- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอรวยด้วยข้าวผัดไข่
- ตอนที่ 45 คำลวงที่หวังดี
ตอนที่ 45 คำลวงที่หวังดี
ตอนที่ 45 คำลวงที่หวังดี
หลิวอี้หางล็อกจักรยานไว้ใต้ตึก เมื่อถือของกลับมาถึงห้องพัก เขาพบว่านอกจากเตียงของเขาและจินอวี่แล้ว เตียงอีกสองหลังก็ปูผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ไม่เห็นเจ้าของเตียง คาดว่าคงจะออกไปข้างนอกกัน
ส่วนจินอวี่นั้นดูเหมือนเพิ่งจะตื่นนอนพอดี
"กลับมาแล้วเหรอ? เอ๊ะ ของพวกนี้ซื้อจากที่ไหนน่ะ? ฉันเองก็ต้องไปซื้อของใช้ส่วนตัวบ้างแล้วสิ"
เมื่อจินอวี่เห็นของในมือของหลิวอี้หาง เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีของอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อ ปกติเรื่องพวกนี้ที่บ้านจะจัดการให้มาโดยตลอด แต่หลังจากนี้เขาต้องซื้อหาเองทั้งหมด ความรู้สึกนี้ทำให้เขารู้สึกถึงอิสระที่แปลกใหม่
หลิวอี้หางแอบคิดในใจว่า ดูจากท่าทางแล้วคนคนนี้คงเป็นคุณชายผู้ไม่เคยสัมผัสความลำบากของโลกมนุษย์ ของที่เขาซื้อมาแบบนี้ อีกฝ่ายจะมองลงหรือเปล่า?
แต่ในเมื่อเขาถามมาแล้ว หากไม่ลองเสนอขายดูเสียหน่อยก็คงจะเสียโอกาสเปล่า ๆ
"ช่วงก่อนเปิดเทอมไม่กี่วันนี้ ผมกะว่าจะรับของมาขายเองน่ะครับ ของพวกนี้ผมคัดเอาไว้ใช้เอง
ของที่ผมขายก็เหมือนกับพวกนี้แหละ เพียงแต่มีสีต่างกัน ถ้าคุณต้องการ ผมขายให้ในราคาเหมาเป็นชุดแบบถูก ๆ ได้นะ
ส่วนไม้สอยผ้ากับชุดไม้กวาดที่ตักผงเนี่ย ในห้องหนึ่งใช้แค่ชุดเดียวก็พอ อันนี้ผมถือว่าสมทบให้เป็นของส่วนกลางของหอพักเราแล้วกัน พวกคุณจะได้ไม่ต้องซื้อซ้ำ
ส่วนของอย่างอื่นถ้าซื้อยกชุดจะถูกกว่า คุณสนใจไหมครับ?"
หลิวอี้หางยังไม่ได้สรุปราคาที่แน่นอน จึงเพียงแค่เกริ่นไว้ก่อน
นึกไม่ถึงว่าจินอวี่จะตอบรับอย่างกระตือรือร้น "ดีเลย! ฉันกำลังต้องการอยู่พอดี เดี๋ยวรออีกสองคนกลับมา ฉันจะช่วยถามให้ด้วยว่าพวกเขาต้องการไหม" เขาชี้ไปยังเตียงอีกสองหลังที่เหลือ
คุณชายคนนี้ดูจะติดดินกว่าที่คิดไว้ และไม่มีท่าทีถือตัวเลยสักนิด
หลิวอี้หางยิ้มแล้วตอบว่า "ดีครับ ขอบคุณมาก งั้นรอประเดี๋ยวเถอะ ตอนเย็นผมจะขนกลับมาให้"
"ไม่เป็นไร งั้นฉันไปหาข้าวกินก่อนนะ" จินอวี่เดินออกไปก่อน
หลิวอี้หางจัดวางของใช้ของตนเองอย่างคร่าว ๆ แล้วล็อกประตูห้องเพื่อลงไปหาพ่อกับแม่ที่ที่พัก
เมื่อไปถึงหน้าเรือนรับรอง ก็บังเอิญเจอพ่อแม่ที่กำลังรีบร้อนเดินกลับมาพอดี คาดว่าคงจะเที่ยวเล่นจนลืมเวลา
"แม่ครับ ผมอยู่นี่"
หลินกุ้ยฮวามองลูกชายที่เข็นจักรยานมา แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ "ลูก จักรยานคันนี้มัน...?"
