เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 - คุกหลวงตอนที่สาม

บทที่ 130 - คุกหลวงตอนที่สาม

บทที่ 130 - คุกหลวงตอนที่สาม


บทที่ 130 - คุกหลวงตอนที่สาม

★★★★★

ต้องบอกเลยว่าหลังจากรู้จักกันมาหลายปี ในที่สุดเจี่ยหมี่ก็หาจุดอ่อนของเล่าเซี่ยนพบจนได้

สำหรับคนที่มีความทะนงตัวสูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นการหยามเกียรติ ทรมานร่างกาย หรือแม้แต่การทำลายล้าง ก็ไม่อาจบั่นทอนจิตวิญญาณนักสู้ของเขาได้ ยิ่งเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากที่ดูเหมือนจะไม่อาจเอาชนะได้ เขากลับยิ่งรู้สึกตื่นเต้นท้าทายมากขึ้นเท่านั้น

เพราะคนที่มีความกล้าหาญย่อมไม่หวาดกลัวต่อความเจ็บปวด เขาสามารถใช้ความทรมานที่อยู่ตรงหน้ามาเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเจตจำนงของเขานั้นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ดังคำกล่าวที่ว่ามนุษย์อาจถูกทำลายได้ทว่าไม่อาจพ่ายแพ้ แท้จริงแล้วก็คือความหมายนี้นี่เอง

แต่เจตจำนงเช่นนี้ บางทีอาจจะทำให้ตัวเองซาบซึ้งใจและก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ ทว่ามันกลับไม่สามารถช่วยเหลือใครได้เลย

หลังจากวันนั้น เจี่ยหมี่ก็เริ่มจับนักโทษที่ถูกทรมานจนสภาพแทบไม่เหลือเค้าเดิมโยนเข้ามาในห้องขังของเล่าเซี่ยนทุกวัน คนเหล่านี้ถ้าไม่ใช่เพื่อนร่วมงานเก่าของเล่าเซี่ยน ก็เป็นครอบครัวของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น เจี่ยหมี่ยื่นเงื่อนไขเดียวกับที่เคยยื่นให้หลี่เจ้า นั่นคือไม่ฆ่าเล่าเซี่ยนก็ต้องถูกเล่าเซี่ยนฆ่า มิเช่นนั้นคนในครอบครัวทั้งสามชั่วโคตรจะต้องถูกประหารจนหมดสิ้น

คนสภาพแบบนี้ย่อมไม่มีทางฆ่าเล่าเซี่ยนได้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่พวกเขาจึงได้แต่อ้อนวอนขอให้เล่าเซี่ยนเป็นคนลงมือจบชีวิตพวกเขาด้วยตัวเอง

ตอนแรกเล่าเซี่ยนรู้สึกโกรธแค้นกับเรื่องนี้มาก ในขณะเดียวกันเขาก็สงสัยว่า เจี่ยหมี่ต้องการจะทำอะไรกันแน่

แต่คำตอบนั้นก็หาได้ไม่ยากเลย นี่คือการแสดงอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง เขาต้องการจะแสดงให้เล่าเซี่ยนเห็นถึงอำนาจอันล้นฟ้าของตนเอง พร้อมกับตั้งคำถามแบบไร้เสียงว่า เจ้าทำอะไรได้บ้างล่ะ คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกอย่างเจ้า มีอะไรให้ต้องภาคภูมิใจนักหนา

แน่นอนว่าเล่าเซี่ยนภาคภูมิใจในตัวตนและคุณธรรมของเขา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้รับการสั่งสอนจากมารดาอย่างจางซีเมี่ยว รวมถึงตันซิ่ว เสี่ยวหร่วนก๋ง หลี่มี่ และหลิวซ่ง ข้อเรียกร้องที่เขามีต่อตนเองนั้นเรียบง่ายมาโดยตลอด นั่นคือต้องไม่เป็นคนที่ใช้ชีวิตเสเพลและปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ทว่าต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง เป็นคนที่ทำให้คนทั้งใต้หล้าสามารถไว้วางใจได้ เขาต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อให้ตัวเองมีคุณสมบัติที่ดีงามทุกประการ แล้วจึงจะสามารถประกาศให้ผู้คนรับรู้ได้อย่างภาคภูมิใจว่า ข้าคือลูกหลานแห่งราชวงศ์ฮั่น

ในตอนนี้เล่าเซี่ยนย่อมไม่คิดว่าตัวเองทำสำเร็จแล้ว ทว่าความเชื่อมั่นนี้ได้ฝังลึกเข้าไปในกระดูกของเขาแล้ว ทำให้เขาดูถูกคนที่ยอมจำนนต่อความเสื่อมทรามและโอนอ่อนผ่อนตามกิเลสตัณหาของตนเอง เขาคิดว่าคนพวกนี้เป็นเพียงคนขี้ขลาดตาขาว ต่อให้ได้ครอบครองตำแหน่งสูงส่งเพียงชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องพินาศย่อยยับไปเพราะคุณธรรมไม่คู่ควรกับตำแหน่งอยู่ดี

ราชวงศ์จิ้นทั้งราชวงศ์จะต้องล่มสลายด้วยน้ำมือของคนกลุ่มนี้ นี่คือข้อสรุปที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ซึ่งทุกคนตั้งแต่หลี่มี่เป็นต้นมาต่างก็พยายามพิสูจน์ให้เล่าเซี่ยนเห็น

ดังนั้นเล่าเซี่ยนจึงยิ่งดูถูกเหยียดหยามคนพวกนี้อย่างเปิดเผยจากก้นบึ้งของหัวใจ การนั่งมองพวกเขากระทำการต่างๆ ก็เหมือนกับการนั่งดูฝูงซากศพเต้นระบำ

