- หน้าแรก
- ตำนานทายาทผู้สาบสูญ
- บทที่ 100 - งานมงคลสมรส ตอนที่หนึ่ง
บทที่ 100 - งานมงคลสมรส ตอนที่หนึ่ง
บทที่ 100 - งานมงคลสมรส ตอนที่หนึ่ง
บทที่ 100 - งานมงคลสมรส ตอนที่หนึ่ง
★★★★★
รัชศกหยวนคังปีที่หนึ่ง เดือนอ้าย วันซินเหม่า ณ จวนเซียงหยางโหว
"แผนการสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว"
ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ หลี่เจ้ากระซิบกับเล่าเซี่ยนเสียงแผ่ว
"สำนักซ่างซูเสิ่งมีราชโองการลงมาแล้ว อีกไม่กี่วันจะเรียกตัวองค์ชายและหวยหนานอ๋องกลับเมืองหลวงพร้อมกัน"
เล่าเซี่ยนเผยรอยยิ้มพลางทอดถอนใจเสียงเบา "หยางจวิ้นเก็บอาการไม่อยู่แล้ว ความกล้าของเขาก็มีเพียงเท่านี้แหละ"
นับตั้งแต่ซือมาเหว่ยเดินทางมาไว้ทุกข์ที่ลกเอี๋ยงก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว หลังจากการเซ่นไหว้ที่ดึงดูดสายตาผู้คนนับหมื่นในครั้งนั้น ผิดคาดจากที่ทุกคนคิดไว้ ซือมาเหว่ยที่สร้างกระแสต่อต้านตระกูลหยางมาอย่างยาวนานกลับไม่ลงมือในทันที แต่เลือกที่จะนำกองทหารคุ้มกันกลับไปยังเซียงหยางตามกฎเกณฑ์ของราชสำนัก
ในขณะที่ทุกคนพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดว่าความขัดแย้งได้สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ใครจะคาดคิดว่าฉู่อ๋องจะไปกระตุกต่อมความหวาดระแวงของไท่ฟู่อีกครั้ง
ซือมาเหว่ยซ่องสุมกำลังฝึกทหารครั้งใหญ่ในมณฑลจิงโจว เพียงเวลาสั้นๆ ครึ่งปีกลับรวบรวมไพร่พลได้ถึงแสนนาย พ่อค้าวาณิชจากเหอหนานที่เดินทางผ่านเซียงหยาง เมื่อกลับถึงลกเอี๋ยงต่างก็พร่ำพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพจิงโจว ว่ากันว่าชุดเกราะสะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้า ธงรบโบกสะบัดบดบังแผ่นฟ้า ยิ่งใหญ่เทียบชั้นได้กับกองทัพวุยอู่เต้ตอนบุกโจมตีผาแดงในอดีตเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังไม่ใช่ฝีมือของซือมาเหว่ยเพียงคนเดียว หวยหนานอ๋องซือมาอวิ่นหลังจากกลับไปยังดินแดนศักดินาของตน ก็กว้านซื้อตัวยอดฝีมือเพลงดาบแห่งหวยหนาน จัดระเบียบกองทัพและฝึกฝนทหารอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูท่าทางเหมือนจะประสานงานร่วมกับซือมาเหว่ยอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งสองคนครอบครองดินแดนเดิมของง่อก๊กไว้ทั้งหมด หากพวกเขาก่อกบฏพร้อมกัน บ้านเมืองคงกลับไปสู่สภาพก่อนที่ซือมาเอี๋ยนจะปราบง่อก๊กได้ในพริบตา
ไท่ฟู่หยางจวิ้นวิตกกังวลกับเรื่องนี้อย่างหนัก ในที่สุดเมื่อไม่นานมานี้จึงตัดสินใจเรียกตัวซือมาเหว่ยกลับลกเอี๋ยง
และนั่นก็คือสิ่งที่ซือมาเหว่ยต้องการพอดี
"ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว" หลี่เจ้าหัวเราะ "องค์ชายอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต่อให้ทุ่มเทสร้างฐานอำนาจแค่ไหนก็เป็นเพียงการใช้กำลังส่วนน้อยต่อต้านแผ่นดินใหญ่ ย่อมต้องมีความเสี่ยงอยู่แล้ว"
