เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - เปิดเตาหลอม หลอมโอสถชำระไขกระดูก!

บทที่ 140 - เปิดเตาหลอม หลอมโอสถชำระไขกระดูก!

บทที่ 140 - เปิดเตาหลอม หลอมโอสถชำระไขกระดูก!


บทที่ 140 - เปิดเตาหลอม หลอมโอสถชำระไขกระดูก!

ภายในเมืองเซียนเฉาเกอ ณ ตรอกซอกซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง

มีโรงหลอมโอสถเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในมุมลับตาผู้คนแห่งหนึ่ง

เตาหลอมโอสถในลานบ้านนั้นแทบจะไม่เคยว่างเว้นจากการใช้งานเลย มีการเติมถ่านไม้วิญญาณอยู่ตลอดเวลา ไฟในเตาลุกโชนอย่างดุเดือด ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามต่อการหลอมหนึ่งเตา ในแต่ละวันจะสามารถหลอมโอสถระดับต่ำออกมาได้อย่างน้อยสิบเตา

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีผ่านไปแล้ว

วิชาหลอมโอสถของซูเฉิน ก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการหลอมโอสถวันละกว่าสิบเตาทุกๆ วัน

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ที่ต้องการจะเรียนวิชาหลอมโอสถนั้น ปกติแล้วจะต้องเริ่มต้นจากการเป็นลูกศิษย์ฝึกหัด ซึ่งในช่วงนี้จะมีหน้าที่แค่ช่วยงานจิปาถะให้ท่านอาจารย์ และคอยสังเกตการณ์ตอนที่อาจารย์หลอมโอสถเท่านั้น ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง อย่างน้อยก็ต้องติดตามอาจารย์ไปห้าถึงสิบปี จึงจะมีโอกาสได้สัมผัสเตาหลอมโอสถ

เมื่อผ่านช่วงเวลาอันยาวนานในฐานะลูกศิษย์ฝึกหัดมาได้ ก็จะได้รับอนุญาตให้ทดลองหลอมโอสถด้วยตัวเอง แต่โอกาสนั้นก็มีจำกัด มักจะได้รับโอกาสให้ทดลองหลอมโอสถเพียงสิบวันหรือครึ่งเดือนต่อครั้งเท่านั้น และต้องใช้เวลาอีกห้าปี จึงจะเลื่อนขั้นเป็นช่างหลอมโอสถ และสามารถลองหลอมโอสถด้วยตัวเองได้

เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอแล้ว อีกสิบหรือยี่สิบปีต่อมา จึงจะกลายเป็นนักหลอมโอสถอย่างแท้จริง และสามารถรับลูกศิษย์ได้

แต่ซูเฉินก้าวข้ามช่วงเวลาการเป็นลูกศิษย์ฝึกหัดอันยาวนานนี้ไปได้เลย เขาแค่ซื้อคัมภีร์หยกวิชาหลอมโอสถและตำรับยาโอสถระดับต่ำมา แล้วก็ลงมือหลอมโอสถด้วยตัวเองทันที

ในช่วงหนึ่งปีสั้นๆ นี้ เขาทำการหลอมโอสถไปมากกว่านักหลอมโอสถบางคนเสียอีก แม้ในช่วงแรกจะมีอัตราความล้มเหลวสูงมาก แต่ต้นทุนของโอสถระดับต่ำนั้นถูกแสนถูก เขาสามารถแบกรับความเสี่ยงได้สบายๆ

ในช่วงเวลาหนึ่งปีนี้ อัตราความสำเร็จในการหลอมโอสถของซูเฉิน ก็เพิ่มขึ้นจากสิบเตาสำเร็จหนึ่งเตา เป็นสองเตา และล่าสุดก็เพิ่มเป็นสามถึงสี่เตาแล้ว

นอกจากนี้ เขายังเริ่มพัฒนาจากการหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำอย่างโอสถน้ำค้างวิญญาณ ไปหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงที่ยากขึ้นมาอีกนิด

การที่สิบเตาสำเร็จได้สามถึงสี่เตาขึ้นไปนั้น ถือว่าเป็นระดับฝีมือของช่างหลอมโอสถที่ค่อนข้างเชี่ยวชาญเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าช่างหลอมโอสถจะทำกำไรเป็นหินวิญญาณได้ โอกาสขาดทุนก็ยังมีอยู่ดี

