- หน้าแรก
- เมื่อ CEO ทะลุมิติมาเป็นหลวงจีน เป้าหมายเดียวของผมคือการมีชีวิตเป็นอมตะ!
- บทที่ 70 - แตกต่าง
บทที่ 70 - แตกต่าง
บทที่ 70 - แตกต่าง
บทที่ 70 - แตกต่าง
เล่าลือกันว่ากายามหารัศมีแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าพลังเทพวัชระคงกระพันของอารามวัชระเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังอาจเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น หากฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดจะสามารถเข้าสู่สภาวะกายาเรืองรองเป็นเซียน เป็นอมตะไม่มีวันแตกดับ
วรยุทธ์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถแปรเปลี่ยนความซับซ้อนให้กลายเป็นความเรียบง่าย และแปรเปลี่ยนความเรียบง่ายให้ซับซ้อนได้ ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับเสี้ยวความคิด
ผู้ที่มีความเชื่อมั่นแน่วแน่ จะรู้สึกว่าวรยุทธ์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างนั้นเรียบง่าย ราวกับการก้าวเดินขึ้นบันไดอย่างสบายอารมณ์
แต่สำหรับผู้ที่มีความเชื่อมั่นไม่มั่นคง จะรู้สึกว่าวรยุทธ์นั้นซับซ้อนและยากลำบากยิ่งนัก
แน่นอนว่าการสร้างความเชื่อมั่นต่อแสงสว่างอย่างแน่วแน่นั้นเป็นกระบวนการที่เชื่องช้า ต้องอาศัยการสั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็จะยิ่งแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น
ความเชื่อมั่นคือแหล่งกำเนิดพลังของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่าง
แม้จะตกอยู่ในความมืดมิด ทว่าก็ยังคงแสวงหาแสงสว่างและปกป้องแสงสว่าง นั่นคือหลักการและความเชื่อมั่นขั้นพื้นฐานของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่าง
"เจ้าคนอัปลักษณ์นี่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้างนี่!" หญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ประกายดาบจะแปรเปลี่ยนเป็นแสงกระจ่างตาสาดซัดออกไปอีกครั้ง
"แสง! สว่าง!" ท่ามกลางเสียงตวาดก้อง กำปั้นของสวี่จื้อเจียนก็เร่งความเร็วขึ้นฉับพลัน
"ติ๊ง ติ๊ง!" เสียงใสปะทะกันสองครั้ง แสงกระจ่างตาพลันสลายไป ดาบโค้งเล่มหนึ่งถูกกระแทกจนลอยกระเด็นขึ้นสูง
หญิงสาวชุดแดงที่กุมดาบไว้ลอยถอยร่นไปพร้อมกับดาบโค้ง ท่วงท่าพลิ้วไหวดุจนางแอ่น
นางลอยอยู่กลางอากาศด้วยรอยยิ้มเบิกบาน จ้องมองสวี่จื้อเจียนที่รังสีอำมหิตแปรเปลี่ยนไปอย่างประหลาดใจ
"ท่านพี่ เจ้าคนอัปลักษณ์นี่มีฝีมือไม่เบาเลยนะ" หญิงสาวชุดแดงอีกคนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"จัดการมันซะเถอะ" หญิงสาวชุดแดงที่ถอยร่นมาร่อนลงข้างกายนาง พลางประเมินสวี่จื้อเจียน "มันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ชักจะแปลกๆ ขืนมัวแต่เล่นสนุกเดี๋ยวจะพลาดท่าเอาได้!"
นางสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของสวี่จื้อเจียน
ดูเหมือนยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งตาม ตอนนี้เขาเก่งกาจกว่าเมื่อครู่เป็นเท่าตัว ซ้ำยังดูเหมือนว่าจะเก่งขึ้นได้อีก
แม้พวกนางจะรักสนุก แต่ก็ไม่เคยประมาท พวกนางมักจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเสมอ
"ตกลง"
ดาบโค้งทั้งสองกวัดแกว่ง แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงสว่างสองกลุ่ม
กลุ่มแสงสว่างทั้งสองสาดซัดเข้าหากัน เมื่อมาบรรจบกันกลับหายวับไปในชั่วพริบตา
หญิงสาวทั้งสองก็อันตรธานหายไปเช่นกัน
ฟ่าคงหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งสมาธิจ้องมอง ทว่ากลับยังคงมองไม่เห็นพวกนาง
นั่นหมายความว่าต่อให้เขามีมนต์ชำระใจคอยเสริมพลัง ก็ยังคงมองไม่เห็นพวกนางอยู่ดี
ลึกล้ำยิ่งกว่าเคล็ดวิชาสัจธรรมบัญชาเงาเสียอีก
ดังนั้นเขาจึงใช้วิชาทิพยจักษุ
ภายใต้วิชาทิพยจักษุ ทุกสิ่งล้วนปรากฏชัดเจนไร้สิ่งใดหลบซ่อนได้
พวกนางกำลังถูกห่อหุ้มด้วยฟองอากาศ ล่องลอยเข้าหาสวี่จื้อเจียนอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ก่อนจะตวัดดาบโค้งออกไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
สวี่จื้อเจียนกำลังจ้องมองและเฝ้าระวังอย่างเคร่งเครียด
ร่างกายผ่อนคลายทว่าจิตใจตึงเครียด อยู่ในสภาวะพร้อมปะทะทุกเมื่อ ทว่าเขากลับไม่รับรู้ถึงการเข้าใกล้และคมดาบของพวกนางเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดฟ่าคงก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหนิงเจินเจินกับเหลียนเสวี่ยถึงถูกฟัน
เพลงดาบที่ลึกล้ำพิสดารและป้องกันได้ยากยิ่งเช่นนี้ หากเผชิญหน้าอย่างกะทันหันย่อมยากที่จะหลบเลี่ยงได้
หญิงสาวชุดแดงทั้งสอง ถังลี่และถังซู ราวกับว่าพวกนางอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ตัดขาดจากการรับรู้โดยสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความผันผวนของกลิ่นอายปราณพลัง และไม่มีจิตสังหารรั่วไหลออกมาเลยแม้แต่น้อย
ฟองอากาศนั้นดูเชื่องช้า ทว่าแท้จริงแล้วกลับรวดเร็วเหนือจินตนาการ
ดาบโค้งของพวกนางกรีดผ่านหน้าอกและแผ่นหลังของสวี่จื้อเจียนอย่างแผ่วเบา หมายจะผ่าร่างของเขาให้ขาดสะบั้น
ฟ่าคงไม่ได้รีบร้อนลงมือ
หากเป็นพลังเทพวัชระคงกระพัน ต่อให้โดนฟันก็คงไม่ตายง่ายๆ กายามหารัศมีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพลังเทพวัชระคงกระพัน ย่อมไม่ตายง่ายๆ เช่นกัน
สวี่จื้อเจียนกำลังอยู่ในสภาวะดึงศักยภาพแฝงออกมาใช้
ฟ่าคงอยากจะดูว่ายอดฝีมือแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างผู้นี้จะมีฝีมือร้ายกาจเพียงใด
...
ทันทีที่ดาบโค้งสัมผัสโดนร่าง กายามหารัศมีก็ทำงานโดยอัตโนมัติ แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นรอบกาย
สวี่จื้อเจียนส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ
ชุดสีดำถูกกรีดเป็นสองรอย หน้าอกและแผ่นหลังปรากฏเส้นสีแดงอย่างละเส้น ปลายด้านหนึ่งอยู่ที่ไหล่ซ้าย ส่วนอีกด้านอยู่ที่เอวขวา มีหยดเลือดซึมออกมาเป็นเม็ดๆ
"แสง! สว่าง!" สวี่จื้อเจียนตวาดเสียงต่ำ
หมัดพุ่งทะยานรวดเร็วดุจดาวตก เร็วยิ่งกว่าหมัดก่อนหน้านี้เสียอีก
"ปุ!" มวลอากาศเกิดระลอกคลื่น สั่นสะเทือนกระจายตัวออกไป
แต่กลับไม่โดนหญิงสาวทั้งสอง
พวกนางลอยไปอยู่ขนาบซ้ายขวาของเขา แล้วตวัดดาบอีกครั้ง
ฟ่าคงเข้าใจความคิดของสวี่จื้อเจียนแล้ว
หมัดนี้ไม่ได้ตั้งใจจะต่อยให้โดนพวกนาง แต่ชกออกไปเพื่อค้นหาตัวพวกนางต่างหาก
ระลอกคลื่นที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศ เมื่อกระทบกับสิ่งกีดขวางย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนรูป
ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้พรางตัวซ่อนเร้นร่องรอยได้ แต่ร่างกายก็ยังคงเป็นสสาร ย่อมต้องเข้าไปแทรกแซงรูปคลื่นอย่างแน่นอน
ทว่าเคล็ดวิชาของพวกนางกลับพิสดารยิ่งนัก ระลอกคลื่นอากาศสามารถทะลุผ่านร่างของพวกนางไปได้อย่างไร้อุปสรรคขวางกั้น
ฟ่าคงส่ายหน้า
หากยังไม่ลงมืออีก ยอดฝีมือแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างผู้นี้คงเอาชีวิตไม่รอดแน่ ดาบทั้งสองเล่มนี้กำลังจะบั่นคอเขาแล้ว
"ศิษย์อา ศิษย์น้อง!"