"แต่การที่หยางจวิ้นเรียกเขากลับลกเอี๋ยง นั่นต่างหากที่เป็นเหมือนมังกรคืนสู่มหาสมุทรที่แท้จริง ขุนนางทั้งราชสำนักในเมืองหลวงล้วนเป็นคนขององค์ชาย หยางจวิ้นจะเอาอะไรมาสู้กับเขาได้"
แม้เล่าเซี่ยนจะรู้สึกว่าการก่อรัฐประหารครั้งนี้มั่นใจได้สิบส่วนเต็ม ทว่าหลี่เจ้าก็ดูจะมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย จึงกล่าวเตือนว่า "เรื่องนั้นดูจะมองการณ์ไกลเกินไป พี่หลี่ เรากลับมาคุยเรื่องหลักกันดีกว่า หยางจวิ้นเรียกองค์ชายเข้าเมืองหลวง ท่านพอจะได้ยินมาบ้างไหมว่าจะมอบหมายตำแหน่งอะไรให้"
"ข้าได้ยินมาว่า ดูเหมือนจะเตรียมให้องค์ชายรับตำแหน่งเว่ยเจียงจวิน"
"อืม แล้วมีตำแหน่งอื่นควบด้วยหรือไม่" เล่าเซี่ยนถามเพราะตำแหน่งเว่ยเจียงจวินในปัจจุบันเป็นเพียงตำแหน่งลอยที่ไม่มีอำนาจบริหารจริง
"ไม่ได้ระบุไว้ คงจะไม่มีกระมัง" หลี่เจ้ามองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง เขาแค่นยิ้มเยาะ "หยางจวิ้นคิดว่ามอบตำแหน่งลอยๆ ให้แล้วจะควบคุมองค์ชายได้ นั่นมันก็แค่ความฝันกลางวันเท่านั้นแหละ"
เล่าเซี่ยนกล่าวเสริม "เรื่องนี้มีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของเขายิ่งตกต่ำลงไปอีก"
"ได้ข่าวว่าช่วงนี้หยางจวิ้นทะเลาะกับหยางจี้และหยางเหยาด้วย"
"วันนี้เป็นงานมงคลของหงหย่วน พวกเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องพวกนี้เลย รอให้คนมากันครบแล้วค่อยหารือก็ยังไม่สาย"
ขณะที่กำลังสนทนากัน บทสนทนาของทั้งสองก็ถูกเมิ่งกวานขัดจังหวะ เขายืนอยู่กลางจวน กวาดสายตามองฝูงชนที่เดินผ่านไปมาพลางทอดถอนใจ "เฮ้อ งานมงคลดีๆ แท้ๆ กลับต้องมาใช้เป็นที่วางแผนลับ ช่างทำลายบรรยากาศเสียจริง"
ทั้งสองนิ่งเงียบไปในทันที เป็นเพราะเมิ่งกวานพูดถูก ในงานแต่งงานของสหาย แทนที่จะร่วมอวยพร พวกเขากลับมายืนสุมหัวคุยเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในแวดวงขุนนาง ช่างเป็นการหยามเกียรติความบริสุทธิ์ของความรักเสียจริง
ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ยังเป็นวันออกเรือนขององค์หญิงอิงชวน ซือมาซิวฮวาอีกด้วย
งานอภิเษกสมรสระหว่างองค์หญิงอิงชวนและหวังชุ่ย แท้จริงแล้วฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นรัชศกไท่คังปีที่สิบ เพียงแต่ตอนนั้นซิวฮวายังเด็กจึงเลื่อนออกไปก่อน จากนั้นก็ต้องมารอจนกว่าฮ่องเต้ซือมาเอี๋ยนจะสวรรคต งานมงคลจึงถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี ลากยาวมาจนถึงการเปลี่ยนรัชศกในปัจจุบันจึงได้จัดพิธีอย่างเป็นทางการ
