- หน้าแรก
- กะว่าจะไม่รักใคร แต่กลับโดนรุ่นพี่สุดคูลตกเข้าอย่างจัง
- บทที่ 22: ดูเหมือนว่าสมองคลั่งรักของผมกำลังจะงอกกลับมา
บทที่ 22: ดูเหมือนว่าสมองคลั่งรักของผมกำลังจะงอกกลับมา
บทที่ 22: ดูเหมือนว่าสมองคลั่งรักของผมกำลังจะงอกกลับมา
บทที่ 22: ดูเหมือนว่าสมองคลั่งรักของผมกำลังจะงอกกลับมา
เวลา 16:50 น. หลินอี้มายืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนแล้ว
ไม่ว่าจะนัดกันไปไหน หลินอี้มักจะมาถึงก่อนเวลาเสมอ มันเป็นแบบนี้มาตลอด
หลินอี้ชะเง้อมองเข้าไปข้างในประตูโรงเรียนเพื่อมองหาลั่วชิงหาน
แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเสียงของลั่วชิงหานดังขึ้นมาจากข้างหลังในเวลาต่อมา "ฉันอยู่นี่"
หลินอี้หันขวับไปมองด้วยความตกใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไป เขากับลั่วชิงหานยังไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่จะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายได้
"ขึ้นมาสิ ไปบ้านเหลียงซวงกันเถอะ"
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หลินอี้ได้ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของลั่วชิงหาน เมื่อนึกถึงคำเตือนของเธอเมื่อคราวก่อน เขาก็ยังคงนั่งร่นไปจนสุดเบาะหลังเหมือนเดิม
ลั่วชิงหานไม่ได้ว่าอะไร เมื่อเห็นว่าหลินอี้นั่งเรียบร้อยแล้ว เธอก็สตาร์ทรถและขับออกไป
คราวนี้ลั่วชิงหานไม่ได้ขี่เร็วแต่อย่างใด เธอกลับขี่เอื่อยๆ สบายๆ เสียด้วยซ้ำ
ลั่วชิงหานไม่ได้มัดผม เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยของเธอสยายออกมาจากใต้หมวกกันน็อกสีชมพูใบเล็ก ปลิวไสวไปตามสายลมเบาๆ
กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจากเส้นผมของเธอ อบอวลอยู่รอบกายหลินอี้
หลินอี้ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหนดี
เขาอยากจะกอดเธอดีไหมนะ?
หลินอี้ดับความคิดอกุศลนั้นในวินาทีต่อมา และเริ่มมองดูบรรยากาศรอบๆ ตัว
วันนี้เป็นวันศุกร์ คู่รักนักศึกษาหลายคู่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากมหาวิทยาลัยเป็นคู่ๆ เพื่อไปใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ด้วยกัน
มีคู่รักแบบนั้นอยู่ข้างหน้าหลินอี้กับลั่วชิงหานถึงสองคู่
ทว่าในกรณีของพวกเขา ผู้ชายเป็นคนขี่ ส่วนผู้หญิงนั่งซ้อนท้าย โดยมีแขนข้างหนึ่งโอบเอวฝ่ายชายเอาไว้
เมื่อนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนพวกนั้น หลินอี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดเขินขึ้นมานิดๆ เขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่ให้ผู้หญิงเป็นคนขี่ให้นั่ง
แต่ในเมื่อมันเป็นรถของลั่วชิงหาน เขาก็พูดอะไรไม่ได้มากนัก แค่เธอยอมให้เขาติดรถมาด้วยมันก็ดีมากพอแล้ว
ไม่อย่างนั้น หลินอี้ก็คงต้องปั่นจักรยานสาธารณะไปเอง
ขณะที่หลินอี้กำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ ลั่วชิงหานก็จอดรถ
"หืม???"
หลินอี้เต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถาม ลั่วชิงหานก็จอดรถสนิทแล้วก้าวลงไป
"นายเป็นคนขี่สิ ฉันรู้สึกหนาวนิดหน่อย"
"???"
หลินอี้กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าราวกับคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง
หนาวเนี่ยนะ???
อุณหภูมิวันนี้ตั้ง 28 องศาเซลเซียส ดูยังไงก็ไม่น่าจะเฉียดเข้าใกล้คำว่าหนาวได้เลยสักนิด
ลั่วชิงหานถอดหมวกกันน็อกสีชมพูใบเล็กออก สะบัดศีรษะเบาๆ แล้วยื่นหมวกกันน็อกให้กับหลินอี้
"ใส่ซะสิ ไม่งั้นถ้าโดนตำรวจจราจรจับ เราจะโดนปรับเอานะ"
หลินอี้มองหมวกกันน็อกสีชมพูใบเล็กด้วยความลังเล ในตอนนั้นเอง สายลมเย็นๆ ก็พัดมา ช่วยกระตุ้นสมองที่แข็งทื่อของเขาให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
"อ้อ!"
