- หน้าแรก
- นารูโตะ มาเป็นลูกของชั้นเถอะ
- บทที่ 181 นารูโตะ: “แกอยากตายรึไง?” การสอบจูนินเปิดฉากขึ้นแล้ว!
บทที่ 181 นารูโตะ: “แกอยากตายรึไง?” การสอบจูนินเปิดฉากขึ้นแล้ว!
บทที่ 181 นารูโตะ: “แกอยากตายรึไง?” การสอบจูนินเปิดฉากขึ้นแล้ว!
บทที่ 181 นารูโตะ: “แกอยากตายรึไง?” การสอบจูนินเปิดฉากขึ้นแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้น นารูโตะก็ “ฟื้นคืนชีพเต็มร้อย”
ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เลย ใบหน้าของนารูโตะก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอันสดใสไร้กังวลเหมือนเดิม
หลังจากที่ได้รับรู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงถูกรังแกและถูกรังเกียจเดียดฉันท์ และได้รับรู้ว่าพ่อแม่แท้ๆ ของเขาเป็นใคร นารูโตะก็มองเห็นอะไรหลายๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น
มันยังทำให้เขามองทะลุธาตุแท้ของใครบางคนได้อีกด้วย
“ท่านนารูโตะ, ท่านฮาคุ, ท่านซาสึเกะครับ”
คาเซะวะ เซริซาวะ ดูไม่เหมือนโจนินหัวหน้าทีมเลยสักนิด ท่าทางนอบน้อมถ่อมตนของเขาดูเหมือนลูกสมุนลูกกระจ๊อกซะมากกว่า:
“ผมได้ยินมาว่า... การสอบจูนินรอบทฤษฎีจะเริ่มขึ้นตอนเที่ยงวันน่ะครับ ถ้าพวกเรารีบไปตอนนี้ ก็น่าจะยังทันอยู่นะครับ”
“เดี๋ยวก่อนนะ... สอบทฤษฎีงั้นหรอ?”
ซาสึเกะชะงักไป
เขาดูประหลาดใจเล็กน้อย:
“พวกเราต้องสอบข้อเขียนวัดความรู้ด้วยหรอเนี่ย?”
นี่มันเกินความคาดหมายของซาสึเกะไปเลยนะ เขาไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการสอบจูนินมากนักหรอก เขาแค่อยากจะได้โอกาสในการต่อสู้จริงก็เท่านั้นเอง
ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาก็เลยเอาแต่ฝึกฝนพละกำลังและวิชานินจากับนารูโตะมาตลอด
ซาสึเกะมองข้ามเรื่องการสอบข้อเขียนความรู้ทางทฤษฎีไปซะสนิทเลย
“ไม่ต้องห่วงน่า!”
นารูโตะตบหน้าอกตัวเองและหัวเราะคิกคัก:
“ชั้นไปถามลุงคาคาชิมาล่วงหน้าแล้วล่ะ ลุงบอกว่าตอนสอบทฤษฎีน่ะ พวกเราสามารถใช้ ‘ลูกเล่น’ เล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยนะ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้
ซาสึเกะก็ถึงบางอ้อทันที
และนารูโตะก็กระซิบเบาๆ ว่า:
“เมื่อถึงเวลานั้น ขอแค่ ‘ลูกเล่น’ ของพวกเราไม่ถูกพวกผู้คุมสอบจับได้ก็พอแล้วล่ะ ลุงคาคาชิยังบอกอีกด้วยนะว่า... ต่อให้บังเอิญถูกจับได้ แต่ถ้าพวกผู้คุมสอบเห็นว่า ‘ลูกเล่น’ ของนายมันแนบเนียนและชาญฉลาดล่ะก็ พวกเขาก็จะแกล้งทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่น่ะ”
มุมปากของซาสึเกะอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิกๆ:
“...การสอบจูนินนี่มันก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย นี่มันสนับสนุนให้โกงข้อสอบกันชัดๆ ไม่ใช่รึไง?”
ฮาคุครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็วิเคราะห์อย่างจริงจังว่า:
“นี่น่าจะเป็นการทดสอบความสามารถในการรวบรวมข้อมูลของพวกเกะนินใช่มั้ยล่ะครับ?”
