- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 46 - นัดพบ หงายไพ่ วางแผน
บทที่ 46 - นัดพบ หงายไพ่ วางแผน
บทที่ 46 - นัดพบ หงายไพ่ วางแผน
บทที่ 46 - นัดพบ หงายไพ่ วางแผน
◉◉◉◉◉
จวนสกุลซู
ซูเฉินเพิ่งกลับมาถึงจวน พ่อบ้านลุงฝูก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเขา
"คุณชาย ในห้องหนังสือของนายท่านจู่ๆ ก็มีของชิ้นหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ท่านลองไปดูสักหน่อยเถิด"
ลุงฝูค้อมตัวแล้วเอ่ยรายงาน
"มีของเพิ่มขึ้นมาอย่างนั้นหรือ"
บนใบหน้าของซูเฉินเผยให้เห็นความสงสัย
แต่เขาก็ยังคงเดินตามลุงฝูไปที่ห้องหนังสือของซูเมิ่งไป๋
แม้ว่าซูเฉินจะไม่ค่อยได้มาที่ห้องหนังสือแห่งนี้ แต่ลุงฝูก็มักจะเข้ามาทำความสะอาดอยู่เสมอ
วันนี้พบว่าบนโต๊ะหนังสือมีกล่องไม้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งใบ
หลังจากเข้าไปในห้องหนังสือ ซูเฉินก็มองเห็นกล่องไม้ใบนี้ตั้งแต่แวบแรก ตัวกล่องทำขึ้นจากไม้ธรรมดา
"คุณชาย บ่าวช่วยเปิดให้เองขอรับ!"
เวลานี้ลุงฝูตกเป็นทาสรับใช้ของซูเฉินแล้ว เขากลัวว่าบนกล่องจะมีพิษหรือมีอันตรายอื่นแอบแฝงอยู่ จึงได้เอ่ยอาสาออกไป
"ไม่เป็นไร อีกฝ่ายน่าจะจงใจเอามาให้ข้าดูอยู่แล้ว!"
ซูเฉินไม่ได้เปิดเผยความแข็งแกร่งของตนเองให้คนภายนอกได้รับรู้ หากอีกฝ่ายต้องการจะสังหารเขา ย่อมไม่ต้องเปลืองแรงคิดแผนการให้วุ่นวายถึงเพียงนี้
เขาเดินไปที่กล่องไม้ใบนั้นแล้วเปิดมันออก
ด้านในเป็นแผ่นทองคำเปลวที่บางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษ บนแผ่นทองคำเปลวมีลวดลายบางอย่างสลักเอาไว้ ดูจากร่องรอยของลวดลายแล้ว น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่
สายตาเหลือบมองไปที่ก้นกล่อง!
ด้านบนยังมีจดหมายอีกหนึ่งฉบับ
ซูเฉินเปิดซองจดหมายออก เนื้อหาด้านในสั้นมาก: ยามจื่อพบกันที่ป่าไผ่เขาหลังจวน
พลังปราณแท้จริงสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในฝ่ามือ กระแทกซองจดหมายฉบับนี้จนแหลกละเอียด จากนั้นก็เก็บแผ่นทองคำเปลวแผ่นนั้นเอาไว้
สายตาของเขามองไปยังที่พักของช่างกวนจื่ออวิ๋นในเรือนหลัง
ลายมือดูเรียบร้อยสะอาดตา เขาเคยเห็นลายมือของช่างกวนจื่ออวิ๋นมาก่อน มันเหมือนกับลายมือในจดหมายนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
แน่นอนว่านี่คือเบาะแสที่ช่างกวนจื่ออวิ๋นจงใจทิ้งไว้ให้ซูเฉิน
นางเชื่อว่าซูเฉินจะต้องดูออก
"แม่รองในนามของข้ามอบของสิ่งนี้ให้ข้า เพื่อนัดพบกับข้า ดูท่าคงคิดจะหงายไพ่แล้วสินะ!"
