- หน้าแรก
- เซียนคนสุดท้าย
- บทที่ 1050 - บรรลุขอบเขตอิ่มตัว
บทที่ 1050 - บรรลุขอบเขตอิ่มตัว
บทที่ 1050 - บรรลุขอบเขตอิ่มตัว
บทที่ 1050 - บรรลุขอบเขตอิ่มตัว
ภายในหอถามสวรรค์ชั้นที่แปด ใต้กลุ่มเมฆาดำทมิฬ
ยาลูกกลอนเม็ดแล้วเม็ดเล่าลอยออกมาจากขวดหยก พุ่งเข้าสู่ปากของจางเว่ยตง พร้อมกับสายน้ำหยกเซียวเหยาที่พุ่งทะยานออกมาประหนึ่งสายริบบิ้น เขาแทบจะกลืนกินทุกอย่างเข้าไปพร้อมๆ กัน
ภายใต้การจู่โจมของอสนีบาตกฎเกณฑ์ อาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก็ถูกรักษาให้สมานคืนในทันที ก่อนจะได้รับบาดเจ็บใหม่อีกครั้งและวนเวียนไปมาเช่นนี้ จะเห็นได้ว่ายามนี้จางเว่ยตงกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งยวด
แม้ว่ายาลูกกลอนจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างเต็มที่ แต่มันก็ต้องแลกกับการเผาผลาญพลังจิตวิญญาณไปมหาศาล เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความเหนื่อยล้านี้รุนแรงกว่าการใช้อิทธิฤทธิ์หรืออาวุธวิเศษนับพันนับหมื่นเท่า หากจิตวิญญาณรับไม่ไหวจนแตกสลาย ต่อให้มียาทิพย์เทวดาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้
ทว่าเขาก็ไม่อาจใส่ใจเรื่องนั้นได้แล้ว ยามนี้มีเพียงหนทางเดียว คือการทุ่มเทแรงกายแรงใจหยั่งรู้กฎเกณฑ์ของทั้งเจ็ดคน เพื่อนำมาสร้างเสริมกฎเกณฑ์ของตนเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ยิ่งหยั่งรู้กฎเกณฑ์ได้มาก จิตวิญญาณของเขาก็จะยิ่งทรงพลังและความสามารถในการอดทนต่อแรงกดดันก็จะเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย เรียกได้ว่านี่คือโอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ และจางเว่ยตงก็ได้เลือกที่จะรับคำท้านี้
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ใบหน้าของเขามืดมนจนซีดขาว กลิ่นอายเริ่มอ่อนแรงลง และพลังชีวิตเริ่มลดถอย ทว่ากลิ่นอายอันลึกลับรอบกายเขากลับยังคงวนเวียนอยู่ไม่ขาดสาย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขายังคงหยั่งรู้อย่างแน่วแน่
สองชั่วยามผ่านไป กลิ่นอายลึกลับที่ปกคลุมร่างเขาเข้มข้นขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่พลังชีวิตกลับลดหายไปเกือบครึ่ง เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันถึงขีดสุด แม้จะมียารักษาจิตวิญญาณเพียงพอ แต่มันก็ไม่อาจตามทันความอ่อนล้าที่กัดกินจิตวิญญาณลงไปทุกที
จางเว่ยตงดูเหมือนจะไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้เลย เขาจมดิ่งอยู่กับการหยั่งรู้อย่างเต็มกำลัง มือไม้หยิบฉวยน้ำหยกเซียวเหยาและยาลูกกลอนไปตามสัญชาตญาณ โดยไม่สนใจสายฟ้าที่ฟาดฟันลงมาเป็นระยะ ปล่อยให้ความเป็นความตายอยู่เหนือความกังวลทั้งปวง
สองชั่วยามครึ่งผ่านไป
วูบ! บนหัวของจางเว่ยตงปรากฏกงล้อสีเขียวหม่นขึ้นมาสายหนึ่ง นั่นคือกงล้อโชคชะตา! ซึ่งเป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดในวิถีการบำเพ็ญเพียรของเขา
"กฎเกณฑ์ระดับจุดสูงสุดของจินตานขั้นต้น นี่คือด่านสำคัญที่ต้องผ่านไปให้ได้ เวลาเหลือไม่มากแล้ว!" ท่ามกลางความบ้าคลั่งอันแน่วแน่ จางเว่ยตงไม่ลังเลที่จะอัญเชิญกงล้อโชคชะตาออกมาเพื่อช่วยในการบ่มเพาะพลัง ในพริบตานั้น การเผาผลาญพลังชีวิตก็พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมนับสิบเท่า
ปัง! ปัง! ปัง!
