- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสู่ปี 08 จากที่หนึ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย สู่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
- บทที่ 29 ใครคือตัวตึง
บทที่ 29 ใครคือตัวตึง
บทที่ 29 ใครคือตัวตึง
บทที่ 29 ใครคือตัวตึง
พวกเพื่อนนักเรียนหญิงที่ชอบความสนุกสนานรีบจับจองไมโครโฟนและเริ่มแย่งกันกดเลือกเพลง
มีทั้งเพลง ‘สิบปี’ ของเฉินอี้ซวิ่น เพลง ‘กลิ่นหอมของข้าว’ และเพลง ‘น็อคเทิร์น’ ของเจย์ โชว์ เพลง ‘เทพนิยาย’ ของกวงเหลียง รวมถึงเพลงรักที่คู่รักแอบนัดกันมาร้องคู่กันอย่างเพลง ‘เลี่ยงไม่ได้ที่จะรัก’ ของพานเหว่ยป๋อ และเพลง ‘ทะเลปะการัง’ ของเจย์ โชว์ เป็นต้น
“มาทั้งที นายจะไม่จัดสักเพลงหน่อยเหรอ ฉันรู้นะว่านายร้องเพลงโคตรเก่งเลย” สวี่เซิ่งที่แอบไปนัวเนียกับเอ้อร์ไห่อยู่ที่มุมห้องพักหนึ่ง เดินเข้ามาถามจางหยาง
จางหยางโบกมือปัด “ฉันไม่ร้องแล้วล่ะ ขี้เกียจ”
“นายนี่มันเหมือนพวกคนแก่จริงๆ เลย ไม่มีชีวิตชีวาเอาซะเลย!” เจ้าอ้วนบ่นพึมพำ
“ก็แน่ล่ะ ใครคือพ่อของนายล่ะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ พวกนายเล่นกันไปก่อน” ด้วยจิตวิญญาณในวัยสามสิบกว่าปีทำให้จางหยางรู้สึกเข้ากับบรรยากาศวัยรุ่นว้าวุ่นแบบนี้ไม่ค่อยได้ เขาบอกเพื่อนๆ แล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปสูดอากาศข้างนอก
“เชี่ยยย ไอ้จางหยาง!” เสียงเจ้าอ้วนตะโกนไล่หลังมา
ทันทีที่ก้าวออกจากห้อง จางหยางก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังมาจากทางห้องน้ำ
กลุ่มหนึ่งคือพวกนักเลงหัวไม้ที่ตัวเต็มไปด้วยรอยสัก มังกร พยัคฆ์มาครบ ไม่สวมเสื้อ ใส่สร้อยทองเส้นโต หน้าแดงก่ำ ดูท่าทางคงจะดื่มมาหนักไม่ใช่น้อย
อีกกลุ่มมีกันแค่สามคน พอมองปราดเดียวเขาก็จำได้ว่านั่นคือเพื่อนร่วมห้องของเขาเอง หลิวเฉิงหลง, จางเส้าหยาง และหลี่สวี่
จริงๆ แล้วกลุ่มที่ไปเข้าห้องน้ำมีกันสี่คน แต่คนที่สี่ดูจะดื่มน้อยกว่าและมีสติมากกว่า เขาจึงรีบวิ่งฝ่าฝูงชนกลับไปที่ห้องเพื่อตามพวกมาช่วย
จางหยางยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเดาเรื่องได้
สาเหตุมันง่ายมาก คือตอนเข้าห้องน้ำทั้งสองฝ่ายเดินกระทบไหล่กัน
เดิมทีมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แต่หลิวเฉิงหลงที่กำลังเมาได้ที่ดันหันไปถลึงตาใส่อีกฝ่ายเข้าให้
พอกระทำแบบนั้น ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ยอมสิ เปิดฉากถามทันทีว่า “มองหน้าหาเรื่องเหรอ”
หลิวเฉิงหลงก็สวนกลับทันควันว่า “มองแล้วจะทำไมล่ะ” และนั่นคือชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้
เพื่อนคนที่สี่วิ่งกลับไปถึงห้องและตามพรรคพวกออกมา
เพื่อนร่วมห้องเกือบสี่สิบห้าสิบคนกรูออกมาจากห้องจัดเลี้ยง ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงมีอยู่ไม่กี่คน
ฝูงชนที่ชอบกินเผือกเริ่มมุงดูกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามนิสัยดั้งเดิมของชาวเรา
หลี่จื้อเชาหัวหน้าห้องเดินนำหน้าออกมา เมื่อเห็นว่าฝั่งตัวเองคนเยอะกว่าจึงยืดอกวางอำนาจเข้าไปเจรจากับอีกฝ่าย
แต่ทว่า พี่ใหญ่ฝั่งตรงข้ามที่ไม่สวมเสื้อไม่พูดพร่ำทำเพลง ประเคนฝ่ามือฟาดเข้าที่หน้าหลี่จื้อเชาฉาดใหญ่ พร้อมกับด่าทอว่า “ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อย่ามาทำทรงเก๋า ไสหัวไปซะ!”
