- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอรวยด้วยข้าวผัดไข่
- ตอนที่ 39 เด็กสาวที่ช่วยไว้กลับกลายเป็นหยุนอิน
ตอนที่ 39 เด็กสาวที่ช่วยไว้กลับกลายเป็นหยุนอิน
ตอนที่ 39 เด็กสาวที่ช่วยไว้กลับกลายเป็นหยุนอิน
หวังเหว่ย ลุกขึ้นยืนและเป็นคนเริ่มปรบมือ
จากนั้นผู้คนทั้งตู้โดยสารชั้นตู้นอน (วอผู่) ต่างก็ร่วมกันปรบมือให้ครอบครัวสามคนนี้ เป็นทั้งการปลอบประโลมและเป็นการให้กำลังใจ
หลิน กุ้ยฮวา ร้องไห้อย่างหนักจนหลิว เซี่ยงตง ต้องพาเธอไปพักผ่อนที่ด้านข้าง
หวัง เหว่ย ยังคงถามหลิว อี้หาง ต่อไปว่า "การที่คุณย่าของเธอขัดขวางเธอถึงขนาดนี้ เธอเคยโกรธแค้นเขาบ้างไหม?"
"เมื่อก่อนเคยแค้นครับ ตอนเด็กๆ เสื้อผ้าใหม่ ของกินอร่อยๆ หรือเงินแต๊ะเอียไม่เคยตกถึงมือผมเลย ทั้งที่ผมสอบได้คะแนนเต็มร้อย แต่น้องชายกับน้องสาวสอบแค่เกือบผ่าน คนที่ได้รับคำชมกลับเป็นพวกเขาเสมอ"
"พ่อกับแม่ของผมทำงานหนักมาตลอด แต่กลับสู้คำพูดประจบประแจงไม่กี่คำของอาสองกับอาสามไม่ได้ พ่อแม่ของผมหาเงินมาได้แท้ๆ แต่พวกเขากลับไม่ยอมเสียเงินให้ผมแม้แต่เฟื้องเดียว กลับเอาเงินไปให้อาสองเล่นพนัน และให้อาสามไว้เป็นเงินใช้จ่ายส่วนตัว"
"ตอนนั้นผมแค้นครับ ผมบอกตัวเองว่าต้องประสบความสำเร็จให้ได้ เพื่อจะพาพ่อแม่หนีไปจากพวกเขา ความเชื่อมั่นนี้เองที่ทำให้ผมอดทนมาจนถึงตอนนี้"
"ทว่า เมื่อวานนี้เองที่ผมเพิ่งรู้ความจริงโดยบังเอิญว่า พ่อของผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของปู่กับย่า เขาเป็นแค่ทารกที่ถูกทิ้งซึ่งพวกเขาเก็บมาเลี้ยงเพราะแต่งงานมาหลายปีแล้วไม่มีลูก แต่พอพวกเขามีลูกของตัวเอง พ่อของผมก็กลายเป็นส่วนเกินทันที"
"ไม่ว่าพ่อจะทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้แค่ไหน เขาก็ไม่เคยได้รับความเมตตาจากปู่กับย่าเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเองก็เช่นกัน"
"เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผมไม่แค้นแล้วครับ เพราะว่าเราไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว"
เมื่อหลิว อี้หาง พูดจบ ประโยคนั้นแฝงไปด้วยความปล่อยวาง ราวกับ "เรือลำน้อยได้แล่นผ่านขุนเขานับหมื่นลูกไปแล้ว" (สื่อถึงความรู้สึกโล่งอกอย่างยิ่งหลังผ่านพ้นอุปสรรคหนักหนามาได้)
หวัง เหว่ย ไม่คาดคิดว่าการสัมภาษณ์ของเขาจะได้รู้เรื่องราวภายในครอบครัวที่ดราม่ายิ่งกว่านิยายแบบนี้
"ที่บอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว หมายความว่าอย่างไรหรือ?"