เจี่ยหมี่เองก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงนำชีวิตผู้อื่นมาวางไว้ตรงหน้าเล่าเซี่ยน เพื่อเป็นการเยาะเย้ยถากถางอย่างร้ายกาจที่สุดว่า มาสิ พ่อคนใจบุญผู้สูงส่ง ถ้าเจ้าสูงส่งจริง ทำไมเจ้าไม่ยอมแลกชีวิตของตัวเองกับชีวิตของครอบครัวเพื่อนร่วมงานนับสิบคนล่ะ

นี่ไม่ใช่การทรมานร่างกาย ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการทรมานใดๆ เพราะเขากำลังโจมตีไปที่ความเชื่อมั่นของมนุษย์ ในอดีตฮั่นฮุ่ยเต้ปรารถนาจะเป็นลูกชายที่ดี เป็นพี่ชายที่ดี และเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี ทว่าเมื่อได้เห็นพระสนมชีฟูเหรินที่ถูกฮองเฮาลวี่ตัดแขนตัดขาทำเป็นมนุษย์สุกร เขาก็ตกใจสุดขีดจนหมดอาลัยตายอยาก ล้มหมอนนอนเสื่อ และสวรรคตไปด้วยอาการเสียสติในที่สุด

และในตอนนี้ สิ่งที่เจี่ยหมี่กำลังทำอยู่ แท้จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวกับที่ฮองเฮาลวี่เคยทำในอดีต นั่นก็คือการทรมานจิตใจ

ต่อให้เล่าเซี่ยนจะไม่ถึงขั้นหมดอาลัยตายอยากเพราะเรื่องนี้ ทว่าการที่เขาต้องลงมือสังหารครอบครัวของเพื่อนร่วมงานไปนับสิบชีวิต เขาก็คงจะไม่อาจเอาหน้าไปพบพรรคพวกของฉู่อ๋องได้อีกต่อไปแล้ว

ในสถานการณ์เช่นนี้ เล่าเซี่ยนจำต้องยอมรับความจริงว่า แม้เจี่ยหมี่จะเป็นคนถ่อยที่เขาดูถูกเหยียดหยาม ทว่าในตอนนี้ เจี่ยหมี่ก็สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ในการฆ่าคนได้ ไม่เพียงแต่ฆ่าคนได้ เขายังสามารถบีบบังคับให้คนอื่นต้องฆ่าคน และบีบบังคับให้ตัวเล่าเซี่ยนเองต้องลงมือฆ่าคน เพื่อบีบให้เขาต้องทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำเลยแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้เล่าเซี่ยนไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดใจจากการฆ่าคนมาก่อนเลย ตอนที่เขาฆ่าคนในสวนจินกู่และในตำหนักตะวันออก เขาก็ทำไปเพราะความเชื่อมั่น เขาเชื่อว่าเขามีเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการฆ่า และคนที่ตายไปเหล่านั้น ถ้าไม่สมควรตายก็คงปรารถนาที่จะตายเอง

ทว่าในตอนนี้ เล่าเซี่ยนกลับรู้สึกปวดร้าวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนเราเกิดมามีชีวิตเดียวและตายได้แค่ครั้งเดียว ทว่าเรื่องที่ควรจะจริงจังเช่นนี้ กลับถูกเจี่ยหมี่นำมาเป็นของเล่น เขาใช้ความเจ็บปวดของผู้อื่นมาเป็นแหล่งความสุขของตนเอง และลอกคราบศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิดออกไปจนหมดสิ้น ก่อนจะพิสูจน์ให้เล่าเซี่ยนเห็นว่า ใช่แล้ว ไม่ผิดหรอก เขาอยู่เหนือกว่าเล่าเซี่ยน นี่คือความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้

และถ้าเล่าเซี่ยนอยากจะรอดชีวิต เขาก็ทำได้เพียงยอมจำนนต่อความจริงข้อนี้ และใช้คมมีดตัดสินใจเลือกในทางเลือกที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตามที่เจี่ยหมี่วางเอาไว้

เล่าเซี่ยนในอดีต เวลาที่ลงมือฆ่าคน เขาทำได้อย่างเด็ดขาดว่องไว ไม่ว่าจะเป็นการแทงทะลุหน้าอกหรือการบั่นคอ เขาก็ทำได้อย่างรวดเร็วและหมดจดราวกับตัดกระดาษ ทว่าในตอนนี้ เมื่อเขาต้องแทงปลายมีดลงไปบนหน้าอกที่ยังอุ่นๆ ของแต่ละคน เขากลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการหายใจและการเต้นของก้อนเนื้อ สัมผัสได้ว่ามีดวงวิญญาณกำลังพันธนาการท่อนแขนของเขาเอาไว้ ร้องขอให้เขาแทงให้ช้าลงอีกนิด ช้าลงอีกหน่อย เพราะคนเหล่านี้ยังคงรักชีวิตและห่วงใยโลกใบนี้อยู่

เล่าเซี่ยนอดคิดไม่ได้ว่า คนที่ตายไปเหล่านี้ พวกเขาจะโกรธแค้นเขาหรือเปล่า บางคนในหมู่พวกเขาไม่ควรจะต้องตายเลยด้วยซ้ำ ทว่ากลับต้องเข้ามาพัวพันกับความแค้นระหว่างเขากับเจี่ยหมี่อย่างไม่มีเหตุผล จนต้องกลายมาเป็นเครื่องสังเวย

คำตอบนั้นชัดเจนมาก พวกเขาจะต้องโกรธแค้นอย่างแน่นอน พวกเขาต้องโกรธแค้นทั้งความโหดเหี้ยมของเจี่ยหมี่ และโกรธแค้นในความไร้ความสามารถของเล่าเซี่ยน

มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกตัดลิ้นทิ้ง นางไม่อยากตาย นางอยากจะมีชีวิตอยู่ นางจึงจ้องมองเล่าเซี่ยนด้วยสายตาที่เคียดแค้นที่สุด ดิ้นรนทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับแม่ไก่ที่บาดเจ็บ จากนั้นเล่าเซี่ยนก็บิดคอของนางจนหัก

แม้นางจะพูดไม่ได้ ทว่าเล่าเซี่ยนก็รู้ดีว่า นางกำลังสาปแช่งเขา สาปแช่งเขาเหมือนที่สาปแช่งสวรรค์ หลังจากที่เล่าเซี่ยนลงมือสังหารนาง คืนนั้นเขาก็ฝันร้าย เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกวิญญาณร้ายที่ไม่อาจเอ่ยปากพูดได้ตามหลอกหลอน

ทว่าเล่าเซี่ยนก็ไม่อาจไปโทษพวกเขาได้ นี่คือเรื่องปกติของมนุษย์ เขาทำได้เพียงเคียดแค้นเจี่ยหมี่ แต่ความเคียดแค้นมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า ถ้าความเคียดแค้นสามารถใช้แก้ปัญหาได้ คนทั้งโลกก็คงสมควรตายกันหมดแล้ว ต่อให้เป็นคนสมบูรณ์แบบอย่างจูกัดเหลียง ก็ยังมีคนเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำตั้งมากมาย

และเขาก็ไม่มีทางไปฆ่าเจี่ยหมี่ได้จริงๆ ด้วย อย่าว่าแต่ตอนนี้เขากำลังติดคุกอยู่เลย ต่อให้เขาได้ออกจากคุกไปแล้ว เขาจะเอาอะไรไปสู้กับหลานชายแท้ๆ ของฮองเฮาได้ล่ะ และต่อให้เกิดเหตุบังเอิญหนึ่งในหมื่นที่ทำให้เขาฆ่าเจี่ยหมี่ได้สำเร็จ เขาจะหนีรอดไปได้อย่างนั้นหรือ เขาไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่นอน และชีวิตของทุกคนในจวนอันลกก๋งก็จะต้องตายตามไปเพื่อสังเวยให้กับเรื่องนี้

ดังนั้นเขาจึงเริ่มหันมาโทษตัวเองและทบทวนตัวเอง เขาเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกันนะ หรือว่าเขาทำความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้ ถึงได้เดินเข้าสู่ทางตันเช่นนี้

เป็นเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวขอร้องเจี่ยหมี่อย่างนั้นหรือ เป็นเพราะเขาไม่ได้เสนอตัวเป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลเจี่ยแห่งผิงหยางอย่างนั้นหรือ

ทว่าลองไม่พูดถึงเรื่องที่เจี่ยหมี่และฮองเฮาเจี่ยเป็นคนอารมณ์ร้ายและไม่ใช่เจ้านายปกติทั่วไปดูก่อนเถอะ ต่อให้เขาไปพึ่งพิงคนพวกนี้แล้วไม่ถูกกลั่นแกล้ง ทว่าหลังจากที่ต้องร่วมมือกันทำเรื่องเลวร้ายสารพัด พวกเขาจะรอดพ้นจากการตกนรกไปพร้อมกันได้อย่างไร

หรือว่าควรจะแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดตั้งแต่แรก และทำตัวเป็นมนุษย์ล่องหนในแวดวงขุนนางไปเลย ถ้าอย่างนั้นเขาจะเข้ามารับราชการทำไมล่ะ หรือว่าจะบอกว่าการไม่ทำอะไรเลยคือชะตากรรมของเขาไปตลอดชีวิต

เล่าเซี่ยนรู้สึกถึงความย้อนแย้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาค้นพบว่าไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน มันก็ขัดกับคำสอนของมารดาและอาจารย์ทั้งสิ้น ชีวิตของเขาต้องกลายมาเป็นหุบเหวที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ เพียงเพราะการมีอยู่ของคนคนเดียว

เขาเริ่มคิดว่า หรือว่าแท้จริงแล้วเขาอาจจะเป็นฝ่ายผิด การเกิดมาเป็นคนก็ควรจะหน้าไหว้หลังหลอก ควรจะอกตัญญู ควรจะทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงอำนาจมาให้ได้ ควรมองทุกคนเป็นเพียงของเล่น และสุดท้ายก็กลายเป็นเครื่องจักรทางการเมืองที่เย็นชา

การที่ฮั่นเกาจู่หลิวปังสามารถครองแผ่นดินได้ เป็นเพราะการตั้งกฎหมายสามประการจริงๆ หรือ ไม่ใช่เพราะคำกล่าวอันโด่งดังที่ว่า เสร็จศึกฆ่าขุนพล หรอกหรือ

กวงอู่เต้หลิวซิ่ว ก็ไม่ใช่แค่วิญญูชนจอมปลอมที่ปล่อยให้ทหารเข่นฆ่าและปล้นสะดมประชาชนหรอกหรือ เล่าปี่ผู้เป็นทวดของเขา ก็ไม่ได้ฉวยโอกาสแย่งชิงฐานที่มั่นมาจากเล่าเจี้ยงหรอกหรือ