"มาแล้ว!"
เงาสีเทาวูบไหวในป่าทึบ หนิงเจินเจินกับเหลียนเสวี่ยมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขาแล้ว
ร่างของสวี่จื้อเจียนปรากฏแสงสีขาวปกคลุม ราวกับสวมใส่เสื้อคลุมสีขาว
"เจ้าคนอัปลักษณ์นี่ก็เก่งไม่เบานี่!"
"แต่ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี!"
ถังลี่และถังซูแค่นเสียงเย็น ดาบโค้งพลันแปรเปลี่ยนเป็นดาบน้ำแข็งโปร่งใส กรีดผ่านแสงสีขาวอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ มุ่งตรงไปยังลำคอของเขา
"ตรึง!"
"ตรึง!"
ฟ่าคงเอ่ยออกมาสองคำ
หญิงสาวทั้งสองเปิดเผยร่องรอย ร่างกายแข็งทื่อกลายเป็นรูปปั้นหิน
คนหนึ่งอยู่ทางซ้ายของสวี่จื้อเจียน ดาบโค้งกำลังฟันไปที่ลำคอของเขา ส่วนอีกคนอยู่ทางขวา ดาบโค้งกำลังฟันไปที่หลังคอของเขา
สวี่จื้อเจียนยืดคอขึ้นสูง ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ดาบโค้งทั้งสองเล่มประกบกันเป็นวงกลม โอบล้อมรอบลำคอของเขาไว้ หากขยับเพียงนิดเดียวก็จะต้องสัมผัสกับคมดาบอันเย็นเยียบ
ตอนที่หญิงสาวทั้งสองยังไม่เปิดเผยร่องรอย เขาไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของคมดาบเลยแม้แต่น้อย จิตใจไม่เกิดลางสังหรณ์เตือนภัย ไม่รู้สึกถึงอันตรายเลย
ทว่าเมื่อพวกนางปรากฏกาย ความเย็นเยียบของคมดาบและลางสังหรณ์ในใจก็ทำให้เขาไม่กล้าขยับเขยื้อน
สัญชาตญาณเตือนเขาว่า การอยู่นิ่งๆ คือทางเลือกที่ดีที่สุด
"ปัง ปัง!" หนิงเจินเจินซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกของหญิงสาวชุดแดงทางฝั่งซ้าย ส่วนเหลียนเสวี่ยซัดเข้าที่หน้าอกของหญิงสาวชุดแดงทางฝั่งขวา
หญิงสาวทั้งสองลอยกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศ
พวกนางกระอักเลือดออกมาเป็นสายกลางอากาศ ทว่าเมื่อสองมือประสานเข้าด้วยกัน ร่างกายก็กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
หญิงสาวชุดแดงทางฝั่งซ้ายถลึงตาใส่หนิงเจินเจินกับเหลียนเสวี่ยด้วยความเคียดแค้น กัดฟันกรอด "เป็นพวกเจ้าสองคนนังแพศยาอีกแล้ว!"
"ตรึง!"
"ตรึง!"
ฟ่าคงเอ่ยออกมาเบาๆ อีกสองคำ
หนิงเจินเจินกับเหลียนเสวี่ยพริบตาเดียวก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังพวกนาง แล้วซัดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง
"ปัง!" ฝ่ามือทั้งสองซัดกระแทกเป้าหมายแทบจะพร้อมกัน จนเกิดเสียงดังทึบหนัก
"ปัง!" ร่างของพวกนางร่วงหล่นจากกลางอากาศ กระแทกพื้นอย่างแรงจนจมลึกลงไปถึงหนึ่งฉื่อ
บนพื้นมีก้อนหินอยู่ไม่น้อย ก้อนหินเหล่านั้นถูกพวกนางกระแทกจนแตกละเอียด จมลึกลงไปในดินโคลน
"ปัง ปัง!" หนิงเจินเจินพุ่งตามไปซัดซ้ำอีกสองฝ่ามือ ก่อนจะยืนหยัดอย่างมั่นคง ปัดมือเบาๆ ก้มลงมองพวกนางที่สลบเหมือดไปแล้วด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "ดูสิว่าพวกเจ้าจะยังกำแหงได้อยู่อีกหรือไม่!"
