- หน้าแรก
- ตำนานทายาทผู้สาบสูญ
- บทที่ 120 - ผู้เฝ้ามอง
บทที่ 120 - ผู้เฝ้ามอง
บทที่ 120 - ผู้เฝ้ามอง
บทที่ 120 - ผู้เฝ้ามอง
★★★★★
สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ การเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง และยังเป็นความสนุกสนานอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้วความทุกข์ระทมมากมายที่คนเราต้องเผชิญในชีวิต ส่วนใหญ่มักเกิดจากขีดจำกัดของความสามารถตนเอง เมื่อตระหนักว่าทำไม่ได้และไขว่คว้ามาไม่ได้ การที่ชาวฉีวิตกกังวลเรื่องฟ้าถล่มแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการค้นพบความจริงที่ว่า ตนเองไม่สามารถสร้างฟ้าเบิกดินได้ดั่งเทพผานกู่ จึงรู้สึกเจ็บปวดกับความไร้ความสามารถของตนเอง ทว่าหารู้ไม่ ความเจ็บปวดของตัวเองนั้น หากเปลี่ยนมุมมองไปอยู่ในจุดของผู้เฝ้ามอง มันก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งเท่านั้น
เพราะเวลาที่คนเราเฝ้ามองดูเรื่องราวต่างๆ จิตใต้สำนึกจะก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่า "ตัวตน" ไปโดยปริยาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเต๋าที่ปล่อยวางจากวัตถุและโลกียวิสัย ทำให้สามารถค้นพบได้อย่างง่ายดายว่า ความโง่เขลาของผู้อื่นนั้นช่างเรียบง่ายและชัดเจน มนุษย์ไม่อาจสลัดหลุดจากห้วงความคิดของตนเองได้ ก็เหมือนกับปลาที่ขาดน้ำไม่ได้ ดอกไม้ที่ขาดกิ่งก้านไม่ได้ น้ำค้างที่ขาดรุ่งอรุณไม่ได้ และแสงเรืองรองที่ขาดเมฆขาวไม่ได้ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ จากนั้นผู้คนก็สามารถหยิบยกเอาความโง่เขลาของผู้อื่นมาเป็นเรื่องสนุกสนานและทิวทัศน์ที่น่าชื่นชม เพื่อดูแคลนความไม่เจียมตัวของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็ลืมเลือนความไม่เจียมตัวของตนเองไปชั่วขณะ และได้รับความสนุกสนานดุจดั่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นการชั่วคราว
เล่าเซี่ยนในเวลานี้กำลังเพลิดเพลินกับความสนุกสนานแบบนั้น เขาสามารถเฝ้ามองการพัฒนาของสถานการณ์ในเมืองหลวงได้อย่างสงบใจ ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ
แน่นอนว่าในมุมมองของเล่าเซี่ยน สถานการณ์แพ้ชนะค่อนข้างชัดเจน หากซือมาเหว่ยได้รับการสนับสนุนจากฮองเฮาเจี่ยจริงๆ ซือมาเลี่ยงและเว่ยกว่านย่อมไม่มีทางตอบโต้ได้เลย
แม้ว่าแผนการของเว่ยกว่านจะสมบูรณ์แบบ นโยบายการปกครองทั้งหมดของเขาก็อยู่ในกรอบระเบียบอย่างไม่มีที่ติ หากซือมาเอี๋ยนยังมีชีวิตอยู่ กลุ่มของหรู่หนานอ๋องที่ยึดมั่นในความยุติธรรมและซื้อใจคนส่วนใหญ่มาได้ ย่อมต้องได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในราชสำนักอย่างแน่นอน
แต่ทว่าซือมาเอี๋ยนได้สวรรคตไปแล้ว สิ่งที่สามารถกำหนดทิศทางของอำนาจรัฐในตอนนี้ไม่ใช่ความยุติธรรมหรือใจคน แต่เป็นคมหอกคมดาบ คำพูดที่มีเหตุผลมากแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าคมดาบอันหนาวเหน็บก็เปราะบางราวกับแผ่นกระดาษ
