เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - ถูกแมวมองหมายหัว

บทที่ 3 - ถูกแมวมองหมายหัว

บทที่ 3 - ถูกแมวมองหมายหัว


บทที่ 3 - ถูกแมวมองหมายหัว

"จำลองตัวอักษรหลานถิงซวี่ ลายมือพลิ้วไหวดั่งเมฆาลอยน้ำไหล"

"ผลักบานประตูใต้แสงจันทร์ ละเอียดอ่อนดั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของเธอ"

"รีบร้อนจารึก ป้ายหินพันปีลอกเลียนง่ายแต่งามของเธอนั้นยากจะลอกเลียน"

"ผลงานชิ้นเอกไร้ที่ติ ความจริงใจนี้จะมอบให้ใคร"

น้ำเสียงของลู่ชิงอวี่นั้นใสกระจ่าง บริเวณใกล้เคียงมีคนมาเดินเล่นกันเยอะแยะ เดิมทีทุกคนก็แค่เดินผ่านไปมาไม่ได้สนใจอะไร แต่พอลู่ชิงอวี่อ้าปากร้องเพลงก็ทำเอาทุกคนอดไม่ได้ที่จะหยุดฟัง

คนที่เดินผ่านไปมาบอกไม่ถูกว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน รู้แค่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ร้องเพลงเพราะมาก เพลงนี้ก็แปลกใหม่ชวนให้คนหลงใหลไปกับมันอย่างไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือเครื่องดนตรีที่เขาใช้คือซอเอ้อร์หูนะ ยุคนี้ยังมีใครใช้เครื่องดนตรีแบบนี้อยู่อีกเหรอ เสียงที่สีออกมาไม่ควรจะทั้งเชยทั้งน่าเกลียดหรอกหรือ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เพราะจับใจขนาดนี้ล่ะ

เพียงแค่ไม่กี่ท่อนก็ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับก้าวขาไม่ออกเสียแล้ว

ตอนนี้ซูจี้สิงตาค้างไปแล้ว เขาเข้าใจมูลค่าของเพลงนี้ดีเกินกว่าใคร

แถมเด็กคนนี้แม้จะดูมอมแมมไปหน่อย ทรงผมก็ดูเหมือนพวกเด็กแว้นไปนิด แต่โครงหน้ากลับดูดีมาก ถ้าจับมาแต่งตัวสักหน่อยก็คงหล่อเหลาเอาการเลยล่ะ

บริษัทของพวกเขากำลังต้องการคนพอดี ถ้าเขาสามารถเซ็นสัญญากับเด็กคนนี้ได้ล่ะก็

ต้นกล้าชั้นดีแบบนี้ ซูจี้สิงไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปแน่นอน

ลู่ชิงอวี่ยังคงร้องเพลงต่อไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองถูกซูจี้สิงหมายหัวเข้าให้แล้ว และไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ารอบๆ แผงลอยเล็กๆ ของเขาถูกคนมุงดูจนแน่นขนัดเป็นชั้นๆ จนแทบจะไม่มีที่ว่างให้แทรกตัวเข้าไปแล้ว

ส่วนซูจี้สิงก็ยืนปักหลักอยู่แถวหน้าสุดอย่างเหนียวแน่น

"ฉบับคัดลอกเขียนง่าย แต่กลิ่นหมึกยังคงอบอวลทิ้งกลิ่นอายไว้เคียงคู่เธอ"

"ชาดแดงหนึ่งบรรทัด สรุปแล้ววงกลมล้อมใครไว้"

"ไม่เกี่ยวกับสายลมและแสงจันทร์ ฉันจารึกคำนำรอเธอกลับมา"

"ตวัดพู่กันเป็นเอกลักษณ์ คลื่นริมฝั่งซัดสาดเป็นพันระลอก"

"คำว่ารักอธิบายอย่างไร ลงพู่กันอย่างไรก็ไม่ถูก"

