- หน้าแรก
- ระบบบีบให้ผมเป็นเทพกระบี่ไร้พ่าย
- บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง
บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง
บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง
บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง
"ยุคแห่งการสุ่มกาชาจุติลงมาแล้ว..."
พอได้อ่านข้อความบนหน้าต่างสถานะ จางหยวนถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ดันเจี้ยนยุคทองแห่งนี้ ก็คือโลกเมื่อหมื่นปีก่อนในตอนที่ระบบสุ่มกาชาเพิ่งจะจุติลงมานั่นเอง
"เล่นจำลองโลกทั้งใบมาสร้างเป็นดันเจี้ยนเลยเหรอเนี่ย สมแล้วที่เป็นดันเจี้ยนระดับราชันเทพ"
จางหยวนมองดูผืนแผ่นดินที่แตกสลายแล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาจากส่วนลึก
นี่คือดันเจี้ยนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกฎเกณฑ์ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลยก็ว่าได้
ดันเจี้ยนที่ผ่านๆ มา ต่อให้จะลูกเล่นเยอะแค่ไหน พูดตรงๆ ก็คือการเดินเป็นเส้นตรง ทะลวงฟันมอนสเตอร์กีกี้ บุกไปให้ถึงถิ่นบอส ฆ่าบอสให้ตาย แล้วก็จบ
แต่ดันเจี้ยนนี้ ดันมีเงื่อนไขภารกิจมาให้ทำด้วย!
เรียกได้ว่านี่คือโลกแห่งความจริงอีกใบเลยก็ไม่ผิดนัก
หลังจากชื่นชมความอลังการเสร็จ จางหยวนก็ดึงสติกลับมาและเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็น
"ถ้าจะเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ให้ผ่าน ก็ต้องปกป้องหลี่เสวียนเฟิงแล้วก็กอบกู้โลกให้ได้... ไอ้เงื่อนไขกอบกู้โลกนี่มันกว้างเกินไป งั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือต้องหาตัวหลี่เสวียนเฟิงให้เจอเสียก่อน"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าหมอนี่เป็นใครมาจากไหน ถึงได้สลักสำคัญจนชี้ชะตาการผ่านดันเจี้ยนของฉันได้"
"เมื่อกี้บอกว่าเป็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณ งั้นก็น่าจะเป็นคนที่เพิ่งตะโกนสั่งการเมื่อครู่นี้ ลองไปดูทางนั้นหน่อยก็แล้วกัน"
จางหยวนกวาดตามองเหล่าศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณที่ทยอยพากันลงจากเขา ก่อนจะเบนสายตาไปทางส่วนลึกของสำนักแล้วพุ่งทะยานไปทางนั้นทันที
เพียงไม่นาน จางหยวนก็มาถึงตำหนักใหญ่ เขาเห็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณและเหล่าผู้อาวุโสกำลังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับฟ้าดิน
จางหยวนใช้เนตรขุมนรกตรวจสอบข้อมูลของเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณ แต่กลับพบว่าชายคนนั้นชื่อเหยียนจื่ออัน ไม่ใช่หลี่เสวียนเฟิง
เขากวาดตามองไปรอบๆ ตำหนักอีกครั้ง ก็ไม่พบใครที่ชื่อหลี่เสวียนเฟิงเลยแม้แต่คนเดียว
"ไม่มีคนชื่อหลี่เสวียนเฟิงเหรอ"
เมื่อหาเป้าหมายไม่เจอ จางหยวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"ภารกิจให้ข้อมูลมาผิด หรือว่าเนตรขุมนรกของฉันมันรวนกันแน่"
ด้วยความสงสัย จางหยวนจึงแอบซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งของตำหนักเพื่อฟังการโต้เถียงระหว่างเหยียนจื่ออันกับบรรดาผู้อาวุโส เผื่อจะได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์จากบทสนทนานี้บ้าง
"ท่านเจ้าสำนัก ตอนนี้ฟ้าดินวิปริตแปรปรวน ภูตผีปีศาจออกอาละวาดไปทั่ว ลำพังพวกเราจะเอาตัวรอดก็ยังลำบาก แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปกอบกู้สรรพสัตว์!"
"ท่านเจ้าสำนัก! ข้าคิดว่าสิ่งที่เราควรทำที่สุดในตอนนี้คือการปิดเขาตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อรักษาขุมกำลังของสำนักเอาไว้ ไม่ใช่ส่งศิษย์ลงเขาไปตายเปล่าแบบนี้!"
"ท่านเจ้าสำนัก ฟ้าดินกำลังโกลาหล สิ่งที่เราต้องทำคือวางแผนให้รอบคอบก่อนลงมือ การที่ท่านสั่งให้ศิษย์ถือกระบี่ลงเขาไปดื้อๆ แบบนี้ มันเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง!"