หนึ่งปีที่ผ่านมา ระดับการบำเพ็ญเพียรของซูเฉินก็พัฒนาขึ้นจนถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสองแล้ว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมลมปราณ การเลื่อนระดับจึงค่อนข้างรวดเร็ว จิตวิญญาณปทุมเขียวในภูเขาวิญญาณก็แตกใบที่สองออกมาแล้ว

เพื่อที่จะได้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถอย่างเต็มที่

ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ซูเฉินก็ไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจข้าวสารวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณ และโอสถวิญญาณอีกต่อไป

เขาเพียงแค่ออกไปจากภูเขาวิญญาณเฉาเกอเป็นครั้งคราว แวะไปที่หมู่บ้านเกษตรกรเชิงเขาเพื่อรับซื้อข้าวสารวิญญาณกลับมาบางส่วน แล้วก็นำข้าวสารวิญญาณที่ตัวเองปลูกขึ้นมาปะปนเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มกำไรให้มากขึ้น

การกระทำที่แนบเนียนจนไม่มีใครสังเกตเห็น ว่าจู่ๆ ข้าวสารวิญญาณมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร

เนื่องจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มากมายนัก แม้แต่อาหนู่เองก็ยังดูไม่ออก นับประสาอะไรกับคนอื่น

ข้าวสารวิญญาณที่เขาปลูกเอง รวมถึงสมุนไพรวิญญาณและโอสถวิญญาณระดับต่ำที่หลอมสำเร็จเล็กน้อย เขามอบให้อาหนู่นำไปขายที่ตลาดกลางคืนเมืองเฉาเกอ เพื่อแลกเป็นหินวิญญาณกลับมาทั้งหมด

แต่อาหนู่ยังเป็นแค่ปุถุชน การปล่อยให้นางไปขายของคนเดียวนั้นไม่ค่อยปลอดภัยนัก

ประจวบเหมาะกับที่เสี่ยวจางมักจะว่างในช่วงเย็น เขาจึงอาสาไปช่วยอาหนู่ตั้งแผงขายข้าวสารวิญญาณและโอสถวิญญาณที่ตลาดกลางคืนด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้เขามีรายได้เป็นหินวิญญาณติดไม้ติดมือกลับมาบ้างเช่นกัน

ซูเฉินใช้เวลาปีกว่า รวบรวมหินวิญญาณมาได้เกือบหมื่นก้อน

แต่ถ้าเอาหินวิญญาณก้อนนี้ไปซื้อโอสถชำระไขกระดูก ซื้อได้แค่สิบเม็ดก็หมดตัวแล้ว ซึ่งมันก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้อยู่ดี

ซูเฉินจึงไม่คิดจะซื้อ เขาตั้งใจจะหลอมมันขึ้นมาเอง

เขาไปซื้อตำรับยาโอสถชำระไขกระดูกระดับต่ำมาจากหลงจู๊ร้านหอโอสถตระกูลโจวในราคาแพงหูฉี่

จากนั้น เขาก็นำหินวิญญาณส่วนใหญ่ที่หามาได้ในรอบหนึ่งปีนี้ ไปใช้กับการปลูกสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งทั้งสามสิบชนิด ที่จำเป็นสำหรับการหลอมโอสถชำระไขกระดูกระดับต่ำ

สมุนไพรวิญญาณเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลาปลูกนานนับสิบหรือหลายร้อยปี แค่เอามาปลูกในภูเขาวิญญาณ ก็ต้องใช้เวลาไปกว่าครึ่งปีแล้ว

ที่โอสถชำระไขกระดูกในตลาดมีราคาแพงลิบลิ่วนั้น

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสมุนไพรวิญญาณหลายสิบชนิดที่เป็นส่วนผสมนั้น ต้องใช้เวลาเติบโตยาวนานนับสิบหรือหลายร้อยปี สมุนไพรวิญญาณแบบนี้ ต่อให้เป็นสวนสมุนไพรของตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองเซียนเฉาเกอ ก็ยังหาได้ยากยิ่ง

ประการแรกคือต้องจ้างผู้บำเพ็ญเพียรมาดูแลสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวจำนวนมหาศาล

เมื่อปลูกสมุนไพรวิญญาณได้แล้ว ก็ต้องจ้างนักหลอมโอสถผู้มากประสบการณ์ มาหลอมให้เป็นโอสถวิญญาณ ซึ่งนักหลอมโอสถก็จะหักส่วนแบ่งกำไรไปอย่างน้อยสามส่วน

นอกจากนี้ เมื่อนำโอสถชำระไขกระดูกไปวางขายที่ร้านหอโอสถ ทางร้านก็จะหักส่วนแบ่งกำไรไปอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้น ต้นทุนค่าสมุนไพรจริงๆ ของโอสถชำระไขกระดูก น่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งในห้าของราคาขาย หรืออาจจะต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ

ซูเฉินใช้หินวิญญาณไปกว้านซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิญญาณมาจากตลาดกลางคืนและสวนสมุนไพร แล้วก็ใช้หินวิญญาณเร่งพลังวิญญาณเพื่อปลูกมันขึ้นมาในภูเขาวิญญาณฟางชุ่น ซึ่งต้นทุนที่เสียไปนั้นไม่ถึงหนึ่งในสิบของราคาขายเสียด้วยซ้ำ

หลังจากที่ซูเฉินได้ตำรับยาโอสถชำระไขกระดูกระดับต่ำมา เขาก็ทุ่มเงินหินวิญญาณส่วนใหญ่ที่หามาได้ตลอดหนึ่งปีนี้ ไปกับการปลูกสมุนไพรหลายสิบชนิดสำหรับทำโอสถชำระไขกระดูกจนหมด

“หนึ่งปีแล้ว ในที่สุดก็เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นเสียที!”

ซูเฉินถอนหายใจยาว

ตลอดหนึ่งปีนี้ เขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาวิชาหลอมโอสถจากคัมภีร์หยกเพียงลำพัง หลอมโอสถไปไม่ต่ำกว่าพันเตา ผ่านความยากลำบากมาสารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นไฟแรงเกินไปจนเตาระเบิด หรือมีน้ำยาพุ่งทะลักออกมา ก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

สมุนไพรวิญญาณในเตาหลอมไหม้เกรียม หรือไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเม็ดยาได้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอเป็นประจำ

การควบคุมไฟให้พอดี และจังหวะในการนำโอสถออกจากเตา คือส่วนที่ยากที่สุดในกระบวนการหลอมโอสถ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการหลอมโอสถอย่างโชกโชน ถึงจะเกิดความชำนาญได้

ซูเฉินนำสมุนไพรวิญญาณสำหรับหลอมโอสถชำระไขกระดูกออกมาวางเรียงกัน

เขาลงทุนใช้หินวิญญาณไปนับหมื่นก้อน เพื่อปลูกสมุนไพรวิญญาณออกมาทั้งหมดหนึ่งร้อยชุด โดยต้นทุนตกอยู่ที่ชุดละหนึ่งร้อยก้อนหินวิญญาณ ซึ่งสามารถใช้หลอมโอสถชำระไขกระดูกได้หนึ่งร้อยเตา

หากทำสำเร็จ หนึ่งเตาก็จะได้โอสถชำระไขกระดูกหนึ่งเม็ด แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็สูญเปล่าทั้งยาและเตา

นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามีอยู่แล้ว

ที่จริงแล้ว การหลอมโอสถสามารถใส่สมุนไพรวิญญาณลงไปพร้อมกันสิบชุดได้ เพื่อให้ออกมาเป็นโอสถสิบเม็ดในคราวเดียว เพื่อเป็นการประหยัดเวลา แต่นั่นต้องอาศัยวิชาหลอมโอสถขั้นสูงมาก เพื่อลดความเสี่ยง ซูเฉินจึงเลือกที่จะหลอมทีละชุดเท่านั้น

“พัง!”

“พังอีกแล้ว!”