สิ่งเดียวที่เล่าเซี่ยนสงสัยก็คือ ฮองเฮาเจี่ยเตรียมแผนการอะไรไว้รับมือหลังจากนี้ นางไม่น่าจะยอมยกอำนาจที่แท้จริงให้ซือมาเหว่ยอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ แต่เล่าเซี่ยนก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า หลังจากสูญเสียซือมาเลี่ยงที่เป็นตัวคานอำนาจไปแล้ว ฮองเฮาเจี่ยจะมีตัวหมากคนไหนมาขัดขวางซือมาเหว่ยได้อีก
เว้นเสียแต่ว่านางยังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้หงายออกมา
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็คงยืดเยื้อไปอีกยาวไกล ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเล่าเซี่ยน เขาคิดแค่ว่าอย่าให้จวนอันลกก๋งต้องพลอยร่างแหไปด้วยก็พอแล้ว
หลังจากได้พบกับซือมาเยว่ เล่าเซี่ยนก็รู้ว่าเมืองลกเอี๋ยงจะเกิดการปะทะกันด้วยกำลังทหารภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ ดังนั้นเขาจึงรีบจัดการสั่งให้อาชุนและคนอื่นๆ ไปซื้อข้าวฟ่างสี่สิบสือที่ตลาดฝั่งตะวันตก รวมถึงน้ำมัน เกลือ ชา และฟางหญ้ามาตุนไว้ให้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในจวนหนึ่งเดือน ในขณะเดียวกันก็ลากไม้หลีเหลืองกว้างหนึ่งฉื่อยาวหนึ่งจ้างกลับมาด้วยสามท่อน โดยตั้งใจว่าหากเกิดเหตุทหารก่อความวุ่นวายขึ้นมา จะได้ใช้ไม้เหล่านี้ค้ำประตูใหญ่เอาไว้ ป้องกันไม่ให้มีทหารเลวฉวยโอกาสตอนชุลมุนเข้ามาก่อกวน นี่คือสิ่งที่เล่าเซี่ยนระแวดระวังมากที่สุดหลังจากเคยผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ตำหนักตะวันออกมาก่อน
เดิมทีเขาตั้งใจจะแวะไปหาลกกีที่จวนตระกูลลกด้วย เพื่อหยั่งเชิงดูไพ่ตายของฮองเฮาเจี่ย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ลกกีไม่อยู่บ้าน ลกตานบอกกับเล่าเซี่ยนว่า หลายวันมานี้ลกกีพักอยู่ในวังตลอดไม่ได้กลับบ้านเลย และยังสั่งเสียบรรดาน้องๆ ไว้ด้วยว่าให้เก็บตัวอยู่แต่ในจวนห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด
ทุกอย่างกำลังจวนตัวเข้ามา เล่าเซี่ยนถึงขั้นได้กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าลอยมาตามสายลม
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เล่าเซี่ยนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประหลาด ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองฝันร้ายและสะดุ้งตื่นขึ้นมาเอง แต่เมื่อประสาทการได้ยินเริ่มกลับมาทำงาน เขาก็สัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนของเสียงนั้นอย่างชัดเจน มันราวกับเสียงที่ดังมาจากยุคดึกดำบรรพ์อันไกลโพ้น ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศไม่จางหาย และเหมือนเสียงที่พัดมาจากท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ทางตอนเหนือของทะเลทราย ผสมผสานไปกับเม็ดทรายและเศษหญ้า ยาวนานและต่อเนื่อง
อาหลัวที่อยู่ข้างๆ ก็สะดุ้งตื่นเช่นกัน นางขยี้ตาแล้วถามขึ้น "ปี้จี๋ เสียงอะไรดังแต่เช้าตรู่เลย"
ทว่าเล่าเซี่ยนไม่ได้ตอบทันที เขาตะแคงหูฟังเงียบๆ จนกระทั่งเสียงนั้นจางหายไปจนหมด จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น "เป็นเสียงที่ดังมาจากภูเขาหมังซาน"
"ภูเขาหมังซาน?"
