- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 160 - หลอมรวมจิตวิญญาณ ปราณกระบี่สะกดทั่วสารทิศ
บทที่ 160 - หลอมรวมจิตวิญญาณ ปราณกระบี่สะกดทั่วสารทิศ
บทที่ 160 - หลอมรวมจิตวิญญาณ ปราณกระบี่สะกดทั่วสารทิศ
บทที่ 160 - หลอมรวมจิตวิญญาณ ปราณกระบี่สะกดทั่วสารทิศ
◉◉◉◉◉
กระบี่เดียวสังหารหนึ่งคน
บรรยากาศทั่วทั้งลานกว้างแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมา
บางคนที่คิดจะเคลื่อนไหวในตอนแรกพลันสงบเสงี่ยมลงทันที
สายตาจ้องมองเซียวชิวสุ่ยด้วยความหวาดผวา
เพียงหนึ่งกระบี่ก็สะเทือนเลื่อนลั่นแฝงอานุภาพตัดแม่น้ำผ่ามหาสมุทร ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกว่าหากพุ่งเข้าไปก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น
แววตาของเฉียนเทียนเฉินมืดมนลง
เซียวชิวสุ่ยสร้างแรงกดดันขุมหนึ่งให้แก่เขา
เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายจะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณแล้ว
ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ
ดวงจิตและร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่ง สามารถสกัดกั้นพลังฟ้าดินมาใช้งานได้
นี่คือระดับพลังที่เขาปรารถนาจะก้าวเข้าไปมาโดยตลอด
ทว่าเขากลับทำไม่สำเร็จ อุตส่าห์ฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดของวัดมังกรฟ้ามาเนิ่นนานหลายปี แม้จะมองทะลุปรุโปร่งถึงระดับพลังนั้นแล้วแต่ก็ยังก้าวเข้าไปไม่ได้
การที่เซียวชิวสุ่ยสามารถสร้างแรงกดดันให้เขาได้ก็แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณแล้วอย่างแน่นอน
"เจ้ายังขาดอยู่อีกนิดหน่อย!"
"หากยังขาดอยู่อีกนิดเจ้าก็ไม่มีโอกาสชนะ ข้าจะช่วยให้เจ้าก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ จากนั้นค่อยมาประลองกับข้า!"
เซียวชิวสุ่ยจ้องมองเฉียนเทียนเฉิน
กลิ่นอายทั่วร่างพุ่งทะยานกดทับลงบนร่างของเฉียนเทียนเฉินโดยตรง
เขาไม่ได้ลงมือสังหารโดยตรง
แต่กลับต้องการช่วยให้เฉียนเทียนเฉินก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณเสียก่อนค่อยลงมือสังหาร
เวลานี้ซูเฉินและมู่หรงชิงเฉินเดินทางมาถึงด้านนอกลานกว้างแล้ว
"คุณหนู ระวังตัวด้วย คนผู้นี้บรรลุถึงขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณแล้ว อีกทั้งยังสร้างแรงกดดันให้ข้าได้ เกรงว่าในบรรดายอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณด้วยกัน เขาก็จัดอยู่ในระดับแนวหน้าขอรับ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูของมู่หรงชิงเฉิน
ในฐานะคนของราชวงศ์
นางย่อมต้องมีผู้คุ้มกันอยู่แล้ว
และผู้ที่คอยคุ้มกันนางก็คือยอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณผู้หนึ่ง
"ยอดฝีมือในขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ"
แววตาของมู่หรงชิงเฉินเคร่งขรึมลง นางจ้องมองเซียวชิวสุ่ย
เวลานี้ภายใต้แรงกดดันของเซียวชิวสุ่ย กลิ่นอายบนร่างของเฉียนเทียนเฉินเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังผันผวนอยู่บนเส้นแบ่งขอบเขต
"ความแข็งแกร่งของเฉียนเทียนเฉินบรรลุถึงระดับนี้แล้ว ซ่อนเร้นได้ลึกล้ำจริงๆ" มู่หรงชิงเฉินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเฉียนเทียนเฉินจึงพึมพำออกมา
"เซียวชิวสุ่ยผู้นี้กำลังช่วยอีกฝ่ายยกระดับพลังให้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ"
ซูเฉินที่มาถึงลานกว้างเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาคิดว่าเซียวชิวสุ่ยจะใช้กระบี่เดียวฟันอีกฝ่ายให้ตาย คิดไม่ถึงเลยว่าจะกำลังช่วยเฉียนเทียนเฉินยกระดับพลังเสียอย่างนั้น
เซียวชิวสุ่ยคือจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค
ช่างแตกต่างจากพวกจิงอู๋มิ่งและอาเฟยจริงๆ คนเหล่านั้นเพียงแค่ชักกระบี่ออกก็เพื่อสังหารคนแล้ว
หากเป็นวิธีการของซูเฉิน ย่อมต้องปรากฏตัวออกมาแล้วฟันเฉียนเทียนเฉินทิ้งในดาบเดียวอย่างแน่นอน
หากอีกฝ่ายทะลวงผ่านก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้ ก็อาจจะเกิดตัวแปรบางอย่างขึ้น
ผู้อาวุโสบางส่วนภายในสำนักขุนเขาสายน้ำ
เวลานี้ก็รับรู้ถึงการกระทำของเซียวชิวสุ่ยแล้ว พวกเขาทำเพียงยืนมองสถานการณ์อยู่รอบนอกโดยไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด
ตู้ม!