หลินอี้รับหมวกกันน็อกมาสวม
หมวกกันน็อกสีชมพูใบเล็กเข้ากับหลินอี้ได้ดีทีเดียว มันครอบผมของเขาไว้แต่ก็ยังเหลือหน้าม้าปรกหน้าอยู่บ้าง
ใบหน้าหล่อเหลาติดจะหวานของเขาฉายแววเขินอายออกมาเล็กน้อย ทำให้ลั่วชิงหานคลี่ยิ้มบางๆ "นายใส่แล้วดูสวยดีนะ"
"หืม?"
หลินอี้ยิ้มอย่างงุนงง "ทำไมถึงใช้คำว่าสวยล่ะครับ?"
ผู้ชายควรจะถูกชมว่าหล่อไม่ใช่เหรอ? คำว่าสวยเค้าเอาไว้ใช้กับผู้หญิงต่างหากไม่ใช่หรือไง?
"ก็มันสวยจริงๆ นี่ ฉันพูดไม่ผิดหรอก"
ลั่วชิงหานขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง "ไปกันเถอะ เราน่าจะถึงบ้านเหลียงซวงพอดีเวลาเลยล่ะ"
รถมอเตอร์ไซค์เร็วกว่าจักรยานมากนัก หลังจากที่ทั้งสองมาถึงบ้านของเหลียงซวง พวกเขาก็เคาะประตู
เหลียงซวงรีบมาเปิดประตูให้ทันที และรู้สึกประหลาดใจมากที่เห็นหลินอี้ "ครูหลิน ทำไมวันนี้มาเร็วจังเลยครับ?"
"เขาจะมาติวภาษาอังกฤษพร้อมกับเธอน่ะ"
"อ๋อ~~~"
เหลียงซวงตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้างพร้อมลากเสียงยาว จากนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรต่อและปล่อยให้ทั้งสองคนเข้ามาข้างใน
เมื่อกลับเข้ามาในห้องหนังสือ เหลียงซวงก็รีบจัดของทันที
เขาเคลียร์โต๊ะทั้งตัวและเลื่อนเก้าอี้ของตัวเองเข้าไปด้านในสุด
เขายกเก้าอี้สตูลที่หลินอี้มักจะนั่งมาวางไว้ตรงกลางโต๊ะ
จากนั้นก็ออกไปยกเก้าอี้จากข้างนอกมาวางไว้อีกฝั่งของโต๊ะ ซึ่งนี่เป็นที่สำหรับลั่วชิงหาน
เมื่อหลินอี้เดินเข้ามา เหลียงซวงก็จับเขาให้นั่งลงตรงกลางทันที
"มาเร็วครับครูหลิน นั่งลงเลย ให้ผมดูหน่อยสิว่าครูเรียนภาษาอังกฤษยังไง"
เมื่อมองดูเก้าอี้สามตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี หลินอี้ก็จมอยู่ในความคิด: ไอเด็กแสบเอ๊ย!
ทำได้ดีมาก!
หลินอี้นั่งอยู่ตรงกลาง แอบตั้งตารอให้ลั่วชิงหานมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เขา
แต่น่าเสียดายที่ความปรารถนาของเขาไม่เป็นจริง
ลั่วชิงหานเพียงแค่วางกระเป๋าสะพายของเธอลงบนเก้าอี้ "พวกนายสองคนทำโจทย์ไปเถอะ ฉันจะยืนดูอยู่ข้างหลังเอง"
เฮ้อ~
ทั้งชายหนุ่มและเด็กชายต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาในใจ และเริ่มลงมือทำโจทย์ภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเชื่อฟัง
ลั่วชิงหานพุ่งความสนใจไปที่เหลียงซวงมากกว่า ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ได้รับเงินค่าจ้างมา เธอจึงไม่อาจทำลวกๆ ได้
หลังจากติวการบ้านภาษาอังกฤษให้เหลียงซวงเสร็จ ลั่วชิงหานก็หันมามองหลินอี้
เธอเห็นว่าหลินอี้ทำเสร็จตั้งนานแล้ว เขากำลังควงปากกาในมือข้างหนึ่งอย่างชำนาญ ส่วนมืออีกข้างก็จับโทรศัพท์มือถือเอาไว้
เมื่อเห็นว่ากระดาษของหลินอี้ว่างเปล่า มีเพียงแค่คำตอบปรนัยเขียนทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว ลั่วชิงหานก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วใช้กระดาษในมือฟาดลงบนหัวของหลินอี้
"ทำไมถึงมีแต่คำตอบล่ะ? ฉันไม่ได้บอกให้นายลองแปลคร่าวๆ ตอนทำไปด้วยหรือไง?"
หลังจากโดนฟาด หลินอี้ก็รีบเก็บโทรศัพท์มือถือและอธิบายกับลั่วชิงหานราวกับเด็กที่ทำความผิด "เอาเข้าจริง ผมไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่เลยครับ"
"ประโยคไหนที่นายไม่เข้าใจ?"