ในฐานะพระธิดาองค์เล็กที่ฮ่องเต้อู่ตี้ ซือมาเอี๋ยนทรงโปรดปรานมากที่สุดเมื่อครั้งยังมีพระชนม์ชีพ งานอภิเษกสมรสขององค์หญิงอิงชวนเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ตระการตาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขุนนางระดับหกขึ้นไปในเมืองลกเอี๋ยงล้วนได้รับเชิญเกือบทั้งหมด
และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานแต่งงาน จวนเซียงหยางโหวแทบจะเหมาถนนทั้งสายหน้าจวนเพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกเหรื่อโดยเฉพาะ ถัดจากนั้นพวกเขาก็ปูผ้าแดงไปทั่วทุกตรอกซอกซอย แขวนโคมไฟประดับตามชายคาบ้านเรือน สาวใช้ถือดอกบัวสีขาวและสีชมพูยืนเรียงรายต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ตรงกลาง ทำเอาผู้คนตาลายไปตามๆ กัน
แขกเหรื่อเองก็ไม่กล้าชะล่าใจ นอกเหนือจากผู้ที่ป่วยจนลุกไม่ขึ้นจริงๆ รายชื่อที่ปรากฏอยู่บนเทียบเชิญก็มาร่วมงานกันแทบจะครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแปดตระกูลขุนนางผู้ก่อตั้งประเทศ บรรดาอ๋องหัวเมือง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หรือบัณฑิตผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างก็มาร่วมแสดงความยินดีที่จวนเซียงหยางโหวกันอย่างพร้อมหน้า
ของขวัญที่นำมามอบให้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเปิดหูเปิดตาแล้ว ของขวัญที่ตระกูลบัณฑิตส่งมามีทั้งม้วนอักษรภาพลำนำชุดเขียวของไช่ยงที่เจี่ยหมี่นำมามอบให้ ของขวัญของหวังข่ายคือมิงค์หิมะสีขาว หวังจี้มอบพิณเจียวเหว่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของล้ำค่าอย่างพระพุทธรูปหยกจากวัดม้าขาว ปะการังแดงจากตระกูลเฉินแห่งตงไห่ เข็มขัดทองคำจากตระกูลสวินแห่งอิงชวน
ทางด้านของขวัญจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ก็ไม่น้อยหน้ากัน ฉินอ๋องซือมาเจี๋ยนส่งม้าเบญจรงค์มาให้ห้าสิบตัว หวยหนานอ๋องซือมาอวิ่นมอบผ้าแพรไหมทองคำหนึ่งพันพับ ซือมาเหว่ยก็ส่งใบชาชั้นยอดจากเขาอู่อี๋ซานหนักสองร้อยชั่งมาให้ล่วงหน้า
แม้แต่ตัวเล่าเซี่ยนเองก็ไม่เว้น หลังจากรู้ว่าองค์หญิงชื่นชอบวิชากระบี่ เขาก็ปรึกษากับจู่ที่ กัดฟันยอมจ่ายทองคำเกือบร้อยชั่งเพื่อหาซื้อกระบี่วิเศษที่เฉินฟานเคยใช้จากตลาดมืดมาเป็นของขวัญวันแต่งงาน
ลำพังแค่ทรัพย์สินเงินทองที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงานครั้งนี้ เกรงว่าคงจะเทียบเท่ากับภาษีทั้งปีของเมืองใหญ่เมืองหนึ่งเลยทีเดียว
หลี่เจ้ายืนอยู่หน้าซุ้มประตูต้อนรับแขก กวาดสายตามองไปรอบๆ พลางทอดถอนใจ "หงหย่วนนี่ช่างมีวาสนาดีจริงๆ ในประเทศเรามีราชบุตรเขยตั้งมากมาย ไม่มีใครจัดงานได้ใหญ่โตหรูหราเท่าเขาสักคนเดียว"