"แต่ฉันกลับขาดเพียงความเข้าใจในตัวเธอไปชั่วชีวิต"

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ซูจี้สิงก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว เขามองลู่ชิงอวี่ด้วยสายตาที่เป็นประกายระยิบระยับ

เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด ต้องเซ็น ต้องเซ็นสัญญาให้ได้

การลงน้ำหนักเสียงในแต่ละท่อนของลู่ชิงอวี่ รวมถึงการใช้เทคนิคต่างๆ ล้วนทำได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แถมในเนื้อเพลงยังอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักร้องในบริษัทที่ฝึกฝนมาสองสามปีแล้วยังสู้เขาไม่ได้เลย นี่แหละที่เรียกว่าพรสวรรค์

และสิ่งลู่ชิงอวี่ทำต่อไปก็ทำเอาซูจี้สิงถึงกับขนลุกซู่ สวรรค์ นี่มันเสียงอะไรกันเนี่ย

"ไม่เกี่ยวกับสายลมและแสงจันทร์ ฉันจารึกคำนำรอเธอกลับมา"

"ตวัดพู่กันเป็นเอกลักษณ์ คลื่นริมฝั่งซัดสาดเป็นพันระลอก"

"คำว่ารักอธิบายอย่างไร ลงพู่กันอย่างไรก็ไม่ถูก"

"ฉันขาดเพียงความเข้าใจในตัวเธอไปชั่วชีวิต"

คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็ตะลึงงัน พวกเขาไม่เคยเห็นใครร้องเพลงแบบนี้มาก่อนเลย พวกเขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปกันอย่างบ้าคลั่ง

"เพราะจังเลย นี่มันเทคนิคการร้องแบบไหนกันเนี่ย"

"ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินคนร้องเพลงแบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน เสียงนี้ทั้งอ่อนโยนและทรงพลัง แถมเขาเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ร้องออกมาแล้วกลับคล้ายกับผู้หญิงร้องโอเปร่าเลย"

"เจอขอทานน้อยร้องเพลงเพราะมากที่มุมถนน เจอความสามารถแบบนี้เข้าไป ต้องให้รางวัลสักร้อยหยวนแล้ว"

"เพราะมาก เพลงนี้ชื่อเพลงอะไรเหรอ เป็นเพลงใหม่ของดาราดังคนไหนหรือเปล่า"

ความแตกต่างระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกและเสียงดนตรีของลู่ชิงอวี่ ทำให้เขาได้รับการแชร์วิดีโอลงบนอินเทอร์เน็ตอย่างล้นหลามในทันที

เมื่อเสียงร้องงิ้วของลู่ชิงอวี่เปล่งออกมา คุณลุงก็ถึงกับชะงักงัน เดิมทีคิดว่าเด็กคนนี้ก็แค่พอรู้เรื่องดนตรีแบบงูๆ ปลาๆ ไม่นึกเลยว่าจะร้องเพลงได้เพราะขนาดนี้

และท่อนเมื่อครู่นี้ก็คงจะเป็นเทคนิคการร้องงิ้วสินะ คุณลุงชอบฟังงิ้วปักกิ่ง รู้สึกว่ามีบางจุดที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หรือว่าเด็กคนนี้จะคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาเอง

ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ตอนแรกแกคิดว่าเป็นแค่ขอทานน้อยธรรมดา แต่พอกลับมามองดูบุคลิกของเด็กคนนี้อีกครั้ง จะดูยังไงก็ไม่เหมือนเด็กที่โตมาจากครอบครัวยากจนเลย ทายาทที่เพื่อนเก่าของแกทุ่มเงินปีละสิบล้านเพื่อปั้นขึ้นมายังทำได้แค่นี้เอง

เมื่อจบเพลง ลู่ชิงอวี่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็แทบจะสะดุ้งสุดตัว