เหลียนเสวี่ยร่อนลงพื้น ก่อนจะย่อตัวลงประทับฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของหญิงสาวชุดแดงคนหนึ่ง "ปราณกังคุ้มกายของพวกนางพิสดารนัก สามารถลดทอนพลังฝ่ามือของพวกเราได้ แต่ก็ไม่มีทางต้านทานไว้ได้ทั้งหมด พวกนางก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เหตุใดบาดแผลของพวกนางถึงฟื้นตัวได้รวดเร็วเพียงนี้เล่า"
นางกับเจินเจินมีมนต์คืนวสันต์คอยเสริมพลังอยู่อย่างต่อเนื่อง ความเร็วในการฟื้นฟูจึงน่าทึ่ง
"ก็ต้องมียาวิเศษน่ะสิ" หนิงเจินเจินกล่าว
ฟ่าคงเดินไปหาสวี่จื้อเจียน พนมมือเอ่ย "ฟ่าคงแห่งอารามวัชระ ยินดีที่ได้พบ"
"สวี่จื้อเจียนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่าง" สวี่จื้อเจียนพนมมือรับด้วยท่าทีขึงขัง
ฟ่าคงมองดูชุดสีดำของเขาที่ถูกฟันจนแทบจะกลายเป็นแหจับปลา "อาการบาดเจ็บของสวี่ซือจู่..."
"ไม่เป็นไร" สวี่จื้อเจียนโบกมือ
เขาหลับตาลง ชูสองมือขึ้นในมุมสี่สิบห้าองศา แหงนหน้ามองฟ้า ก่อนจะตะโกนก้อง "แสง! สว่าง!"
แสงสีขาวนวลตาค่อยๆ ลอยขึ้นจากร่างของเขา ก่อตัวเป็นม่านแสงบางๆ คลุมร่างกายเอาไว้
เมื่อม่านแสงก่อตัวเสร็จก็เริ่มหดเล็กลง ราวกับผ้าก๊อซที่คลุมร่างกายของเขา ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในผิวหนัง จนกระทั่งเลือนหายไป
บาดแผลหยุดเลือดไหลสนิทแล้ว
ฟ่าคงเผยรอยยิ้มชื่นชม "กายามหารัศมี สมคำร่ำลือจริงๆ!"
"บนฟ้าใต้หล้า แสงสว่างสถิตนิรันดร์" สวี่จื้อเจียนลืมตาขึ้น ลดมือลง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เมื่อเห็นว่าฟ่าคงไม่มีท่าทีเยาะเย้ย เขาก็เกิดความรู้สึกดีขึ้นมา
การใช้วิชากายามหารัศมีเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บนั้น ท่าทางค่อนข้างจะแปลกประหลาดสักหน่อย จึงมักจะถูกผู้คนหัวเราะเยาะอยู่เสมอ
"ศิษย์พี่ สังหารพวกนางทิ้งเสียเถอะ"
หนิงเจินเจินจับหญิงสาวชุดแดงทั้งสองพลิกตัวขึ้นมานานแล้ว เพื่อเปรียบเทียบดูว่าใบหน้าของพวกนางมีความแตกต่างกันตรงไหน
เหมือนพิมพ์เดียวกันออกมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นดวงตา จมูก หรือริมฝีปาก ล้วนเหมือนกันทุกระเบียดนิ้วไม่มีผิดเพี้ยน
กระทั่งมีไฝที่มุมปากซ้ายเหมือนกันเป๊ะ
ฟ่าคงพยักหน้าช้าๆ
พวกนางคือตัวกาลกิณีอย่างแท้จริง วรยุทธ์ก็สูงส่ง แถมยังมีนิสัยวิปริต นึกอยากจะฆ่าใครก็ฆ่า ซ้ำยังใช้วิธีแล่เนื้อทั้งเป็นในการปลิดชีพผู้คนอีก
เมื่อมีโอกาสสังหาร ย่อมต้องสังหารทิ้งเสีย
ตัวเขามีมนต์ตรึงร่าง ซึ่งแพ้ทางพวกนางพอดี หากไม่มีมนต์ตรึงร่าง เขามั่นใจเลยว่า ต่อให้หนิงเจินเจิน เหลียนเสวี่ย และสวี่จื้อเจียนร่วมมือกัน ก็ยังคงต้องถูกพวกนางสังหารตายราวกับแมวหยอกหนูอยู่ดี