ไหน้ำหยกเซียวเหยารอบตัวเขาแตกกระจายออกนับสิบใบ สายน้ำพุ่งเข้าหาเขาราวกับลูกศรและไหลทะลักเข้าสู่ปากอย่างต่อเนื่อง
ครืนนน!
ชั่วครู่ต่อมา ภายในร่างกายของเขาก็มีเสียงกึกก้องประหนึ่งฟ้าร้องสะเทือนไปทั่วสารทิศ ไม่เพียงเท่านั้น กลิ่นอายบนตัวเขายังระเบิดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายที่สงวนไว้เพียงระดับจินตานขั้นกลางพลันก่อตัวและควบแน่นจนเป็นรูปร่าง จิตวิญญาณของเขาเกิดการผลัดเปลี่ยนและสลัดเอาความอ่อนล้าออกไปจนสิ้น
จินตานขั้นกลาง!
ด้วยเวลาในการหยั่งรู้ไม่ถึงสามชั่วยาม จางเว่ยตงสูญเสียยาลูกกลอนและน้ำหยกเซียวเหยาไปมหาศาล ทว่าสุดท้ายภายใต้ความช่วยเหลือจากกงล้อโชคชะตา เขาก็สามารถทะลวงคอขวดของกฎเกณฑ์ระดับจินตานขั้นกลางได้สำเร็จ
"ฮ่าๆ หอถามสวรรค์แห่งนี้สำหรับข้าแล้วคือขุมทรัพย์อันประเสริฐยิ่ง แม้แต่ตำแหน่งเต๋าก็ไม่อาจเทียบเท่าผลลัพธ์นี้ได้! โชคชะตา โชคชะตา ทุกหนแห่งคือโอกาส วันนี้ต่อให้ข้าแพ้การประลอง ข้าก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาลแล้ว!" จางเว่ยตงดีใจยิ่งนัก เขาลืมตาขึ้นพร้อมหัวเราะเสียงดังด้วยความฮึกเหิม
ใครจะไปคาดคิดว่า กฎเกณฑ์ของเขานั้นเป็นหนึ่งเดียวในโลก และเขาสามารถมองทะลุกฎเกณฑ์จำลองของหอถามสวรรค์ไปถึงแก่นแท้ของกฎเกณฑ์จากผู้ฝึกตนภายนอกหอได้ แล้วนำมาหยั่งรู้จนกลายเป็นของตนเอง
จางเว่ยตงเงยหน้าขึ้นมอง สายฟ้าในเมฆาดำยังคงอยู่และดูเหมือนกำลังก่อตัวขึ้นมาใหม่ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้เขาไม่น้อย
"ไม่ถึงสามชั่วยาม ข้าเลื่อนขอบเขตใหญ่ขึ้นมาได้หนึ่งขั้น จากจินตานขั้นต้นสู่ขั้นกลาง และด่านนี้มีเวลาถึงสามวัน ในชั้นที่แปดนี้ ข้าอาจจะสามารถยกระดับไปจนถึงจุดสูงสุดของจินตานขั้นกลางได้! และหากเข้าสู่ชั้นที่เก้า ข้าก็อาจจะลองพยายามทะลวงสู่จินตานขั้นปลาย ส่วนขอบเขตการประสานกายาเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินของจินตานอิ่มตัวนั้น สำหรับข้าแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เช่นนั้นอุปสรรคที่เหลือคงอยู่ที่ชั้นที่สิบ ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ระดับผู้ทรงสมัญญา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหยั่งรู้ได้มากน้อยเพียงใด!"