หลิวเซี่ยงตงลูบคลำจักรยานคันใหม่ด้วยท่าทางถูกอกถูกใจ
"นี่เป็นรถที่ผมไปซื้อมาจากตลาดมือสองเมื่อบ่ายครับ พวกเราเดินไปคุยไปเถอะ"
หลิวอี้หางนำทางพวกเขาไปยังตึกแถวห้องเช่า (โฮม Office) พร้อมกับเล่าเรื่องที่เขาทำในช่วงบ่ายให้ฟัง
"แม่ครับ ผมแอบตัดสินใจเองโดยไม่ได้บอกพ่อกับแม่ก่อน อย่าโกรธผมนะ" หลิวอี้หางแสร้งทำท่าทางหวาดกลัวว่าจะถูกดุ
"เรื่องอะไรล่ะ?" สองสามีภรรยามองลูกชายด้วยความกังวล
หลิวอี้หางป้องหูแล้วกระซิบเสียงเบา "ผมเห็นตึกแถวตรงหน้าประตูโรงเรียนประกาศขาย เจ้าของรีบขายมากเพราะต้องการเงินไปรักษาลูกชาย ผมรอปรึกษาพ่อกับแม่ไม่ไหวเลยตัดสินใจซื้อไว้เลย ตอนนี้เงินเก็บห้าหมื่นหยวนของพวกเราใช้หมดเกลี้ยงแล้วครับ"
หลิวเซี่ยงตงและหลินกุ้ยฮวาตกใจจนตัวโยน
"ลูกคนนี้นี่ ทำไมถึงใจกล้าขนาดนี้ เดี๋ยวก็โดนเขาหลอกเอาหรอก! ทำเรื่องโอนเสร็จหรือยัง? บ้านกว้างแค่ไหน? รีบพาพวกเราไปดูเร็วเข้า" หลินกุ้ยฮวารีบเดินนำออกไปอย่างร้อนรน
ส่วนหลิวเซี่ยงตงนั้นพอจะมีความรู้เรื่องราคามูค่าอยู่บ้าง
"เมื่อตอนเที่ยงพ่อดูแถวหน้าประตูโรงเรียน บ้านพวกนั้นดูเหมือน ๆ กันหมด น่าจะกว้างประมาณเจ็ดแปดสิบตารางเมตร ห้องแถวในเมืองเทียนโจว อย่างน้อย ๆ ก็ต้องตารางเมตรละพันกว่าหยวน ถ้าซื้อมาได้ในราคาห้าหมื่นจริง ๆ ก็ไม่ขาดทุนหรอก"
หลิวอี้หางคิดในใจว่า ถึงพ่อจะไม่ค่อยพูด แต่ความสามารถในการสังเกตก็ยอดเยี่ยมจริง ๆ
"ใช่ครับ ตอนแรกคนขายเขาจะเอาเจ็ดหมื่นแน่ะ แต่ผมมีเงินติดตัวไม่ถึงเจ็ดหมื่น ตอนแรกก็นึกว่าจะซื้อไม่ได้แล้ว
ผลปรากฏว่าเขาหยิบไอ้เครื่องสีดำเล็ก ๆ ออกมาพูดสองสามคำ (หมายถึงเพจเจอร์) อยู่ดี ๆ เขาก็ยอมขายให้ห้าหมื่น แถมยังรีบให้ผมไปโอนชื่อทันทีเลย
เขาคงจะมีเส้นสายทางนั้นด้วยแหละครับ พาผมไปที่นั่นแป๊บเดียวก็จัดการเสร็จหมดเลย ตอนนี้ใบกรรมสิทธิ์บ้าน (โฉนด) อยู่ในกระเป๋าผมนี่เอง!"