ภายในตำหนัก เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันรุมสับเหยียนจื่ออันอย่างหนัก พวกเขาต่อต้านคำสั่งก่อนหน้านี้อย่างสุดกำลัง และเสนอให้เรียกตัวศิษย์ทุกคนกลับมาแล้วกางค่ายกลคุ้มครองสำนัก เพื่อรักษาชีวิตรอดในยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้
"ดูเหมือนว่าระบบสุ่มกาชาเปลี่ยนอาชีพจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ฟ้าดินเกิดภัยพิบัติแฮะ... ขนาดผู้บำเพ็ญเพียรยังหวาดกลัวพวกมอนสเตอร์ข้างนอกขนาดนี้ คนธรรมดาที่ไม่มีพลังป้องกันตัวก็ไม่รู้จะต้องตายกันไปอีกสักกี่คน"
เมื่อฟังจากที่เหล่าผู้อาวุโสเถียงกันโดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องระบบสุ่มกาชาเปลี่ยนอาชีพเลย จางหยวนก็พอจะเดาไทม์ไลน์ได้ว่า ณ เวลาปัจจุบันนี้ มนุษย์ทุกคนยังเป็นแค่ก้อนเนื้อบนเขียง จะรอดตายได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
กงล้อแห่งยุคสมัยหมุนวนบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ปัจเจกชนใดๆ ล้วนเป็นเพียงมดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำให้จมดินได้อย่างง่ายดาย
"หึ! บำเพ็ญเพียร! บำเพ็ญเพียรบ้าอะไรกัน! ข้าเห็นแต่ตาเฒ่าพุงพลุ้ยอย่างพวกท่านที่ยิ่งบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งถอยหลังลงคลอง!"
จู่ๆ ก็มีเสียงดังกังวานแทรกเข้ามาจากนอกตำหนัก
จางหยวนหันไปมองตามเสียง พอเห็นหน้าคนที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาก็ถึงกับตะลึง
"เซียนกระบี่ร่ำสุราเหรอ"
ชายหนุ่มในชุดผ้าหยาบๆ คนนั้น ดูยังไงก็คือเซียนกระบี่ร่ำสุราในวัยหนุ่มชัดๆ!
จางหยวนรีบใช้เนตรขุมนรกตรวจสอบทันที
[หลี่เสวียนเฟิง]
[ระดับขั้น : สร้างรากฐานขั้นปลาย]
เมื่อเห็นระดับการบำเพ็ญเพียรของหลี่เสวียนเฟิง จางหยวนก็อดแขวะไม่ได้
"ไอ้ขี้เมานี่ตอนหนุ่มๆ ก็ห้าวเป้งไม่เบาเลยแฮะ แค่ระดับสร้างรากฐานก็กล้ายืนด่ากราดเหล่าผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำฉอดๆ ซะแล้ว"
เหล่าผู้อาวุโสในตำหนักที่ได้ยินคำพูดของหลี่เสวียนเฟิงต่างก็เดือดดาลจนควันออกหู แต่ละคนปลดปล่อยกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวของระดับแก่นทองคำออกมากดดันทันที
"หลี่เสวียนเฟิง! บังอาจนักนะ!"
"ที่นี่คือโถงประชุมของผู้อาวุโส แกเป็นแค่ศิษย์ มีสิทธิ์อะไรมาสอดปากหา!"
"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!"
ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างกดดันพลังใส่หลี่เสวียนเฟิง แต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังเย้ยหยันกลับไปอีก
"หรือว่าข้าพูดผิดล่ะ การกำจัดมารร้ายปกป้องคุณธรรมมันเป็นหน้าที่ของสำนักฝ่ายธรรมะอย่างพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้ฟ้าดินวิปริต ผู้คนเดือดร้อนแสนสาหัส มันก็คือเวลาที่พวกเราต้องออกโรงสิ!"
"ตอนนี้ศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณล้วนถือกระบี่ลงเขาไปกันหมดแล้ว แต่พวกท่านที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ ไม่ยอมลงเขาไปช่วยก็แล้วไปเถอะ นี่ยังจะมุดหัวหดอยู่ในสำนัก แล้วมาบีบบังคับให้อาจารย์ข้าเรียกตัวศิษย์กลับมาอีก"
"นี่พวกท่านทำเพื่อรักษาเชื้อสายของสำนักกระบี่วิญญาณจริงๆ เหรอ ข้าว่าพวกท่านตาขาวกลัวตาย เลยอยากเรียกศิษย์ทุกคนมากระจุกรวมกันเพื่อเอาไว้เป็นโล่เนื้อบังหน้าให้พวกท่านมากกว่ามั้ง!"
"หุบปาก!"
ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำคนหนึ่งโกรธจนฟิวส์ขาด เขาร่ายรำสัญลักษณ์เวท เสกกระบี่บินพุ่งทะยานหมายจะแทงทะลุร่างของหลี่เสวียนเฟิงทันที!
ทว่าหลี่เสวียนเฟิงที่เห็นกระบี่พุ่งเข้ามากลับยิ้มกริ่ม เขาเรียกกระบี่ยาวออกมาไว้ในมือ แล้วตวัดปัดกระบี่บินของผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำกระเด็นไปอย่างง่ายดาย
หลี่เสวียนเฟิงยังคงถากถางต่อไป
"สวะก็คือสวะ สูบผลาญทรัพยากรของสำนักไปตั้งเท่าไหร่ ฟลุกบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จระดับแก่นทองคำได้แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายอาวุธเวทประจำกายก็เหยาะแหยะปวกเปียก สู้กระบี่เหล็กธรรมดาๆ ของข้ายังไม่ได้เลย"
"หลี่เสวียนเฟิง! รอนแส่หาที่ตาย!"
