- หน้าแรก
- ยันต์สั่งทาส สยบยุทธภพ เกิดใหม่เป็นจ้าวหอผู้เหี้ยมโหด
- บทที่ 36 - ผู้มาเยือนจากนอกด่าน ถูกลอบโจมตี
บทที่ 36 - ผู้มาเยือนจากนอกด่าน ถูกลอบโจมตี
บทที่ 36 - ผู้มาเยือนจากนอกด่าน ถูกลอบโจมตี
บทที่ 36 - ผู้มาเยือนจากนอกด่าน ถูกลอบโจมตี
◉◉◉◉◉
บุปผาโลหิตมารสามารถยกระดับพรสวรรค์ได้ ในเมื่อมันปรากฏขึ้นมาแล้วซูเฉินย่อมไม่มีทางยอมปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน
"แต่สภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของบุปผาโลหิตมารนั้นไม่ธรรมดา จำเป็นต้องใช้ซากศพจำนวนนับไม่ถ้วน"
"แต่สถานที่อย่างภูเขาฉินชุ่ยไม่น่าจะมีซากศพอยู่เลย แล้วบุปผาโลหิตมารจะไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไรกัน"
ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาในหัวของซูเฉิน
สถานที่อย่างภูเขาฉินชุ่ยไม่ใช่สมรภูมิรบ ไม่เคยมีผู้คนล้มตาย จึงไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของบุปผาโลหิตมารเลยแม้แต่น้อย
"หรือว่าฉินฮ่าวจะเข้าใจผิดไปเอง"
ซูเฉินอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้ในใจ
แต่ทางฝั่งของหออสนีบาตก็ได้ขนส่งศิลามิติเร้นลับไปที่นั่นไม่น้อยเลยจริงๆ
ไม่มีทางผิดพลาดได้อย่างแน่นอน!
ซูเฉินขมวดคิ้วแน่น
ทั้งบุปผาโลหิตมารและฐานบัวห้าชั้นเขาล้วนไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้นต่อให้เห็นของสิ่งนั้นกับตาเขาก็คงแยกแยะไม่ออกอยู่ดี
"บางทีข้าอาจจะเอาข่าวนี้ไปขายได้"
"คงต้องมีใครสักคนรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่"
ซูเฉินคิดในใจ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาก็อดคิดถึงฮูหยินหลิ่วแห่งตำหนักแค้นนิรันดร์และช่างกวนจื่ออวิ๋นที่อยู่ในจวนตระกูลซู หรือจะเรียกอีกชื่อว่าจื่อหานเยว่ไม่ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ซูเฉินก็ตัดสินใจไปพบหลิ่วอู๋เหมย
ซูเฉินลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากหอพิรุณทองมุ่งหน้าไปยังหอวสันต์หยก
เมื่อเข้าไปในหอวสันต์หยก ซูเฉินก็ได้พบกับน้ากุ้ย
"ข้ามาขอพบฮูหยินหลิ่ว มีเรื่องอยากจะปรึกษาหารือด้วย"
ซูเฉินเอ่ยปาก
"เชิญท่านประมุขซูเจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งไว้ว่าหากท่านมาถึงสามารถเข้าไปพบได้ตลอดเวลาเลยเจ้าค่ะ"
น้ากุ้ยพาซูเฉินมายังเรือนหลังของหอวสันต์หยก
ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างประณีต
ฮูหยินหลิ่วในชุดสีขาวซึ่งมีใบหน้างดงามเย้ายวน เมื่อพบหน้าซูเฉินนางก็กล่าวว่า "ท่านประมุขซู พวกเราเพิ่งจะแยกย้ายกันไปได้แค่คืนเดียว ท่านก็มาหาข้าถึงที่นี่เสียแล้ว"
น้ำเสียงของนางแฝงความหยอกเย้าอยู่เล็กน้อย
"ฮูหยินหลิ่ว การมาของข้าในครั้งนี้เพื่อต้องการจะขายข่าวให้ท่าน ข่าวนี้ข้าเพิ่งจะได้รับมา"
"เป็นข่าวเกี่ยวกับฐานบัวห้าชั้น"
ซูเฉินมองฮูหยินหลิ่วพร้อมกับเอ่ย
กุหลาบนั้นงดงาม แต่ก็เป็นกุหลาบอาบยาพิษ ทางที่ดีควรจะรักษาระยะห่างเอาไว้จะดีกว่า
"ฐานบัวห้าชั้น!" เมื่อได้ยินคำพูดของซูเฉิน สีหน้าของฮูหยินหลิ่วก็จริงจังขึ้นมา นางโบกมือไล่น้ากุ้ยและคนอื่นๆ ให้ออกไป
"เจ้ารู้ข่าวของฐานบัวห้าชั้นแล้วอย่างนั้นหรือ"
"ถูกต้อง ข่าวนี้ข้าสามารถขายให้ฮูหยินหลิ่วได้ในราคาหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน"
ซูเฉินกล่าว
"นี่เจ้ากะจะเอาเงินที่เคยจ่ายให้ข้าไปกลับคืนมาอย่างนั้นสินะ"