ซูเฉินหมกมุ่นอยู่หน้าเตาหลอมโอสถขนาดเล็ก คอยเติมถ่านวิญญาณอย่างระมัดระวัง จ้องมองเปลวไฟในเตาเขม็ง และควบคุมความร้อนอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งเขาหลอมโอสถสิบเตา นอกจากเวลาพักผ่อนสั้นๆ หนึ่งถึงสองชั่วยามแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถอย่างสุดความสามารถ

สิบเตาแรกที่หลอมพังไม่เป็นท่า ไม่ได้โอสถออกมาเลยสักเม็ด ทำเอาซูเฉินปวดใจอย่างหนัก

เพียงวันเดียว ก็ถลุงหินวิญญาณไปหนึ่งพันก้อน หายวับไปกับตา ถ้าเป็นช่างหลอมโอสถทั่วไป เจอแบบนี้คงหมดเนื้อหมดตัว อยากจะไปกระโดดน้ำตายให้รู้แล้วรู้รอด

แต่ทว่า อัตราการหลอมสำเร็จที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

ซูเฉินเพิ่งจะเริ่มทดลองหลอมโอสถชำระไขกระดูก

ต่อให้เป็นนักหลอมโอสถที่ต้องเริ่มหลอมโอสถวิญญาณชนิดใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับสรรพคุณของสมุนไพรมาก่อน โอกาสที่จะหลอมพลาดก็มีสูงมาก อาจจะหลอมพังไปสิบเตา หรือหลายสิบเตา กว่าจะได้โอสถออกมาสักเม็ด

ซูเฉินหลอมโอสถชำระไขกระดูกพลาดบ่อยครั้งเข้า เขาก็เริ่มจับจุดได้ว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน จากนั้นก็คอยหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น จนค่อยๆ ค้นพบเคล็ดลับการหลอมโอสถชนิดนี้ได้ในที่สุด

หลังจากผ่านไปยี่สิบเตา เขาก็ควบคุมความร้อนได้อย่างแม่นยำ และในที่สุดก็หลอมโอสถชำระไขกระดูกเม็ดแรกสำเร็จ

สี่วันต่อมา ซูเฉินหลอมโอสถไปรวดเดียวสี่สิบเตา ในที่สุดเขาก็เข้าใจสรรพคุณของสมุนไพรวิญญาณที่ใช้ทำโอสถชำระไขกระดูกอย่างถ่องแท้ และการหลอมโอสถก็เป็นไปอย่างราบรื่น

อัตราความสำเร็จในการหลอมโอสถของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไปแตะที่ระดับสี่ส่วนเลยทีเดียว

วันที่สิบ สมุนไพรวิญญาณสำหรับทำโอสถชำระไขกระดูกทั้งหมดถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ไฟในเตาหลอมก็มอดดับลงในที่สุด

ใบหน้าและเนื้อตัวของซูเฉินเต็มไปด้วยเขม่าควัน หน้าดำคร่ำเครียด แต่ก็ไม่อาจปิดบังประกายความยินดีและความตื่นเต้นในดวงตาของเขาได้ ภายในขวดโอสถวิญญาณของเขา มีโอสถชำระไขกระดูกเพิ่มขึ้นมาถึงสามสิบห้าเม็ด ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะดีใจจนเนื้อเต้น

โอสถชำระไขกระดูกแต่ละเม็ดเปล่งประกายสีทองอร่าม ใสกระจ่างราวกับคริสตัล ส่งกลิ่นหอมหวนยวนใจ ราวกับกำลังอวดอ้างคุณค่าของตัวมันเองว่าสมกับที่เป็นยอดโอสถวิญญาณ

“หลอมโอสถชำระไขกระดูกสำเร็จแล้ว!”

ซูเฉินตื่นเต้นดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ ความเหนื่อยยากตลอดหนึ่งปีเต็ม ทั้งการปลูกสมุนไพรและศึกษาวิชาหลอมโอสถหามรุ่งหามค่ำ ในที่สุดก็บังเกิดผลอันยิ่งใหญ่

เขาทนรอไม่ไหวอีกต่อไป อยากจะเริ่มการชำระไขกระดูกอีกครั้ง เพื่อทำลายคอขวดไขกระดูกวิญญาณของตัวเองให้สิ้นซาก

ซูเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ในโรงหลอมโอสถเล็กๆ แห่งนั้น เดินลมปราณปรับสภาพร่างกายอยู่หนึ่งชั่วยาม