"เครื่องสีดำเล็ก ๆ เหรอ? ต้องเป็นเพจเจอร์แน่ ๆ พ่อเคยเห็นพวกเถ้าแก่ในไซต์งานก่อสร้างเขาใช้กัน เขาคงได้รับข่าวว่าอาการลูกไม่ค่อยดีเลยรีบขายให้ลูกล่ะมั้ง
อี้หาง ครั้งนี้ลูกอาจจะเจอลาภลอยก้อนโตเข้าให้แล้วจริงๆ" หลิวเซี่ยงตงพูดด้วยท่าทางเหมือนผู้เชี่ยวชาญ
หลิวอี้หางแอบขำในใจ เอาเถอะ ในเมื่อพ่อช่วยคิดเหตุผลให้เสร็จสรรพขนาดนี้ ถ้าเขาไม่คล้อยตามก็คงเสียมารยาทแย่
"ใช่ครับ ใช่เลย!"
เมื่อหลินกุ้ยฮวาได้ฟังคำพูดของสองพ่อลูกเธอก็เบาใจลง ขอแค่ไม่ถูกหลอกก็พอ
เมื่อมาถึงที่หมาย และสองสามีภรรยาได้เห็นบ้านที่แบ่งออกเป็นสองชั้น มีโครงสร้างและทำเลที่ดีเยี่ยม ทั้งคู่ก็ยิ้มแก้มปริ
"บ้านหลังนี้ดีจริง ๆ ชั้นบนไว้อยู่อาศัย ชั้นล่างไว้ทำธุรกิจ ตอนกลางคืนอยากจะขายถึงกี่โมงก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องกลับบ้านดึก ที่นี่ก็กว้างขวาง จัดโต๊ะข้างในได้หลายตัว ข้างนอกก็ยังวางโต๊ะได้อีก" หลินกุ้ยฮวาเดินวนไปวนมาแล้วสรุปออกมาเช่นนี้
หลิวเซี่ยงตงเองก็พยักหน้าไม่หยุด "อี้หาง เงินห้าหมื่นนี้ใช้ได้คุ้มค่ามาก ถึงเงินเก็บจะหมดไป แต่บ้านหลังนี้ก็ไม่เลวเลย มีมันครอบครัวเราก็ถือว่าได้ลงหลักปักฐานในเมืองเทียนโจวเสียที"
หลินกุ้ยฮวากล่าวเสริม "ที่พ่อเขาพูดน่ะถูกแล้ว เมื่อกี้เรายังปรึกษากันอยู่เลยว่าต่อไปจะตั้งแผงลอยต่อ หรือจะเช่าที่ทำแบบถาวรดี นึกไม่ถึงเลยว่าลูกจะแอบไปทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้โดยไม่บอกกล่าว
แต่ก็ดีเหมือนกัน แบบนี้ครอบครัวเราจะได้อยู่ใกล้กัน คอยดูแลกันได้
แม่กับพ่อยังมีเงินติดตัวอยู่อีกไม่กี่ร้อยหยวน พอที่จะเริ่มต้นตั้งร้านได้อยู่" หลินกุ้ยฮวานึกว่าเงินในตัวลูกชายหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ
"ใช่แล้ว ครอบครัวเราสามัคคีกันไว้ ต่อให้วันข้างหน้าจะลำบากแค่ไหนก็ต้องผ่านไปได้แน่" หลิวเซี่ยงตงกล่าว
หลิวอี้หางหยิบใบกรรมสิทธิ์บ้านในอกเสื้อออกมาให้ทั้งคู่ดู
"เรื่องมันเร่งด่วน ผมเลยโอนชื่อเป็นของผมไปก่อนนะครับ"
หลิวเซี่ยงตงและหลินกุ้ยฮวาแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือมาสูงนัก แต่ก็เคยผ่านห้องเรียนแก้ผู้ไม่รู้หนังสือมาบ้าง จึงพอจะจำตัวอักษรง่าย ๆ ได้ และแน่นอนว่าพวกเขาจำชื่อลูกชายได้แม่นยำ