"แต่ตอนนี้ข้าต้องการข่าวนี้มาก ข้าให้เจ้าได้ แต่หากข่าวนี้ไม่เป็นความจริง เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้นำเงินจำนวนนี้ออกไปจากห้องนี้เลย"
ฮูหยินหลิ่วจ้องมองซูเฉินแล้วกล่าว
ในระหว่างที่พูดนางก็หยิบตั๋วเงินใบละหนึ่งพันตำลึงจำนวนสิบใบออกมาวางไว้บนโต๊ะ
มือน้อยๆ เรียวงามของนางกดทับลงบนตั๋วเงินพลางจ้องมองไปที่ซูเฉิน
"ในเมื่อข้าเอาข้อมูลนี้มาขายให้ท่าน ย่อมไม่มีทางมีปัญหาอย่างแน่นอน"
ซูเฉินค่อยๆ ดันมือของหลิ่วอู๋เหมยออกไป มือที่ขาวเนียนดุจหยกของนางแผ่ความเย็นยะเยือกออกมาจางๆ
เขาหยิบตั๋วเงินที่อยู่ใต้ฝ่ามือนั้นขึ้นมาแล้วเก็บเข้าไปในอกเสื้อ
"ข้าได้รับข่าวเกี่ยวกับฐานบัวห้าชั้นมาสองกระแส ข่าวแรกบอกว่ามันคือฐานบัวห้าชั้น ส่วนอีกข่าวบอกว่ามันคือบุปผาโลหิตมาร"
"สถานที่ซ่อนก็คือที่นี่"
ซูเฉินล้วงแผนที่ที่มีการทำเครื่องหมายสถานที่เอาไว้ออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ
"เจ้าบอกว่าบุปผาโลหิตมารอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ฐานบัวห้าชั้นหรอกหรือ"
หลิ่วอู๋เหมยไม่ได้หยิบแผนที่ขึ้นมา แต่กลับเอ่ยถามออกไป
"เรื่องนั้นคงต้องให้ฮูหยินไปตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับบุปผาโลหิตมารและฐานบัวห้าชั้นเท่าใดนัก"
"ข้าลองตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบุปผาโลหิตมารและฐานบัวห้าชั้นดูบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก!"
ซูเฉินกล่าวเสียงขรึม
"ถ้าเช่นนั้นก็ไปดูกัน!"
หลิ่วอู๋เหมยคลี่แผนที่ออกดูปราดหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เจ้าต้องไปที่นั่นกับข้า ไปเดี๋ยวนี้เลย!"
ตอนนี้หลิ่วอู๋เหมยต้องการจะยืนยันความจริงของสิ่งนั้นให้แน่ชัด
ในระหว่างที่พูด หลิ่วอู๋เหมยก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินเข้าไปในห้องนอน ผ่านไปไม่นานรูปลักษณ์ของหลิ่วอู๋เหมยก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นางกลายเป็นหญิงวัยกลางคน สวมเสื้อผ้าหยาบๆ ธรรมดา ดูราวกับเป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้
หลังจากออกมานางก็โยนเสื้อผ้าธรรมดาชุดหนึ่งและหมวกสานให้กับซูเฉิน
"เปลี่ยนชุดเสีย แล้วพวกเราจะไปกันเลย!"
เมื่อเห็นท่าทีเด็ดขาดของหลิ่วอู๋เหมย ซูเฉินก็เดินเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ด้านข้าง
ภายในห้องนอนมีกลิ่นหอมอบอวลอยู่จางๆ การตกแต่งดูเรียบง่ายอยู่บ้าง
ในขณะที่ซูเฉินกำลังสำรวจมองไปรอบๆ เสียงของหลิ่วอู๋เหมยก็ดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งว่า "อย่ามัวชักช้าและอย่ามัวแต่สอดส่ายสายตามองไปทั่ว!"
ซูเฉินส่ายหน้า ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ สวมหมวกสานแล้วเดินออกจากห้องไป
เอี๊ยด...
ทางเดินลับสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าซูเฉิน
ภายในทางเดินมืดสนิท
ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย
หากเข้าไปในทางเดินลับ ไป๋เทียนอวี่อาจจะไม่สามารถสัมผัสถึงตัวเขาได้
หากเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาตกอยู่ในอันตราย ไป๋เทียนอวี่ก็คงไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือเขาได้ทันท่วงที
ในใจของเขาเริ่มลังเล
"นี่เจ้ากลัวว่าข้าจะลงมือกับเจ้าอย่างนั้นหรือ หากข้าคิดจะลงมือ ข้าทำตั้งแต่ที่นี่แล้ว แม้ว่าเจ้าจะก้าวเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดแล้ว แต่ในสายตาข้า เจ้าก็ยังคงเป็นเพียงแค่ไก่อ่อนอยู่ดี!"