ปากก็พร่ำบอกว่าผู้ได้ใจราษฎรย่อมได้แผ่นดิน ทว่าโจโฉที่เข่นฆ่าผู้คนไปทั่วแคว้นจิ่วโจว ก็ยังโอ้อวดว่าตัวเองเป็นผู้กอบกู้ราชวงศ์ฮั่นและปกป้องสันติภาพของแผ่นดินไม่ใช่หรือ สุมาอี้ที่ก่อกบฏทรยศต่อบ้านเมือง สุดท้ายครอบครัวของเขาก็รวบรวมแผ่นดินสามก๊กให้เป็นหนึ่งเดียวได้ไม่ใช่หรือ

แม้ว่ายามปกติเวลาที่เขาโต้เถียงกับลกกี เขามักจะชอบหัวเราะเยาะทรราชที่บริหารบ้านเมืองไม่ได้ แล้วก็ชอบแก้ปัญหาด้วยการกำจัดคนที่เสนอหน้ามาแจ้งปัญหา ทว่าความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ

การฆ่าคนคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด โจโฉก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเองแล้วว่า บางเรื่องไม่ใช่ว่าการฆ่าคนจะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะฆ่าคนน้อยไปและฆ่าได้ไม่เร็วพอต่างหาก

บางทีโลกใบนี้อาจจะเป็นสถานที่ที่เลือดเย็นและไร้ความปรานีมาตั้งแต่แรกแล้ว เล่าจื่อไม่ได้กล่าวไว้หรอกหรือว่า ธรรมชาติไร้ความเมตตา ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งประดุจหุ่นฟาง การฆ่าคนก็เป็นแค่วิธีการหนึ่ง การช่วยคนก็เป็นวิธีหนึ่งเหมือนกัน ทว่าการฆ่าคนมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการช่วยคนมากนัก ดังนั้นเจี่ยหมี่ถึงได้กล้ากำแหงแบบนี้

ในขณะที่คิดเช่นนี้ ความเคียดแค้นในอกของเล่าเซี่ยนก็แทบจะฟูมฟักจนกลายเป็นอีกบุคลิกหนึ่งขึ้นมา หากไม่คิดแบบนี้ เขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความรู้สึกผิด และไม่อาจลงมือฆ่าทุกคนที่เจี่ยหมี่ส่งมาให้ได้อย่างสงบใจ

ทว่าก็เพราะการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและอารมณ์เช่นนี้ ทำให้บุคลิกของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไปจนดูเหมือนซากศพเดินได้ เขาไม่เหลือความภาคภูมิใจและความสุขุมเยือกเย็นเหมือนตอนก่อนเข้าคุกอีกต่อไป แม้เจียงถ่งที่มาเยี่ยมจะสังเกตเห็นความผิดปกติ ทว่าสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยามค่ำคืน เล่าเซี่ยนก็อับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากบอกใคร สุดท้ายเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย

ในวันนี้ ซึ่งน่าจะเป็นคืนที่สิบหลังจากที่หลี่เจ้าตายไป เช่นเดียวกับทุกๆ วัน ผู้คุมสองคนได้โยนคนเข้ามาอีกหนึ่งคน เล่าเซี่ยนไม่อยากจะพูดอะไรกับคนเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว เขากำมีดสั้นที่หลี่เจ้าซ่อนไว้ในผ้าพันแผลเอาไว้แน่น ตั้งใจว่าพอกลุ่มผู้คุมเดินจากไป เขาก็จะจัดการปลิดชีพคนผู้นี้เสีย จะได้ไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องกันอีก ความลังเลและความเห็นอกเห็นใจมีแต่จะทำให้ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเปล่าประโยชน์

ทว่าเมื่อเขาเพ่งมองเพื่อนร่วมห้องขังในวันนี้ เขาก็ต้องชะงักไป เพราะคนที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ สูงแค่สี่ฉื่อ ดูแล้วอายุประมาณเจ็ดแปดขวบเท่านั้น และตอนที่เล่าเซี่ยนขยับเข้าไปใกล้ นางก็เอาแต่หดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมมืด ไม่ตอบสนองอะไรเลย

นี่เป็นครอบครัวของใครกัน เล่าเซี่ยนคิดในใจ ก่อนจะเลิกใส่ใจ เขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำเรื่องไร้ประโยชน์ รีบจบความเจ็บปวดของอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด ก็เท่ากับจบความเจ็บปวดของตัวเองให้เร็วที่สุดด้วย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาโดยไม่ให้เกิดเสียงฝีเท้า ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย นางไม่กลัวงั้นหรือ แล้วนางต้องเจอกับการทารุณกรรมแบบไหนมากันนะ

ขณะที่เล่าเซี่ยนกำลังคิดอยู่นั้น เด็กหญิงก็เอ่ยปากพูดขึ้น "สวัสดีเจ้าค่ะ มีใครอยู่ไหมเจ้าคะ"

หมายความว่าอย่างไรกัน แม้ในคุกหลวงจะมืดสลัว ทว่าก็ยังมีแสงเทียนอยู่ริบหรี่ ไม่ถึงกับมองไม่เห็นเงาคนเสียหน่อย เล่าเซี่ยนรู้สึกประหลาดใจ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป "เจ้ามองไม่เห็นหรือ"

ในที่สุดเด็กหญิงตัวน้อยก็เริ่มขยับตัว นางใช้สองมือลูบคลำไปตามกำแพงข้างตัวอย่างสะเปะสะปะ ท่าทางเขินอายราวกับเพิ่งทำความผิดมา นางกล่าวว่า "ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ เมื่อหลายวันก่อน มีคนเอาควันมาไฟรมตาข้า แล้วข้าก็เอาแต่ร้องไห้ ร้องไปร้องมา ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ข้าก็มองไม่เห็น พวกเขาบอกว่าเป็นเพราะข้าทนเจ็บไม่ไหว ก็เลยร้องไห้จนตาบอดเจ้าค่ะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เล่าเซี่ยนก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ เนิ่นนานผ่านไป เขาจึงเอ่ยถามขึ้น "เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ชื่ออะไร"