ซูเฉินคิดในใจ
จู่ๆ ความทรงจำก็แล่นเข้ามาในหัว
ก่อนหน้านี้หลิ่วอู๋เหมยบอกว่าคนที่ต่อสู้กับนางที่ภูเขาฉินชุ่ยเป็นสตรีผู้หนึ่ง หรือว่าสตรีผู้นั้นก็คือช่างกวนจื่ออวิ๋น
แววตาของซูเฉินมีประกายสว่างวาบขึ้นมา
ตอนนั้นเขาใช้เคล็ดดาบพิรุณยามอัสดง บางทีอาจจะทำให้อีกฝ่ายดูออก ดังนั้นช่างกวนจื่ออวิ๋นถึงได้มาตามหาเขา
ในพริบตาเดียวเขาก็คิดเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแจ้ง
"เช่นนั้นก็มาดูกันว่า คืนนี้เจ้าจะหงายไพ่อย่างไร!"
ซูเฉินเอ่ยพึมพำเสียงเบา
"ไปเตรียมห้องลับให้ข้า ข้าจะฝึกฝนต่อ!"
ซูเฉินหันไปสั่งการลุงฝู
การฝึกฝนวิถีแห่งยุทธ์จะหยุดพักไม่ได้เด็ดขาด
ทั้งการฝึกฝนลมปราณภายใน และการฝึกฝนพลังปราณโลหิตกับร่างกายล้วนต้องดำเนินการควบคู่กันไป
เวลานี้ ภายในเรือนหลัง
ภายในตำหนัก
"คุณหนู เมื่อครู่นี้ข้าเห็นลุงฝูพาซูเฉินไปที่ห้องหนังสือแล้ว ตอนนี้น่าจะเห็นกล่องไม้ใบนั้นแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
"ท่านว่าคืนนี้เขาจะมาตามนัดหรือไม่"
เสี่ยวหลานเอ่ยถาม
"เขาจะต้องมาแน่!"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นเอ่ยตอบ
"แต่ว่าคุณหนู ตอนนี้หอพิรุณทองเปลี่ยนมือไปแล้ว การที่พวกเราไปพบกับซูเฉินผู้นี้ มันจะไม่มีประโยชน์มากไปหน่อยหรือ"
"แถมยังจะทำให้ตัวตนของท่านถูกเปิดเผยอีกด้วย!"
เสี่ยวหลานรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง
"เจ้าไปสืบดูความสัมพันธ์ระหว่างไป๋เทียนอวี่กับหลิงเทียนเหอ!"
"ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมซูเฉินถึงยอมสละตำแหน่งประมุขหอพิรุณทอง คืนนี้ข้าจะลองถามเขาดู!"