เล่าเซี่ยนกล่าวเสริม "นั่นก็เป็นเรื่องปกติ นี่คืองานมงคลครั้งแรกของเมืองลกเอี๋ยงหลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต ทุกคนนอกจากจะมาร่วมแสดงความยินดีแล้ว ก็ยังใช้โอกาสนี้แสดงความรำลึกถึงพระองค์ด้วยกระมัง"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาละเอียดอ่อนที่ซือมาเหว่ยกำลังจะเข้าเมืองหลวงเช่นนี้ ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดความขัดแย้งมากเท่าไร ทุกคนก็ยิ่งต้องแสดงออกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากเท่านั้น
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่านี่คือความสงบจอมปลอม ทว่าสำหรับทั้งสองฝ่ายที่กำลังขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจทางการเมือง นี่กลับเป็นความสงบที่จำเป็นอย่างยิ่ง มันก็เหมือนกับการออกกระบี่ปลิดชีพ ผู้ลงดาบต้องอาศัยความสงบเพื่อปิดบังเจตนาและสะสมพลังของตน จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจู่โจมอย่างกะทันหัน แย่งชิงความได้เปรียบมาครองและตัดสินผลแพ้ชนะในรวดเดียว
ภายใต้งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสิบปีนี้ แท้จริงแล้วกำลังบ่มเพาะความวุ่นวายทางการเมืองของจักรวรรดิเอาไว้
เมิ่งกวานโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน "ข้าเองก็ค่อนข้างจะเอ็นดูองค์หญิงนะ"
"หา" ชายสองคนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งตกใจ
"ไม่ใช่ความชอบแบบนั้น" เมิ่งกวานรีบอธิบาย "พวกท่านคิดไปถึงไหนกัน ข้าไม่ได้หมายถึงความรักฉันหนุ่มสาว ข้าอายุสามสิบสี่แล้ว สร้างครอบครัวมาตั้งหลายปี ลูกชายคนโตก็ปาเข้าไปสิบเจ็ดแล้ว จะไปมีความคิดแบบนั้นกับองค์หญิงได้อย่างไร"
"ข้าหมายความว่า พอได้เห็นองค์หญิง ข้าก็มักจะนึกถึงลูกสาวที่ด่วนจากไปตั้งแต่ยังเล็กของข้าขึ้นมา"
"ตอนอายุยี่สิบเอ็ด ข้าเคยมีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อนางก็คือซิวฮวาเหมือนกัน นางเป็นเด็กฉลาดแกมโกง น่ารักน่าเอ็นดูพอๆ กับองค์หญิงเลยทีเดียว ข้ารักนางมาก แค่เห็นไอ้หนุ่มบ้านไหนเข้ามาใกล้ชิดนาง ข้าก็แทบจะกลั้นอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่ แต่พอนางร้องไห้ใส่ข้า ใจข้าก็ละลายไปหมด"
"พี่เมิ่งมีบุตรสาวด้วยหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
"ตอนนางอายุห้าขวบ นางป่วยเป็นไข้ทรพิษ ตอนนั้นบ้านข้ายากจน ไม่มีเงินพานางไปหาหมอ นางก็เลยด่วนจากไปตั้งแต่ยังเด็ก"
ยามที่เมิ่งกวานเล่าเรื่องนี้ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบจนเกินไปนัก ทว่าคนรอบข้างกลับสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำเสียงอันเรียบเฉยนั้น และต่างก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขา
แต่นี่ก็คือความจริง เรื่องราวทำนองนี้พบเห็นได้ทั่วไป แม้แต่ลูกหลานของฮ่องเต้ก็ใช่ว่าจะรอดชีวิตจนเติบใหญ่ได้ทุกคน ทุกคนทำได้เพียงเก็บซ่อนความขมขื่นนี้ไว้ให้เป็นดั่งระลอกคลื่นแห่งกาลเวลา ราวกับการเหยียบโดนก้อนกรวดระหว่างทางเดินก็เท่านั้น