หลิ่วอู๋เหมยมองซูเฉินแล้วกล่าว
พูดจบนางก็ก้าวเท้านำเข้าไปในทางเดินลับก่อน
ในเวลานี้ซูเฉินก็เลิกลังเล มันก็จริงอย่างที่หลิ่วอู๋เหมยพูด ในสายตาของอีกฝ่ายเขาก็เป็นเพียงคนอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น
ทั้งสองคนเดินมาตามทางเดินลับเป็นเวลานาน
มีเสียงหยดน้ำดังก้องมาจากผนังหินในทางเดินลับ
ทั้งสองคนเดินมานานเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้
จนกระทั่งพวกเขาเดินออกมาจากคฤหาสน์ร้างแห่งหนึ่ง
"ทางเดินลับของท่านสร้างไว้ไกลพอสมควรเลยนะ" ซูเฉินมองหลิ่วอู๋เหมยพลางกล่าว
"ไปกันเถอะเจ้าหนู ภูเขาฉินชุ่ยอยู่ห่างจากที่นี่มาก หากดูจากระยะทางในตอนนี้ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาจนถึงช่วงเย็นถึงจะไปถึง"
หลิ่วอู๋เหมยกล่าว
ซูเฉินก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาเดินตามหลังหลิ่วอู๋เหมยไป
เมื่อเดินออกมาจากลานกว้างก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ด้านนอก
คนขับรถม้าเป็นชายชราที่ถือกล้องยาสูบเอาไว้ เมื่อซูเฉินมองไปที่เขา เขากลับไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ แต่จากความรู้สึกสัมผัส ซูเฉินกลับพบว่ามีอันตรายซ่อนอยู่
ชายชราผู้นี้มีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดาเลย
เขาตามหลิ่วอู๋เหมยขึ้นรถม้าไป
ชายชราสะบัดแส้บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาฉินชุ่ย
อีกด้านหนึ่ง
ไป๋เทียนอวี่ก็เดินทางออกจากเมืองแล้วเช่นกัน เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาฉินชุ่ยอย่างสุดกำลัง
ซูเฉินใช้ทางเดินลับเพื่อหลบหนี เขาจึงตามไม่ทัน แต่เขารู้จุดหมายปลายทางจึงเตรียมไปดักรอซูเฉินที่ภูเขาฉินชุ่ย
ในเวลานี้
บนถนนหลวงที่ทอดยาวจากนอกด่านเข้าสู่เมืองชิ่ง
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีม่วงและชายร่างกำยำผู้หนึ่งกำลังควบม้าอย่างเร่งรีบมุ่งหน้ามายังเมืองชิ่ง
เวลาผ่านไปสักพัก
ที่หน้าเพิงน้ำชาริมถนนหลวง
ทั้งสองคนก็หยุดพัก พวกเขาผูกเชือกม้าไว้กับเสาผูกม้าแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง
"เถ้าแก่ ขอน้ำชาเย็นๆ สองที่ แล้วก็ช่วยเติมน้ำลงในกระบอกน้ำของพวกเราให้เต็มด้วยนะ"
ชายวัยกลางคนเอ่ยปากสั่ง
"ได้เลยขอรับ!"
เถ้าแก่ร้านขายน้ำชารีบนำน้ำชาเย็นๆ สองชามใหญ่มาเสิร์ฟให้ทั้งสองคน จากนั้นก็หยิบกระบอกน้ำเดินไปด้านหลังเพื่อเตรียมเติมน้ำให้
ในเวลานั้นเอง
บนถนนหลวงที่ไม่ไกลนักก็มีเงาร่างสองสายปรากฏขึ้น
เงาร่างทั้งสองสวมชุดสีดำ สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า และในมือถือดาบยาวเอาไว้
ในชั่วพริบตาเงาร่างทั้งสองก็มาปรากฏตัวที่หน้าเพิงน้ำชา สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังหญิงสาวชุดม่วงและชายร่างกำยำ
หญิงสาวชุดม่วงและชายร่างกำยำที่กำลังจะดื่มน้ำชามีสีหน้าเปลี่ยนไป
"คุณหนู ดูเหมือนว่าจะมีคนมาหาเรื่องพวกเราแล้วนะขอรับ!"
ชายร่างกำยำเอ่ยปาก
ในเวลานี้คนอื่นๆ ที่อยู่ในเพิงน้ำชาต่างก็รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดกันไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยกลัวว่าจะถูกลูกหลงไปด้วย
ในระหว่างที่พูด ชายร่างกำยำก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาคนทั้งสอง เขาจ้องมองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เย็นเยียบ "ไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันจะได้เข้าเมืองชิ่งก็มีคนมารนหาที่ตายเสียแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งพวกเจ้าลงนรกไปก่อนก็แล้วกัน!"
ฟุ่บ!
แต่ในขณะที่เขากำลังพูด ชายชุดดำทั้งสองคนกลับชิงลงมือก่อน
ดาบยาวในมือถูกชักออกมาอย่างรวดเร็ว ประกายดาบอันดุดันพุ่งเข้าใส่ชายร่างกำยำด้วยความเร็วที่ยากจะมองตามได้ทัน
[จบแล้ว]