จากนั้น เขาก็โยนโอสถชำระไขกระดูกหนึ่งเม็ดเข้าปาก

เมื่อมันไหลลงสู่กระเพาะ ก็ละลายกลายเป็นน้ำยาสีทองอร่าม ซึมซาบไปทั่วร่างกาย ก่อนจะไปรวมตัวกันที่ไขกระดูกวิญญาณเส้นนั้น พลังของโอสถชำระไขกระดูกซึมลึกลงไปในไขกระดูกวิญญาณ คอยชำระล้างมันอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการชำระไขกระดูกวิญญาณนี้ ช่างทรมานราวกับมีมดนับหมื่นตัวกำลังกัดกินกระดูกก็ไม่ปาน

ครึ่งชั่วยามผ่านไป สิ่งสกปรกและของเสียบางส่วนที่ฝังลึกอยู่ในไขกระดูกวิญญาณก็ถูกชำระล้างออกมาจนหมด เห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

ดีมาก สรรพคุณในการชำระไขกระดูกยอดเยี่ยมไปเลย

เอาล่ะ ลุยต่อเลย!

ซัดไปอีกเม็ด!

ซูเฉินพักเหนื่อยเพียงครู่เดียว ก่อนจะโยนโอสถเข้าปากไปอีกเม็ด เพื่อทำการชำระไขกระดูกอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

เอาอีก!

ซูเฉินกินโอสถชำระไขกระดูกเข้าไปเม็ดแล้วเม็ดเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน

เวลาผ่านไปสองวันอย่างไม่รู้ตัว

โอสถชำระไขกระดูกในขวด ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจนน่าตกใจ

ซูเฉินกินโอสถชำระไขกระดูกติดต่อกันไปถึงสิบห้าเม็ด สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกในไขกระดูกวิญญาณออกไปได้มาก ทำให้ไขกระดูกวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าในเวลานี้

ซูเฉินกลับพบว่า ทั้งที่เป็นโอสถชำระไขกระดูกชนิดเดียวกัน แต่สรรพคุณในการชำระไขกระดูกกลับเริ่มลดลงอย่างช้าๆ จนเมื่อเขากินเม็ดที่สิบหกเข้าไป มันก็ไม่ให้ผลลัพธ์ในการชำระไขกระดูกอีกต่อไปแล้ว

“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมถึงชำระไขกระดูกต่อไม่ได้แล้วล่ะ?”

“ถ้าโอสถชำระไขกระดูกเม็ดหนึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพได้สองแต้ม ตอนนี้ไขกระดูกวิญญาณของข้าก็น่าจะเพิ่งแตะที่ระดับหกสิบแต้มพอดี เพิ่งจะถึงระดับเริ่มต้นของไขกระดูกวิญญาณระดับสูงเท่านั้นเอง ยังห่างไกลจากระดับเจ็ดสิบแปดสิบแต้มอีกเยอะเลยนะ”

ซูเฉินรู้สึกสับสนงุนงง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

อาการดื้อยา!

หรือว่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้กันนะ?

ในตำราหลอมโอสถก็เคยพูดถึงปัญหานี้ไว้เหมือนกัน อาการดื้อยามักจะเกิดขึ้นกับพวกโอสถวิญญาณ เพราะฤทธิ์ยาของมันรุนแรงมาก หากผู้บำเพ็ญเพียรกินเข้าไปนานๆ ก็มักจะเกิดอาการดื้อยาได้ง่าย

ในขณะที่อาหารอย่างข้าวสารวิญญาณหรือลูกท้อวิญญาณ จะไม่ทำให้เกิดอาการดื้อยาใดๆ เลย

ซูเฉินรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที

เขากินโอสถชำระไขกระดูกไปแค่สิบห้าเม็ด ก็เกิดอาการดื้อยาอย่างรุนแรงเสียแล้ว กินไปอีกเม็ดก็ไม่เห็นผลอะไรเลย เสียโอสถชำระไขกระดูกไปเปล่าๆ สองเม็ด นี่หมายความว่าเขาไม่สามารถชำระไขกระดูกต่อไปได้อีกแล้ว

“ช่างมันเถอะ แค่นี้ก็พอแล้ว!”