"หอถามสวรรค์เอ๋ย นี่คือวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ข้าก้าวเข้าสู่หนทางแห่งเซียน นอกจากหอวิญญาณไม้เขียวแล้วไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ก่อนหน้านี้ข้ามีเพียงพลังฝีมือระดับผู้ทรงสมัญญาแต่ขาดซึ่งขอบเขตจิตที่คู่ควร ยามนี้หอถามสวรรค์มอบโอกาสที่พันปีจะมีครั้งให้ข้าได้ชดเชยส่วนที่ขาดหายไป เมื่อพลังฝีมือและขอบเขตจิตประสานกันอย่างสมบูรณ์ ข้าจะเป็นผู้ที่ไร้เทียมทานในระดับผู้ทรงสมัญญา!"
"ขั้นต่อไป ข้าต้องคิดถึงการหยั่งรู้กฎเกณฑ์จินตานให้ถึงสิบส่วน เพื่อหยั่งรู้ให้แตกฉานอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงจะพุ่งเป้าไปที่ขอบเขตวิญญาณก่อเกิด!"
"ทว่าการจะหยั่งรู้กฎเกณฑ์จินตานให้ครบสิบส่วนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และต่อให้หยั่งรู้ได้ครบ การทำให้จินตานแตกสลายเพื่อกำเนิดวิญญาณใหม่นั้น ยากกว่าการหยั่งรู้ระดับผู้ทรงสมัญญานับล้านเท่า เมื่อพิจารณาจากระดับปราณวิญญาณในยุคปัจจุบันแล้ว การจะบรรลุได้นั้นแทบจะไม่ต่างจากการปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์! บางทีอาจจะมีเพียงตำหนักกลาง สระสวรรค์อู๋ฮวา หรือสถานที่ลับเพียงไม่กี่แห่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่มีโอกาส เพราะสายแร่ปราณระดับสูงที่สมบูรณ์นั้นหาได้ยากยิ่ง—"
"หอวิญญาณไม้เขียว—" จางเว่ยตงพลันฮึกเหิมขึ้นมา
หอวิญญาณไม้เขียวนั่นเองคือความหวังของเขา หากครั้งนี้เขาสามารถกวาดรายได้มหาศาลจากผลึกปราณระดับต่ำ หอวิญญาณไม้เขียวก็จะเข้าใกล้ระดับหอวิญญาณขั้นสูงเข้าไปอีกขั้น
หอวิญญาณขั้นสูงนั้นมีค่าทัดเทียมกับการมีสายแร่ปราณระดับสูงที่สมบูรณ์อยู่ในครอบครอง และปราณที่ดึงดูดมาจากมิติต่างๆ จะมีให้ใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
"หากหอวิญญาณไม้เขียวถึงระดับขั้นสูง และถ้าสามารถก้าวหน้าไปอีกนิดจนถึงขั้นดูดซับเอาไอพลังวิญญาณมาได้ ความหวังที่ข้าจะทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณก่อเกิดย่อมเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล!"
ครืนนน!
ในขณะที่จางเว่ยตงกำลังตื่นเต้นและวาดหวังถึงอนาคตอยู่นั้น กลุ่มเมฆาดำเหนือศีรษะก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แสงสีขาวสาดส่องรุนแรงขึ้น เสียงกึกก้องกัมปนาททวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่า