"ผมไม่เข้าใจแทบจะทั้งหมดเลยครับ"
พูดจบหลินอี้ก็รีบเสริมขึ้นมาว่า "รุ่นพี่อย่าเพิ่งโกรธนะ เดี๋ยวผมหาข้อมูลเองก็ได้ครับ"
"ช่างมันเถอะ เดี๋ยวฉันแปลให้นายฟังเอง"
ลั่วชิงหานหยิบกระเป๋าสะพายของเธอออกจากเก้าอี้และนั่งลงข้างๆ หลินอี้ คอยแปลและอธิบายให้เขาฟังไปทีละประโยค
เป็นระยะๆ เธอจะเขียนโน้ตและจดคำอธิบายเพิ่มเติมไว้ด้านข้างด้วยปากกาสีแดง
ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ของลั่วชิงหานก็ดังขึ้น มันคือสัญญาณบอกเวลาเลิกงาน
แต่เธอกลับปิดมันอย่างไม่ใส่ใจและอธิบายให้หลินอี้ฟังต่อไป จนกระทั่งโจทย์ทั้งแผ่นเสร็จสมบูรณ์และเต็มไปด้วยรอยจดโน้ตจนแน่นขนัด เธอก็ลุกขึ้นและเริ่มเก็บของ
"เสาร์อาทิตย์นี้อย่าลืมทบทวนด้วยล่ะ ไม่งั้นนายจะลืมเอาได้นะ"
"ครับ ผมจะทบทวนแน่นอน"
หลังจากเก็บของเสร็จ ลั่วชิงหานก็เดินออกจากบ้านของเหลียงซวง
เมื่อนั้นเหลียงซวงถึงได้เอ่ยปากพูดขึ้น เขามองหลินอี้ด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทัน "ครูหลิน พัฒนาการของพวกครูไปไวจังเลยนะ! พี่หลัวอุตส่าห์ใจเย็นติวให้ครูขนาดนั้นเลย"
"ฉันจ่ายค่าเทอมนะเว้ย เธอก็ต้องใจเย็นอยู่แล้วสิ"
หลินอี้เถียงคอเป็นเอ็น ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เพิ่งจะโม้กับเหลียงซวงไปเมื่อเดือนก่อนนี่เองว่าเขาจะไม่มีความรัก
ถ้าเขายอมรับตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตัวเองชัดๆ
"แล้วพี่หลัวเค้าคิดค่าเทอมครูยังไงล่ะ?"
"เรียนหนึ่งครั้งต่อข้าวหนึ่งมื้อ"
"อี๋~~~"
เหลียงซวงคิดว่าลั่วชิงหานรับเป็นเงินเสียอีก แต่พอได้ยินว่าเป็นแบบนี้...
"ครูหลิน ทำไมครูถึงได้ซื่อบื้อแบบนี้เนี่ย? พี่หลัวเค้าแทบจะใบ้ให้ครูพาเธอไปกินข้าวเย็นอยู่แล้ว! เค้ากำลังชวนครูไปเดตชัดๆ"
เหลียงซวงมองหลินอี้ด้วยสีหน้าผิดหวัง ราวกับมองคนที่หมดทางเยียวยาแล้ว
หลินอี้ไม่อยากฟัง การถูกเด็กอย่างเหลียงซวงมาเทศนาทำให้เขารู้สึกทั้งอายทั้งโมโห "เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร! ไปทำโจทย์ของแกเลยไป!"
เหลียงซวงถอนหายใจและส่ายหัวอย่างจนใจ "เฮ้อ~ ครูหลิน ผมว่าครูไปบวชเป็นพระเลยน่าจะรุ่งกว่านะ"
"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!"
จังหวะที่หลินอี้กำลังจะอ้าปากด่า ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
"ทำโจทย์ของแกต่อไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปเปิดประตูเอง"
หลินอี้เดาว่าพ่อแม่ของเหลียงซวงคงจะกลับมาแล้ว
แต่เมื่อเขาเปิดประตู คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นลั่วชิงหาน
ลั่วชิงหานยื่นกล่องบะหมี่น้ำให้กับหลินอี้ ซึ่งในนั้นมีแพนเค้กต้นหอมรวมอยู่ด้วย
"ฉันใส่ซอสพริกลงไปในบะหมี่นิดหน่อยนะ ตอนนี้ท้องนายยังว่างอยู่ กินแพนเค้กก่อนแล้วค่อยกินบะหมี่ล่ะ"
หลังจากยื่นบะหมี่ให้หลินอี้ ลั่วชิงหานก็หันหลังกลับ "ฉันยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย ขอตัวกลับก่อนนะ"
หลินอี้หลุดออกจากภวังค์ทันที "ขอบคุณครับรุ่นพี่"
หลังจากเดินเข้าไปในลิฟต์ ลั่วชิงหานก็หันกลับมาและบอกกับหลินอี้ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดลง "อย่าลืมนะ วันจันทร์หน้าตอน 17:00 น."
"อ้อ!"
หลินอี้มองดูประตูลิฟต์ที่กำลังปิดลง มุมปากของเขายกโค้งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ "นี่แปลว่าทุกๆ เย็นต่อจากนี้ไปก็จะเป็นเหมือนวันนี้อย่างนั้นเหรอ?"
จบกัน! ดูเหมือนว่าสมองคลั่งรักของผมกำลังจะงอกกลับมาซะแล้ว