ไม่ใช่เพราะผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ หรอกนะ แต่เป็นเพราะมีใบหน้าหนึ่งยื่นเข้ามาใกล้หน้าเขาจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว

ซูจี้สิงฉีกยิ้มกว้างจนหน้าบานราวกับมีมรูปสุนัขแยกเขี้ยว

ลู่ชิงอวี่ตกใจจนผงะหงายหลัง ตอนนี้ซูจี้สิงไม่เหมือนผู้จัดการดาราเลยสักนิด เขาเหมือนพวกแก๊งลักพาตัวเด็กมากกว่า

ตอนนี้ซูจี้สิงแทบอยากจะหาตงฉินมาครอบหัวลู่ชิงอวี่แล้วจับยัดใส่กระสอบแบกกลับบ้านไปเสียเดี๋ยวนี้เลย

"น้องชาย ปีนี้น้องอายุเท่าไหร่แล้ว อยากเป็นดาราไหม"

ลู่ชิงอวี่มองดูท่าทางของซูจี้สิงแล้วคิดว่าหมอนี่น่าจะป่วยแน่ๆ เขาคิดว่าฉันเป็นเด็กวัยรุ่นที่หลอกง่ายนักหรือไง อยากเป็นดาราเหรอ ฉันไม่อยากเป็นหรอก ฉันอยากเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ให้ดาราต่างหากล่ะ

"ขอบคุณครับ ผมไม่สนใจ"

ลู่ชิงอวี่ปัดมือคนที่ขวางหน้าออกเพื่อจะดูว่าในกล่องเหล็กมีเงินอยู่เท่าไหร่ คุณลุงยังอยู่ตรงนี้ทั้งคน เขาคาดว่าซอจี้สิงคงไม่กล้าทำอะไรหรอก

ซูจี้สิงโดนปัดมือออกก็ไม่ได้โกรธ ยังคงนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ เพื่อรอโอกาสคุยกับลู่ชิงอวี่

พอลู่ชิงอวี่มองไปที่กล่องเหล็ก โห เงินเยอะไม่เบาเลยนะเนี่ย

คุณลุงหัวเราะร่าพลางหยิบเงินทั้งหมดออกมาจากกล่อง หลังจากคลี่เงินทั้งหมดออก แกก็หยิบเงินออกมาสองร้อยหกสิบหยวน แล้วยื่นปึกเงินก้อนเล็กๆ ที่เหลือให้ลู่ชิงอวี่ทั้งหมด

"เงินสองร้อยหกสิบหยวนนี้เป็นเงินที่ฉันเอาใส่กล่องไว้เอง ส่วนที่เหลือนี้ยกให้นายทั้งหมดเลย"

คุณลุงที่มาสีซอเอ้อร์หูก็ต้องรักษาหน้าตัวเองเหมือนกัน หลานสาวอุตส่าห์ซื้ออุปกรณ์ครบชุดมาให้ขนาดนี้ ถ้าแกหาเงินไม่ได้เลยก็คงจะเสียหน้าแย่ ดังนั้นตอนที่มาถึง แกจึงล้วงเงินในกระเป๋าออกมาใส่กล่องไว้ก่อนเพื่อแกล้งทำเป็นว่าหาเงินได้

ลู่ชิงอวี่งุนงงไปหมด

"คุณลุงครับ เงินพวกนั้นไม่ใช่เงินที่คุณลุงหามาได้ทั้งหมดเหรอครับ"

คุณลุงตอบกลับ

"โธ่เอ๊ย เปิดหมวกโชว์ริมถนนมันจะไปหาเงินได้สักกี่บาทกันเชียว อีกอย่างฉันก็สีซอไม่เพราะด้วย"

ลู่ชิงอวี่อึ้งไปเลย

"คุณลุงอย่าถ่อมตัวไปเลยครับ ก่อนที่ผมจะมาก็เห็นมีคนให้เงินคุณลุงตั้งเยอะแยะ"