"แย่แล้ว! อสนีบาตกฎเกณฑ์แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว นี่มัน... อสนีบาตกฎเกณฑ์ระดับจินตานขั้นกลางงั้นหรือ? ให้ตายสิ ทำไมมันถึงเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้?" จางเว่ยตงสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากสายฟ้าในกลุ่มเมฆ จนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เขาเพิ่งจะบรรลุระดับจินตานขั้นกลาง การทดสอบนี้กลับรุกคืบเข้ามาเร็วเกินไปจนเขาตั้งตัวไม่ติด
"รักษาจิตให้นิ่งแน่วแน่ หยั่งรู้ต่อไป!" จางเว่ยตงพยายามเรียกสติอย่างรวดเร็ว เขากวาดตามองเศษซากไหและขวดหยกที่ว่างเปล่ารอบกาย ก่อนจะหยิบเอาหญ้าและน้ำหยกเซียวเหยาออกมาเพิ่ม แล้วเข้าสู่ฌานสมาธิทันทีเพื่อฝืนหยั่งรู้ต่อไป
ภายในเมืองเทียนกู่ ยามนี้เสียงผู้คนเซ็งแซ่อื้ออึง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังจุดเดียวกัน
กลางเมืองนั้นมีหอถามสวรรค์สูงเสียดฟ้านับสิบวาวางตั้งอยู่ ผู้ทรงสมัญญาหกท่านและยอดฝีมือขอบเขตจินตานอิ่มตัวอีกหนึ่งท่านต่างร่วมแรงกันขับเคลื่อนหอคอยนี้อย่างเต็มที่
ภายในหอคอย จางเว่ยตงและเซวียนหยวนชางเทียนกำลังประลองกันอยู่ ทว่าคนภายนอกไม่อาจรู้สถานการณ์ที่แท้จริงได้เลย
เวลาผ่านไปสามชั่วยามแล้ว ชั้นที่เก้ายังคงมืดสนิท ขณะที่คนที่อยู่ในชั้นที่แปดก็ไม่มีวี่แววการเคลื่อนไหวใดๆ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มสงสัยและแปลกใจ
เจ็ดชั้นแรกนั้นทั้งสองคนผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แสงสว่างวาบขึ้นทีละชั้นเกือบจะในรวดเดียว ทว่าชั้นที่แปดซึ่งเป็นการทดสอบกฎเกณฑ์ระดับจินตานขั้นต้นและขั้นกลาง กลับยังคงนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? แม้แต่ยอดฝีมือที่ยืนอยู่หน้าหอคอยก็ยังหาคำตอบไม่ได้
"ประหลาดนัก ช่างน่าประหลาดใจยิ่ง! นอกจากหกชั้นแรกที่เน้นพละกำลังและเจตจำนงแล้ว ชั้นที่เจ็ด แปด และเก้านั้นสำหรับพวกเขาแล้วควรจะผ่านไปได้ง่ายและรวดเร็วกว่านี้สิ มีเพียงชั้นสุดท้ายเท่านั้นที่จะใช้ตัดสินผลแพ้ชนะ!" ผู้ทรงสมัญญาฉวี่เอ่ยพลางขมวดคิ้ว ขณะที่ยังคงส่งพลังและดึงดูดอำนาจฟ้าดินมาใช้อย่างต่อเนื่อง
ยามนี้ ทุกคนได้เพิ่มระดับพลังอำนาจฟ้าดินขึ้นไปอีกขั้น เพื่อจำลองอานุภาพของกฎเกณฑ์ระดับจินตานขั้นกลางออกมาได้สำเร็จ
"นั่นสิ หรือว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น?" ผู้ทรงสมัญญาฉู่ตี้ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
"ไม่หรอก ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็ไม่น่าจะเป็นพร้อมกันทั้งสองคน"
"หรือว่าหอถามสวรรค์จะมีกลไกอื่นที่พวกเราไม่รู้?"