"ไปลงนรกซะเถอะ!" หนิงเจินเจินเงื้อฝ่ามือเตรียมจะซัดลงไป
"ไว้ชีวิตพวกนางด้วย!" สวี่จื้อเจียนรีบตวาดเสียงต่ำ
แต่หนิงเจินเจินไม่สนใจคำพูดของเขา ซัดฝ่ามือลงไปเต็มแรง
"ปัง!" ท่ามกลางเสียงทึบหนัก ฝุ่นทรายและก้อนหินปลิวว่อน
เมื่อฝุ่นควันจางหายไป สวี่จื้อเจียนก็คุกเข่าอยู่บนพื้น ฝ่ามือขวาของเขายกขึ้นรับฝ่ามือขวาของหนิงเจินเจินเอาไว้
ฝ่ามือข้างหนึ่งดุดันราวกับไม้สีดำ ส่วนอีกข้างขาวเนียนดุจไขมันแกะ ทั้งสองประลองพลังกังกันโดยเว้นระยะห่างไว้หนึ่งฉื่อ
ใบหน้างามหยดย้อยของหนิงเจินเจินประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา ค่อยๆ กดฝ่ามือลง
สวี่จื้อเจียนคุกเข่าอยู่บนพื้น ยกมือต้านทานอย่างยากลำบาก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้นางกดฝ่ามือลงมาได้
ท่าทางของเขาดูเก้งก้างแปลกๆ ร่างกายไม่ได้อยู่ตรงใต้ตัวหนิงเจินเจินพอดี จึงไม่สามารถออกแรงดันขึ้นไปตรงๆ ได้ ทำได้เพียงยื่นแขนออกไปรับไว้
ร่างของเขาค่อยๆ โค้งงอลง ฝ่ามือขวาค่อยๆ ถูกกดต่ำลงเรื่อยๆ
สวี่จื้อเจียนกัดฟันกรอดอดทน เส้นเลือดดำปูดโปนที่ขมับ เดิมทีก็อัปลักษณ์อยู่แล้ว ตอนนี้กลับยิ่งดูถมึงทึง น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
เหลียนเสวี่ยกล่าว "รอก่อนเถิด เจินเจิน"
จู่ๆ หนิงเจินเจินก็พลิกแพลงพลังฉับพลัน
"ปัง!" สวี่จื้อเจียนกระเด็นตีลังกาไปด้านหลัง
ชุดสีดำที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดคลุกฝุ่นโคลนจนดูไม่ได้ สภาพทุลักทุเลยิ่งนัก
หนิงเจินเจินปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา ล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากแขนเสื้อ เช็ดฝ่ามืออย่างแผ่วเบาด้วยท่าทีรังเกียจ
"เจินเจิน!" เหลียนเสวี่ยค้อนขวับใส่นาง
นางหันไปมองฟ่าคง
ฟ่าคงยิ้มพลางพยักหน้า ส่งสัญญาณให้นางเป็นคนจัดการได้เลย
เหลียนเสวี่ยเอ่ยขอโทษสวี่จื้อเจียน "สวี่ซือจู่ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่"
สวี่จื้อเจียนส่ายหน้า ไม่สนใจดินโคลนบนชุดสีดำ ไม่ได้มองเหลียนเสวี่ย แต่เอาแต่จับจ้องหนิงเจินเจิน เพื่อระวังไม่ให้นางลงมือสังหารอีก
"เจ้าต้องการอะไร" หนิงเจินเจินถามเสียงเย็น "หรือจะไม่ให้สังหารพวกนาง"
"ใช่ ไม่สังหาร" สวี่จื้อเจียนส่ายหน้า "มนุษย์ไม่ใช่ปราชญ์ผู้ประเสริฐ ใครบ้างจะไม่เคยทำผิดพลาด พวกนางยังอายุน้อยนัก ควรให้โอกาสพวกนางได้กลับตัวกลับใจ"
"ไว้ชีวิตพวกนางงั้นหรือ เจ้านี่ช่างใจกว้างดั่งแม่น้ำ มีเมตตาไร้ผู้ทัดเทียมจริงๆ น่านับถือนัก!"