ฝ่ามือนั้นทำให้พวกเด็กๆ ตื่นจากอาการเมาทันที พละกำลังที่เหนือกว่าเตือนให้พวกเขารู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน
โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เป็นโรงเรียนเน้นวิชาการ ปกติวันๆ พวกเด็กพวกนี้ก็รู้จักแต่การเรียน อย่าว่าแต่ชกต่อยเลย ขนาดทะเลาะกันรุนแรงยังนับครั้งได้ มีหรือจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้
หัวหน้าห้องที่เมื่อกี้ยังซ่าอยู่ พอโดนตบเข้าไปทีเดียวก็เงียบกริบ ท่าทางเหมือนไก่ขี้โรคที่ได้แต่ถอยกรูดเพราะกลัวจะโดนซ้ำรอบสอง
เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มเสียขวัญ บรรดามหาโจร เอ๊ย ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนฝั่งตรงข้ามก็เริ่มได้ใจและข่มขู่หนักขึ้น
ลูกน้องบางคนถึงขั้นส่งเสียงผิวปากแซวเพื่อนนักเรียนหญิงในกลุ่ม ชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาและหัวเราะกันอย่างน่ารังเกียจ ปากก็พ่นคำหยาบคายออกมาไม่หยุด
จางหยางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจ
ถ้าเป็นแค่พวกผู้ชายมีเรื่องกันเขาก็ขี้เกียจจะยุ่ง ยิ่งคนพวกนั้นเขาไม่ได้สนิทด้วยอยู่แล้ว
แต่พอเรื่องลามปามไปถึงการคุกคามเพื่อนนักเรียนหญิง เขาก็คงอยู่เฉยไม่ได้
เขาจึงฝ่าฝูงชนก้าวออกไปข้างหน้า
ในจังหวะนั้นเอง ฝูงชนฝั่งตรงข้ามก็เปิดทางออกราวกับมีผู้ยิ่งใหญ่กำลังมา ชายฉกรรจ์นับสิบคนต่างหลีกทางให้ชายร่างอ้วนใส่สร้อยทองเส้นโตที่มีรอยสักเต็มแขนเดินออกมาจากตรงกลาง
จางหยางเห็นคนคนนั้นก็เบาใจทันที เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปหา ควักบุหรี่มวนหนึ่งส่งให้แล้วทักทายเสียงดัง “พี่หวังครับ พี่มาได้ไงเนี่ย”
คนที่เดินออกมาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหวังเหล่าปา เจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตคนนั้นนั่นเอง
หวังเหล่าปาเห็นเด็กหนุ่มเดินออกมาจากกลุ่มนักเรียนและทักทายเหมือนรู้จักกันดี เขาใช้สมองคิดครู่หนึ่งถึงนึกออกว่านี่คือไอ้เด็กหนุ่มที่ขายดาบฆ่ามังกรให้เขานี่นา
เขายอมรับบุหรี่มาถือไว้