"บัณฑิตมายาจริง หอถามสวรรค์นี้เป็นของท่าน ท่านย่อมรู้ดีที่สุด มีเรื่องใดปกปิดพวกเราอยู่หรือไม่! เหอะ หากมีใครเป็นอะไรไป ท่านคงรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น!" ผู้ทรงสมัญญาเป้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉียบขาด
เมื่อได้ฟังดังนั้น ทุกสายตาก็หันมาจับจ้องที่บัณฑิตมายาจริง ซึ่งยามนี้เขามีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากด้วยความกังวล
แม้หอถามสวรรค์จะเป็นของเขา แต่พลังฝีมือของเขายังต่ำเกินกว่าจะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจึงไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ภายในหอได้อย่างถ่องแท้ และในยามนี้เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน
"เอ่อ... ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ผู้น้อยเองก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าเท่าที่ผู้น้อยทราบ หอถามสวรรค์นี้ไม่มีอันตรายใดๆ ร้ายแรง หากหยุดการส่งปราณแท้และอำนาจฟ้าดิน กลไกของมันก็จะหยุดทำงานทันที—" บัณฑิตมายาจริงรีบตอบ
จะให้หยุดการประลองงั้นหรือ? หากหยุดส่งพลัง หอถามสวรรค์ก็จะหยุดทำงาน และการประลองย่อมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
"ทุกท่านคิดเห็นอย่างไร?" ผู้ทรงสมัญญาอวี๋หันไปปรึกษาคนอื่นๆ
"ไม่ได้! พวกเรามีหน้าที่เป็นผู้ตัดสินและพยาน ย่อมต้องรักษาความเป็นกลางและยุติธรรม จะเข้าแทรกแซงการประลองได้อย่างไร? มันจะดูไม่งามนะ!" ผู้ทรงสมัญญาเป้าเป็นคนแรกที่คัดค้านโดยไม่ลังเล
คำพูดของเขาดูมีเหตุมีผลและยุติธรรม ทว่ากลับไม่มีใครเชื่อเลยว่าเขาทำไปเพื่อความยุติธรรมจริงๆ
"สหายพรตอวี๋ การหยุดการประลองก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ผลแพ้ชนะจะนับอย่างไร?" เซียวเหยาหวังเอ่ยถาม
"หรือจะให้นับเป็นเสมอ?" ผู้ทรงสมัญญาฉู่ตี้เสนอ
พวกเขาทั้งสองคนอยู่ฝั่งเดียวกับจางเว่ยตง จึงย่อมกังวลว่าจางเว่ยตงจะเป็นอะไรไป เพราะการประลองรอบที่สองนี้เซวียนหยวนชางเทียนเป็นผู้เสนอ หากมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ ซ่อนอยู่ ย่อมต้องเป็นฝั่งนั้นที่วางแผนไว้ หากนับเป็นเสมอได้ย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
"เหลวไหล! การประลองยังไม่รู้ผล จะนับเป็นเสมอได้อย่างไร? จำไว้ว่าพวกเราเป็นเพียงพยาน มีหน้าที่ตัดสินผล มิใช่แทรกแซง! หากภายในหอทุกอย่างปกติดี และมีฝ่ายหนึ่งกำลังจะชนะอยู่แล้วแต่พวกเรากลับเข้าไปยุ่ง เรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ?" ผู้ทรงสมัญญาเป้าเอ่ยด้วยเสียงขุ่นมัว
ในที่สุด ผู้ทรงสมัญญาเป้าและเซียวเหยาหวังก็เริ่มโต้เถียงกัน ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ประลองต่อไปโดยไม่สนใจความผิดปกติ ส่วนอีกฝ่ายต้องการให้หยุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งสองคน ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลของตนมาอ้าง
ทว่าต่อให้ผู้ทรงสมัญญาเป้าจะมีเจตนาแอบแฝง แต่คำพูดของเขาก็มีน้ำหนัก เพราะก่อนการประลองทุกคนต่างให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าแทรกแซง หากทำเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการทำลายเกียรติของตนเอง!
"เอาละ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว สิ่งที่เซียวเหยาหวังพูดมีเหตุผล ทว่าสิ่งที่ผู้ทรงสมัญญาเป้าพูดก็ถูกต้องเช่นกัน เราควรยึดถือตามคำมั่นเดิม คือการไม่เข้าแทรกแซงการประลอง" หลังจากการถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ ผู้ทรงสมัญญาอวี๋และผู้ทรงสมัญญาฉวี่ก็ได้ข้อสรุปว่าควรดำเนินตามกฎเดิมต่อไป
ผู้ทรงสมัญญาเป้าเผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ขณะที่เซียวเหยาหวังมีสีหน้าเคร่งเครียดลง
ครึ่งวันต่อมา ชั้นที่เก้าพลันสว่างวาบขึ้นมา สาดแสงเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ
มีคนก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าแล้ว! ซึ่งเป็นชั้นที่ทดสอบกฎเกณฑ์ระดับจินตานขั้นปลายและจินตานอิ่มตัว
ผู้คนภายนอกต่างตื่นเต้นฮือฮา ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสหน้าหอคอยต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ดูเหมือนการประลองจะเป็นปกติดี!"
"ผ่านไปครึ่งวัน ใครกันที่เป็นคนก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าก่อน? จางเว่ยตงหรือเซวียนหยวนชางเทียน?"