"นี่คือเสียงแตรสัญญาณทหารของค่ายเหอเฉียว กองทัพนอกเมืองที่ภูเขาหมังซานเคลื่อนไหวแล้ว! ฟังจากระยะทางของเสียง ทัพหน้าของฉู่อ๋องคงบุกเข้ามาถึงชานเมืองฝั่งเหนือแล้ว"
พูดจบเขาก็รีบลุกขึ้นแต่งตัว พยายามสอดแขนซ้ายเข้าไปในแขนเสื้ออย่างยากลำบาก พร้อมกับบอกภรรยาว่า "อาหลัว เจ้าไปบอกคนในบ้านก่อนนะว่าตั้งแต่วันนี้ห้ามใครออกจากบ้าน รอดูสถานการณ์ไปก่อน"
อาหลัวรู้สึกแปลกใจ เล่าเซี่ยนน่าจะเตรียมการไว้พร้อมหมดแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ถึงดูมีสีหน้าตึงเครียดนัก แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร เพียงแต่หยิบเข็มขัดมาคาดเอวให้เล่าเซี่ยน พร้อมกับช่วยเขาสวมถุงเท้าและรองเท้า จากนั้นตัวเองก็รีบร้อนจัดการเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย
ส่วนเล่าเซี่ยนก็ก้าวเท้ายาวๆ สามก้าวรวบเป็นสองก้าวเดินไปที่ใต้ชายคาเรือนหลัก พาดบันไดไม้กับหลังคาแล้วรีบปีนขึ้นไป เมื่อยืนบนหลังคาได้อย่างมั่นคงแล้ว เขาก็เหยียบแผ่นกระเบื้องเดินดังกุกกักไปจนถึงจุดสูงสุดของสันหลังคา จากนั้นก็ทอดสายตามองไปทางทิศเหนือ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเขาถึงกับตื่นตะลึง
เมืองลกเอี๋ยงในเวลานี้คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอาจจะไม่มีเมืองใดเทียบได้อีกแล้ว กำแพงเมืองลกเอี๋ยงนั้นยิ่งใหญ่ตระการตามาก แต่เมื่อเทียบกับย่านที่อยู่อาศัยนอกเมืองที่ตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่นก็ยังดูด้อยลงไปถนัดตา ตอนที่เล่าเซี่ยนยังเป็นเด็กเขามักจะยืนมองจากบนหลังคา ทะเลหลังคาบ้านเรือนสุดลูกหูลูกตาผุดขึ้นและมุดลงไปในแมกไม้สีเขียว ราวกับชายหาดหลังจากน้ำลด ทอดยาวไปจนถึงตีนเขาหมังซานที่มองเห็นอยู่ลิบๆ และเมื่อถึงเวลาอาหาร ควันไฟจากเตาในเมืองลกเอี๋ยงจะพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสายตรงดิ่ง ราวกับปุยหลิวที่ปลิวพลิ้วกลับหัว และหากมองย้อนกลับมาจากภูเขาหมังซานในยามค่ำคืน ทิวทัศน์ยามราตรีของเมืองลกเอี๋ยงจะยิ่งงดงามจนไม่อาจละสายตาได้
ทว่าในตอนนี้ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่ถักทอด้วยชายคาและใบไม้สีเขียว เล่าเซี่ยนกลับมองเห็นภาพที่แตกต่างออกไป
ธงรบสูงตระหง่านผุดขึ้นมาตามตรอกซอกซอยทีละผืน เริ่มแรกก็ไม่ได้สะดุดตาอะไร ราวกับดอกไลแลคที่แทรกตัวอยู่ตามพงหญ้า แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ธงรบก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเล่าเซี่ยนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่ผุดขึ้นจากพื้นดิน ปกคลุมกระเบื้องหลังคาและกิ่งไม้จนมิด จากนั้นก็ไหลมารวมกันดั่งหยดน้ำที่ไหลลงสู่ลำธาร ก่อตัวเป็นขบวนแถวยาวเหยียดราวกับงูยักษ์
และนี่เป็นเพียงสายแรกเท่านั้น ตามมาด้วยสายที่สอง สายที่สาม สายที่สี่... จนกระทั่งธงรบรูปงูยักษ์ทั้งสิบสองสายเลื้อยเข้ามาใกล้ เชื่อมต่อพื้นที่ชานเมืองฝั่งเหนือกับภูเขาหมังซานเข้าด้วยกัน เล่าเซี่ยนก็เริ่มได้ยินเสียงฆ้อง กลอง และเสียงฝีเท้าตามมาติดๆ
นี่ไม่ใช่เสียงจอแจไร้ทิศทางเหมือนในตลาดทั่วไป พวกเขามีการจัดระเบียบ มีวินัย เงียบเชียบทว่าเปี่ยมไปด้วยพลัง ทำให้ผู้คนที่กำลังทำตัวไม่ถูกเกิดความหวาดกลัวจับใจ เมื่อขบวนทัพขนาดมหึมารวมตัวกันที่นอกเมืองจนกลายเป็นทะเลธงรบ ผืนดินก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย ส่วนชาวเมืองลกเอี๋ยงที่เคยเดินขวักไขว่ไปมาตามท้องถนน ตอนนี้พากันหนีหายไปจนหมดสิ้น มองไปทางไหนก็เห็นแต่แสงสีทองที่ส่องประกายวับวาวบนชุดเกราะของเหล่าทหาร
เล่าเซี่ยนเฝ้ามองภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตานี้ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า พลางโอดครวญในใจ สวรรค์เอ๋ย! ซือมาเหว่ยใช้กำลังพลไปทั้งหมดเท่าไหร่กันแน่...