จางหยางส่งยิ้มให้หวังเหล่าปาแล้วพูดว่า “พี่หวังครับ เพื่อนร่วมห้องผมเขาดื่มหนักไปหน่อยเลยไปล่วงเกินคนของพี่เข้า พี่ดูสิครับเรื่องนี้ก็ไม่มีใครบาดเจ็บ เห็นแก่หน้าผมสักครั้ง จบเรื่องนี้ไว้แค่นี้เถอะครับ”
หวังเหล่าปามองจางหยางนิ่งๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าแล้วหัวเราะร่าออกมา “ในเมื่อเป็นน้องชาย เรื่องนี้ก็ช่างมันเถอะ คนกันเองทั้งนั้น ทะเลาะกันนิดหน่อยก็แยกย้ายกันไปเถอะ”
พูดจบเขาก็หันไปด่าลูกน้องรอบตัว “พวกแกนี่มันจริงๆ เลย อายุอานามก็ตั้งเยอะแล้วยังจะมาหาเรื่องเด็กนักเรียนอีก ไม่รักศักดิ์ศรีบ้างหรือไง ข้าล่ะอายแทนพวกแกจริงๆ”
จางหยางรีบเดินไปจุดบุหรี่และกล่าวคำขอโทษพวกลูกพี่ฝั่งตรงข้ามทีละคน
เมื่อมีเสียงสั่งว่า “แยกย้ายๆ กลับไปได้แล้ว!” เรื่องราววุ่นวายนี้ก็จบลงทันที
ทั้งสองฝ่ายและผู้ที่มามุงดูต่างก็ค่อยๆ ทยอยเดินออกจากจุดเกิดเหตุ
ก่อนไป หวังเหล่าปายังยิ้มและชวนจางหยางว่าว่างๆ ให้พาเพื่อนๆ ไปเที่ยวที่ร้านอินเทอร์เน็ตของเขาบ้าง
จางหยางก็ตอบรับคำชวนอย่างเป็นกันเอง
เมื่อฝูงชนสลายตัวไปแล้ว เหล่านักเรียนต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จางหยางเดินไปหาหลิวเฉิงหลง, จางเส้าหยาง และหลี่สวี่ เขาตบไหล่เพื่อนๆ เบาๆ โดยไม่ได้พูดอะไรมากแล้วเดินนำกลับเข้าห้อง
ทั้งสามคนสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ในใจยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ต่างพากันเดินมาขอบคุณจางหยางกันยกใหญ่
เพื่อนคนอื่นๆ ที่สนิทกันก็เดินเข้ามาปลอบใจพวกเขาทั้งสามคน
ในตอนนั้นเอง พวกกลุ่มเพื่อนที่สนิทกับหลี่จื้อเชาก็โพล่งขึ้นมาว่า “หัวหน้าห้องจะโดนตบฟรีได้ยังไง ฝั่งนั้นต้องมาขอโทษสิ”
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังแอบแขวะว่าจางหยางน่าจะเป็นพวกเดียวกับพวกนักเลงพวกนั้นด้วยซ้ำ
จางหยางปรายตามองคนพวกนั้นเหมือนมองคนปัญญาอ่อน เขาไม่พูดอะไรแล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
แต่สวี่เซิ่งไม่ยอมสิ เขาตะโกนด่ากลับเสียงดัง “เมื่อกี้ตอนเรื่องเกิดไม่เห็นพวกแกจะโผล่หัวออกมาพูดสักคำ พอเขาไปกันหมดแล้วดันมาเห่าเก่งซะงั้น ตอนคนเขาอยู่ทำเป็นมุดหัวอยู่ข้างหลัง ทีตอนนี้ล่ะมาทำทรงเก๋า!”