คุณลุงตอบ

"อ้อ พวกนั้นเป็นพนักงานร้านกาแฟของหลานสาวฉันเอง หลานสาวฉันให้พวกมาช่วยดูแลฉันน่ะ"

ลู่ชิงอวี่ถึงกับช็อก บทเรียนแรกในการมาอยู่ต่างโลกนี้ คุณลุงเป็นคนสอนให้เขารู้ซึ้งเลยทีเดียว

ลู่ชิงอวี่นับเงินในมือดู ปรากฏว่ามีตั้งแปดร้อยหกสิบหยวน เมื่อครู่นี้คนมุงดูเยอะก็จริง แต่มีแค่คนแถวหน้าสุดเท่านั้นที่ให้เงินรางวัล คนข้างหลังเข้ามาไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ

พอคุณลุงได้ยินว่าลู่ชิงอวี่ได้เงินตั้งแปดร้อยหกสิบหยวน ก็รีบยกนิ้วโป้งให้ลู่ชิงอวี่ทันที

"ได้เยอะจริงๆ นะเนี่ย ฉันหาเงินทั้งเดือนยังไม่ได้เท่านี้เลย"

แม้คุณลุงจะไม่รับ แต่ลู่ชิงอวี่ก็ยังคงแบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้คุณลุงอยู่ดี เพราะในหลักการทำธุรกิจของเขา การรักษาคำพูดและรักษาสัจจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เมื่อคุณลุงเห็นท่าทางยืนกรานของลู่ชิงอวี่ ก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้เด็กหนุ่มคนนี้ เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

เมื่อคุณลุงเห็นว่าลู่ชิงอวี่ยังคงยืนกราน แกจึงยอมรับเงินไว้ในที่สุด

หลังจากบอกลาคุณลุงแล้ว ลู่ชิงอวี่ก็ลุกขึ้นและเดินตรงไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทันที เขาหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว

ใครจะไปรู้ว่าซูจี้สิงไม่เพียงแต่ไม่ยอมจากไป แต่กลับยังเดินตามมาอีกต่างหาก

"นี่ น้องชาย เรามาคุยกันหน่อยเถอะ พี่จะไม่รบกวนเวลาน้องนานหรอก บ้านน้องอยู่ที่ไหนเหรอ ให้พี่ไปส่งน้องแล้วเราก็คุยกันไปด้วยดีไหม"

ลู่ชิงอวี่ทำเป็นหูทวนลม เมื่อมาถึงซูเปอร์มาร์เก็ตเขาก็มองไปที่น่องไก่ทอดสีเหลืองกรอบที่วางเรียงรายอยู่ในตู้กระจกจนน้ำลายสอ เขาหยิบน้ำมาขวดหนึ่ง สั่งน่องไก่สองชิ้น จ่ายเงินเสร็จสรรพก็นั่งกินอยู่ตรงกระจกหน้าร้านซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ

ซูจี้สิงทำหน้าประจบสอพลอ

"น้องชาย น้องชื่ออะไรเหรอ"

แม้จะหิวมาก แต่มารยาทที่ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กก็ยังคงอยู่ ลู่ชิงอวี่สวมถุงมือพลาสติก ท่าทางการกินของเขาดูสุภาพเรียบร้อยและน่ามองมาก ตอนนี้เขารู้สึกหิวจนในหัวมีแต่น่องไก่ ลู่ชิงอวี่จึงก้มหน้าก้มตากินน่องไก่อย่างตั้งอกตั้งใจและสุภาพเรียบร้อย

ซูจี้สิงถามต่อ

"น้องชาย น้องอายุครบสิบแปดปีหรือยัง ที่บ้านยังมีใครอยู่ไหม เอาอย่างนี้ดีกว่า น้องแนะนำพ่อแม่ของน้องให้พี่รู้จักหน่อยสิ เดี๋ยวพี่จะไปคุยกับพวกท่านเอง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - ถูกแมวมองหมายหัว

คัดลอกลิงก์แล้ว