คำตอบนั้นสามารถหาได้ เพราะธงรบของแต่ละกองทัพนั้นไม่เหมือนกัน เล่าเซี่ยนหรี่ตาลง พยายามแยกแยะสัญลักษณ์บนธงเหล่านั้น และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำเอาเขาตกใจสุดขีด กองกำลังทหารรักษาพระองค์ทั้งสามสิบหกกองพลในเมืองลกเอี๋ยง หรือแม้แต่กองกำลังองครักษ์ตำหนักตะวันออกทั้งห้ากองพลที่เขายังไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ปรากฏตัวอยู่นอกเมืองด้วยเช่นกัน!
สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงเพียงข้อเดียว นั่นคือ ฉู่อ๋องซือมาเหว่ยในฐานะผู้บัญชาการกองทัพเหนือ ได้ออกคำสั่งระดมพลกองกำลังทหารรักษาพระองค์ทั้งหมด และเคลื่อนทัพนับแสนนายในเขตเมืองหลวง!
มิน่าล่ะเสียงแตรสัญญาณถึงได้ดังกังวานและหนักแน่นขนาดนั้น เล่าเซี่ยนไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่า ซือมาเหว่ยจะทำเรื่องราวให้ใหญ่โตถึงขั้นนี้
เล่าเซี่ยนผ่อนลมหายใจยาว ไม่มีความจำเป็นต้องดูต่อแล้ว เขาปีนกลับลงมาตามบันไดไม้ทางเดิม ส่วนขิกอันและเตียวโกที่รออยู่ข้างล่าง พอเห็นเขาลงมาก็รีบถามทันที "เป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้น"
เล่าเซี่ยนตอบ "ฉู่อ๋องกำลังจะกวาดล้างพรรคพวกของไท่ไจ่และไท่เป่าแล้ว"
เตียวโกถามต่อ "โอกาสชนะมีแค่ไหน"
เล่าเซี่ยนวิเคราะห์ "ผู้ติดตามของไท่เป่าและไท่ไจ่รวมกันแล้วยังมีไม่ถึงสองพันคนด้วยซ้ำ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของหยางจวิ้นในตอนนั้นเสียอีก จะเอาอะไรไปสู้กับฉู่อ๋องได้"
พอได้ยินดังนั้น ทั้งสองคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จำนวนคนห่างชั้นกันถึงเพียงนี้ แทบจะเหมือนช้างสู้กับมด ต่อให้เป็นยอดขุนพลที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างเช่น หานซิ่น เซี่ยงอวี่ ป๋ายฉี่ หรือหลี่มู่ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็ไม่มีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน
ขิกอันเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แปลกจังเลยนะ ฉู่อ๋องได้เปรียบขนาดนี้ แค่ระดมพลมาสักหมื่นคนก็จัดการไท่ไจ่กับพวกได้แล้ว ทำไมต้องยกทัพมาใหญ่โตขนาดนี้ด้วย"
เล่าเซี่ยนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางตอบ "ง่ายนิดเดียว เพราะเป้าหมายของฉู่อ๋องในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่หรู่หนานอ๋องคนเดียว เขาตั้งใจจะใช้กองทัพนับแสนนี้ข่มขวัญราชสำนักและฮองเฮาไปในตัว หากใครกล้าหลอกใช้เขาอีก คมดาบของกองทัพนับแสนนี้ก็จะไม่พุ่งเป้าไปที่หรู่หนานอ๋องเพียงคนเดียวอีกต่อไป"
เล่าเซี่ยนพูดยังไม่ทันจบ ประโยคบางประโยคเขาก็เก็บไว้คิดในใจคนเดียว ข้อสันนิษฐานเดิมของเขาผิดพลาดไปแล้ว ตอนแรกเขาคิดว่าหลังจากกำจัดซือมาเลี่ยงได้ ซือมาเหว่ยจะต่อสู้ขับเคี่ยวกับฮองเฮาเจี่ยไปอีกนาน คิดไม่ถึงเลยว่าซือมาเหว่ยจะไม่มีความอดทนถึงเพียงนี้ เขาตั้งใจจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อเผด็จศึกในคราวเดียว ถ้าสำเร็จก็จะได้กุมอำนาจสูงสุดไว้ในมือ ถ้าล้มเหลว... ซือมาเหว่ยคงนึกไม่ออกว่าตัวเองจะล้มเหลวได้อย่างไร ถึงได้กล้าทำอะไรอุกอาจแบบนี้...
และเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นเช่นนั้นจริงๆ
หลังจากกองทัพนับแสนนายรวมตัวกันเสร็จสิ้น กองกำลังทหารรักษาพระองค์ทั้งสามสิบหกกองพลก็แบ่งออกเป็นสี่สาย เข้าควบคุมประตูเมืองลกเอี๋ยงทั้งสี่ทิศอย่างเบ็ดเสร็จ จากนั้นเหล่าทหารก็ติดประกาศตามประตูเมืองต่างๆ และป่าวประกาศไปตามท้องถนน
ทหารที่มาป่าวประกาศอ้างว่า ฉู่อ๋องซือมาเหว่ยได้รับราชโองการลับจากในวัง ระบุว่าไท่ไจ่หรู่หนานอ๋องซือมาเลี่ยงและไท่เป่าเว่ยกว่านคิดการกบฏ วางแผนจะปลดฮ่องเต้ ฉู่อ๋องจึงนำทัพมาช่วยและจับกุมตัวพวกกบฏ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการยกทัพมาในครั้งนี้ไม่มีเจตนาแอบแฝง ฉู่อ๋องจึงสั่งไม่ให้มีการประกาศกฎอัยการศึก ชาวเมืองลกเอี๋ยงสามารถเข้าออกได้ตามปกติ หากมีทหารคนใดกล้าระรานชาวบ้าน สามารถไปแจ้งร้องเรียนได้ที่ค่ายทัพของฉู่อ๋องทางตอนเหนือของเมือง และฉู่อ๋องจะลงโทษอย่างเด็ดขาด
หลังจากประกาศนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเมืองที่ตอนแรกซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมา พวกเขาค่อยๆ แง้มประตูบ้าน ชะโงกหน้าออกไปดูสถานการณ์ตามท้องถนนอย่างระมัดระวัง
พอเห็นว่าไม่มีการประกาศกฎอัยการศึกจริงๆ สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าตอนนี้ฉู่อ๋องได้แบ่งทัพออกเป็นสองสาย สายหนึ่งนำโดยจ่างสื่อกงซุนหง ไปล้อมจับหรู่หนานอ๋องซือมาเลี่ยง ส่วนอีกสายนำโดยชิงเหออ๋องซือมาเสีย ไปล้อมจับไท่เป่าเว่ยกว่าน ชาวบ้านก็ไม่สนอันตราย พากันวิ่งตามหลังขบวนทหารไปดูให้เห็นกับตา ถึงอย่างไรซะ การได้เห็นขุนนางระดับผู้สำเร็จราชการแผ่นดินถูกจับกุม ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ร้อยปีจะมีให้เห็นสักครั้ง เทียบได้กับเหตุการณ์ที่เจี่ยฉงสั่งคนฟันเกากุ้ยเซียงกงตายกลางถนนเลยทีเดียว
เล่าเซี่ยนสั่งห้ามคนในจวนอันลกก๋งไม่ให้ออกไปมุงดูความวุ่นวาย แต่ในขณะเดียวกันก็คอยติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซือมาเลี่ยงและเว่ยกว่านจะรับมืออย่างไรกันนะ
คำตอบคือไม่มีการรับมือใดๆ ทั้งสิ้น
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หรู่หนานอ๋องซือมาเลี่ยงก็ถูกกงซุนหงจับใส่รถเข็นนักโทษนำตัวออกจากวัง ซือมาเลี่ยงตะโกนร้องลั่นออกมาจากในรถ "ข้าถูกใส่ร้าย! ข้าถูกปรักปรำ!"
"ความจงรักภักดีของข้าฟ้าดินเป็นพยาน ต่อให้เปิดเผยให้คนทั้งใต้หล้ารับรู้ ข้าก็ไม่ละอายใจเลยแม้แต่น้อย! อ๊าก! พวกเจ้าพวกคนถ่อยไร้คุณธรรม บังอาจมาปรักปรำคนบริสุทธิ์แบบนี้! วันข้างหน้าพวกเจ้าจะต้องตายอย่างศพไม่สวย!"
น้ำเสียงของหรู่หนานอ๋องเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเศร้าสลด แต่สภาพของเขากลับดูน่าขัน เส้นผมถูกตีจนหลุดลุ่ย สองมือถูกล่ามโซ่ติดกับรถนักโทษ ต้องยืนแอ่นพุงกลมๆ รับแสงแดดแผดเผา เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ใบหน้าแดงก่ำราวกับหมูที่รอการเชือด
แต่ชาวบ้านก็ยังอดสงสารหรู่หนานอ๋องไม่ได้ จึงพากันเดินตามขบวนรถไป พลางเอาพัดมาพัดวีให้เขาไปตลอดทาง
ส่วนเว่ยกว่านนั้นโชคไม่ดีเท่า เว่ยกว่านคือมันสมองของกลุ่มหรู่หนานอ๋อง นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้ดี และเว่ยกว่านก็ทำตามที่เคยรับปากกับเล่าเซี่ยนไว้ นั่นคือเขาจะไม่ยอมประนีประนอมเด็ดขาด
ดังนั้นหลังจากที่ชิงเหออ๋องซือมาเสียนำทัพมาล้อมจวน เขาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับผิด และยังคิดจะนำผู้ติดตามต่อสู้ขัดขืน ซือมาเสียจึงสั่งให้ทหารหนึ่งพันนายบุกเข้าไปในจวนเว่ยกว่าน สังหารคนในครอบครัวของเว่ยกว่านทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กน้อยรวมเก้าชีวิต พร้อมด้วยองครักษ์กว่าร้อยคน และบ่าวไพร่สาวใช้ในจวนอีกกว่าหกสิบคนจนหมดสิ้น
เมื่อทราบข่าวการตายของเว่ยกว่าน ซือมาเหว่ยก็สั่งให้กงซุนหงประหารชีวิตซือมาเลี่ยงตรงนั้นทันที นำศพของหรู่หนานอ๋องไปโยนทิ้งไว้ใต้กำแพงเมืองฝั่งเหนือ ซือมาจวี่ผู้เป็นซื่อจื่อก็ถูกสังหารตามไปด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ซือมาเหว่ยยกทัพมาปิดล้อมเมืองลกเอี๋ยงเพียงครึ่งวันเท่านั้น
หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของซือมาเลี่ยงและเว่ยกว่าน เล่าเซี่ยนก็ถอนหายใจยาวๆ อย่างอดไม่ได้ เขาหันไปพูดกับขิกอันว่า "นี่เรียกได้ว่าเป็นคดีอยุติธรรมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัชศกไท่สือเป็นต้นมาเลยนะ เป็นการกระทำที่ขัดต่อลิขิตสวรรค์จริงๆ!"
ทว่าสิ่งที่ขิกอันให้ความสนใจกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาถามขึ้น "ตอนนี้ฉู่อ๋องก็กำจัดหรู่หนานอ๋องและไท่เป่าได้แล้ว ทำไมยังไม่ถอยทัพอีกล่ะ"
เล่าเซี่ยนวิเคราะห์จนทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงตอบไปว่า "เขากำลังใช้กองทัพนับแสนนี้บีบให้ฮองเฮาแต่งตั้งเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการน่ะสิ! ถ้ายังไม่ได้ตำแหน่ง เขาก็ไม่ยอมถอยทัพหรอก"
"แล้วถ้าฮองเฮาไม่ยอมประนีประนอมล่ะ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็คงจะฉวยโอกาสนี้กวาดล้างพรรคพวกของฮองเฮาไปเลย บีบให้ฮองเฮาต้องยอมจำนน ฮองเฮาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว..."
