- หน้าแรก
- เล่ห์ลวง บ่วงอำนาจของชนชั้นรากหญ้าขอมาล้างบางคนชั่ว
- บทที่ 4 - ถึงคราวของฉันออกโรงบ้าง
บทที่ 4 - ถึงคราวของฉันออกโรงบ้าง
บทที่ 4 - ถึงคราวของฉันออกโรงบ้าง
การขับรถอ้อมไปขึ้นทางด่วนที่อำเภอฝูอูทำให้ถนนโล่งตลอดสาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เฉินมู่รู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเข้าสู่เส้นทางเข้าเมืองก็กลับต้องเจอการตั้งด่านตรวจอีกครั้ง ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาเลยเที่ยงคืนไปแล้ว
"ผมลงรถก่อนนะ เดี๋ยวจะมีคนมารับผม คุณต่อแถวรออยู่ที่นี่แหละ" เฉินมู่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและเปิดประตูรถ เขาตั้งใจจะเดินเท้าข้ามด่านตรวจไป ซึ่งยังไงก็ดีกว่าถูกสกัดไว้กลางทาง
"ท่านผู้อำนวยการเฉิน จากนี่ไปคณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับเมืองยังเหลือระยะทางอีกตั้งสิบกว่ากิโลเมตรเลยนะครับ ..." เจียงหู่เอ่ยเตือน แต่เฉินมู่ไม่ได้ตอบรับอะไร เมื่อมองดูแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป เจียงหู่ก็รู้สึกเลื่อมใสอย่างมาก ใจจริงเขาอยากจะถ่ายรูปแผ่นหลังของเฉินมู่พร้อมแคปชั่นเท่ๆ ไปโพสต์ลงในหน้าไทม์ไลน์ แต่ก็ต้องอดใจไว้ เพราะท้ายที่สุดนี่คือการออกมาปฏิบัติภารกิจซึ่งต้องเก็บเป็นความลับ
หลังจากเดินมาได้ประมาณสองกิโลเมตร รถบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาใกล้ช้าๆ กระจกหน้าต่างเบาะหลังเลื่อนลงมาเผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายและแดงก่ำเล็กน้อย
"หัวหน้าห้อง รีบขึ้นรถเร็ว"
เฉินมู่ขมวดคิ้วมองหลัวเสียนเหวิน "กลิ่นเหล้าหึ่งเชียว นี่นายดื่มไปเยอะขนาดไหนเนี่ย"
หลัวเสียนเหวินดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการลงทุนเมืองอวิ๋นเยียน และยังเป็นทายาทเศรษฐีรุ่นที่สองอีกด้วย
"วันนี้มีบริษัทหลายแห่งจากเมืองเถิงรวมตัวกันมาลงพื้นที่สำรวจ พอฉันดีใจก็เลยดื่มหนักไปหน่อย งานส่งเสริมการลงทุนก็แบบนี้แหละ ถ้าคุยกันถูกคอพรุ่งนี้อาจจะมีบริษัทนับสิบแห่งมาลงทุนในเมืองอวิ๋นเยียนของเราก็ได้นะ"
เฉินมู่รู้ซึ้งถึงคอทองแดงของหลัวเสียนเหวินดี สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาสามารถดื่มจนเพื่อนทั้งหอพักล้มพับไปตามๆ กัน เหล้าขาวสามชั่งครึ่ง เบียร์อีกนับไม่ถ้วน ตอนนั้นพวกเขายังเคยพูดล้อเล่นกันเลยว่าถ้าจับหมอนี่ไปอยู่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนรับรองว่าต้องสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับท้องถิ่นได้แน่ๆ ใครจะไปคิดว่าหลังจากเรียนจบหลัวเสียนเหวินจะได้ไปอยู่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนจริงๆ
"เจ้านายครับ ตอนนี้เราจะไปไหนกันดี" คนขับรถเอ่ยถามขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ
สีหน้าของหลัวเสียนเหวินค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "หัวหน้าห้อง สรุปแล้วนายจะไปทำอะไรกันแน่ หลังจากวางสายนายได้ไม่นานจู่ๆ ทั้งเมืองก็มีการประกาศกฎอัยการศึก นี่ถ้าฉันไม่ได้ขับรถของแม่ฉันออกมาก็คงไม่สามารถวิ่งฉลุยได้ขนาดนี้หรอก"
"เรื่องมันยาว ไว้ค่อยเล่าให้ฟังทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้ไปส่งฉันที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยระดับเมืองก่อน"
เฉินมู่เองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นความบังเอิญหรือไม่ แต่การตั้งด่านตรวจตั้งแต่ทางเข้าเมืองแบบนี้ เกรงว่าการตรวจเข้มในคืนนี้คงหนีไม่พ้นฝีมือของฟางเฉิงอย่างแน่นอน
คนระดับรองผู้อำนวยการกองของอำเภอสามารถมีอิทธิพลได้มากขนาดนี้ เบื้องหลังคงต้อง ... มิน่าล่ะ มิน่าล่ะผู้หญิงคนนั้นถึงบอกว่าต้องการเวลาหนึ่งสัปดาห์ในการจัดการ
แต่ในเมื่อตอนนี้ง้างธนูขึ้นสายแล้วก็ต้องยิงออกไปให้สุด!