"ประหลาดนัก ในชั้นที่แปดยังมีคนอยู่ พลังกฎเกณฑ์ของพวกเรายังถูกดูดซับไปเรื่อยๆ และความเร็วในการสูญเสียพลังนั้นก็เพิ่มขึ้นทุกที!"
"ดูเหมือนผลแพ้ชนะใกล้จะปรากฏแล้ว คนหนึ่งอยู่ชั้นแปด อีกคนอยู่ชั้นเก้า ช่างแปลกพิลึกแท้!"
ทว่า เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ผู้คนทั่วทั้งเมืองเทียนกู่ก็ต้องส่งเสียงอื้ออึงอีกครั้ง
"โอ้โห ชั้นที่สิบสว่างขึ้นแล้ว!"
"ให้ตายสิ คนที่เพิ่งเข้าชั้นที่เก้าเมื่อครู่ กลับพุ่งทะยานเข้าสู่ชั้นที่สิบได้ในรวดเดียว! ชั้นนี้เป็นการทดสอบกฎเกณฑ์ระดับผู้ทรงสมัญญาเชียวนะ!"
"ใครกัน? ใครคือคนคนนั้น?"
"ต้องเป็นผู้ทรงสมัญญาเซวียนหยวนแน่นอน!"
"ไร้สาระ ต้องเป็นผู้ทรงสมัญญาจางสิ!"
เสียงทกเถียงด้านนอกดังระงม ขณะที่คนหน้าหอคอยยิ่งทวีความสงสัย พวกเขาสัมผัสได้ถึงการสูญเสียพลังกฎเกณฑ์ และรู้ว่ายังมีคนอยู่ในชั้นที่แปด ทว่าอีกคนกลับขึ้นไปถึงชั้นที่สิบแล้ว นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
"ช่างพิลึกยิ่งนัก!"
"หึหึ จะเป็นใครก็ช่างเถอะ ขอเพียงครบสามวัน ผลแพ้ชนะย่อมปรากฏ!"
"หือ? ไม่สิ พลังกฎเกณฑ์ในชั้นที่แปดหยุดหายไปแล้ว—"
"อา... พลังกฎเกณฑ์ในชั้นที่เก้าเริ่มถูกดูดซับไปแทนแล้ว—"
ผ่านไปหนึ่งวันครึ่งของการประลอง
พลังกฎเกณฑ์ในชั้นที่เก้าหยุดหายไป และการดูดซับอันลึกลับนี้ก็ได้ย้ายไปปรากฏที่ชั้นที่สิบแทน ยามนี้ยอดฝีมือทั้งเจ็ดท่านที่คุมหอคอยต่างเริ่มรู้สึกชาด้าน พวกเขาต้องฝืนทนต่อสู้อย่างหนัก ปราณแท้ถูกเผาผลาญไปเกือบครึ่ง และจิตวิญญาณเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ชัดเจนว่าอำนาจฟ้าดินนั้นไม่ใช่สิ่งที่หยิบยืมมาใช้ได้ง่ายๆ เลย
การขับเคลื่อนหอถามสวรรค์ในชั้นที่สิบนั้น ต้องการปราณแท้และอำนาจฟ้าดินเพิ่มขึ้นมหาศาล ชัดเจนว่าอาวุธวิเศษระดับสูงขนาดใหญ่เช่นนี้ แม้จะมีผู้ทรงสมัญญาถึงหกท่านและยอดฝีมือสายมายาอีกหนึ่งท่านช่วยกัน ก็ยังไม่อาจแสดงอานุภาพสูงสุดออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ภายในชั้นที่สิบ
ตูม! ทันทีที่จางเว่ยตงถูกเคลื่อนย้ายเข้ามา กลิ่นอายบนตัวเขาก็ระเบิดพุ่งสูงขึ้น พลังแห่งขอบเขตอิ่มตัววนเวียนไปมา นี่คือระดับจินตานอิ่มตัวที่แท้จริง
"เวลาผ่านไปวันครึ่ง ข้าเลื่อนขอบเขตจากจินตานขั้นต้น ผ่านขั้นกลาง ขั้นปลาย จนบรรลุระดับจินตานอิ่มตัว! น่าเสียดายที่เวลาเหลือน้อยเกินไป เหลือเพียงวันครึ่งเท่านั้น และการจะหยั่งรู้กฎเกณฑ์ระดับผู้ทรงสมัญญานั้น คาดว่าจะต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกมาก—"