"ที่คุณย่าพุดเรื่องนี้ออกมา ก็เพราะตอนแยกบ้าน พ่อของผมอาจจะได้รับส่วนแบ่งเงินของครอบครัว เธอไม่ยอมเสียเงินก้อนนั้นเลยพูดความจริงออกมา เพื่อบีบให้ครอบครัวเราออกไปแต่ตัว พ่อแม่ของผมทุ่มเทเพื่อบ้านหลังนั้นมาหลายปี แต่สุดท้ายกลับถูกลบล้างความดีทั้งหมดเพียงเพราะคำว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ฟังดูแล้วก็น่าเศร้าใจจริงๆ ครับ"
"แต่ผลลัพธ์ในตอนนี้กลับทำให้ครอบครัวเราสบายใจขึ้นมาก ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณไปหมดแล้ว ต่อไปก็ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก อย่างที่เห็นครับ ตอนนี้เราสามคนไม่มีอะไรติดตัวเลย และกำลังเดินทางไปเมืองเทียนโจวเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมถือว่าได้ทำตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้มาหลายปีแล้ว นั่นคือการพาพ่อแม่หนีออกมาจากครอบครัวที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อนั้นเสียที" หลิว อี้หาง พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะผ่อนคลาย
ทว่าหวัง เหว่ย และผู้คนในตู้โดยสารกลับรู้สึกจุกในอกและหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
ครอบครัวนี้ช่างผ่านอะไรมาไม่ง่ายเลยจริงๆ
เดิมทีหลิว อี้หาง ไม่ได้ตั้งใจจะพูดมากขนาดนี้ แต่ในเมื่อหลิน กุ้ยฮวา พูดออกไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากเขาไม่เคลียร์เรื่องราวให้ชัดเจน แล้วเกิดมีการนำไปรายงานข่าวโดยที่บางคนชอบจับแพะชนแกะ หาว่าเขาพอสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วทอดทิ้งญาติพี่น้องที่บ้านเกิด มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาได้
ดังนั้นสู้พูดให้จบสิ้นไปเลยดีกว่า เพราะเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ไม่เห็นมีอะไรต้องปิดบัง
หวัง เหว่ย ยุติการสัมภาษณ์
"เงินสองร้อยหยวนนี้เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผม หวังว่าในอนาคตเธอจะมีเส้นทางที่รุ่งโรจน์นะ" หวัง เหว่ย หยิบเงินสองร้อยหยวนออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หลิว อี้หาง
"พ่อหนุ่ม เงินไม่มากนัก ห้าสิบหยวนนี่คือน้ำใจจากฉันนะ"
"ส่วนนี่ของฉัน"
...
ในชั่วพริบตา ตู้โดยสารทั้งตู้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นพื้นที่รับบริจาค คนที่สามารถนั่งรถไฟตู้นอนได้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจน ทุกคนต่างแสดงความใจกว้างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตามกำลัง
หลิว อี้หาง ทั้งรู้สึกขำและตื้นตันใจในเวลาเดียวกัน
"ผมได้รับน้ำใจจากทุกคนแล้วครับ แต่ผมไม่ต้องการจริงๆ ผมหาเงินค่าเล่าเรียนได้แล้ว และหลังจากนี้ก็จะขยันทำงานต่อไป เงินของทุกคนก็หามาได้ยากลำบากเหมือนกัน โปรดรับกลับคืนไปเถอะครับ"
หลิว อี้หาง ยืนกรานที่จะไม่รับเงิน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูสง่างามขึ้นในสายตาของทุกคน
หลังจากที่หวัง เหว่ย กลับไป เขายังนำเรื่องของหลิว อี้หาง ไปเล่าให้ลูกชายฟัง ไม่นึกเลยว่าลูกชายที่เคยทำตัวเหลวไหลจะกลับตัวกลายเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ และยึดถือหลิว อี้หาง เป็นแบบอย่าง ถือเป็นการแก้ปัญหาใหญ่ในครอบครัวเขาได้โดยบังเอิญ
แต่นั่นเป็นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง
หลังจากหวัง เหว่ย จากไป ท้องฟ้าภายนอกก็มืดสนิท ไฟในตู้รถไฟสว่างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะพักผ่อน ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
"ขอประทานโทษครับ ไม่ทราบว่าท่านไหนคือสหายหลิว?" ชายที่เดินนำหน้าสวมชุดสูทลำลองดูมีภูมิฐาน ข้างหลังเขามีหญิงสาวหน้าตาสวยงามเดินตามมาด้วย
"ผมเองครับ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" หลิว อี้หาง จำเป็นต้องลุกขึ้นนั่ง
"สวัสดีครับ สวัสดี!" ชายคนนั้นรีบก้าวเข้ามาจับมือเขาไว้แน่นแล้วพูดอย่างตื่นเต้น "ขอบคุณครับสหายหลิว ขอบคุณจริงๆ คุณคือผู้อุปถัมภ์ของลูกชายผมเลย!"
ชายหนุ่มคนนั้นมีน้ำตาคลอเบ้า พูดจาตะกุกตะกักด้วยความตื้นตัน
หลิว อี้หาง พอจะเดาได้ว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของเด็กชายตัวน้อยที่เขาช่วยไว้
"เห็นคนลำบากก็ต้องช่วย นี่เป็นสิ่งที่ชาวจีนทุกคนควรทำอยู่แล้วครับ อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย แล้วเด็กฟื้นหรือยังครับ?"
"ลูกชายยังอยู่ที่ห้องพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลืออยู่ครับ คุณหมอบอกว่าอีกไม่นานก็น่าจะฟื้น สหายหลิว คุณช่วยลูกชายเราไว้ ตอนนี้เราสองสามีภรรยายังไม่มีของขวัญอะไรติดตัวมาที่พอจะมอบให้ได้ นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากเรา หวังว่าจะช่วยคุณได้บ้างนะครับ"
หญิงสาวสวยที่อยู่ด้านหลังก้าวขึ้นมา แล้ววางของที่ห่อด้วยกระดาษไว้ที่ข้างเตียงของหลิว อี้หาง
หลิว อี้หาง รู้ดีว่าข้างในนั้นต้องเป็นเงินรางวัลตอบแทนแน่นอน
เขารีบดันกลับไปทันที "ไม่เป็นไรครับ มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่พอจะช่วยได้เท่านั้น"
หญิงสาวกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง
ทว่ามีเสียงผู้หญิงอีกคนแทรกขึ้นมา "อี้หาง?"