"ได้เลย" เมื่อเฉินมู่ไม่พูด หลัวเสียนเหวินก็ไม่ถาม การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาถึงสี่ปีทำให้พวกเขามีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาก็คงไม่โผล่มาหรอก
ครั้งนี้รถแล่นฉลุยอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้จะเจอด่านตรวจก็สามารถผ่านไปได้โดยไม่ต้องหยุดให้ตรวจ แค่เห็นป้ายทะเบียนเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยผ่านทันที พอจะเดาได้เลยว่าคุณแม่ของหลัวเสียนเหวินมีอิทธิพลมากแค่ไหนในเมืองอวิ๋นเยียน เธอเป็นทั้งผู้ประกอบการชื่อดัง นักการกุศล ผู้เสียภาษีรายใหญ่ และผู้แทนสภาประชาชนระดับมณฑล
ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา รถก็มาจอดอยู่ที่หน้าประตูอาคารสำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลระดับเมือง
"มีอะไรจะพูดหรือมีคำถามอะไรก็เก็บไว้ก่อนนะ ไว้นายตื่นแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้นายกลับไปพักผ่อนก่อน ตกลงไหม"
หลังจากลงจากรถ เฉินมู่ก็ไม่เปิดโอกาสให้หลัวเสียนเหวินได้เอ่ยปาก เขาสั่งเสียเสร็จสรรพก็พุ่งตรงไปที่ประตูใหญ่ทันที
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในอาคารคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ความกังวลที่เกาะกุมอยู่ในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นข้อความเตือนใจสองสามประโยคก็ยิ่งทำให้เขาตาสว่างและเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ผู้ปกครองพึงยึดมั่นในความถูกต้องเป็นรากฐาน ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอันดับแรก สิ่งใดไม่ใช่ของตนแม้เพียงเส้นด้ายก็ไม่ควรหยิบฉวย สิ่งใดเป็นผลประโยชน์ของผู้อื่นแม้เพียงหยดเดียวก็ไม่ควรแตะต้อง
เฉินมู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งแล้วเดินตรงไปยังเรือนรับรอง ตามสถานการณ์ของหลี่หมิงโปในตอนนี้ เขายังไม่ถูกตัดสินความผิด อย่างมากก็แค่ถูกเชิญมาพูดคุยและสอบถาม แม้จะสูญเสียอิสรภาพในการไปไหนมาไหนและการติดต่อกับโลกภายนอก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องถูกคุมขัง
คนที่มารับเรื่องต่อจากเฉินมู่คือเจ้าหน้าที่เข้าเวรสองคนจากห้องที่สามของคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลระดับเมือง หลังจากตรวจสอบเอกสารครบถ้วนแล้ว ทั้งสองคนก็ยื่นมือออกมาจับทักทายเฉินมู่
"ยินดีต้อนรับท่านผู้อำนวยการเฉินมู่เข้าร่วมทีมครับ หวังว่าด้วยความช่วยเหลือของคุณ พวกเราจะสามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้โดยเร็ว และทำให้ความจริงกระจ่างออกมาในเร็ววัน"
"ลำบากหัวหน้าแผนกทั้งสองท่านแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มงานเลยก็แล้วกัน"
ในเมื่อกลายเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนแล้ว เฉินมู่ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป แต่เขากลับถูกทั้งสองคนขวางไว้หน้าประตู
"ท่านผู้อำนวยการเฉิน ทำแบบนี้มันผิดกฎนะครับ" ทั้งสองคนมีสีหน้าเคร่งเครียดและไม่ยอมเปิดโอกาสให้เฉินมู่ได้เข้าพบหลี่หมิงโปตามลำพัง
"หลีกไป" เฉินมู่จ้องมองทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชา รังสีอำมหิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจนทำให้ทั้งสองคนถึงกับยืนอึ้ง พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับผู้นำระดับสูง และในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองคนกำลังลังเล เฉินมู่ก็เคาะประตูห้องของหลี่หมิงโปไปแล้ว
"ท่านรองนายอำเภอหลี่หมิงโป ผมเฉินมู่นะครับ ไม่ทราบว่าท่านพักผ่อนหรือยังครับ"
"เฉินมู่เหรอ"
ประตูห้องถูกเปิดออกทันที หลี่หมิงโปประหลาดใจมากที่เฉินมู่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ แต่ความรู้สึกที่มีมากกว่าความประหลาดใจคือความดีใจ
