เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง

บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง

บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง


บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง

"ยุคแห่งการสุ่มกาชาจุติลงมาแล้ว..."

พอได้อ่านข้อความบนหน้าต่างสถานะ จางหยวนถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ดันเจี้ยนยุคทองแห่งนี้ ก็คือโลกเมื่อหมื่นปีก่อนในตอนที่ระบบสุ่มกาชาเพิ่งจะจุติลงมานั่นเอง

"เล่นจำลองโลกทั้งใบมาสร้างเป็นดันเจี้ยนเลยเหรอเนี่ย สมแล้วที่เป็นดันเจี้ยนระดับราชันเทพ"

จางหยวนมองดูผืนแผ่นดินที่แตกสลายแล้วอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาจากส่วนลึก

นี่คือดันเจี้ยนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกฎเกณฑ์ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลยก็ว่าได้

ดันเจี้ยนที่ผ่านๆ มา ต่อให้จะลูกเล่นเยอะแค่ไหน พูดตรงๆ ก็คือการเดินเป็นเส้นตรง ทะลวงฟันมอนสเตอร์กีกี้ บุกไปให้ถึงถิ่นบอส ฆ่าบอสให้ตาย แล้วก็จบ

แต่ดันเจี้ยนนี้ ดันมีเงื่อนไขภารกิจมาให้ทำด้วย!

เรียกได้ว่านี่คือโลกแห่งความจริงอีกใบเลยก็ไม่ผิดนัก

หลังจากชื่นชมความอลังการเสร็จ จางหยวนก็ดึงสติกลับมาและเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเยือกเย็น

"ถ้าจะเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ให้ผ่าน ก็ต้องปกป้องหลี่เสวียนเฟิงแล้วก็กอบกู้โลกให้ได้... ไอ้เงื่อนไขกอบกู้โลกนี่มันกว้างเกินไป งั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือต้องหาตัวหลี่เสวียนเฟิงให้เจอเสียก่อน"

"ไม่รู้เหมือนกันว่าหมอนี่เป็นใครมาจากไหน ถึงได้สลักสำคัญจนชี้ชะตาการผ่านดันเจี้ยนของฉันได้"

"เมื่อกี้บอกว่าเป็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณ งั้นก็น่าจะเป็นคนที่เพิ่งตะโกนสั่งการเมื่อครู่นี้ ลองไปดูทางนั้นหน่อยก็แล้วกัน"

จางหยวนกวาดตามองเหล่าศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณที่ทยอยพากันลงจากเขา ก่อนจะเบนสายตาไปทางส่วนลึกของสำนักแล้วพุ่งทะยานไปทางนั้นทันที

เพียงไม่นาน จางหยวนก็มาถึงตำหนักใหญ่ เขาเห็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณและเหล่าผู้อาวุโสกำลังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่องภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับฟ้าดิน

จางหยวนใช้เนตรขุมนรกตรวจสอบข้อมูลของเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณ แต่กลับพบว่าชายคนนั้นชื่อเหยียนจื่ออัน ไม่ใช่หลี่เสวียนเฟิง

เขากวาดตามองไปรอบๆ ตำหนักอีกครั้ง ก็ไม่พบใครที่ชื่อหลี่เสวียนเฟิงเลยแม้แต่คนเดียว

"ไม่มีคนชื่อหลี่เสวียนเฟิงเหรอ"

เมื่อหาเป้าหมายไม่เจอ จางหยวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

"ภารกิจให้ข้อมูลมาผิด หรือว่าเนตรขุมนรกของฉันมันรวนกันแน่"

ด้วยความสงสัย จางหยวนจึงแอบซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งของตำหนักเพื่อฟังการโต้เถียงระหว่างเหยียนจื่ออันกับบรรดาผู้อาวุโส เผื่อจะได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์จากบทสนทนานี้บ้าง

"ท่านเจ้าสำนัก ตอนนี้ฟ้าดินวิปริตแปรปรวน ภูตผีปีศาจออกอาละวาดไปทั่ว ลำพังพวกเราจะเอาตัวรอดก็ยังลำบาก แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปกอบกู้สรรพสัตว์!"

"ท่านเจ้าสำนัก! ข้าคิดว่าสิ่งที่เราควรทำที่สุดในตอนนี้คือการปิดเขาตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อรักษาขุมกำลังของสำนักเอาไว้ ไม่ใช่ส่งศิษย์ลงเขาไปตายเปล่าแบบนี้!"

"ท่านเจ้าสำนัก ฟ้าดินกำลังโกลาหล สิ่งที่เราต้องทำคือวางแผนให้รอบคอบก่อนลงมือ การที่ท่านสั่งให้ศิษย์ถือกระบี่ลงเขาไปดื้อๆ แบบนี้ มันเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง!"