ช่างกวนจื่ออวิ๋นกล่าว
ระหว่างที่พูด คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันแน่น ก่อนหน้านี้นางเคยประเมินความแข็งแกร่งของไป๋เทียนอวี่เอาไว้แล้ว แต่นางไม่ได้ประเมินไปถึงขั้นที่ว่าไป๋เทียนอวี่จะเป็นยอดฝีมือขั้นหลอมวิญญาณ
ยอดฝีมือขั้นหลอมวิญญาณผู้หนึ่ง กลับกลายมาเป็นประมุขหอพิรุณทองในเวลาเช่นนี้
ทำให้เรื่องราวดูซับซ้อนจนยากจะคาดเดา
เมืองชิ่ง ณ เรือนพักแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากจวนสกุลซู
พวกของมู่ชิงเสวี่ยทั้งสามคนกำลังพักผ่อนอยู่ในเรือน
"ปู่สาม ทำไมพวกเราต้องเช่าเรือนพักด้วยเล่า ไปที่ตระกูลซูโดยตรงเลยไม่ได้หรือ ซูเฉินผู้นี้ก็จริงๆ เลย หอพิรุณทองเป็นของตำหนักจันทน์ม่วงของพวกเราแท้ๆ เขาจะยกตำแหน่งประมุขหอพิรุณทองให้คนอื่นได้อย่างไรกัน"
มู่ชิงเสวี่ยเอ่ยบ่นออกมา
จุดประสงค์ที่นางเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อดึงหอพิรุณทองเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของตำหนักจันทน์ม่วงอย่างเป็นทางการ
แต่ตอนนี้หอพิรุณทองกลับเปลี่ยนประมุขไปแล้ว
ไม่ได้เป็นของตระกูลซูอีกต่อไป
การจะดึงหอพิรุณทองให้เข้ามาอยู่ภายใต้ตระกูลมู่ของพวกเขา จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
การกระทำโดยไม่ตั้งใจของซูเฉิน กลับคลี่คลายวิกฤตินี้ไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
เพราะถึงอย่างไรในเบื้องหน้าเขาก็ไม่อาจขีดเส้นแบ่งแยกกับตำหนักจันทน์ม่วงได้อย่างชัดเจน
"นี่คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ไม่เช่นนั้นเขาคงรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ไม่ได้แน่!"
ชายชราที่อยู่ข้างกายมู่ชิงเสวี่ยเอ่ยปากขึ้น
"เฟยอู่ เจ้าไปสืบเรื่องของไป๋เทียนอวี่ผู้นี้ แล้วก็เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองชิ่งด้วย!"
ชายชราหันไปสั่งชายร่างกำยำที่อยู่ข้างกาย
"ขอรับ!"
ชายร่างกำยำนามว่าเฟยอู่ค้อมตัวแล้วเดินออกจากเรือนพักไป
"ปู่สาม หอพิรุณทองส่งส่วยทรัพย์สินให้ตระกูลมู่ของพวกเราไม่น้อยเลยในแต่ละปี ตอนนี้หอพิรุณทองเปลี่ยนมือแล้ว น่าจะไม่ยอมส่งส่วยให้ตระกูลมู่ของพวกเราอีกต่อไป หากเป็นเช่นนี้ รายได้ในส่วนนี้ของตระกูลมู่ก็จะต้องลดลง ทรัพยากรที่สามารถหาซื้อได้ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย!"
ความไร้เดียงสาบนใบหน้าของมู่ชิงเสวี่ยมลายหายไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น
"เรื่องนี้จำเป็นต้องรีบแจ้งให้ทางตระกูลรับทราบโดยด่วน!"
"รอให้ทางเฟยอู่สืบข่าวได้ความมาสักหน่อย พวกเราค่อยไปพบซูเฉินผู้นั้นที่จวนสกุลซู"
"หากสามารถดึงซูเฉินเข้ามาร่วมกับตระกูลมู่ของพวกเราได้ พวกเราก็จะมีรากฐานในการร่วมมือกับหอพิรุณทอง"
"เพราะถึงอย่างไรซูเมิ่งไป๋ก็เป็นผู้ก่อตั้งหอพิรุณทองขึ้นมา การที่ซูเฉินจะมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ในหอพิรุณทองบ้างก็เป็นเรื่องปกติ"
"ตอนนี้พวกเขากวาดล้างหออสนีบาตไปแล้ว อิทธิพลขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมไม่รู้ตั้งกี่เท่า หากพวกเราร่วมมือกับพวกเขา ผลกำไรก็น่าจะได้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก!"