“แต่จะว่าไปแล้ว...”
สายตาของฮาคุกวาดมองไปรอบๆ:
“โคโนฮะวันนี้ดูคึกคักจังเลยนะ! มีคนพลุกพล่านเยอะกว่าช่วงสองสามวันที่ผ่านมาตั้งเยอะแน่ะ คนพวกนี้น่าจะกำลังเตรียมตัวไปที่จุดรวมพลสำหรับการสอบจูนินเหมือนกันสินะ?”
“หึ ก็แค่พวกขี้แพ้ที่จะต้องมาสยบแทบเท้าพวกเราก็เท่านั้นแหละน่า”
ซาสึเกะพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสเอามากๆ
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงแทบเป็นแทบตายตลอดสิบห้าวันที่ผ่านมา
ทำให้ซาสึเกะรู้สึกว่าพัฒนาการในทุกๆ ด้านของเขามันก้าวกระโดดไปไกลมากๆ
แม้ว่าเขาจะรู้ตัวดีว่าเขายังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะไปประมาทนารูโตะกับฮาคุได้ก็เถอะ
แต่เขาก็รู้สึกว่าเขามีความแข็งแกร่งพอที่จะประมาทพวกนินจาจากหมู่บ้านอื่นๆ ได้อย่างแน่นอน
“อย่าประมาทไปนะ ซาสึเกะคุง!”
ฮาคุยิ้มอย่างสดใส:
“บางที... พวกเกะนินจากหมู่บ้านนินจาพวกนั้นอาจจะซุกซ่อนไม้ตายก้นหีบอะไรเอาไว้ก็ได้นะ? ในฐานะนินจา พวกเราไม่ควรประมาทใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นแค่คนธรรมดาๆ ก็ตาม นับประสาอะไรกับกลุ่มเกะนินพวกนี้ล่ะ”
“แถมเกะนินบางคนจากหมู่บ้านนินจาเหล่านั้น อาจจะเป็นนินจามาเป็นสิบๆ ปีแล้วก็ได้นะ ก่อนที่จะมาเข้าร่วมการสอบจูนินในครั้งนี้น่ะ คนพวกนั้นคงจะมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชนมากๆ เลยล่ะ”
ซาสึเกะบ่นอุบอิบ:
“เป็นเกะนินมาเป็นสิบๆ ปีงั้นหรอ นั่นมันไม่ได้แปลว่าพวกมันไร้น้ำยาหรอกรึไง?”
ในเวลานี้เอง
ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง:
“หืม? นารูโตะ? ซาสึเกะ? ฮาคุ? พวกนายกำลังจะไปไหนกันน่ะ?!”
ทั้งสามคนหันหน้าไปมองและพบว่าพวกเขาบังเอิญมาเจอกับชิกามารุเข้าพอดี
ข้างๆ ชิกามารุก็มีโจจิยืนอยู่ด้วย
ชิกามารุล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ทำตัวดูชิลสุดๆ
ส่วนโจจิก็ยังคงถือถุงมันฝรั่งทอดเอาไว้ในมือเหมือนเช่นเคย
ชิกามารุรู้สึกงุนงงเล็กน้อย:
“ช่วงนี้โรงเรียนนินจาหยุดเรียนไม่ใช่รึไง? ชั้นได้ยินมาว่าโรงเรียนนินจาจะถูกใช้เป็นสนามสอบสำหรับการสอบจูนินนะ แล้วทำไมพวกนายถึงเดินมุ่งหน้าไปทางโรงเรียนนินจาล่ะ?”
“ฮี่ฮี่ ก็เพราะพวกเรากำลังจะไปเข้าร่วมการสอบจูนินไงล่ะ!”
นารูโตะตอบกลับอย่างเปิดเผย
“.....หา?”
ชิกามารุถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ต่อให้ชิกามารุจะมีมันสมองอันชาญฉลาดเป็นเลิศขนาดไหน สมองของเขาก็ต้องใช้เวลาประมวลผลถึงสองวินาทีเต็มๆ ก่อนจะตั้งสติได้ เขามองไปที่นารูโตะและคนอื่นๆ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ:
“พวกนายสามคนจะไปสอบจูนินเนี่ยนะ?!”