ภายในตำหนัก เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันรุมสับเหยียนจื่ออันอย่างหนัก พวกเขาต่อต้านคำสั่งก่อนหน้านี้อย่างสุดกำลัง และเสนอให้เรียกตัวศิษย์ทุกคนกลับมาแล้วกางค่ายกลคุ้มครองสำนัก เพื่อรักษาชีวิตรอดในยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้

"ดูเหมือนว่าระบบสุ่มกาชาเปลี่ยนอาชีพจะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ฟ้าดินเกิดภัยพิบัติแฮะ... ขนาดผู้บำเพ็ญเพียรยังหวาดกลัวพวกมอนสเตอร์ข้างนอกขนาดนี้ คนธรรมดาที่ไม่มีพลังป้องกันตัวก็ไม่รู้จะต้องตายกันไปอีกสักกี่คน"

เมื่อฟังจากที่เหล่าผู้อาวุโสเถียงกันโดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องระบบสุ่มกาชาเปลี่ยนอาชีพเลย จางหยวนก็พอจะเดาไทม์ไลน์ได้ว่า ณ เวลาปัจจุบันนี้ มนุษย์ทุกคนยังเป็นแค่ก้อนเนื้อบนเขียง จะรอดตายได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ

กงล้อแห่งยุคสมัยหมุนวนบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ปัจเจกชนใดๆ ล้วนเป็นเพียงมดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำให้จมดินได้อย่างง่ายดาย

"หึ! บำเพ็ญเพียร! บำเพ็ญเพียรบ้าอะไรกัน! ข้าเห็นแต่ตาเฒ่าพุงพลุ้ยอย่างพวกท่านที่ยิ่งบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งถอยหลังลงคลอง!"

จู่ๆ ก็มีเสียงดังกังวานแทรกเข้ามาจากนอกตำหนัก

จางหยวนหันไปมองตามเสียง พอเห็นหน้าคนที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาก็ถึงกับตะลึง

"เซียนกระบี่ร่ำสุราเหรอ"

ชายหนุ่มในชุดผ้าหยาบๆ คนนั้น ดูยังไงก็คือเซียนกระบี่ร่ำสุราในวัยหนุ่มชัดๆ!

จางหยวนรีบใช้เนตรขุมนรกตรวจสอบทันที

[หลี่เสวียนเฟิง]

[ระดับขั้น : สร้างรากฐานขั้นปลาย]

เมื่อเห็นระดับการบำเพ็ญเพียรของหลี่เสวียนเฟิง จางหยวนก็อดแขวะไม่ได้

"ไอ้ขี้เมานี่ตอนหนุ่มๆ ก็ห้าวเป้งไม่เบาเลยแฮะ แค่ระดับสร้างรากฐานก็กล้ายืนด่ากราดเหล่าผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำฉอดๆ ซะแล้ว"

เหล่าผู้อาวุโสในตำหนักที่ได้ยินคำพูดของหลี่เสวียนเฟิงต่างก็เดือดดาลจนควันออกหู แต่ละคนปลดปล่อยกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวของระดับแก่นทองคำออกมากดดันทันที

"หลี่เสวียนเฟิง! บังอาจนักนะ!"

"ที่นี่คือโถงประชุมของผู้อาวุโส แกเป็นแค่ศิษย์ มีสิทธิ์อะไรมาสอดปากหา!"

"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!"

ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างกดดันพลังใส่หลี่เสวียนเฟิง แต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังเย้ยหยันกลับไปอีก

"หรือว่าข้าพูดผิดล่ะ การกำจัดมารร้ายปกป้องคุณธรรมมันเป็นหน้าที่ของสำนักฝ่ายธรรมะอย่างพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้ฟ้าดินวิปริต ผู้คนเดือดร้อนแสนสาหัส มันก็คือเวลาที่พวกเราต้องออกโรงสิ!"

"ตอนนี้ศิษย์ระดับรวบรวมลมปราณล้วนถือกระบี่ลงเขาไปกันหมดแล้ว แต่พวกท่านที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ ไม่ยอมลงเขาไปช่วยก็แล้วไปเถอะ นี่ยังจะมุดหัวหดอยู่ในสำนัก แล้วมาบีบบังคับให้อาจารย์ข้าเรียกตัวศิษย์กลับมาอีก"

"นี่พวกท่านทำเพื่อรักษาเชื้อสายของสำนักกระบี่วิญญาณจริงๆ เหรอ ข้าว่าพวกท่านตาขาวกลัวตาย เลยอยากเรียกศิษย์ทุกคนมากระจุกรวมกันเพื่อเอาไว้เป็นโล่เนื้อบังหน้าให้พวกท่านมากกว่ามั้ง!"

"หุบปาก!"

ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำคนหนึ่งโกรธจนฟิวส์ขาด เขาร่ายรำสัญลักษณ์เวท เสกกระบี่บินพุ่งทะยานหมายจะแทงทะลุร่างของหลี่เสวียนเฟิงทันที!

ทว่าหลี่เสวียนเฟิงที่เห็นกระบี่พุ่งเข้ามากลับยิ้มกริ่ม เขาเรียกกระบี่ยาวออกมาไว้ในมือ แล้วตวัดปัดกระบี่บินของผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำกระเด็นไปอย่างง่ายดาย

หลี่เสวียนเฟิงยังคงถากถางต่อไป

"สวะก็คือสวะ สูบผลาญทรัพยากรของสำนักไปตั้งเท่าไหร่ ฟลุกบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จระดับแก่นทองคำได้แล้วยังไงล่ะ สุดท้ายอาวุธเวทประจำกายก็เหยาะแหยะปวกเปียก สู้กระบี่เหล็กธรรมดาๆ ของข้ายังไม่ได้เลย"

"หลี่เสวียนเฟิง! รอนแส่หาที่ตาย!"

