- หน้าแรก
- ระบบประมูลหมื่นเท่า: ข้าคือมหาเศรษฐีผู้สะเทือนทวีปปราณยุทธ์
- บทที่ 120 - งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น!
บทที่ 120 - งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น!
บทที่ 120 - งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น!
บทที่ 120 - งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น!
รัตติกาลมาเยือน ทั่วทั้งเมืองเฮยเหยียนหวนคืนสู่ความเงียบสงบ
ทว่าจวนเจ้าเมืองในยามนี้ กลับมีเสียงอึกทึกครึกโครม คึกคักมีชีวิตชีวายิ่งนัก
มองเห็นลานกว้างอันโอ่อ่าภายในจวนเจ้าเมือง โคมไฟหลิวหลีหลากสีสันส่องแสงวิบวับอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน พลุไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้าสะท้อนเงาลงบนศาลาเก๋งจีนและเรือนยอดอันวิจิตรตระการตา
นี่คือลานกว้างที่กินพื้นที่หลายพันจั้ง แสงไฟอันพร่างพรายและพลุไฟที่จุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานที่แห่งนี้สว่างไสวราวกับเป็นช่วงทิวา
ความงดงามตระการตาและความหรูหราของที่นี่ออกจะดูเกินพอดีไปสักหน่อย หยกอุ่นถูกนำมาปูลาดจนเต็มพื้นที่ลานกว้าง ซ้ำยังปูทับด้วยหนังสัตว์ราคาแพงลิ่วอีกชั้นหนึ่ง
หนุ่มสาวที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันงดงามตระการตาจำนวนไม่น้อยกำลังเดินขวักไขว่พูดคุยกันอยู่บนลานกว้าง ดูราวกับหมู่ดาวที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี
กิริยาวาจาอันสง่างามและเหมาะสม ทำให้พวกเขายามยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนดูโดดเด่นเหนือผู้คน
เห็นได้ชัดว่า นี่คืองานเลี้ยงของบรรดาผู้มีอำนาจและฐานะอันสูงส่ง
ผู้ที่สามารถมายืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ได้ ล้วนเป็นชนชั้นหัวกะทิรุ่นเยาว์จากตระกูลใหญ่ต่างๆ ในเมืองเฮยเหยียน และบรรดาผู้อาวุโสที่ได้รับการเคารพนับถือทั้งสิ้น
ลานกว้างในยามนี้ เปรียบเสมือนเวทีแห่งหนึ่ง เวทีสำหรับการขยับขยายขุมกำลังของตนเอง
ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาสามารถทำความรู้จักกับระดับสูงของตระกูลอื่นๆ ได้ สำหรับผู้ที่มีอำนาจบารมีเหนือกว่า พวกเขาก็มีโอกาสที่จะประจบสอพลอ ส่วนผู้ที่มีอำนาจด้อยกว่า พวกเขาก็สามารถดึงตัวมาเป็นพวกพ้องได้
ในมือชูจอกหลิวหลีเรืองแสง พวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานการณ์ของจักรวรรดิเจียหม่า และหารือถึงเหตุการณ์สำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองเฮยเหยียนเมื่อเร็วๆ นี้
นี่คืองานเลี้ยงที่จำกัดสิทธิ์ให้เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถเข้าร่วมได้ และยังเป็นงานเลี้ยงสุดหรูที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในเมืองเฮยเหยียนต่างก็ดิ้นรนแทบเป็นแทบตายเพื่อให้ได้มีโอกาสก้าวเข้ามา
"ท่านเจ้าเมืองช่างโปรดปรานคุณหนูเฟยหลินเสียจริงๆ ถึงกับจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ตระการตาถึงเพียงนี้ เพื่อเฉลิมฉลองพิธีบรรลุนิติภาวะของนาง"
"ก็ใช่น่ะสิ คุณหนูเฟยหลินเป็นถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมือง ซ้ำยังมีพรสวรรค์ในการสกัดโอสถสูงส่งล้ำเลิศ เมื่อปีกลายยังได้กราบเป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์อ้าวทัวอีก ภายภาคหน้าเรียกได้ว่าอนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัดเลยเชียวล่ะ!"
ณ มุมหนึ่งของลานกว้าง ชนชั้นหัวกะทิรุ่นเยาว์หลายคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรากำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส ในมือชูจอกหลิวหลีเรืองแสงพลางสนทนากันเสียงเบา
"หลังจากค่ำคืนนี้ไป คุณหนูเฟยหลินก็ถือว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ทุกท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้างหรือ"
"ความคิดเห็นงั้นหรือ ฮึ่ม! เจ้าคิดว่าคุณหนูเฟยหลินเป็นเหมือนสตรีดาดๆ ทั่วไปงั้นหรือ? จะเอาชนะใจนางได้ง่ายดายปานนั้นเชียว?"