เมื่อมั่นใจว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของลูกชายแล้ว พวกเขาก็สบายใจ
"พ่อกับแม่แก่แล้ว บ้านหลังนี้ก็ควรจะเป็นชื่อของลูกนั่นแหละ ต่อไปจะได้จัดการอะไรสะดวก"
ทั้งสองคนเดินดูบ้านรอบแล้วรอบเล่าอย่างมีความสุข ยิ่งดูก็ยิ่งพอใจ และเริ่มปรึกษากันว่าจะจัดวางข้าวของอย่างไร
"อี้หาง ของพวกนี้คือเจ้าของบ้านคนเก่าเขาทิ้งไว้เหรอ?" หลินกุ้ยฮวาชี้ไปยังกองของใช้ส่วนตัวที่วางอยู่บนพื้น
หลิวอี้หางเพิ่งนึกได้ว่ายังมีเรื่องนี้ที่ยังไม่ได้บอกพวกเขา
"ไม่ใช่ครับ นี่ผมซื้อมาเอง ตอนที่ไปซื้อจักรยานที่ตลาดมือสอง กะว่าจะซื้อของใช้ติดมือกลับมาด้วย
แต่บังเอิญไปเจอคนเขาขายส่งของพวกนี้ให้เอามาขายหน้ามหาวิทยาลัย เห็นว่าขายดีมาก ผมเลยคิดว่าในเมื่อตอนนี้บ้านเราไม่มีเงินเหลือแล้ว ก่อนเปิดเทอมกะจะหาเงินจากการขายของพวกนี้นี่แหละครับ
ดูสิครับ ถังน้ำกับกะละมังชุดนี้ ถ้าซื้อข้างนอกต้องชุดละสิบถึงสิบสองหยวน แต่ผมได้ราคาส่งมาแค่ชุดละหกหยวน ต่อให้ผมขายชุดละสิบหยวน ผมก็ได้กำไรเหนาะ ๆ ชุดละสี่หยวนเลยนะครับ" หลิวอี้หางอธิบาย
ตาของหลินกุ้ยฮวาเป็นประกายขึ้นมาทันที "ไอ้หยา กำไรดีขนาดนี้เลยเหรอ? ลูกแม่ฉลาดจริงๆ"
"นี่แค่ส่วนเดียวครับ ยังมีของอีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้ขนมา ผมยังมีเงินติดตัวอยู่อีกนิดหน่อย พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ
ผมซื้อรถสามล้อมือสองมาด้วย จอดอยู่หน้าประตูนี่เอง เดี๋ยวพวกเราไปขนของที่ตลาดนั่นกัน ผมจะพาไปดูทางด้วย ตลาดที่นั่นใหญ่มาก มีของขายทุกอย่างเลย
ถือโอกาสนี้ครอบครัวเราไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่สักคนละชุดด้วยเถอะ ใส่ชุดเดิมซ้ำ ๆ จนตัวจะเหม็นบูดหมดแล้ว"
"ที่ลูกพูดก็ถูก รีบไปกันเถอะ" หลินกุ้ยฮวาเร่งเร้าให้ออกเดินทาง
หลิวอี้หางรู้สึกผิดในใจเล็กน้อยที่ต้องโกหกพ่อแม่เพื่อให้ที่มาของบ้านหลังนี้ดูโปร่งใส แต่เรื่องของระบบนั้นเป็นสิ่งที่บอกใครไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ในอนาคต เขาจะหาเงินให้มากกว่านี้ เพื่อให้พ่อกับแม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเสียที
(จบตอน)