ผู้อาวุโสที่โดนปัดกระบี่บินกระเด็นไปเมื่อครู่ได้ยินคำเย้ยหยันก็แทบจะกระอักเลือด เขาร่ายรำสัญลักษณ์เวทอีกครั้ง กระบี่บินที่ถูกปัดกระเด็นก็ลอยกลับขึ้นมากลางอากาศ ก่อนจะแยกร่างออกเป็นสามเล่ม ทุกเล่มแผ่รังสีอำมหิตพุ่งเป้าไปที่หลี่เสวียนเฟิง
"พอได้แล้ว!"
ในตอนนั้นเอง เหยียนจื่ออันที่นั่งเงียบมาตลอดก็ปลดปล่อยพลังกดดันระดับวิญญาณก่อกำเนิดออกมา กระบี่บินทั้งสามเล่มร่วงหล่นลงกระแทกพื้นดังเคร้ง ในขณะที่หลี่เสวียนเฟิงก็ถูกกลิ่นอายพลังของเหยียนจื่ออันกดทับจนล้มลงไปกองกับพื้น เหยียนจื่ออันมองหลี่เสวียนเฟิงด้วยสายตาเย็นชา
"ศิษย์ทรยศ ยังไม่รีบขอโทษเหล่าผู้อาวุโสอีก!"
หลี่เสวียนเฟิงยังคงดื้อดึง
"ท่านอาจารย์ ข้าพูดผิดตรงไหน ทำไมข้าต้องขอโทษพวกปลิงสูบเลือดสำนักพวก..."
ตู้ม!!!
กลิ่นอายพลังของเหยียนจื่ออันกระแทกร่างของหลี่เสวียนเฟิงจนลอยละลิ่วปลิวออกไปกระแทกเข้ากับอาคารที่อยู่ข้างตำหนักจนพังพินาศ
จากนั้นเหยียนจื่ออันก็หันไปพูดกับเหล่าผู้อาวุโส
"เรื่องนี้ขอจบเพียงเท่านี้ ในเมื่อข้าออกคำสั่งไปแล้ว ก็จะไม่มีวันเรียกคืน ศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณมีหน้าที่ปกป้องฟ้าดิน นี่คือกฎเหล็กที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักได้สลักเอาไว้"
"ข้าจะลงเขาไปกอบกู้โลกเดี๋ยวนี้ หากพวกท่านไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของข้า ก็เชิญกลับไปหลบซ่อนตัวที่ยอดเขาของพวกท่านได้เลย ข้าจะไม่ฝืนใจบังคับ แต่ข้าจะไม่มีวันกางค่ายกลคุ้มครองสำนักเด็ดขาด"
"ส่วนศิษย์ทรยศคนนั้น ข้าจะพกมันติดตัวไปเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำเอง"
เหล่าผู้อาวุโสได้ยินคำพูดของเหยียนจื่ออัน ต่างก็มีแววตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยพลังการบำเพ็ญเพียรของเหยียนจื่ออันที่เหนือกว่า พวกเขาจึงไม่อาจต่อกรอะไรได้อีก
"ท่านเจ้าสำนัก การกระทำของท่านในครั้งนี้ รังแต่จะทำลายรากฐานนับพันปีของสำนักกระบี่วิญญาณให้ป่นปี้ ขอให้ท่านจงดูแลตัวเองให้ดี!"
"ขอลา!"
เหล่าผู้อาวุโสแค่นเสียงเย็นชา ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ พวกเขาประสานมือคารวะเหยียนจื่ออันลวกๆ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากตำหนักไปอย่างรวดเร็ว
จางหยวนที่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในตำหนักมองตามแผ่นหลังของผู้อาวุโสเหล่านั้นแล้วพึมพำกับตัวเอง
"พวกตาเฒ่านี่ดูไม่ยอมรับคำตัดสินเอาซะเลยแฮะ... ถ้าปล่อยให้กลับไปแบบนี้ วันข้างหน้าต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ"
"บางที การที่เหยียนจื่ออันเกิดเรื่อง จนไอ้ขี้เมาได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณแทน อาจจะเป็นฝีมือของพวกผู้อาวุโสพวกนี้ก็ได้"
"คำถามก็คือ... ฉันควรจะดำเนินเรื่องไปตามประวัติศาสตร์ คอยแอบปกป้องไอ้ขี้เมาอยู่เงียบๆ หรือว่าจะลงมือปาดคอพวกตัวปัญหาให้สิ้นซากตั้งแต่ตอนนี้ แล้วอาละวาดให้มันรู้แล้วรู้รอดในดันเจี้ยนนี้ไปเลยดีนะ"
จางหยวนจมลงสู่ห้วงความคิด
[จบแล้ว]