ผู้อาวุโสที่โดนปัดกระบี่บินกระเด็นไปเมื่อครู่ได้ยินคำเย้ยหยันก็แทบจะกระอักเลือด เขาร่ายรำสัญลักษณ์เวทอีกครั้ง กระบี่บินที่ถูกปัดกระเด็นก็ลอยกลับขึ้นมากลางอากาศ ก่อนจะแยกร่างออกเป็นสามเล่ม ทุกเล่มแผ่รังสีอำมหิตพุ่งเป้าไปที่หลี่เสวียนเฟิง

"พอได้แล้ว!"

ในตอนนั้นเอง เหยียนจื่ออันที่นั่งเงียบมาตลอดก็ปลดปล่อยพลังกดดันระดับวิญญาณก่อกำเนิดออกมา กระบี่บินทั้งสามเล่มร่วงหล่นลงกระแทกพื้นดังเคร้ง ในขณะที่หลี่เสวียนเฟิงก็ถูกกลิ่นอายพลังของเหยียนจื่ออันกดทับจนล้มลงไปกองกับพื้น เหยียนจื่ออันมองหลี่เสวียนเฟิงด้วยสายตาเย็นชา

"ศิษย์ทรยศ ยังไม่รีบขอโทษเหล่าผู้อาวุโสอีก!"

หลี่เสวียนเฟิงยังคงดื้อดึง

"ท่านอาจารย์ ข้าพูดผิดตรงไหน ทำไมข้าต้องขอโทษพวกปลิงสูบเลือดสำนักพวก..."

ตู้ม!!!

กลิ่นอายพลังของเหยียนจื่ออันกระแทกร่างของหลี่เสวียนเฟิงจนลอยละลิ่วปลิวออกไปกระแทกเข้ากับอาคารที่อยู่ข้างตำหนักจนพังพินาศ

จากนั้นเหยียนจื่ออันก็หันไปพูดกับเหล่าผู้อาวุโส

"เรื่องนี้ขอจบเพียงเท่านี้ ในเมื่อข้าออกคำสั่งไปแล้ว ก็จะไม่มีวันเรียกคืน ศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณมีหน้าที่ปกป้องฟ้าดิน นี่คือกฎเหล็กที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักได้สลักเอาไว้"

"ข้าจะลงเขาไปกอบกู้โลกเดี๋ยวนี้ หากพวกท่านไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของข้า ก็เชิญกลับไปหลบซ่อนตัวที่ยอดเขาของพวกท่านได้เลย ข้าจะไม่ฝืนใจบังคับ แต่ข้าจะไม่มีวันกางค่ายกลคุ้มครองสำนักเด็ดขาด"

"ส่วนศิษย์ทรยศคนนั้น ข้าจะพกมันติดตัวไปเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำเอง"

เหล่าผู้อาวุโสได้ยินคำพูดของเหยียนจื่ออัน ต่างก็มีแววตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยพลังการบำเพ็ญเพียรของเหยียนจื่ออันที่เหนือกว่า พวกเขาจึงไม่อาจต่อกรอะไรได้อีก

"ท่านเจ้าสำนัก การกระทำของท่านในครั้งนี้ รังแต่จะทำลายรากฐานนับพันปีของสำนักกระบี่วิญญาณให้ป่นปี้ ขอให้ท่านจงดูแลตัวเองให้ดี!"

"ขอลา!"

เหล่าผู้อาวุโสแค่นเสียงเย็นชา ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ พวกเขาประสานมือคารวะเหยียนจื่ออันลวกๆ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากตำหนักไปอย่างรวดเร็ว

จางหยวนที่แอบดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในตำหนักมองตามแผ่นหลังของผู้อาวุโสเหล่านั้นแล้วพึมพำกับตัวเอง

"พวกตาเฒ่านี่ดูไม่ยอมรับคำตัดสินเอาซะเลยแฮะ... ถ้าปล่อยให้กลับไปแบบนี้ วันข้างหน้าต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ"

"บางที การที่เหยียนจื่ออันเกิดเรื่อง จนไอ้ขี้เมาได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณแทน อาจจะเป็นฝีมือของพวกผู้อาวุโสพวกนี้ก็ได้"

"คำถามก็คือ... ฉันควรจะดำเนินเรื่องไปตามประวัติศาสตร์ คอยแอบปกป้องไอ้ขี้เมาอยู่เงียบๆ หรือว่าจะลงมือปาดคอพวกตัวปัญหาให้สิ้นซากตั้งแต่ตอนนี้ แล้วอาละวาดให้มันรู้แล้วรู้รอดในดันเจี้ยนนี้ไปเลยดีนะ"

จางหยวนจมลงสู่ห้วงความคิด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 390 - หลี่เสวียนเฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว