- หน้าแรก
- วิศวกรยอดอัจฉริยะ ทะลุมิติมาปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 50
- บทที่ 32 - แบ่งหน้าที่ เริ่มลุยงาน
บทที่ 32 - แบ่งหน้าที่ เริ่มลุยงาน
บทที่ 32 - แบ่งหน้าที่ เริ่มลุยงาน
บทที่ 32 - แบ่งหน้าที่ เริ่มลุยงาน
หลังจากการทำความสะอาดและขนย้ายตลอดทั้งวัน โรงซ่อมที่จะใช้เป็นสถานที่ทดลองสำหรับโครงการนวัตกรรมโลหะผสมก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แม้ว่าเพิ่งจะมีการประชุมและออกคำสั่งให้เตรียมพื้นที่เมื่อวานนี้ แต่ความเป็นจริงโรงงานรีดเหล็กที่สองได้เริ่มลงมือเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้ามาสามสี่วันแล้ว
หลังจากหารือข้อตกลงภายในกันเสร็จสิ้น พวกเขาก็เริ่มระดมกำลังพลมาทำความสะอาดโรงซ่อมทันที
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เป็นการรายงานเรื่องให้กระทรวงอุตสาหกรรมโลหะการทราบ พอเบื้องบนอนุมัติปุ๊บ โรงซ่อมก็แทบจะพร้อมใช้งานปั๊บ
โจวจื้อเฉียงมาถึงค่อนข้างเช้า แต่เมื่อมาถึง เขาก็พบว่ามีคนมารวมตัวกันที่โรงซ่อมเกินครึ่งแล้ว
แม้แต่ศาสตราจารย์สูงวัยอย่างจางเต๋อหลี่ก็ยังมาถึงก่อนเขา ทำเอาโจวจื้อเฉียงถึงกับแอบละอายใจเล็กน้อย
เขาอุตส่าห์คิดว่าตัวเองมาเช้าแล้วเชียว ไม่คิดเลยว่าจะประเมินความมุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้างชาติของผู้คนในยุคนี้ต่ำเกินไป
โจวจื้อเฉียงเดินเข้าไปหาจางเต๋อหลี่พลางเอ่ยถาม "ศาสตราจารย์จางครับ รองหัวหน้าไป๋ยังไม่มาเหรอครับ?"
"มาถึงเมื่อครู่นี้เองครับ แล้วก็ออกไปจัดการเรื่องเบิกจ่ายอุปกรณ์ คงจะกลับมาในอีกไม่ช้าแหละ"
พูดจบ จางเต๋อหลี่ก็ดึงแขนโจวจื้อเฉียงให้ขยับเข้าไปใกล้ พร้อมกับแนะนำ "มาๆ ขอแนะนำให้รู้จักรุ่นน้องของคุณหน่อย ส่วนคนนี้คือรุ่นพี่ของคุณ เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยของเราเมื่อปีที่แล้วนี่เอง
เขาเป็นศิษย์เอกของศาสตราจารย์กัวหลินฮว๋านะ ในช่วงที่ทำงานในคณะทำงานนี้ พวกเธอทั้งหลายก็ต้องคอยเรียนรู้และศึกษางานจากรุ่นพี่ให้ดีๆ ล่ะ..."
แม้ว่าโจวจื้อเฉียงจะเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ แต่พิจารณาจากทฤษฎีและแนวทางการปรับปรุงกระบวนการผลิตเหล็กกล้าผสมที่เขานำเสนอ ก็การันตีได้เลยว่าเขามีความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรมเครื่องกลและวัสดุศาสตร์ที่แน่นปึก
บรรดาศาสตราจารย์ต่างก็พยายามหาวิธีพัฒนากระบวนการผลิตเหล็กกล้ามาโดยตลอด ถกเถียงกันมานักต่อนักแต่ก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ จนกระทั่งโจวจื้อเฉียงก้าวเข้ามาพร้อมกับแนวคิดใหม่
กระบวนการผลิตเหล็กกล้าผสมสูตรใหม่ที่เขานำเสนอ มีเหตุผลและข้อมูลทางวิชาการรองรับจนสามารถโน้มน้าวใจผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ได้ และคุ้มค่าพอที่จะนำไปทดลองปฏิบัติจริง
หลังจากทำความรู้จักกับทุกคน โจวจื้อเฉียงก็เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม "สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อโจวจื้อเฉียง ศาสตราจารย์จางก็ยกย่องผมเกินไปครับ ผมก็แค่ได้ก้าวเข้าสู่สนามการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศก่อนพวกคุณก้าวหนึ่งก็เท่านั้น
ไว้รอพวกคุณเรียนจบ พวกเราทุกคนก็จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน มีอะไรที่ไม่เข้าใจก็เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ตลอดเลยนะครับ..."