เพื่อให้บรรลุขอบเขตจินตานอิ่มตัว ในครั้งนี้จางเว่ยตงทุ่มสุดตัว เขาได้รับบาดเจ็บทางจิตวิญญาณนับครั้งไม่ถ้วน และยาลูกกลอนก็เหลืออยู่ไม่กี่เม็ด ดูเหมือนด่านนี้คงจะผ่านไปได้ยาก
แม้เขาจะยังมีน้ำหยกเซียวเหยามหาศาลช่วยในการหยั่งรู้ แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
"ช่างเถอะ คนเราต้องรู้จักพอ!" จางเว่ยตงสัมผัสได้ว่า หลังจากบรรลุขอบเขตจินตานอิ่มตัว เมล็ดพันธุ์ในตันเถียนก็ขยายใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่า และปราณแท้ของเขาก็หนาแน่นจนมิอาจบรรยายได้ มากกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันนับหลายเท่า
นอกจากนี้ ความเข้าใจและการควบคุมอำนาจฟ้าดินของเขาก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น สามารถแสดงพลังการต่อสู้ที่รุนแรงกว่าเดิมได้ ดังนั้นหากจะบอกว่าเขาไร้เทียมทานในหมู่ผู้ทรงสมัญญา ก็คงไม่เกินจริงนัก
ทว่าเขารู้ซึ้งดีว่า ในโลกแห่งการฝึกตนยามนี้ ต่อให้เป็นผู้ทรงสมัญญาที่เรียกได้ว่า 'ไร้เทียมทาน' ความจริงแล้วการหยั่งรู้ในกฎเกณฑ์จินตานกลับยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก อย่างมากก็เพียงหนึ่งส่วนจากสิบส่วนเท่านั้น!
การใช้กฎเกณฑ์ที่หยั่งรู้ได้เพียงหนึ่งส่วนเพื่อพยายามทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณก่อเกิดนั้น ผลลัพธ์ย่อมคาดเดาได้ คือวิถีดับสูญสลายไปสิ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นจางเว่ยตงหรือผู้ทรงสมัญญาท่านอื่น หนทางในระดับจินตานยังคงยาวไกลนัก หากต้องการพุ่งเข้าสู่ขอบเขตต่อไปอย่างมั่นใจ จำเป็นต้องหยั่งรู้กฎเกณฑ์จินตานให้ลึกซึ้งถึงขีดสุด
เมื่อนึกถึงความยากลำบากของเส้นทางนี้ จางเว่ยตงก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสในตัวประมุขตำหนักกลางและจอมเทพไร้เทียมทาน ทั้งสองคนนี้คือผู้ที่สง่างามและเก่งกาจที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างแท้จริง ส่วนเซวียนหยวนชางเทียน เหมยตันชิง หรือหัวเทียนจีนั้น ยังคงห่างชั้นอยู่อีกมาก
ภายในชั้นที่สิบนี้ เต็มไปด้วยพายุทรายสีเหลืองทองสุดลูกหูลูกตา และนี่เป็นครั้งแรกที่จางเว่ยตงไม่เห็นค่ายกลเคลื่อนย้าย ในขณะเดียวกัน พลังกฎเกณฑ์ก็ไม่ได้มาในรูปแบบสายฟ้า แต่กลับกดดันเขาจากทุกทิศทุกทาง ทุกลมหายใจที่ผ่านไป แรงกดดันนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นทีละนิด
ชัดเจนว่าเมื่อเวลาผ่านไป แรงกฎเกณฑ์นี้จะแข็งแกร่งขึ้นจนถึงขีดจำกัดที่คนจะรับไหว
"โอกาสหายากเช่นนี้ ต้องหยั่งรู้ต่อไป—" จางเว่ยตงนั่งขัดสมาธิลง สะบัดมือเรียกไหน้ำหยกเซียวเหยาออกมาวางเรียงรายเบื้องหน้า
(จบแล้ว)