"เฮ้อ หากลูกสาวข้ายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ก็คงถึงวัยออกเรือนแล้วล่ะ"
คำพูดของเมิ่งกวานทำให้เล่าเซี่ยนรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก จนถึงตอนนี้ความเสียใจที่สุดในชีวิตของเขาคือการไม่มีพ่อที่ดี และสิ่งที่เมิ่งกวานแสดงออกมาในยามนี้ ก็คือภาพลักษณ์ของคนเป็นพ่อในอุดมคติที่เขาใฝ่ฝันหาพอดิบพอดี
เขาคิดว่าหากเล่าสุนเป็นเหมือนเมิ่งกวาน วัยเด็กของเขาคงมีความสุขมากกว่านี้ไม่น้อย
เล่าเซี่ยนตบหลังเมิ่งกวานเบาๆ ตามสัญชาตญาณพลางเปลี่ยนเรื่องคุย "ไม่ว่าจะอย่างไร หงหย่วนก็มีวาสนาดีจริงๆ"
"ข้ายังจำได้ว่าเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เขากับข้าเป็นสหายร่วมศึกษาขององค์ชาย เขามององค์หญิงเพียงแวบเดียวก็ตกหลุมรักทันที บอกว่าชาตินี้จะไม่ยอมแต่งกับใครนอกจากนาง ในที่สุดเขาก็สมหวังแล้ว"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ"
"แน่นอนสิ ปีนั้นองค์หญิงเพิ่งจะอายุสิบสองขวบ พอเขาเหลือบไปเห็นก็ตาค้างไปเลย พูดจาอะไรไม่ออก เอาแต่ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ทำเอาองค์หญิงตกใจจนต้องหลบไป"
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีดังมาจากฝูงชนในตรอก พวกเขาหันไปมองตามเสียงและเห็นหวังชุ่ยกำลังขี่ม้าตัวใหญ่ นำหน้าขบวนรถม้าสามคันเคลื่อนตัวมาตามถนนอย่างช้าๆ
สีหน้าของหวังชุ่ยเบิกบานราวกับแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ แผ่ซ่านความปิติยินดีที่ได้สมหวังออกมาจากภายในสู่ภายนอก แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะดูธรรมดา ทว่าเมื่อมีความสุขมาช่วยเสริมแต่ง ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากเข้าไปใกล้ชิด
ขั้นตอนนี้เล่าเซี่ยนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาต้องไปรับเจ้าสาวนั่นเอง เพียงแต่ปีนั้นเล่าเซี่ยนไปรับที่จวนเจวียนเฉิงกง ทว่าหวังชุ่ยต้องนำขบวนรถม้าเข้าไปรับถึงในวังหลวง
เมิ่งกวานมองดูท่าทางของหวังชุ่ยแล้วหัวเราะหึๆ "ดีจริงเชียว ลูกชายคนโตของข้าก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหงหย่วน หากเขาได้แต่งงานกับองค์หญิงแบบนี้บ้าง ข้าก็คงตายตาหลับแล้ว"
"พี่เมิ่งฝันหวานเกินไปแล้ว ช่างน่าเสียดาย องค์หญิงอิงชวนเป็นพระธิดาองค์สุดท้ายของอดีตฮ่องเต้เชียวนะ"
เมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของหลี่เจ้า เมิ่งกวานกลับไม่สะทกสะท้าน เขายิ้มพลางตอบว่า "แค่คิดฝันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายเสียหน่อย มีอะไรให้พูดถึงกันเล่า"
เล่าเซี่ยนรู้สึกสงสัยเล็กน้อย จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ลูกชายของพี่เมิ่งอายุเท่านี้แล้วหรือ"