พูดถึงตรงนี้ เล่าเซี่ยนก็หยุดชะงักไปกะทันหัน ในวินาทีนั้นเอง เขาเพิ่งตระหนักถึงปัญหาบางอย่าง มีบางอย่างผิดปกติ ทุกอย่างมันผิดปกติไปหมด! ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะราบรื่นเกินไปสำหรับซือมาเหว่ย ไม่จำเป็นต้องวางแผนอะไรเลย ราวกับว่าเขาเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากสวรรค์อย่างนั้นแหละ
แต่เล่าเซี่ยนรู้ดีถึงขุมกำลังของฉู่อ๋อง ในบรรดากุนซือของเขามีคนที่ไว้ใจได้อย่างแท้จริงแค่ประมาณสองร้อยคน กองทัพที่เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังหลักจริงๆ ก็มีไม่เกินห้าพันนาย แถมคนที่มีความสามารถส่วนใหญ่ก็ถูกย้ายไปประจำการที่อื่นหมดแล้ว และครั้งล่าสุดที่เขาได้เจอกับซือมาเหว่ย คนที่พอจะเรียกใช้งานได้ก็มีเพียงเชื้อพระวงศ์รุ่นเดียวกันไม่กี่คน ที่เหลือก็มีแต่พวกฉวยโอกาสทั้งนั้น แผนการที่หละหลวมขนาดนี้ จะกลายเป็นแผนที่ฟ้าประทานมาได้อย่างไร
ขนาดการทำรัฐประหารที่สุสานเกาผิงหลิงของซือมาอี้ ยังต้องใช้เวลาวางแผนตั้งหลายปี ถึงจะสามารถโค่นล้มโจซองได้ ฮองเฮาเจี่ยจะไร้ความสามารถยิ่งกว่าโจซองเชียวหรือ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เล่าเซี่ยนก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เขารู้แล้วว่าอะไรที่ผิดปกติ ด้วยขุมกำลังที่ซือมาเหว่ยมีอยู่ในตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถควบคุมกองกำลังทหารรักษาพระองค์ได้ทั้งหมด ในนามเขาอาจจะมีอำนาจสั่งการทหาร แต่ในความเป็นจริง หยางจวิ้นในตอนนั้นก็มีอำนาจสั่งการทหารในนามไม่ใช่หรือ สุดท้ายก็ยังถูกทหารรักษาพระองค์ทำรัฐประหารจนโดนประหารชีวิตล้างบางถึงสามชั่วโคตรอยู่ดี
ก่อนหน้านี้ซือมาเหว่ยจัดระเบียบกองทัพใหม่ สังหารผู้คนเพื่อข่มขวัญ ตามหลักแล้ว ช่วงเวลานี้ทหารน่าจะมีความไม่พอใจสะสมอยู่อย่างมาก แต่ตอนนี้ ซือมาเหว่ยกลับสามารถระดมกองทัพนับแสนนายได้ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอย่างแน่นอน เป็นไปได้ว่าฮองเฮาเจี่ยแอบซ่อนหมากเด็ดไว้ในกองทัพเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะตลบหลังได้ทุกเมื่อ!
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่มันคือความจริงแน่นอน! คิดถึงตรงนี้ เล่าเซี่ยนก็อดรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่ได้
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของตาข่ายผืนใหญ่ที่ลกกีบอกว่าเตรียมไว้จัดการกับฉู่อ๋องแล้ว
ก่อนหน้านี้เล่าเซี่ยนหลงเข้าใจผิดคิดว่าฮองเฮาเจี่ยจับมือเป็นพันธมิตรกับหรู่หนานอ๋อง แต่ดูเหมือนว่าฮองเฮาเจี่ยจะใช้หรู่หนานอ๋องเป็นแค่ฉากบังหน้า ทำให้ซือมาเหว่ยตายใจ แล้วฉวยโอกาสแฝงตัวสายลับเข้าไปในกองทัพ รอจังหวะตลบหลังในวินาทีที่ซือมาเหว่ยคิดว่าตัวเองชนะแน่ๆ นี่สิถึงจะเป็นไพ่ตายที่แท้จริง!
ช่างเป็นแผนการที่ล้ำลึกอะไรเช่นนี้ ใครกันนะที่เป็นคนวางแผนนี้
แต่เล่าเซี่ยนไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้เขารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจราวกับยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ หากวันนี้ฮองเฮาเจี่ยตั้งใจจะกวาดล้างซือมาเหว่ยจริงๆ เขาจะสามารถเอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้จริงหรือ เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ด้านนอกประตูซือมา ธงรูปสัตว์มงคลโจวอวี๋ความสูงสามจ้างถูกชูขึ้นอย่างช้าๆ สัตว์มงคลรูปร่างคล้ายพยัคฆ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการระงับศึกสงครามตัวนี้ กำลังแยกเขี้ยวเล็บหันหน้าไปทางทิศเหนือ
[จบแล้ว]