เฉินมู่สังเกตเห็นว่าสภาพจิตใจของหลี่หมิงโปในตอนนี้ค่อนข้างย่ำแย่ ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่เคยดูหล่อเหลาและดุดันบัดนี้กลับดูทรุดโทรมลง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แว่นตาก็เอียงกะเท่เร่ ท่าทางดูห่อเหี่ยวไปทั้งตัว เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาสิบกว่าชั่วโมงที่ผ่านมานี้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
เมื่อเข้าไปในห้อง หลี่หมิงโปก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับยกภูเขาออกจากอก
"ฉันนึกว่านายจะไม่โทรไปเบอร์นั้นซะแล้ว"
เฉินมู่เข้าใจความรู้สึกของหลี่หมิงโปในตอนนี้ดี เพราะในสถานการณ์แบบนั้นอย่าว่าแต่โทรศัพท์เลย การตีตัวออกห่างต่างหากคือสิ่งที่คนปกติเขาทำกัน
เฉินมู่ยิ้มบางๆ แล้วรินน้ำให้หลี่หมิงโปแก้วหนึ่ง "ทั้งหมดนี้มันอยู่ในความคาดหมายของท่านนายอำเภออยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ"
"ความคาดหมายงั้นเหรอ" หลี่หมิงโปยิ้มขื่นในใจ เบอร์โทรศัพท์นี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้คนสนิทของตัวเอง แต่เขาให้ได้แค่เฉินมู่เพียงคนเดียว นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ หากท้ายที่สุดเฉินมู่ไม่ยอมโทรไป เขาก็คงต้องจบสิ้นเส้นทางสายการเมือง หรืออาจจะถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าแลก
คนภายนอกต่างก็รู้ดีว่าเฉินมู่เป็นเด็กปั้นของเขา แต่ความจริงมีเพียงหลี่หมิงโปคนเดียวเท่านั้นที่รู้ หากเบื้องบนไม่ได้สั่งการลงมา มีหรือที่เฉินมู่จะเข้ามาอยู่ในสายตาของเขาได้
ประเด็นสำคัญก็คือ แม้แต่ตัวเฉินมู่เองก็ยังคิดว่าที่เขามีวันนี้ได้เป็นเพราะหลี่หมิงโปเห็นคุณค่าในตัวเขา
ในความเป็นจริงแล้ว การที่หลี่หมิงโปสามารถเกาะเกี่ยวเส้นสายที่ใหญ่โตกว่าตระกูลของเขาได้นั้น ล้วนต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ของเฉินมู่ทั้งสิ้น
"ฉันรู้ว่าตอนนี้นายมีคำถามมากมาย และคงสงสัยเรื่องที่มาของเบอร์โทรศัพท์นั้นด้วย แต่ฉันไม่สามารถบอกนายได้หรอก เมื่อถึงเวลาที่นายควรรู้ ทุกอย่างก็จะกระจ่างเอง"
หลี่หมิงโปเป็นฝ่ายอธิบายออกมาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้เฉินมู่ล้มเลิกความคิดที่จะซักไซ้ไล่เลียงต่อ
"แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันรับประกันกับนายได้เลย ต่อจากนี้ไปในอำเภอฝูอวิ๋นจะไม่มีใครสามารถขัดขวางกระบวนการปฏิรูปได้อีก!"
เมื่อพูดประโยคนี้ เฉินมู่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ารัศมีรอบตัวของหลี่หมิงโปเกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยห่อเหี่ยวก็กลับกลายเป็นความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
"แล้วขั้นตอนต่อไปท่านจะให้ผมทำอะไรบ้างครับ" เฉินมู่ถามตรงๆ เขารู้ดีว่าหลี่หมิงโปต้องมีแผนสำรองซ่อนไว้แน่ น่าเสียดายที่ในอดีตชาติเขาเกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อนที่แผนนั้นจะได้ถูกนำมาใช้
หลี่หมิงโปไม่ได้ตอบ แต่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาแล้วเขียนข้อความลงไป
"ของที่อยู่ข้างในนั้น เพียงพอที่จะรักษาชีวิตฉันไว้ได้"
หลังจากจดจำเนื้อหาบนกระดาษได้แล้ว เฉินมู่ก็โยนมันลงชักโครกแล้วกดน้ำทิ้ง เขารู้อยู่แล้วว่าหลี่หมิงโปต้องมีไพ่ตายซ่อนไว้แน่
"พวกนั้นใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทาง ฉันก็เลยจะทำให้พวกมันไม่สมหวังซะเลย" บนใบหน้าของหลี่หมิงโปปรากฏรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก "คนอื่นหัวเราะเยาะว่าฉันบ้าบอ แต่ฉันกลับหัวเราะเยาะที่พวกเขาดูไม่ออก"
"ในเมื่อพวกนั้นร้องงิ้วจบไปแล้ว ก็ถึงคราวที่ฉันจะต้องขึ้นเวทีบ้างแล้วล่ะ" แววตาของหลี่หมิงโปเปล่งประกายความดุร้ายออกมา
เฉินมู่มองหลี่หมิงโปด้วยสายตาลึกล้ำ ละครฉากนี้ชักจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว
[จบแล้ว]