ซูเฉินเก็บขวดที่เหลือโอสถชำระไขกระดูกอีกสิบเก้าเม็ดไว้ ทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน

ถึงแม้จะกินเข้าไปเยอะแล้วไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่ผลลัพธ์จากการชำระไขกระดูกในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขามาก

ในที่สุดเขาก็สามารถเพิ่มศักยภาพของไขกระดูกวิญญาณเส้นนี้ได้จนเกือบถึงหกสิบแต้ม

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเขากินข้าวสารวิญญาณเป็นประจำ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรในขั้นรวบรวมลมปราณของเขา ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสี่สิบกว่าปี ก็จะลดลงเหลือเพียงห้าปีเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อเขาอายุประมาณยี่สิบห้าปี เขาก็จะสามารถบำเพ็ญเพียรไปจนถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับเก้าได้สำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ยังคงอายุยังน้อย และมีเวลาเหลือเฟือพอที่จะไปเตรียมตัวทะลวงผ่านด่านเข้าสู่ขั้นสร้างฐานราก

ความก้าวหน้าในการฝึกฝนระดับนี้ เขาพอรับได้

“การหลอมโอสถชำระไขกระดูกก็สำเร็จแล้ว การชำระไขกระดูกก็ทำจนถึงขีดจำกัดแล้ว ได้เวลากลับบ้านสักที! ให้อาหนู่ลองชำระไขกระดูกดูบ้าง เผื่อว่านางจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมลมปราณได้”

เป้าหมายสูงสุดของการฝืนทนเรียนวิชาหลอมโอสถอย่างหนักของซูเฉินในครั้งนี้ ก็คือการชำระไขกระดูกให้ตัวเอง เพื่อทะลวงผ่านคอขวดไขกระดูกวิญญาณให้จงได้นั่นเอง

ซูเฉินใช้น้ำจากบ่อน้ำในลานบ้าน ล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดหมดจด แล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน จากนั้นเขาก็ผลักประตูเดินออกจากโรงหลอมโอสถเล็กๆ ล็อคประตูโรงหลอม และเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน

ช่วงนี้ เถ้าแก่หลี่มักจะมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าโรงหลอมโอสถเล็กๆ แห่งนี้เป็นประจำ

นี่... โรงหลอมโอสถเล็กๆ แห่งนี้ ผ่านมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่เจ๊งอีก แถมดูคึกคักเหมือนจะรุ่งเรืองซะด้วยซ้ำ!

เขารู้สึกสับสนงุนงงไปหมด คิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น

ทันใดนั้น ประตูโรงหลอมก็เปิดออก ซูเฉินเดินออกมาด้วยท่าทีสดชื่นเบิกบาน

“น้องซู ช่วงนี้เจ้ากำลังหลอมโอสถอะไรอยู่หรือ? ข้าเองก็มีความรู้เรื่องวิชาหลอมโอสถอยู่บ้างนะ เรามาร่วมหุ้นเปิดโรงหลอมโอสถด้วยกันดีไหม? หรือจะทำธุรกิจร่วมกันก็ได้นะ”

เถ้าแก่หลี่รีบเดินเข้าไปหา ส่งยิ้มกว้าง พลางประสานมือสอบถาม

“ข้าก็แค่หลอมโอสถวิญญาณระดับต่ำทั่วๆ ไปนี่แหละ แต่เตามันก็ระเบิดบ่อยเหลือเกิน ดูท่าข้าคงไม่มีพรสวรรค์ด้านการหลอมโอสถซะแล้วล่ะ! ทนทำไปอีกสักปีสองปี ก็คงต้องปิดกิจการแล้ว ข้ามีธุระต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะ”

ซูเฉินหัวเราะร่า ประสานมือคำนับ แล้วเดินจากไปอย่างองอาจ

“เอ่อ... น้องซู พี่ซู ท่านพอจะช่วยชี้แนะข้าสักหน่อยได้ไหม?”

เถ้าแก่หลี่อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

หลอมโอสถได้ไม่ดี แล้วทนทำต่อไปอีกตั้งหลายปีเนี่ยนะ?

ตอนที่เขาเปิดโรงหลอมโอสถแห่งนี้ แค่ครึ่งปีเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว ขาดทุนจนแทบจะหมดตัวเลยนะ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 140 - เปิดเตาหลอม หลอมโอสถชำระไขกระดูก!

คัดลอกลิงก์แล้ว