เด็กหญิงตอบว่า "ข้าชื่อหลี่ลั่วฮวา ท่านพ่อของข้าชื่อหลี่เจ้า เป็นถึงจีหนูเจียงจวินในราชสำนักเชียวนะเจ้าคะ"

ที่แท้ก็คือลูกสาวของหลี่เจ้านี่เอง เล่าเซี่ยนนึกถึงสภาพร่างกายที่เน่าเปื่อยของหลี่เจ้าขึ้นมาทันที เจี่ยหมี่ถึงขนาดไม่ยอมปล่อยแม้แต่ลูกสาวของเขาเลยหรือนี่ เล่าเซี่ยนรู้สึกเส้นประสาทกระตุกวูบ ยิ่งไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

ทว่าเมื่อเขาเงียบไป ลั่วฮวากลับเริ่มกระวนกระวาย นางยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอด จึงยื่นมือออกไปไขว่คว้าสะเปะสะปะพลางถาม "ท่านยังอยู่ไหมเจ้าคะ"

"อยู่"

"ท่านเคยเห็นท่านพ่อของข้าไหมเจ้าคะ"

"เคยเห็น เขาเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเป็นเพื่อนของข้าด้วย" เล่าเซี่ยนทำใจแข็ง ตอบกลับไปตามตรง "แต่เขาตายไปแล้วล่ะ"

"อ๊ะ งั้นท่านก็คือซื่อจื่ออันลกก๋งหรือเจ้าคะ" น้ำเสียงของลั่วฮวาสงบนิ่งเกินความคาดหมาย

"ใช่ ข้าคือเล่าเซี่ยน"

บรรยากาศภายในคุกหลวงตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว เล่าเซี่ยนเตรียมใจรับมือกับอาการคลุ้มคลั่งของเด็กหญิงคนนี้ไว้แล้ว ในโลกแบบนี้ คงไม่มีใครไม่เป็นบ้าหรอก ตัวเขาเองก็ใกล้จะบ้าเต็มทีแล้วเหมือนกัน ตอนนี้เขาต้องการแค่เหตุผลที่จะทำให้ตัวเองเป็นบ้าเท่านั้น

ทว่าเสียงที่ดังขึ้นกลับเป็นเสียงท้องร้องโครกครากของลั่วฮวา ฟังดูแล้วนางคงจะหิวมาก จากนั้นนางก็หดตัวกลับเข้าไปตรงมุมห้องด้วยความเขินอาย เอาแต่พูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ขอโทษเจ้าค่ะ ขอโทษเจ้าค่ะ..."

น้ำเสียงของลั่วฮวาช่างอ่อนหวานสดใส ราวกับยอดใบไม้ผลิที่ยังมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ และเหมือนกับลูกกระต่ายขาวที่ไร้ที่พึ่งพิง กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว สิ่งนี้ทำให้เล่าเซี่ยนใจเย็นลงได้อีกครั้ง เขาหยิบแผ่นแป้งที่เหลือจากมื้อเย็นออกมา ยัดใส่มือของลั่วฮวา พลางเอ่ยถาม "ทำไมต้องพูดขอโทษด้วยล่ะ"

ลั่วฮวารู้สึกงุนงงเล็กน้อย นางบีบแผ่นแป้งดู จากนั้นก็ดมกลิ่น ถึงได้รู้ว่ามันคืออาหาร แล้วนางก็รีบเคี้ยวตุ้ยๆ ทันที พลางกินพลางตอบว่า "ท่านลุงที่เฝ้าคุกบอกว่า เขาชอบความสงบ ไม่ชอบให้ใครมาส่งเสียงดัง ถ้ามีใครทำเสียงดังรบกวนเขา เขาก็จะทุบตีเจ้าค่ะ..."

เมื่อได้ยินดังนั้น เล่าเซี่ยนก็รู้สึกเวทนาจับใจ เขาเผลอยกมือขึ้นลูบผมที่แห้งกร้านราวกับฟางข้าวของลั่วฮวาโดยไม่รู้ตัว หลังจากกินแผ่นแป้งจนหมด นางก็เลียเศษแป้งที่ติดอยู่นิ้วมือ พลางเอ่ยเสียงเบา "ท่านพ่อพูดไม่ผิดเลย ท่านเป็นคนดีจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ"

เล่าเซี่ยนหัวเราะเยาะตัวเอง "ใช่ ข้ามันก็แค่คนดีที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

ทว่าลั่วฮวากลับส่ายหน้าแล้วแย้งว่า "ไม่ใช่นะเจ้าคะ ท่านพ่อมักจะพูดที่บ้านเสมอว่า ในจวนฉู่อ๋อง คนที่น่าคบหาและน่านับถือที่สุด ก็คือท่านนี่แหละ ท่านพ่อบอกว่าท่านลุงท่านอาคนอื่นๆ ในจวนก็เก่งกาจเหมือนกัน ทว่าคนที่จะสามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ มีเพียงท่านคนเดียวเท่านั้นนะเจ้าคะ"

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ" คำตอบนี้ทำให้เล่าเซี่ยนคาดไม่ถึงเลยจริงๆ เพราะในความทรงจำของเขา ในบรรดาพรรคพวกของฉู่อ๋อง คนที่สนิทสนมกับเขามากที่สุดก็น่าจะเป็นเมิ่งกวานและหวังชุ่ย ส่วนหลี่เจ้าแม้จะไปมาหาสู่กันบ้าง ทว่าเขาก็ไม่เคยแสดงความชื่นชมเล่าเซี่ยนให้เห็นเลย ซ้ำยังมักจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นตอนที่เสนอให้ฉู่อ๋องซือมาเหว่ยยุติการใช้กำลังทหาร หลี่เจ้าก็ไม่เคยเห็นด้วยกับเขาเลย