"ใช่แล้ว ข้าแต่งงานเร็ว มีลูกก็เลยเร็วตามไปด้วย" เมิ่งกวานชื่นชมเล่าเซี่ยนเป็นอย่างมาก จึงเปิดอกพูดคุยอย่างไม่มีปิดบัง "ตอนนี้ข้ามีลูกชายสามคน คนโตชื่อเมิ่งผิง คนรองชื่อเมิ่งเถา คนเล็กชื่อเมิ่งเหอ"
"ลูกคนโตตอนนี้เรียนอยู่ที่ไท่เสวีย สอบคัดเลือกของไท่เสวียมาสองครั้งแล้ว เฮ้อ ไม่เอาถ่านเอาเสียเลย จนป่านนี้ยังสอบไม่ผ่านเลย"
ปากเมิ่งกวานบอกว่าไม่เอาถ่าน ทว่าเล่าเซี่ยนมองออกว่าเขาพึงพอใจในตัวลูกชายทั้งสามคนมาก ความรักและความภาคภูมิใจที่ฉายชัดบนใบหน้านั้นแทบจะล้นทะลักออกมา
เตี้ยนจงจงหลางวัยสามสิบสี่ปีผู้นี้ อาศัยจังหวะที่กำลังอารมณ์ดี เล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองต่ออย่างลื่นไหล
เขาเกิดในตระกูลเมิ่งแห่งเหอหนาน บรรพบุรุษคือไท่เว่ยเมิ่งอวี้ในรัชสมัยฮั่นเลนเต้ และยังเป็นน้องชายของเมิ่งเปินในยุคนั้นอีกด้วย
ในยุคที่คนทั้งสองกุมอำนาจ ตระกูลเมิ่งเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทว่าหลังจากเกิดกบฏสิบขันที ตระกูลของเขาก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับขันที
เมิ่งเสิ่น ปู่ของเมิ่งกวาน เคยดำรงตำแหน่งเสี้ยวเว่ยในกองทัพของโจโฉ ทว่าในศึกเขาเตงกุนซาน เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งเนื่องจากรบพ่ายแพ้ พอตกมาถึงรุ่นของเมิ่งกวาน ตระกูลสูงศักดิ์ในอดีตก็กลายเป็นเพียงครอบครัวยากจนข้นแค้น ต้องทนรับสายตาดูแคลนจากเหล่าบัณฑิตมาอย่างแสนสาหัส
"เพราะฉะนั้นข้าจึงตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่เด็ก ว่าจะต้องล้างมลทินให้ตระกูลให้จงได้ ตอนอายุสิบขวบ ข้าฝึกยิงธนูจนนิ้วถูกบาดเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนนั้นข้าเจ็บมาก แต่ก็กลัวคนอื่นจะหัวเราะเยาะ เลยอ้างว่าจะกลับบ้านไปอ่านตำราพิชัยสงคราม ผลคือนอนร้องไห้ไปทั้งคืน ตอนนี้พอนึกถึงขึ้นมาก็รู้สึกตลกดีเหมือนกัน"
"น่าเสียดายนัก กว่าข้าจะได้เป็นเตี้ยนจงจงหลางอายุก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลย"
เมิ่งกวานจ้องมองนิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านของตน พลันรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา "หวยชง ชีวิตคนเรานะ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหน้าที่การงานและครอบครัว เจ้ายังหนุ่มยังแน่น กลับมีบรรดาศักดิ์ก๋งให้สืบทอดแล้ว ช่างน่าอิจฉาเสียจริง"
"หลังจากที่ข้ามาสวามิภักดิ์ต่อองค์ชาย หากข้าสามารถสร้างผลงานได้บ้าง เพื่อให้ลูกๆ ไม่ต้องมาดิ้นรนต่อสู้เหมือนข้า ไม่ต้องทนรับสายตาดูถูกจากใครอีก เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว"
นี่คือคำพูดที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่เล่าเซี่ยนเคยได้ยินมา เมิ่งกวานไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งและน่าเกรงขามเหมือนคนอื่น เขาเพียงแค่มีความปรารถนาที่อยากจะให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นและมีศักดิ์ศรีมากขึ้นก็เท่านั้น ทว่าเพราะเหตุผลที่ซื่อตรงเช่นนี้ จึงไม่มีใครสามารถโต้แย้งเขาได้เลย