หลังจากทักทายเหล่านักศึกษาเสร็จ ไป๋เส้าคังก็เดินเข้ามาในโรงซ่อมพอดี เมื่อเห็นโจวจื้อเฉียง เขาก็ส่งยิ้มกว้างแล้วเดินตรงเข้ามาหาทันที
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ไป๋เส้าคังก็เอ่ยขึ้นว่า "หัวหน้าโจว มาพอดีเลยครับ เมื่อกี้ผมไปสอบถามมาแล้ว อุปกรณ์และวัสดุทั้งหมดตามรายการที่คุณขอไว้นั้น น่าจะส่งมาถึงอย่างช้าก็ช่วงบ่ายวันนี้แหละครับ"
"เยี่ยมไปเลยครับ ขอบคุณรองหัวหน้าไป๋มากนะครับ ที่ช่วยเป็นธุระจัดการให้"
โจวจื้อเฉียงเอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม การมีคนในพื้นที่มาช่วยประสานงานให้มันช่วยลดความยุ่งยากไปได้เยอะจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไป๋เส้าคังสามารถจัดการได้อย่างไร้ที่ติ โดยที่เขาไม่ต้องลงไปแตะเลยสักนิด
"รองหัวหน้าไป๋ ศาสตราจารย์จางครับ ขั้นตอนต่อไปผมอยากจะให้แบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน อุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิตโลหะผสมชนิดใหม่มีอยู่สองชิ้น ผมตั้งใจจะกลับไปที่โรงงานผลิตเครื่องจักร แล้วขอให้ช่างฝีมือระดับสูงช่วยผลิตชิ้นส่วนให้ ผมจะได้คอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย..."
"ให้โรงงานผลิตเครื่องจักรต้าฟารับหน้าที่นี้เหรอครับ... ก็ได้อยู่หรอกครับ"
ไป๋เส้าคังพยักหน้ารับ แม้ในใจจะแอบคิดว่าโรงงานต้าฟาก็เป็นแค่โรงงานขนาดกลางที่มีพนักงานแค่พันกว่าคน แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดมันออกมา
"หัวหน้าโจวครับ ถ้าโรงงานต้าฟาไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ตามที่คุณต้องการได้ เดี๋ยวผมจะลองประสานงานกับโรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่หนึ่งให้แทนนะครับ
น่าเสียดายที่โรงงานของเรามีช่างกลึงชิ้นส่วนไม่ค่อยเยอะ ไม่อย่างนั้นให้ทำที่โรงงานของเรานี่แหละสะดวกที่สุดแล้ว"
งานหลักของโรงงานรีดเหล็กที่สองคือการถลุงและรีดเหล็ก อย่างมากก็แค่ตัดเหล็กให้ได้ขนาดตามสั่ง ก่อนจะส่งต่อไปยังโรงงานอื่นๆ
ดังนั้นช่างฝีมือระดับสูงที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรจึงแทบจะไม่มีเลย หรือจะบอกว่าไม่มีเลยสักคนก็ว่าได้
เวลาที่เครื่องจักรในโรงงานเกิดเสียขึ้นมา ถ้าช่างซ่อมบำรุงของโรงงานไม่สามารถผลิตอะไหล่ขึ้นมาเปลี่ยนเองได้ พวกเขาก็ต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากโรงงานอื่นอยู่ดี
"รองหัวหน้าไป๋รู้จักคนในโรงงานผลิตเครื่องจักรกลที่หนึ่งด้วยเหรอครับ?"