คิดไม่ถึงเลยว่า วันนี้เขาจะได้ยินคำตอบอีกแบบหนึ่งจากปากลูกสาวของหลี่เจ้า

เล่าเซี่ยนจึงถามต่อ "แต่พี่หลี่ไม่เคยบอกข้าเลยนะ"

ลั่วฮวาตอบว่า "ท่านพ่อบอกข้าว่า ท่านคือลูกหลานของวีรบุรุษอย่างเล่าปี่ เป็นนกคุนเผิงที่กำลังจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เพื่อสร้างความสำเร็จที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำดินได้ ส่วนครอบครัวธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ก็เป็นได้แค่นกกระจอกที่หลงใหลอยู่ตามกิ่งไม้ ไม่อาจโบยบินเคียงข้างท่านได้ หากดึงดันจะคบหาด้วย ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวดเปล่าๆ..."

หลี่เจ้ามองเขาแบบนี้งั้นหรือ เล่าเซี่ยนรู้สึกสับสนงุนงง ในขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง มิน่าล่ะ คืนนั้นตอนที่หลี่เจ้านอนทับตัวเขา เขาถึงได้ลังเลที่จะลงมือ ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยพยายามทำความเข้าใจหลี่เจ้าเลย คิดแค่ว่าเขาเป็นคนที่มีฝีมือแต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร

เล่าเซี่ยนยิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวเองมากขึ้นไปอีก เขาถึงขั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีเพื่อนที่ให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้อยู่ข้างกาย แล้วยังหลงคิดไปเองว่าตัวเองมองคนทะลุปรุโปร่ง แท้จริงแล้วเขามองเห็นอะไรกันแน่

ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้น "พี่หลี่ประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ข้าก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสเลย ข้าก็รู้จักเจ็บปวด ร้องไห้เป็น รู้สึกเหงาเป็น แล้วก็เป็นคนวู่วามเหมือนกัน ถ้าให้โอกาสข้าเลือกใหม่อีกครั้ง มีหลายเรื่องเลยที่ข้าคงจะไม่ทำ..."

"จริงหรือเจ้าคะ" ลั่วฮวาลืมตาโพล่งอย่างงุนงง เอ่ยถามในความมืด "ทำไมท่านถึงคิดแบบนั้นล่ะเจ้าคะ"

"ไม่ต้องมีเหตุผลหรอก เพราะชีวิตคนเรามักจะมีสิ่งที่อยากได้แต่ทำไม่ได้อยู่เสมอ พอมันไม่ได้ดั่งใจก็ต้องเจ็บปวด นี่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์น่ะ"

"ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดเลยหรือเจ้าคะ"

"เป็นเหมือนกันหมดแหละ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่น่ะนะ"

"แต่ท่านพ่อบอกว่า ที่คนเราต้องเจ็บปวด ก็เพราะหาที่พักพิงใจไม่เจอ ถ้าหาเจอแล้วก็จะไม่เจ็บปวดอีกเจ้าค่ะ"

"ที่พักพิงใจงั้นหรือ"

"ท่านพ่อเคยยกตัวอย่างท่านให้ข้าฟัง ท่านพ่อบอกว่า ถ้านกคุนเผิงต้องมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันก็จะรู้สึกทรมานเหมือนกัน เพราะที่พักพิงใจของนกคุนเผิงคือมหาสมุทรและท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มันจะไม่มานั่งทรมานเพราะแย่งผลไม้ไม่ได้ และจะไม่มาหงุดหงิดเพราะแมลงวันหรอก เรื่องหยุมหยิมพวกนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับนกคุนเผิงเลยสักนิด"

"..."

เล่าเซี่ยนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ทว่าภายในใจของเขากลับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดกระหน่ำ ใช่แล้ว แม้ชีวิตจะมีเรื่องที่อยากได้แต่ทำไม่ได้อยู่เต็มไปหมด ทว่ามันก็ยังมีบางสิ่งที่พอได้มาแล้วก็ทำให้รู้สึกเติมเต็มเช่นกัน นั่นแหละคือที่พักพิงใจของมนุษย์

หากมองจากมุมมองของคนทั่วไป ชีวิตของเขาก็ถือว่ามีความสุขดี ทว่าเขากลับรู้สึกไม่พอใจ เป็นเพราะอะไรกันล่ะ แท้จริงแล้วก็เป็นเพราะเขายังหาที่พักพิงใจที่จะทำให้จิตใจอันว้าวุ่นของเขาสงบลงไม่ได้นั่นเอง

เขาเอาแต่คิดไปเองว่ากำลังต่อสู้กับความยากลำบาก ทว่าความจริงไม่ใช่เลย เขาแค่กำลังตามหาที่พักพิงใจให้ตัวเองต่างหาก

แต่ที่พักพิงใจของเขาคืออะไรกันล่ะ พูดมาตั้งนาน สุดท้ายเขาก็ยังหาวิธีรับมือกับการทรมานของเจี่ยหมี่ไม่ได้อยู่ดี เล่าเซี่ยนยังคงคิดไม่ตก

เขาจึงหัวเราะเยาะตัวเอง "บางทีข้าอาจจะไม่ใช่นกคุนเผิงหรอก ข้าคงเป็นแค่นกกระจอกที่อยากจะเลียนแบบนกคุนเผิง เลยบินออกไปจากป่าทึบผืนนี้ไม่ได้สักที"