เพียงแต่เล่าเซี่ยนนึกสงสัย เหตุใดความปรารถนาอันแสนเรียบง่ายเช่นนี้ จึงทำให้ผู้คนต้องเข้ามาพัวพันกับการก่อรัฐประหารได้เล่า
คำตอบนั้นหาได้ไม่ยากเลย เป็นเพราะเส้นทางอื่นล้วนถูกเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจยึดครองไปจนหมดสิ้นแล้ว เมิ่งกวานจึงไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินอีกต่อไป
เล่าเซี่ยนตระหนักรู้ ปัญหาที่แท้จริงของความวุ่นวายในประเทศ ดูเผินๆ อาจเกิดจากคุณธรรมที่เสื่อมถอย ทว่าระบบการคัดเลือกคนที่ไม่เป็นธรรมต่างหากที่เป็นสาเหตุโดยตรง
เมิ่งกวานเอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน "หวยชง ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแต่งงานมานานแล้วนี่"
"อ้อ ข้าเพิ่งแต่งงานมาได้สามปีเอง"
"สามปีก็ไม่ถือว่าสั้นแล้วนะ ทำไมถึงยังไม่มีลูกอีกล่ะ"
คำถามนี้ทำเอาเล่าเซี่ยนถึงกับตั้งตัวไม่ติด เข้ารับราชการมาตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนนอกถามเรื่องนี้ "ข้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลย อาจจะยังไม่ถึงเวลากระมัง"
"ฮ่าฮ่า การสืบทอดทายาทไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ โดยเฉพาะคนอย่างพวกเราที่เอาชีวิตไปแขวนไว้บนคมดาบ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ" เมิ่งกวานถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตให้เขาฟัง "มิเช่นนั้นหากวันใดวันหนึ่งตายไป คนรุ่นหลังที่ไหนจะจำเจ้าได้เล่า"
"แม้บนโลกนี้จะมีลูกหลานอกตัญญูมากมาย แต่ก็ไม่มีใครที่น่าเชื่อใจไปกว่าลูกหลานของตัวเองอีกแล้ว"
"หยุดพูดเถอะ" หลี่เจ้าโพล่งขัดจังหวะ "ดูนั่นสิ หงหย่วนกลับมาแล้ว"
ในขณะที่เขาพูด เสียงดนตรีบรรเลงก็ค่อยๆ ดังแว่วมา ขบวนรถม้าอันวิจิตรตระการตาก็ปรากฏสู่สายตา
ขบวนขากลับดูยิ่งใหญ่อลังการ นอกเหนือจากรถม้าห้าคันที่องค์หญิงนำมาด้วยแล้ว ยังมีนางกำนัลนับร้อยคนถือโคมไฟเดินนำหน้า ท่ามกลางท้องฟ้ายามพลบค่ำราวกับมังกรยาวสองตัวขนาบซ้ายขวา
ด้านหน้ามีนักดนตรีหลวงเป็นผู้เป่าปี่ตีกลอง ส่วนด้านหลังก็มีธงประจำพระองค์ตั้งเรียงราย แสดงถึงความสำคัญที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อองค์หญิงอิงชวน
หลังจากขบวนรถม้าขององค์หญิงจอดสนิทที่หน้าประตูจวน ผู้คนกลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ผู้ที่มาไม่ได้มีเพียงองค์หญิงเท่านั้น ทว่าด้านหลังขบวนแห่เจ้าสาวกลับมีขบวนรถม้าอีกขบวนหนึ่งตามมาติดๆ รถคันนั้นได้รับการคุ้มกันจากกองทหารหู่เปิน มีธงทิวที่เขียนคำว่า "หยาง" และ "ไท่ฟู่" อย่างชัดเจน
ที่แท้ไท่ฟู่หยางจวิ้นก็ติดตามขบวนเจ้าสาวมาติดๆ เช่นกัน
[จบแล้ว]