"ก็พอมีคนรู้จักอยู่ที่นั่นบ้างครับ ถ้าแค่โทรไปฝากฝังนิดหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอะไร"
โจวจื้อเฉียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ "ตกลงครับ ถ้าทางนู้นไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวผมจะกลับมาขอความช่วยเหลือจากคุณนะครับ"
"ส่วนการปรับปรุงในส่วนอื่นๆ เมื่อวานเราก็แบ่งงานกันไปเรียบร้อยแล้ว ปัญหาเรื่องเทคนิคคงต้องรบกวนศาสตราจารย์จางช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดหน่อยนะครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ... ก็ขอฝากรองหัวหน้าไป๋ด้วยนะครับ"
โจวจื้อเฉียงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ "ผมจะแวะมาดูความคืบหน้าที่นี่วันละครั้ง ถ้ามีปัญหาเรื่องเทคนิคที่ตกลงกันไม่ได้ ก็ค่อยเอามาปรึกษาผมทีเดียวนะครับ"
คำพูดของเขาอาจจะฟังดูโอหังไปสักนิด ตามหลักแล้วการที่มีศาสตราจารย์ระดับมหาวิทยาลัยอย่างจางเต๋อหลี่อยู่ที่นี่ ปัญหาทางเทคนิคก็ควรจะไปขอคำปรึกษาจากท่านถึงจะถูก
การที่โจวจื้อเฉียงพูดแบบนี้ มันดูเหมือนไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่เอาเสียเลย ทำเอานักศึกษาที่ยืนฟังอยู่รอบๆ รู้สึกว่าอาจารย์ของพวกตนกำลังถูกดูหมิ่น
แต่ตัวจางเต๋อหลี่กลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรเลย เขาเคยแลกเปลี่ยนทรรศนะกับโจวจื้อเฉียงมาแล้ว จึงรู้ซึ้งดีว่าความเข้าใจในกระบวนการผลิตโลหะผสมชนิดใหม่ของโจวจื้อเฉียงนั้น ลึกซึ้งและถ่องแท้กว่าเขามาก ดังนั้นการจะให้โจวจื้อเฉียงเป็นคนตัดสินชี้ขาดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
อะไรที่ทำได้ก็คือทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ นี่คือคติประจำใจในการทำงานของจางเต๋อหลี่ ในแวดวงวิชาการไม่มีการมานั่งนับรุ่นพี่รุ่นน้องหรอก และเขาก็เกลียดธรรมเนียมแบบนั้นเข้าไส้เสียด้วย
หลังจากกำชับงานเสร็จ โจวจื้อเฉียงก็เตรียมตัวหอบแบบแปลนเดินทางกลับ
อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เขารับผิดชอบอยู่นี้ เมื่อแยกย่อยออกมาแล้ว จะมีชิ้นส่วนประกอบยิบย่อยมากกว่าร้อยชิ้น
และกว่าร้อยละหกสิบของชิ้นส่วนเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีในประเทศตอนนี้ยังไม่สามารถผลิตแบบอุตสาหกรรมได้
ต้องพึ่งพาสองมือของช่างฝีมือระดับสูงค่อยๆ กลึงขึ้นมาทีละชิ้น และต้องอาศัยความแม่นยำขั้นสุดยอด หากมีข้อผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ก็ไม่อาจนำไปใช้งานได้ หากฝืนนำไปประกอบ เครื่องจักรก็อาจจะพังพินาศได้เลย
เหมือนกับตอนที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่ต้องใช้ช่างฝีมือค่อยๆ กลึงชิ้นส่วนที่มีความละเอียดอ่อน ก่อนจะนำไปประกอบเข้ากับเครื่องจักรขนาดใหญ่นั่นแหละ
ระหว่างที่ดำเนินการ โจวจื้อเฉียงต้องคอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เขาเดาว่าคงต้องมีการสั่งแก้แล้วแก้อีกเป็นสิบๆ รอบ จนช่างฝีมืออาจจะถึงขั้นฟิวส์ขาด แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานออกมาได้ง่ายๆ หรอก