"จะเป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ ท่านพ่อบอกว่า ตอนนี้นกคุนเผิงไม่ได้เจอกับป่าทึบหรอก ทว่ากำลังบินชนเมฆดำต่างหาก เป็นเพราะวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดกำลังตามรังควานท่านอยู่ ขอเพียงแค่ท่านบินฝ่าทะลุไปได้ ท้องฟ้าก็จะกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ชาวบ้านทั่วทั้งใต้หล้าก็จะได้เห็นท่านนะเจ้าคะ"

เวลาที่ลั่วฮวาพูดประโยคนี้ แม้น้ำเสียงจะดูตื่นเต้น ทว่านางก็คงไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้หรอก ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังเด็กเกินไป ทว่าสำหรับเล่าเซี่ยนแล้ว คำพูดนี้กลับดังกังวานราวกับเสียงระฆังวัดป๋ายหม่าซื่อ ทำให้เขาตาสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง คำพูดนี้เปรียบเสมือนการแหวกเมฆหมอกเห็นแสงตะวัน ช่วยปัดเป่าความสับสนที่อยู่ในใจเล่าเซี่ยนมาตลอดช่วงนี้จนหมดสิ้น เขาพบว่าก่อนหน้านี้เขาได้เดินเข้าไปในทางตันเสียแล้ว โลกมนุษย์เต็มไปด้วยความโหดร้ายจริงๆ และความโหดร้ายนี้ก็เคยทำให้เขามืดบอด ทว่าความมืดมิดและความชั่วร้ายทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มันมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ มาจากเรื่องราวแห่งความสำเร็จและความพ่ายแพ้ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจคน

คู่ต่อสู้ของเขาไม่ใช่คนถ่อยอย่างเจี่ยหมี่ ทว่าคือความหวาดกลัวที่โจโฉและสุมาอี้ในประวัติศาสตร์ได้สร้างทิ้งไว้ให้กับผู้คนต่างหาก เป็นพวกเขานี่แหละที่สร้างโลกอันบ้าคลั่งและบีบคั้นนี้ขึ้นมา เจี่ยหมี่ก็เป็นเพียงเงาสะท้อนเล็กๆ ของพวกเขาเท่านั้น

หากไม่ใช้วิธีการที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงมาสร้างความสำเร็จ เพื่อเอาชนะพวกเขาในหน้าประวัติศาสตร์ และเปลี่ยนภาพจำของผู้คน ความหวาดกลัวนี้ก็จะยังคงถูกส่งต่อกันไปเรื่อยๆ

เล่าเซี่ยนเคยคิดว่าตัวเองมองตัวเองสูงเกินไป ทว่าตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเขามองตัวเองไม่สูงพอต่างหาก หากเขาต้องการจะเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่งตามที่มารดาและอาจารย์คาดหวัง เขาก็ต้องสร้างประวัติศาสตร์และเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ นี่แหละคือที่พักพิงใจของเขา

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความทุกข์ระทมในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น ใบหน้าของเขากลับมามีรอยยิ้มและความสงบนิ่งเหมือนวันวานอีกครั้ง

เขาหันไปบอกกับลั่วฮวา "ขอบใจนะ สิ่งที่เจ้าพูดมา ทำให้ข้ารู้สึกดีใจมากเลย"

ลั่วฮวาเองก็ดีใจเช่นกัน นางเอ่ยว่า "ข้าได้ยินท่านพ่อพูดแบบนี้ ก็เลยอยากเจอท่านมาตลอดเลยเจ้าค่ะ..."

ตอนนั้นเอง สายลมระลอกหนึ่งก็พัดเข้ามา ทำให้ฟางข้าวในห้องขังปลิวไสว ลั่วฮวาเอ่ยขึ้น "ท่านช่วยกอดข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ ข้ารู้สึกหนาว"

คำพูดนี้ดึงเล่าเซี่ยนกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ตอนนั้นเองเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าลั่วฮวาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ในคืนต้นฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ ย่อมต้องรู้สึกหนาวเย็นเป็นธรรมดา ดังนั้นเขาจึงสวมกอดนางเอาไว้โดยไม่รังเกียจ พลางคิดในใจว่า เขาจะต้องหาทางรักษาชีวิตของนางเอาไว้ให้จงได้

แต่เขาจะทำอย่างไรดีล่ะ ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ลั่วฮวาก็เอ่ยถามขึ้นอีก "ท่านมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนไหมเจ้าคะ"

"พอมองเห็นบ้าง" ในคุกหลวงมีช่องหน้าต่างเล็กๆ อยู่ ทำให้พอมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนได้บางส่วน

"บนฟ้ามีดาวเยอะไหมเจ้าคะ"

"เยอะสิ แถมยังมองเห็นทางช้างเผือกด้วยนะ"

"แล้วท่านว่า ในทางช้างเผือกนั้น จะมีท่านพ่อของข้าอยู่ไหมเจ้าคะ"

เล่าเซี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ในยุคนี้ ผู้คนมากมายเชื่อว่าชะตาชีวิตของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกับดวงดาวบนท้องฟ้า เมื่อคนตายไปแล้ว ดวงวิญญาณก็จะกลับไปสถิตอยู่ที่ดวงดาวประจำตัว และส่องประกายสว่างไสวต่อไป

เขาเงยหน้าขึ้นมองลอดช่องหน้าต่างออกไป บนท้องฟ้าอันมืดมิด มีดวงดาวประดับประดาอยู่อย่างหนาแน่นจนนับไม่ถ้วน และยิ่งไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ดวงดาวดวงไหนคือดวงดาวของใคร

เขาบอกกับลั่วฮวาว่า "ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเป็นดาวดวงไหน แต่เขาจะต้องอยู่บนนั้นแน่ๆ ในเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องคอยคุ้มครองเจ้าอย่างแน่นอน..."