"ให้โอกาสพวกนาง" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความประชดประชันและแดกดัน "แล้วชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมาตายด้วยน้ำมือของพวกนางเล่า เคยมีโอกาสบ้างหรือไม่"
สวี่จื้อเจียนกล่าว "ความผิดได้ก่อขึ้นแล้ว ต่อให้พวกนางตายก็ไม่อาจย้อนเวลาทำให้คนเหล่านั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ สู้ให้พวกนางมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างคุณงามความดีให้กับใต้หล้า เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติยังจะดีกว่าการสังหารพวกนางทิ้งไปเปล่าๆ"
"แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนที่ตายไปแล้วนี่!" หนิงเจินเจินแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ข้าไม่สนหรอกว่าพวกนางจะสร้างคุณงามความดีให้กับใต้หล้าหรือไม่ ในเมื่อพวกนางสมควรตาย ก็ต้องส่งพวกนางไปลงนรก! ฆ่าคนแล้วไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต แล้วความยุติธรรมอยู่ที่ใด"
เหลียนเสวี่ยขมวดคิ้ว
ไม่คาดคิดเลยว่าสวี่จื้อเจียนจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา
นางส่ายหน้าเบาๆ พลางถาม "ก่อนหน้านี้สวี่ซือจู่ยังบอกว่าจะขอเป็นตัวแทนสวรรค์ลงทัณฑ์พวกนางอยู่เลยไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ถึงอยากจะช่วยชีวิตพวกนางเสียแล้วเล่า"
สวี่จื้อเจียนตอบ "ข้าเพียงแค่คิดว่า วรยุทธ์ของพวกนางสูงส่งปานนี้ หากสามารถกลับตัวกลับใจได้ จะสามารถช่วยเหลือมวลมนุษย์ได้อีกมากมายเพียงใด!"
"มวลมนุษย์ มวลมนุษย์ เจ้านี่ช่างมีเมตตาต่อใต้หล้าเสียจริง!" หนิงเจินเจินโกรธจนหัวเราะออกมา รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบ "เจ้าห่วงแต่มวลมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่เคยเหลียวแลมวลมนุษย์ที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมเลย ไอ้คนโง่เขลาอย่างเจ้าน่ะหรือจะมาพูดเรื่องแสงสว่าง แสงสว่างบ้าบออะไรกัน!"
ฟ่าคงเอ่ยเสียงนุ่ม "ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีแสงสว่างในแบบของตนเอง เช่นนั้นก็วัดกันที่ฝีมือเถิด"
การจะเกลี้ยกล่อมศิษย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างนั้น ช่างยากเย็นแสนเข็ญ
สาเหตุที่ฮุ่ยเหวินและสำนักต่างๆ ในใต้หล้าต่างก็ถอยห่างจากศิษย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่าง ก็เป็นเพราะความดื้อรั้นของพวกเขานั่นเอง
แน่นอนว่าความดื้อรั้นก็อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความแน่วแน่ ก็ได้
แหล่งกำเนิดพลังของนิกายศักดิ์สิทธิ์แสงสว่างก็คือความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ต่อแสงสว่าง ยิ่งเชื่อมั่นมากเท่าใด พลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
ยอดฝีมืออย่างสวี่จื้อเจียนนั้น มีความเชื่อมั่นที่ยากจะสั่นคลอนได้
การจะเกลี้ยกล่อมเขานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
จู่ๆ หนิงเจินเจินก็ซัดฝ่ามือออกไป
สวี่จื้อเจียนรีบเข้าสกัดกั้นอีกครั้ง
เหลียนเสวี่ยส่ายหน้า ก่อนจะซัดฝ่ามือทั้งสองลงไปอย่างแผ่วเบา
สวี่จื้อเจียนไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เหลียนเสวี่ยที่ดูอ่อนโยนดั่งสายน้ำและมีเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์กวนอิม จะกระทำการเช่นนี้
"ปัง ปัง!" ถังลี่และถังซูสิ้นใจตายในทันที
"ปัง!" สวี่จื้อเจียนปะทะฝ่ามือกับหนิงเจินเจินอีกครั้ง
หนิงเจินเจินหยัดยืนอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง
สวี่จื้อเจียนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าทะมึนทึง
[จบแล้ว]