"นั่นสิ หากคิดจะตามเกี้ยวพาราสีคุณหนูเฟยหลิน อย่างน้อยก็ต้องผ่านด่านท่านเจ้าเมืองไปให้ได้เสียก่อน"
"ด้วยความโปรดปรานที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อคุณหนูเฟยหลิน คนธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจได้รับการยอมรับจากท่านอย่างแน่นอน"
"ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูเฟยหลินก็มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองมาแต่ไหนแต่ไร ซ้ำยังเคยลั่นวาจาเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้วด้วย"
"หากผู้ใดคิดจะเป็นบุรุษของนาง ก่อนอื่นก็ต้องเอาชนะนางในด้านวิชาสกัดโอสถให้ได้เสียก่อน"
"พวกเจ้าน่ะ เลิกฝันกลางวันเสียเถิด"
คุณชายหนุ่มผู้หนึ่งกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "พวกเราเลิกคุยหัวข้อนี้กันดีกว่า หากเผลอหลุดไปเข้าหูนางมารร้ายนั่นเข้าล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าจะรอดตัวไปได้"
"มาคุยเรื่องงานประมูลในครั้งนี้กันดีกว่า พวกเจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร?"
"จะมีความคิดเห็นเช่นไรได้เล่า หัวข้อนี้ เจ้าควรจะไปถามเจ้าหลี่เย่นั่นต่างหาก อย่างไรเสียโรงประมูลเฮยเหยียนก็เป็นของตระกูลหลี่ของมัน มีสถานการณ์อันใด มันย่อมต้องรู้ดีที่สุด"
"อย่าไปพูดถึงเลย เจ้านั่นคงถูกผู้อาวุโสในตระกูลสั่งห้ามปิดปากเงียบเป็นแน่ นอกเหนือจากข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้แล้ว อย่างอื่นมันก็ไม่กล้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว"
"ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตระกูลหลี่มีจุดประสงค์อันใดกันแน่ในครั้งนี้? ถึงขนาดนำสัตว์อสูรระดับหกออกมาประมูล นี่มันไม่โง่เขลาไปหน่อยหรือ?"
"หากปล่อยให้จวนเจ้าเมือง..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ คุณชายหนุ่มผู้นั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นได้ชัดว่ามีความหวาดระแวงอยู่บ้าง จึงไม่กล้าพูดต่อ
ทว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างก็มิใช่คนโง่เขลา ย่อมเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขาได้เป็นอย่างดี
"บิดาของข้าก็เคยไปหาตระกูลหลี่ด้วยตนเองแล้วเช่นกัน ทว่าผู้นำตระกูลหลี่ก็มีท่าทีหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ไม่กล้าแพร่งพรายสิ่งใดออกมาเลย"
"ในความเห็นของข้า สมบัติในงานประมูลครั้งนี้ น่าจะเป็นของบุคคลสำคัญระดับบิ๊กเบิ้มสักท่านที่นำมาฝากประมูลไว้ที่โรงประมูลเฮยเหยียนเสียมากกว่า"
"ข้าก็คาดเดาไว้เช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดี อย่างน้อยจวนเจ้าเมืองก็..." เมื่อพูดถึงตรงนี้ คนผู้นี้ก็ลดเสียงเบาลง "ไม่กล้ากระทำการอุกอาจจนเกินไป"
ลองคิดดูสิ ผู้ที่สามารถนำสมบัติมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ออกมาประมูลได้ บุคคลที่อยู่เบื้องหลังย่อมต้องเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน และก็คงไม่หวาดหวั่นว่าสมบัติล็อตนี้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดขึ้นด้วย
"ท่านประธานฝัวเค่อหลาน ท่านรองประธานอ้าวทัว เดินทางมาถึงแล้ว!"
ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงร้องขานกึกก้องดังมาจากด้านนอกลานกว้าง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผู้คนในที่นั้นต่างก็รู้สึกสั่นสะท้านในใจ
ที่ผ่านมา มีตระกูลจำนวนไม่น้อยเคยส่งเทียบเชิญให้ประธานทั้งสองของสมาคมนักสกัดโอสถไปร่วมงานเลี้ยง ทว่าก็ถูกปฏิเสธกลับมาโดยตลอด
นึกไม่ถึงเลยว่างานฉลองบรรลุนิติภาวะของคุณหนูเฟยหลินในครั้งนี้ ปรมาจารย์นักสกัดโอสถผู้เป็นที่เคารพนับถือทั้งสองท่านถึงกับมาร่วมงานด้วยตนเอง
"บารมีของท่านเจ้าเมืองช่างกว้างขวางยิ่งนัก ถึงกับสามารถเชิญปรมาจารย์ทั้งสองท่านนี้มาร่วมงานได้!"