"อ้อ จริงสิ หัวหน้าโจว ถ้าตอนเที่ยงคุณกลับมาไม่ทัน ก็คงต้องทานข้าวกลางวันที่โรงงานของคุณใช่ไหมครับ พอกลับมาถึงที่นี่ อย่าลืมไปเบิกเงินอุดหนุนด้วยนะครับ ถือว่าคุณกำลังออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่"
ไป๋เส้าคังเอ่ยเตือน "ตอนนี้คุณเป็นคนของคณะทำงานโครงการแล้ว ทางโรงงานของเราก็มีสวัสดิการจ่ายค่าอาหารให้วันละสองมื้อสำหรับพนักงานที่ต้องออกไปปฏิบัติงานข้างนอกด้วย สิทธิ์ของตัวเองก็ต้องรักษานะครับ"
โจวจื้อเฉียงได้ยินก็ยิ้มกว้าง "มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอครับ ขอบคุณรองหัวหน้าไป๋มากนะครับที่ช่วยเตือน"
ปกติแล้วข้าวปลาอาหารที่โรงงานผลิตเครื่องจักรต้าฟาก็ไม่ได้กินฟรีหรอกนะ ต้องใช้คูปองอาหารของโรงงานไปแลกซื้อเอา แต่ถึงอย่างนั้น ราคาก็ยังถูกกว่าไปหากินเองข้างนอกเยอะ เพราะทางโรงงานช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายไปส่วนหนึ่งแล้ว
โดยทั่วไปถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ พนักงานก็มักจะฝากท้องไว้กับโรงอาหารของโรงงานนี่แหละ ยกเว้นแต่ว่ารสชาติมันจะห่วยแตกจนกลืนไม่ลงจริงๆ
แถมการซื้อคูปองอาหารของโรงงานก็ยังมีการจำกัดโควตาอีกด้วย แต่ละเดือนพนักงานแต่ละคนจะได้รับสิทธิ์ซื้อในปริมาณที่กำหนดไว้เท่านั้น
แต่ที่โรงงานรีดเหล็กที่สองแห่งนี้ กลับมีเงินอุดหนุนให้ด้วย ถือว่าช่วยโจวจื้อเฉียงประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยทีเดียว ถ้าได้ค่าอาหารวันละสองมื้อ เดือนหนึ่งเขาก็ประหยัดเงินไปได้ตั้งห้าหกหยวนเลยนะ
หลังจากออกจากโรงงานรีดเหล็กที่สอง โจวจื้อเฉียงก็ปั่นจักรยานกลับมาที่โรงงานผลิตเครื่องจักรต้าฟาอย่างรวดเร็ว
เขาตรงดิ่งไปหารองผู้อำนวยการหลิวทันที เพื่อรายงานเรื่องที่ต้องการตัวช่างฝีมือระดับสูงมาช่วยงาน
แต่หลิวฟู่ฮว๋าก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ในทันที เพราะปกติเขาไม่ได้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการผลิตในโรงงานโดยตรง
โรงงานแห่งนี้มีผู้อำนวยการหนึ่งคน และรองผู้อำนวยการอีกสองคน ซึ่งรองผู้อำนวยการอีกคนเป็นตัวแทนจากฝั่งเอกชน ที่หายหน้าหายตาไปนานแล้ว แถมตอนนี้ทางโรงงานก็ระงับการจ่ายเงินเดือนไปแล้วด้วย
หลิวฟู่ฮว๋าในฐานะรองผู้อำนวยการ มีหน้าที่ดูแลเรื่องการจัดการทั่วไป สวัสดิการพนักงาน และแผนกเทคนิค ส่วนเรื่องการผลิตนั้น เขามีอำนาจแค่ให้คำปรึกษาเท่านั้น... ย้ำว่าแค่ให้คำปรึกษาจริงๆ
หลิวฟู่ฮว๋านั่งนิ่งคิดทบทวนข้อเรียกร้องของโจวจื้อเฉียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าขอแค่คนสองคน ฉันก็พอจะไปเจรจากับหัวหน้าแผนกผลิตให้ได้อยู่หรอก แต่เล่นขอทีละเป็นสิบคนแบบนี้... จื้อเฉียงเอ๊ย เรื่องใหญ่แบบนี้คงต้องไปปรึกษาท่านผู้อำนวยการก่อนล่ะนะ เพราะทางโรงงานเองก็มีเป้าหมายการผลิตที่ต้องทำเหมือนกัน"
(จบแล้ว)