คำด่านั้นทำเอาคนพวกนั้นถึงกับใบ้กิน พูดไม่ออกไปตามๆ กัน
เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเพียงแค่บททดสอบเล็กๆ วัยรุ่นมักจะไม่เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจนานนัก ไม่นานทุกคนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
จะมีก็แต่หลี่จื้อเชาหัวหน้าห้องที่โดนตบไปหนึ่งฉาดเท่านั้นที่ยังทำใจไม่ได้ เขารู้สึกเสียหน้าอย่างหนักต่อหน้าเพื่อนนักเรียนหญิง จึงได้แต่นั่งดื่มเหล้าแก้เซ็งอยู่เงียบๆ ที่มุมห้องเพียงลำพัง
เมื่อกลับมานั่งที่ สวี่เซิ่งยังคงบ่นอุบด้วยความแค้นเคือง “น่าจะปล่อยให้พวกสุนัขรับใช้นั่นโดนสังคมสั่งสอนซะบ้าง นายอุส่าห์ช่วยเคลียร์ปัญหาให้จนจบ ดันมาหาเรื่องว่านายเป็นพวกเดียวกับพวกนั้นซะงั้น ไม่รู้ประสาจริงๆ”
จางหยางมองดูท่าทางของเพื่อนแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาบอกว่า “พ่อยังไม่โกรธเลย แล้วลูกจะโมโหไปทำไมกัน ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเพื่อนผู้หญิงฉันก็ขี้เกียจจะยุ่งเหมือนกัน โชคดีที่เจอหวังเหล่าปาพอดี ไม่อย่างนั้นคงเคลียร์ลำบากเหมือนกัน”
“อืม หวังเหล่าปาคนนี้มีอิทธิพลจริงๆ นะ แค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วพ่นคำพูดออกมาไม่กี่คำ ทุกอย่างก็จบเลย เท่ชะมัด” เจ้าอ้วนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้ม
ในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าเพื่อนผู้ชายคนไหนแย่งไมโครโฟนมาจากเหล่าสาวๆ ได้สำเร็จ ท่วงทำนองที่จางหยางคุ้นเคยก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
นั่นคือเพลง ‘ความรักเคลื่อนย้าย’ ของเฉินอี้ซวิ่น
......
ผ่านความทุกข์ทรมานมานานเท่าไหร่ น้ำตารินไหลมากี่ครั้ง
ถึงได้รู้ว่าความเศร้าคือมรดกของความรัก
ร่อนเร่ผ่านเตียงนอนมาหลายหลัง เปลี่ยนความเชื่อมานับครั้งไม่ถ้วน
ถึงได้ยอมแลกแหวนหมั้นอย่างไม่ลังเล
ย้ายความอบอุ่นของคนคนหนึ่ง ไปสู่หัวใจของอีกคน
เพื่อให้ความผิดพลาดในครั้งก่อน กลายเป็นบทเรียนแห่งความฝัน
......
จางหยางนิ่งฟังเสียงเพลงที่แว่วมา พลางหวนนึกถึงเรื่องราวที่เขาเคยเจอในสังคมชาติก่อน ทั้งการดิ้นรนหาเงิน ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า และความโง่เขลาที่ยอมเป็นคนคลั่งรักหวังจื่อเมิ่งจนเสียเวลาชีวิตไปนับสิบปี
เขาก้มลงมองใบหน้าที่แสนสวยของหลี่เยวี่ยน แล้วกระชับมือกุมมือเล็กๆ ของเธอไว้แน่น
หลี่เยวี่ยนสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่มือ เธอหันมามองจางหยางด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะกุมมือเขากลับแน่นเช่นกัน พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏบนใบหน้า
จางหยางยิ้มตอบ และกระชับมือนั้นให้แน่นขึ้นไปอีก คู่ชีวิตในชาตินี้ของเขา คงจะเป็นคนตรงหน้านี้เอง
และชีวิตในชาตินี้ของเขา จะไม่มีคำว่าธรรมดาอีกต่อไป
(จบบทที่ 29)