"คุณน้า? พวกคุณก็นั่งรถไฟขบวนนี้ไปปักกิ่งเหมือนกันหรือครับ?" หลิว อี้หาง มองไปที่แม่ของหยุนอินด้วยความประหลาดใจ
แต่ทำไมตาของเธอถึงบวมแดงขนาดนั้นล่ะ? แล้วหยุนอินล่ะ?
จู หงเหมย แม่ของหยุนอิน มองภาพตรงหน้าแล้วก็เข้าใจได้ทันที
หลังจากอาการของลูกสาวคงที่ เธอรีบตามสามีมาขอบคุณสหายหลิวที่ตำรวจรถไฟพูดถึง
ไม่นึกเลยว่าสหายหลิวที่ช่วยลูกสาวเธอไว้ จะเป็นหลิว อี้หาง เพื่อนนักเรียนของลูกสาวนี่เอง!
"หยุนเซียว นี่คืออี้หาง เพื่อนของอินอินคนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าขายหม่าล่าไงคะ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเขาที่ช่วยอินอินไว้!" จู หงเหมย ดึงแขนสามีที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดขึ้น
หลิว อี้หาง ได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปในทันที
เขาช่วยหยุนอินไว้? เด็กผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ในตะกร้าสานคนนั้นคือหยุนอินอย่างนั้นหรือ?
หลิว อี้หาง รู้สึกหวาดกลัวย้อนหลังขึ้นมาทันทีจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหลัง
หากตอนนั้นเขาไม่ตัดสินใจวิ่งตามไปอย่างเด็ดเดี่ยว เขาอาจจะไม่ได้เห็นหน้าเด็กสาวคนนั้นอีกตลอดกาล
โชคดีจริงๆ ที่เขาตามไป
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกเชื่อมโยงไปถึงชาติที่แล้ว หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวของหยุนอินอีกเลย หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย?
จู่ๆ เขาก็อยากรู้ขึ้นมาว่า ในชาติก่อนมีใครช่วยเธอไว้ไหม? มีใครปกป้องเธอให้ปลอดภัยหรือเปล่า?
หลิว อี้หาง ตกอยู่ในภวังค์จนไม่ได้ยินเสียงของหยุนเซียว จนกระทั่งหลิน กุ้ยฮวา เรียกเขาสองสามครั้ง เขาจึงได้สติ
"ครับ? คุณอา... แล้วหยุนอินตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?"
"อินอินไม่เป็นไรแล้วจ้ะ แค่ยังต้องให้น้ำเกลืออยู่ อาขอเรียกเธอว่าอี้หางแล้วกันนะ ครั้งนี้ต้องขอบใจเธอมากจริงๆ ถ้าไม่มีเธอ อินอินก็คงจะตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว อาและน้าเตรียมของกำนัลเล็กน้อยมาให้ หวังว่าเธอจะไม่รังเกียจนะ"
หยุนเซียวทำเหมือนกับคู่สามีภรรยาก่อนหน้านี้ คือเตรียมเงินสดปึกหนึ่งไว้ เพราะตอนนี้พวกเขาไม่มีของขวัญอย่างอื่นที่เหมาะสมติดตัวมา จึงทำได้เพียงให้เงิน
แต่อย่างไรเสียก็เป็นเพื่อนนักเรียนกัน ในวันหน้ายังมีความสัมพันธ์อีกยาวไกล ยังไงก็ต้องหาทางตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้
หลิว อี้หาง มองปึกเงินที่หนาพอๆ กันทั้งสองปึก แล้วคิดในใจว่าสองครอบครัวนี้ไม่ได้นัดกันมาใช่ไหม?
พวกนักค้ามนุษย์นี่ตาถึงจริงๆ เลือกเหยื่อจากคนมากมายจนมาโดนลูกหลานของครอบครัวที่มีฐานะทั้งคู่
ดูจากลักษณะแล้ว ทั้งสองครอบครัวนี้คงไม่ใช่คนธรรมดา แต่ต้องเป็นผู้มีฐานะหรือมีอำนาจแน่นอน
เงินนี้เขารับไว้ไม่ได้เด็ดขาด หลิว อี้หาง ยืนกรานดันเงินกลับไปให้ทั้งสองครอบครัวเก็บไว้
และเขาเสนอขอไปดูอาการของทั้งสองคนที่เขาช่วยไว้แทน
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมรับเงินเด็ดขาด ทั้งสองครอบครัวจึงจำใจต้องเก็บเงินคืนไป แต่พวกเขาไม่มีวันลืมบุญคุณนี้แน่นอน จึงได้ทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อหาโอกาสตอบแทนบุญคุณในภายหลัง
(จบตอน)