับซ้อนไปทั่วทั้งลาน ราวกับว่ามันพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นับไม่ถ้วน
บนลานประลองที่พังทลาย
หวังอวี่เหยาผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว มีเลือดหยดไหลออกมาจากมุมปากไม่ขาดสาย
ลมหายใจของนางรวยริน ร่างกายโอนเอนไปมา ราวกับพร้อมจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อ
แต่นางก็ยังคงฝืนทนยืนหยัดเอาไว้ได้ ไม่ยอมล้มลงไป
และที่ฝั่งตรงข้ามของนาง
ร่างของใครบางคนได้หมดสติล้มพับไปเรียบร้อยแล้ว... ซึ่งนั่นก็คือ ซูอวี่ถง!
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ก่อนจะส่งเสียงอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
"หวังอวี่เหยาชนะแล้ว!"
"นางเอาชนะซูอวี่ถงที่มีอาวุธระดับยันต์วิเศษได้งั้นเรอะ!!"
"นั่นมันยันต์วิเศษเชียวนะ! ของวิเศษที่ไร้เทียมทานในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณเลยนะโว้ย!"
"นี่มันจะเวอร์เกินไปแล้วมั้ง??"
...
วินาทีนี้ ไม่ใช่แค่เหล่าศิษย์สายนอกเท่านั้นที่ตกตะลึง
"มองเห็นชัดเจนหรือไม่?"
ผู้อาวุโสสายในคนหนึ่งหันไปถามผู้อาวุโสอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ
"ตราประทับนั่นไม่ธรรมดาเลย!" ผู้อาวุโสอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อได้ยินการสนทนาของทั้งสอง หยุนจงเชวี่ยก็ทอดสายตามองไปยังหวังอวี่เหยา ประกายตาของเขาวาบวับไปมา "ถึงแม้ยันต์วิเศษนั่น จะถูกสร้างมาจากพลังต้นกำเนิดของศาสตราวิญญาณระดับต่ำ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ศาสตราเวททั่วไปจะเทียบเคียงได้เลย"
"ทว่าตราประทับที่เป็นศาสตราเวทของนาง ไม่เพียงแต่จะรับการโจมตีเอาไว้ได้ แต่มันยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกด้วย... ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ"
พูดจบ เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ "แต่แม่หนูคนนี้มีรากฐานที่ย่ำแย่เกินไป การที่นางมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะพึ่งพาของวิเศษล้วนๆ ท้ายที่สุดแล้ว ก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้อยู่ดี"
ในขณะที่ผู้อาวุโสสายในทั้งสามกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สายตาของหวังเจี้ยนเฉียงก็ได้เบนกลับไปยังลานประลองหมายเลข 1 แล้ว
บนลานประลองหมายเลข 1
ใบหน้าของเยี่ยหลิงอวิ๋นเขียวคล้ำไปหมดแล้ว
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของหวังเจี้ยนเฉียง เขาจึงหันขวับมามอง
และเมื่อเขาได้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของหวังเจี้ยนเฉียง กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรง
ไอ้สวะนี่ กล้าเยาะเย้ยข้าเชียวรึ?
สายตาของเขาพลันเย็นเยียบลงอย่างน่ากลัว
หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ หวังเจี้ยนเฉียงคงถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้นไปแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเยี่ยหลิงอวิ๋น หวังเจี้ยนเฉียงก็เบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ
อยู่ในสำนักแท้ๆ คิดจะขู่ใครกัน?
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะกล้าลงมือทำอะไรที่นี่!
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงหันไปมองด้านข้าง
และเขาก็ได้เห็นร่างของชายอ้วนและชายผอมสองคน กำลังทำลับๆ ล่อๆ ย่องหนีไปอย่างเงียบๆ
"พวกเจ้าสองคนกำลังจะไปไหนน่ะ?"
"หรือว่าอยากให้ข้าไปเชิญผู้คุมกฎจากหอคุมกฎ มานั่งเจรกับพวกเจ้าดีล่ะ?"
เมื่อได้ยินเสียงของหวังเจี้ยนเฉียง ทั้งสองก็ตัวแข็งทื่อและหยุดฝีเท้าลงทันที
"หวังเจี้ยนเฉียง เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ"
สยงจวงยืดอกที่ผอมแห้งราวกับไม้เสียบผีของตัวเองขึ้น ก่อนจะจ้องมองหวังเจี้ยนเฉียงด้วยท่าทีขึงขัง "พวกข้ายอมรับว่าพวกข้าตาบอด มองคนผิด... ให้เจ้าชนะไปเลยก็ได้ พอใจรึยัง?"
หวังเจี้ยนเฉียงทำหน้าตาย ไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่าย "ตามที่ตกลงกันไว้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องโชว์กินขี้แล้วล่ะ"
"หวังเจี้ยนเฉียง มีมิตรเพิ่มหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มนะ เจ้าอย่าทำอะไรให้มันเกินกว่าเหตุนักเลย"
เมื่อได้ยินว่าหวังเจี้ยนเฉียงจะให้พวกเขากินขี้จริงๆ ก้อนเนื้อบนใบหน้าของปู้เยวี่ยป้านก็สั่นระริก
หวังเจี้ยนเฉียงปรายตามองเขาอย่างเย็นชา "ตลกน่า ตอนที่ตกลงพนันกัน ข้าก็เห็นพวกเจ้าระริกระรี้กันดีนี่นา เป็นอะไรไปล่ะ? พอแพ้แล้วคิดจะชักดาบงั้นรึ?"
"ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ไปคุยกันที่หอคุมกฎก็แล้วกัน"
พอหวังเจี้ยนเฉียงพูดจบ ใบหน้าของทั้งสองก็ซีดเผือดลงทันที
เรื่องในวันนี้ หากถูกส่งเรื่องไปถึงหอคุมกฎจริงๆ ด้วยวิธีการทำงานของที่นั่น พวกเขาไม่เพียงแต่จะต้องทำตามที่พนันกันไว้ แต่คงโดนถลกหนังไปอีกชั้นแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น น้ำเสียงของทั้งสองก็อ่อนลงทันที "หวังเจี้ยนเฉียง พวกข้าไม่ได้อยากจะเบี้ยวพนันหรอกนะ แต่ประเด็นคือ ต่อให้ตอนนี้พวกข้าอยากจะกิน แล้วเจ้าจะไปหาขี้มาจากไหนให้พวกข้าล่ะ?"
ได้ยินดังนั้น หวังเจี้ยนเฉียงก็ขมวดคิ้ว
ขี้หรืออุจจาระเนี่ย เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในโลกของมนุษย์ปุถุชน
แต่ในอาณาเขตของผู้บำเพ็ญเพียร มันกลับเป็นของหายากซะงั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐาน ก็จะสามารถตัดขาดจากอาหารทางโลกได้ ไม่ต้องกินต้องดื่มเหมือนมนุษย์ทั่วไป แน่นอนว่าเรื่องการขับถ่ายก็ย่อมไม่มีไปด้วย
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณ แม้จะยังไม่สามารถตัดขาดจากอาหารได้ แต่ในฐานะผู้ฝึกตน อาหารที่พวกเขากินก็ล้วนเป็นพืชวิญญาณหรือน้ำวิญญาณทั้งสิ้น
ซึ่งพืชวิญญาณและน้ำวิญญาณเหล่านี้ แม้จะมีสิ่งเจือปนอยู่บ้าง แต่มันก็บริสุทธิ์กว่าอาหารของมนุษย์ทั่วไปมากนัก
ดังนั้นการขับถ่ายจึงน้อยลงตามไปด้วย
ปกติแล้ว สองหรือสามเดือนถึงจะมีการขับถ่ายสักครั้งหนึ่ง
การจะหาของกินเล่นมาให้เจ้าตะกละสองคนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
แต่สองคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาร้ายต่อหวังอวี่เหยา หากปล่อยพวกมันไปง่ายๆ เขาก็คงรู้สึกไม่สบอารมณ์แน่ๆ
ในขณะที่หวังเจี้ยนเฉียงกำลังคิดหนักอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
"ศิษย์พี่หวัง ปกติข้าชอบเลี้ยงสัตว์ของพวกมนุษย์ปุถุชนอยู่บ้าง ข้าสามารถไปหาของกินมาให้พวกเขาสองคนได้นะ"
เสียงนั้นกังวานและเปี่ยมไปด้วยความดุดันราวกับชายชาตรี
หากไม่หันไปมอง หวังเจี้ยนเฉียงคงคิดว่าเจ้าของเสียงต้องเป็นชายหนุ่มล่ำบึ้กกล้ามโตแน่ๆ
แต่พอเขาหันกลับไป รูม่านตาของเขาก็ต้องหดเล็กลงทันที
โอ้โห! ยอดหญิงแกร่งกล้ามโตนี่หว่า!
ใช่แล้ว... คนที่พูดคือผู้หญิง
นางมีส่วนสูงเกินสองเมตร มัดผมแกละสองข้างดูน่ารัก สวมชุดกระโปรงสีชมพูรัดรูปแน่นเปรี๊ยะ จนอดทึ่งในความยืดหยุ่นของเนื้อผ้าไม่ได้
และภายใต้กระโปรงตัวนั้น ก็เผยให้เห็นท่อนขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสีทองแดง พร้อมกับขนหน้าแข้งที่ดกดำอย่างน่าเหลือเชื่อ
"หน้าตาและรูปร่างของผู้หญิงในสำนักเหอฮวน ปกติก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกันทุกคนนะ... แต่สุดยอดของแปลกแบบนี้นี่... ถือว่าหาดูได้ยากจริงๆ แฮะ"
หวังเจี้ยนเฉียงอดไม่ได้ที่จะแอบบ่นในใจ
เมื่อตั้งสติได้ เขาก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์น้องด้วยนะ"
"ศิษย์พี่หวังไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ"
หญิงแกร่งหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวและขี่กระบี่บินทะยานออกไป
เพียงไม่นาน...
หญิงแกร่งก็รีบพุ่งทะยานกลับมาอย่างรวดเร็ว
"เร็วขนาดนี้เลยรึ?"
หวังเจี้ยนเฉียงชะงักไป เวลาแค่นี้ยังไม่น่าจะบินไปถึงเขตที่พักด้วยซ้ำมั้ง?
"เอามาแล้วงั้นรึ?" หวังเจี้ยนเฉียงถามด้วยความไม่แน่ใจ
หญิงแกร่งหน้าแดงด้วยความเขินอาย ก่อนจะพยักหน้ารับ
นางตวัดมือเบาๆ วัตถุส่งกลิ่นเหม็นก้อนใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนพื้น
และที่ยอดของวัตถุก้อนนั้น ยังมีควันกรุ่นๆ ลอยขึ้นมาให้เห็นอีกด้วย
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องเวลากับภาพตรงหน้า หวังเจี้ยนเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นสะท้าน
"เชี่ยเอ๊ย... กองเบ้อเริ่มนี่ คงไม่ใช่ว่าเจ๊แกเพิ่งถ่ายออกมาสดๆ ร้อนๆ เลยหรอกนะ?"
(จบแล้ว)