"ได้ยินมาว่าท่านปรมาจารย์อ้าวทัวโปรดปรานคุณหนูเฟยหลินผู้เป็นศิษย์สืบทอดคนสุดท้ายผู้นี้มาก ในความเห็นของข้า ผู้อาวุโสท่านนี้คงจะมาเพราะเห็นแก่หน้าคุณหนูเฟยหลินเสียมากกว่า"
"คุณหนูเฟยหลินช่างโชคดีเสียจริงๆ ถึงกับสามารถกราบเป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์อ้าวทัวได้"
ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม ร่างของฝัวเค่อหลานและอ้าวทัวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนลานกว้าง
ในฐานะนักสกัดโอสถระดับสี่ สถานะของพวกเขาย่อมสูงส่งไร้ผู้ใดเปรียบ
หลังจากทราบข่าวการมาเยือนของฝัวเค่อหลานและอ้าวทัว อวี๋กวงผู้เป็นเจ้าเมืองเฮยเหยียนถึงกับออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
"ยินดีต้อนรับท่านปรมาจารย์ทั้งสองที่ให้เกียรติมาร่วมงาน อวี๋กวงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!"
"ท่านปรมาจารย์ทั้งสอง เชิญนั่งประจำที่เถิด!"
เจ้าเมืองอวี๋กวงจ้องมองฝัวเค่อหลานและอ้าวทัวด้วยความเคารพนบนอบ
"อืม เจ้าเมืองอวี๋กวงเกรงใจกันเกินไปแล้ว"
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ฝัวเค่อหลานและอ้าวทัวก็แสดงท่าทีเย็นชาอย่างยิ่ง ต่อให้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าจะเป็นถึงเจ้าเมืองเฮยเหยียน ทั้งสองก็เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างราบเรียบเท่านั้น
"หลิวอวิ๋น มาเถิด มานั่งกับตาเฒ่าทั้งสองอย่างพวกข้าสิ"
ทั้งสองหันไปมองหลิวอวิ๋นที่เดินตามมาเบื้องหลัง บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอันอ่อนโยนเอ่ยชักชวน
เมื่อเห็นท่าทีการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของฝัวเค่อหลานและอ้าวทัว เจ้าเมืองอวี๋กวงก็รีบเบนสายตาไปมองหลิวอวิ๋นที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองทันที
สายตากวาดมองสำรวจชายหนุ่มเบื้องหน้า ท้ายที่สุดสายตาของเจ้าเมืองอวี๋กวงก็ไปหยุดอยู่ที่ตราสัญลักษณ์บนหน้าอกของหลิวอวิ๋น
มองเห็นบนเตาหลอมโอสถโบราณนั้น กลับถูกวาดลวดลายริ้วคลื่นสีเงินยวงสองสายเอาไว้อย่างประณีตบรรจง
"นักสกัดโอสถระดับสอง!"
เมื่อมองดูใบหน้าอันเยาว์วัยเกินวัยของหลิวอวิ๋น รูม่านตาของเจ้าเมืองอวี๋กวงก็หดเกร็งลงเล็กน้อย ภายในใจบังเกิดความตื่นตะลึงขึ้นมา
ดูจากใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ ดูเหมือนจะมีอายุไล่เลี่ยกับบุตรสาวของเขาเลยทีเดียว
อายุเพียงเท่านี้ กลับบรรลุถึงขั้นนักสกัดโอสถระดับสองแล้ว!
นี่เป็นศิษย์เอกที่ปรมาจารย์ท่านใดสั่งสอนออกมากัน?
ดูจากท่าทีที่ท่านปรมาจารย์อ้าวทัวและท่านปรมาจารย์ฝัวเค่อหลานมีต่อเขา หรือว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นลูกศิษย์เอกของพวกเขางั้นหรือ?
ความคิดในหัวแล่นปลาบอย่างรวดเร็ว อวี๋กวงทอดสายตามองหลิวอวิ๋น บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยด้วยความสุภาพอ่อนน้อมเป็นอย่างยิ่ง
"ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีนามว่ากระไรหรือ?"
หลิวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างไม่ถ่อมตัวและไม่เย่อหยิ่ง "ผู้น้อยหลิวอวิ๋น คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ!"
"พี่ชายหลิวอวิ๋นยังหนุ่มยังแน่น กลับบรรลุถึงขั้นนักสกัดโอสถระดับสองแล้ว ช่างมีพรสวรรค์ล้ำเลิศเหนือผู้คนจริงๆ!"
เจ้าเมืองอวี๋กวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม "หรือว่าพี่ชายจะเป็นศิษย์เอกของท่านปรมาจารย์ทั้งสองงั้นหรือ?"
"พวกข้าสองคนไม่มีปัญญาสั่งสอนอัจฉริยะเช่นนี้ออกมาได้หรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเมืองอวี๋กวง อ้าวทัวและฝัวเค่อหลานก็เอ่ยตอบไปตามตรง
แม้พวกเขาจะไม่เคยพบหน้าอาจารย์ของหลิวอวิ๋นมาก่อน ทว่าการที่อีกฝ่ายสามารถสั่งสอนอัจฉริยะเยี่ยงหลิวอวิ๋นออกมาได้
ในจุดนี้ ภายในใจของพวกเขาก็ยอมรับว่าตนเองด้อยกว่าอย่างแท้จริง
[จบแล้ว]