ชายชรากล่าวอธิบาย
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา แววตาของมู่ชิงเสวี่ยก็เป็นประกายขึ้นมา
วิธีนี้นางยังคิดไม่ถึงจริงๆ
อีกด้านหนึ่ง
ภายในโรงเตี๊ยมที่ฉินฮ่าวพักอาศัยอยู่
ชายหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีดำผู้หนึ่ง พาคนสองคนเดินเข้ามาในห้องของเขา
ชายหนุ่มมีใบหน้าเย็นชา กลิ่นอายบนร่างเย็นเยียบและหนักแน่น ราวกับว่าตัวเขาคือภูเขาน้ำแข็งก็มิปาน
ทว่าในความเย็นเยียบนี้ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงอำนาจ
ดูท่าคนผู้นี้คงจะมีฐานะไม่ธรรมดา
ด้านหลังของเขามีคนติดตามมาด้วยสองคน
คนหนึ่งมีหน้าตาธรรมดา ในอ้อมแขนกอดธงรบเอาไว้หนึ่งผืน บนธงรบมีปลายหอกโผล่ออกมา ส่องประกายความหนาวเหน็บอันแหลมคม
ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชายชรา ชายชรามีใบหน้าซีดเผือด ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับดำขลับดั่งห้วงลึกที่ไม่อาจหยั่งถึง ลึกล้ำจนน่าสะพรึงกลัวและสะกดข่มจิตใจผู้คน
ฉินฮ่าวที่กำลังฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียง เดิมทีตั้งใจจะส่งเสียงด่าทอ แต่เมื่อเห็นผู้มาเยือน เขาก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอย่างมาก
"พี่รอง ท่านต้องแก้แค้นให้ข้านะ แขนของข้าถูกคนฟันขาด!"
ด้วยความตื่นเต้น ฉินฮ่าวจึงกระอักเลือดออกมาอีกคำ
ชายชราที่อยู่ข้างกายชายหนุ่มรีบก้าวไปข้างหน้าทันที ในฝ่ามือปรากฏพลังปราณสายหนึ่งช่วยฉินฮ่าวฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในร่างกาย
ส่วนชายหน้าตาธรรมดาอีกคนก็ทำหน้าที่ปิดประตูห้อง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
สีหน้าของฉินฮ่าวถึงได้ดูดีขึ้นมาบ้าง
"น้องสาม ครั้งนี้ข้าเดินทางมาด้วยตัวเอง ข้าจะต้องแก้แค้นให้เจ้าอย่างแน่นอน ข้าอยากจะเห็นนักว่าใครหน้าไหนมันกล้าลงมือกับคนของตระกูลฉิน"
ชายหนุ่มมองดูฉินฮ่าวที่ลมหายใจเริ่มคงที่แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในดวงตาทั้งสองข้างแฝงไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือพี่รองของฉินฮ่าว นามว่าฉินเทียนหาน
"เล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นให้ข้าฟังหน่อย แล้วทำไมเจ้าถึงได้ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลเช่นนี้!"
ฉินเทียนหานเอ่ยถามเสียงขรึม
ฉินฮ่าวรีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตนเองพบเจอให้ฉินเทียนหานฟังทันที ส่วนเรื่องของหออสนีบาตนั้น เป็นเพราะเขามัวแต่ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ จึงยังไม่ได้ไปสืบดู
"ผู้เฒ่าลู่ รบกวนท่านไปสืบดูสักหน่อย!"
ฉินเทียนหานหันไปสั่งชายชราที่มีใบหน้าดุร้าย
"ขอรับ!"
ชายชราใบหน้าดุร้ายรีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
"เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองให้คงที่เสียก่อน ทางฝั่งข้าจะรีบเร่งเพาะเลี้ยงบุปผาโลหิตมารให้เติบโตเต็มที่โดยเร็วที่สุด ถึงตอนนั้นเมื่อเจ้ากินบุปผาโลหิตมารเข้าไป ระดับพลังของเจ้าก็จะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน"
ฉินเทียนหานกล่าว
"ขอบคุณพี่รอง พี่รอง ท่านจะต้องหาตัวคนที่ฟันแขนข้าขาดมาให้ได้นะ ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้นเลยคอยดู!"
ภายในดวงตาทั้งสองข้างของฉินฮ่าวเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
[จบแล้ว]