ภายใต้การสะกดข่มจากกลิ่นอายของเซียวชิวสุ่ย กลิ่นอายบนร่างของเฉียนเทียนเฉินก็ทะลวงผ่านเส้นแบ่งขอบเขตนั้น พลังในร่างพุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหัน เขาอาศัยกลิ่นอายของเซียวชิวสุ่ยมาบดขยี้คอขวดในร่างกาย
กลิ่นอายบนร่างของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงราวกับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
สายตาจ้องมองไปยังเซียวชิวสุ่ย
"ข้าติดอยู่ในขั้นหลอมวิญญาณระดับสูงสุดมาเนิ่นนานหลายปี ไม่อาจก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้เสียที"
"เจ้าไม่เพียงแต่ทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังกดดันขีดจำกัดในการทะลวงผ่านของข้า ช่วยให้ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้สำเร็จ"
"เดิมทีข้าสมควรต้องขอบคุณเจ้า ทว่าตอนนี้ข้ากลับต้องการจะสังหารเจ้า!"
"ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่าเหตุใดเจ้าถึงได้มีความมั่นใจว่าจะสามารถสังหารข้าได้ถึงเพียงนี้!"
"ข้าลืมบอกเจ้าไปเลยว่า ตอนที่ข้ายังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ ข้าก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้แล้ว!"
เฉียนเทียนเฉินมองเซียวชิวสุ่ยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนเทียนเฉิน
เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วลานกว้าง
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าท่านเจ้าสำนักเฉียนเทียนเฉินของตนจะสามารถต่อกรกับยอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้ตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นหลอมวิญญาณ
มู่หรงชิงเฉินที่เฝ้ามองดูการต่อสู้อยู่เมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนเทียนเฉิน สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางมองดูเฉียนเทียนเฉินที่มีกลิ่นอายเข้มข้นในยามนี้
คิดในใจว่า "การที่เฉียนเทียนเฉินสามารถต่อกรกับยอดฝีมือขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณได้ตั้งแต่ตอนอยู่ขั้นหลอมวิญญาณ บนร่างน่าจะมีเคล็ดวิชาพิเศษบางอย่าง"
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึง
เหล่าศิษย์สำนักขุนเขาสายน้ำก็เปล่งประกายความเร่าร้อนออกมาจากแววตา
เซียวชิวสุ่ยแห่งพรรคมังกรฟ้าผู้นี้กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว
ตอนนี้พวกเขากำลังรอให้ท่านเจ้าสำนักทุบตีเซียวชิวสุ่ยผู้นี้ให้ตาย
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งแห่งยอดเขาเทียนฉือมองสถานการณ์นี้ด้วยแววตาที่เคร่งขรึมลง เขาโบกมือเรียกศิษย์คนหนึ่งที่อยู่ข้างกายให้ก้าวเข้ามา
"จงนำสถานการณ์ทางฝั่งนี้ไปแจ้งให้ทางใต้เท้าทราบ!"
"ขอรับ ศิษย์จะไปเดี๋ยวนี้!"
ศิษย์คนนั้นรีบรับคำเสียงเบา
จากนั้นก็กลืนหายเข้าไปในฝูงชน รีบเร่งออกจากสำนักขุนเขาสายน้ำเพื่อนำเรื่องราวทางฝั่งนี้ส่งออกไปอย่างรวดเร็ว
พรรคมังกรฟ้าเป็นคนที่พวกเขายุยงให้มา แต่พวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าเซียวชิวสุ่ยแห่งพรรคมังกรฟ้าจะปรากฏตัวในรูปแบบนี้
ซ้ำยังปล่อยให้เฉียนเทียนเฉินก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณอีก
คิดจะสังหารเฉียนเทียนเฉินที่อยู่ในขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณอย่างนั้นหรือ
"ตอนนี้จะรอดูว่าเจ้าจะสังหารเขาได้อย่างไร" ชายผู้นั้นมองเซียวชิวสุ่ยพลางกล่าวเสียงเย็นชาในใจ
ทางฝั่งซูเฉินกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย
"ศิษย์พี่หญิง ท่านว่าพวกเขาสองคนผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเฉิน มู่หรงชิงเฉินก็ส่ายหน้า "หากเฉียนเทียนเฉินไม่ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ เขาย่อมไม่มีโอกาสชนะ ทว่าตอนนี้เฉียนเทียนเฉินก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณแล้ว อีกฝ่ายคิดจะสังหารเขา เกรงว่าคงเป็นเรื่องยากแล้วล่ะ"
"ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือสำนักขุนเขาสายน้ำนะ"
มู่หรงชิงเฉินชี้ให้เห็นว่าที่นี่คือสำนักขุนเขาสายน้ำ
หากเหล่าศิษย์สำนักขุนเขาสายน้ำร่วมมือกับเฉียนเทียนเฉินล้อมสังหารเซียวชิวสุ่ย เซียวชิวสุ่ยก็ทำได้เพียงต้องล่าถอยไปเท่านั้น
"เซียวชิวสุ่ยผู้นี้เป็นถึงหัวหน้าหอเจิงเยว่แห่งพรรคมังกรฟ้า การที่เขากล้าปล่อยให้เฉียนเทียนเฉินก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณ เขาก็สมควรต้องมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถสังหารเฉียนเทียนเฉินได้"
ซูเฉินกล่าว
แน่นอนว่าหากคนตรงหน้าไม่ใช่เซียวชิวสุ่ย ซูเฉินก็คงไม่กล้าพูดเช่นนี้
การที่เซียวชิวสุ่ยกล้าทำเช่นนี้ ก็ย่อมแสดงว่าเขามีความมั่นใจที่จะสังหารอีกฝ่ายได้
"ดูเหมือนว่าศิษย์น้องจะคาดหวังในตัวเซียวชิวสุ่ยผู้นี้สินะ พวกเรามาพนันกันดีหรือไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ"
มู่หรงชิงเฉินเอ่ยปาก
"ศิษย์พี่หญิงคิดว่าเฉียนเทียนเฉินจะเป็นฝ่ายชนะอย่างนั้นหรือ"
ซูเฉินเอ่ยถาม
"เปล่า ข้าขอพนันว่าครั้งนี้เซียวชิวสุ่ยจะสังหารเฉียนเทียนเฉินไม่ได้และจะต้องหลบหนีไป"
มู่หรงชิงเฉินกล่าว
"อย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าขอพนันว่าเซียวชิวสุ่ยจะสามารถสังหารเฉียนเทียนเฉินได้"
"เพียงแต่ไม่รู้ว่าของเดิมพันของศิษย์พี่หญิงคืออะไรกัน"
ซูเฉินเอ่ยปาก
"หากเจ้าชนะ ข้าจะช่วยให้เจ้าได้เป็นเจ้าสำนักขุนเขาสายน้ำ แต่หากข้าชนะ เจ้าต้องรับปากข้าสามเรื่อง"
มู่หรงชิงเฉินกล่าว
"ช่วยให้ข้าเป็นเจ้าสำนักขุนเขาสายน้ำงั้นหรือ ข้าไม่มีคุณวุฒิมากพอหรอกนะ"
ซูเฉินส่ายหน้า
"โลกใบนี้เคารพผู้แข็งแกร่งและผู้มีอำนาจ ข้ามีอำนาจที่จะช่วยให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักขุนเขาสายน้ำได้ แล้วเหตุใดเจ้าจะเป็นไม่ได้ล่ะ"
"แน่นอนว่าการจะปราบยอดเขาอีกสองแห่งนั้น นับเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง"
มู่หรงชิงเฉินกล่าว
ยอดเขาเทียนหลัวนั้นทางฝั่งนางได้วางหมากเอาไว้แต่เนิ่นๆ จึงสามารถยึดครองได้อย่างรวดเร็ว
ทว่ายอดเขาอีกสองแห่งนั้น การแทรกซึมของฝั่งนางยังมีน้อยมาก
หากต้องการยึดครองก็จำเป็นต้องแลกมาด้วยความสูญเสียบางอย่าง
แน่นอนว่านางคิดว่าความสูญเสียนี้ถือว่าคุ้มค่า ดังนั้นนางจึงยินดีที่จะแลก
"ไม่รู้ว่าศิษย์น้องจะยินยอมพนันหรือไม่"
"ตกลง"
ซูเฉินพยักหน้ารับ
สายตาทอดมองไปยังสนามรบ
เซียวชิวสุ่ยถือกระบี่ยาวจ้องมองเฉียนเทียนเฉินด้วยสีหน้าราบเรียบ
"เช่นนั้นหรือ งั้นไม่รู้ว่าเจ้าจะสามารถรับกระบี่ของข้าได้หรือไม่"
ขณะที่เซียวชิวสุ่ยเอ่ยปาก ปราณกระบี่บนร่างก็เริ่มพุ่งทะยานสูงขึ้น
เมื่อปราณกระบี่ขุมนี้ปรากฏขึ้น ผู้คนทั่วทั้งลานกว้างต่างก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างโดยไม่รู้ตัว
ร่างกายของพวกเขาพากันถอยร่นไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุม
เกรงกลัวว่าจะถูกปราณกระบี่ขุมนี้โจมตีเอาได้
กลิ่นอายในยามนี้เมื่อเทียบกับความดุดันโอหังก่อนหน้านี้ กลับมีความรู้สึกว่าสามารถสะกดได้ทั่วสารทิศเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
[จบแล้ว]