"อย่างนั้นหรือเจ้าคะ..." น้ำเสียงของลั่วฮวาค่อยๆ แผ่วเบาลง น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากสาบเสื้อ นางร้องไห้พลางเอ่ยว่า "ข้าไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยขนาดนั้น ข้าก็อยากกลายเป็นดวงดาวเหมือนกัน อยากไปอยู่กับท่านพ่อเจ้าค่ะ..."

น้ำตาของเด็กหญิงซึมซับเสื้อผ้าของเล่าเซี่ยนจนเปียกชุ่ม เขาไม่อาจขัดจังหวะความโศกเศร้าระหว่างพ่อลูกนี้ได้ จึงทำได้เพียงกอดลั่วฮวาเอาไว้ และลูบแผ่นหลังของนางเพื่อเป็นการปลอบประโลม

ทว่าค่อยๆ ผ่านไป เล่าเซี่ยนก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะเขาได้กลิ่นคาวเลือดโชยมา และร่างกายของเด็กหญิงในอ้อมกอดก็กำลังสูญเสียความอบอุ่น เขาตกใจรีบปล่อยมือออกดู แล้วก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าสิ่งที่ลั่วฮวาหลั่งไหลออกมาไม่ได้มีแค่น้ำตา ทว่านางแอบหยิบมีดสั้นบนพื้นขึ้นมา แล้วกรีดข้อมือของตัวเอง

"ทำไมล่ะ" เล่าเซี่ยนเอ่ยถาม

แท้จริงแล้วคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว นางไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกต่อไป และคงจะถูกเจี่ยหมี่ข่มขู่มาด้วย ชีวิตแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ต่อไปอีกล่ะ

ทว่าลั่วฮวากลับตอบว่า "ขอโทษเจ้าค่ะ... ข้าอยากไปอยู่ในที่ที่... ไม่มีใครต้องเจ็บปวด... และไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป... ขอโทษนะเจ้าคะ..."

ทำไมต้องขอโทษด้วยล่ะ นี่คือที่พักพิงใจที่นางปรารถนาอย่างนั้นหรือ นี่ไม่ใช่แค่ความปรารถนาธรรมดาๆ หรอก แต่มันคือความปรารถนาของทุกคนต่างหาก

ในชั่ววินาทีนั้น เล่าเซี่ยนรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตระหนักรู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์หลายพันปีของมวลมนุษยชาติ แท้จริงแล้วก็ถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาอันแสนเรียบง่ายนี้นี่เอง ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยที่มืดมนหรือยุคสมัยที่สว่างไสว แท้จริงแล้วก็ล้วนเป็นเช่นนี้

สายน้ำยาวเหยียดแห่งความปรารถนานี้ ท่ามกลางระลอกคลื่นที่ซัดสาด จะสะท้อนให้เห็นถึงเงาของเหล่าวีรบุรุษและทรราช จากนั้นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงก็จะสูญสลายไป ความสุขความทุกข์ของพวกเขาจะไม่มีใครล่วงรู้ จะมีเพียงระลอกคลื่นแห่งความปรารถนาของผู้คนเท่านั้นที่จะคงอยู่ตราบนานเท่านาน

ความสูงส่งหรือความต่ำทราม ไม่เคยเป็นสิ่งที่ตัวเองกำหนด ทว่ามันคือภาพจำในใจผู้คนต่างหาก หากไม่สามารถเอาชนะวิญญาณร้ายเหล่านั้น และสร้างโลกอันแสนประเสริฐขึ้นมาได้ ความเจ็บปวด ความกังวล ความโศกเศร้า และความเสียใจทั้งหมดของเขาก็จะไม่มีความหมายใดๆ เลย

หลังจากที่มารดาจากไปได้เจ็ดปี ในที่สุดเล่าเซี่ยนก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

เขาบอกกับร่างไร้วิญญาณของลั่วฮวาว่า "ไม่ต้องกลัวหรอกนะ แล้วก็ไม่ต้องขอโทษด้วย"

"ข้าสัญญา ว่าข้าจะต้องสร้างที่พักพิงใจขึ้นมาให้ได้ ที่พักพิงใจที่เป็นของทุกคนบนโลกใบนี้"

ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบงัน ดูเหมือนจะไม่มีใครได้ยินคำพูดของเขา ทว่าดวงดาวบนท้องฟ้ากลับรับรู้ได้ พวกมันส่องประกายระยิบระยับ เฉกเช่นเดียวกับค่ำคืนที่ภูเขาหลีซานเมื่อห้าร้อยปีก่อน

ในคืนนั้น หลิวปังที่ยังใช้ชื่อว่าหลิวจี้ ได้แต่มองดูกลุ่มนักโทษที่ร่อยหรอลงทุกวันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

ทันใดนั้น เขาก็คิดอะไรบางอย่างออก และตัดสินใจอย่างแน่วแน่

จากนั้นเขาก็เปล่งเสียงร้องเพลง ปลดเชือกมัดนักโทษทุกคนออก แล้วเขากับเหล่านักโทษก็โผเข้ากอดกัน เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้

จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทาง พวกเขาละทิ้งถนนหลวง ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายเล็กๆ มุ่งหน้าบุกเบิกเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามและอนาคตที่ไม่แน่นอน

ก็เพราะอนาคตมันมืดมนนี่แหละ ความหวังถึงได้เจิดจรัสสว่างไสว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 130 - คุกหลวงตอนที่สาม

คัดลอกลิงก์แล้ว