“เดี๋ยวก่อน... เดี๋ยวก่อนนะ... มันไม่ถูกต้องสิ! พวกนายยังเป็นแค่นักเรียนโรงเรียนนินจาไม่ใช่รึไง? แถมยังเป็นแค่เด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนด้วยซ้ำ การสอบจูนินน่ะ มันสงวนไว้ให้เฉพาะเกะนินเข้าร่วมไม่ใช่หรอ?”
ชิกามารุพอจะมีความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับการสอบจูนิน
ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงที่ผ่านมานี้ หมู่บ้านโคโนฮะก็มีเหตุการณ์ใหญ่โตเกิดขึ้นถึงสองเรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือการกวาดล้างตระกูลอุจิวะ
ส่วนอีกเรื่องก็คือการสอบจูนินนี่แหละ
ต่อให้ชิกามารุจะไม่อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการสอบจูนินมากนักก็เถอะ
แต่การที่ต้องมานั่งฟังพ่อของเขาบ่นพึมพำอยู่ที่บ้านทุกวัน
เขาก็เลยถูกยัดเยียดให้ต้องรับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายไปโดยปริยาย
“ฮี่ฮี่ ชิกามารุ ดูนี่สิ!”
นารูโตะทำตัวราวกับนักมายากล เขาเสกกระบังหน้าผากออกมาจากไหนก็ไม่รู้ และโชว์ให้ชิกามารุดูด้วยความภาคภูมิใจ:
“ถ้าชั้นอยากจะได้สถานะเกะนินล่ะก็ มันง่ายนิดเดียวเองล่ะ!”
“นี่มัน?”
ชิกามารุถึงกับอ้าปากค้าง
“นี่คือกระบังหน้าผากของนินจาคุสะงาคุเระไงล่ะ!”
นารูโตะฉีกยิ้มกว้างและอธิบายว่า:
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราสามคนคือเกะนินชั่วคราวของหมู่บ้านคุสะงาคุเระล่ะ”
เขาชี้ไปที่คาเซะวะ เซริซาวะ ที่อยู่ข้างๆ:
“หมอนี่คือผู้นำของหมู่บ้านคุสะงาคุเระ มีเขาอยู่ด้วยเนี่ย มันก็เหมือนมีใบรับรองอย่างเป็นทางการเลยล่ะ”
“หา?”
ชิกามารุถึงกับอึ้งไปเลย
มันมี.....
มันมีวิธีลัดแบบนี้ด้วยหรอเนี่ย?
“แต่ แต่ถ้าท่านโฮคาเงะรู้เรื่องนี้เข้า เขาจะไม่...”
ชิกามารุยังพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็ต้องหยุดชะงักไปดื้อๆ
เพราะเขาสังเกตเห็นได้อย่างเฉียบคมว่า ทันทีที่เขาเอ่ยคำว่า “ท่านโฮคาเงะ” ออกมา แววตาของนารูโตะก็เปลี่ยนไปในทันที
“ชิกามารุ นายก็น่าจะรู้ดีนะ... ว่าโฮคาเงะรุ่นที่ 3 แห่งหมู่บ้านโคโนฮะน่ะ ไม่มีสิทธิ์มาสั่งการหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งของกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวหรอกนะเว้ย!”
นารูโตะพูดพลางสวมกระบังหน้าผากไว้บนหน้าผากของเขา
ชิกามารุสังเกตเห็นว่าสรรพนามที่นารูโตะใช้เรียกโฮคาเงะมันเปลี่ยนไปแล้ว
ในความทรงจำของชิกามารุ นารูโตะมักจะเรียกโฮคาเงะด้วยความรักใคร่สนิทสนมมาโดยตลอด เขามักจะเรียกโฮคาเงะว่า “ปู่โฮคาเงะ” เสมอ
แต่นารูโตะในวันนี้กลับดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย
สรรพนามที่เขาใช้เรียกโฮคาเงะ เปลี่ยนจากคำว่า “ปู่โฮคาเงะ” อันแสนจะอบอุ่นและสนิทสนม กลายเป็นคำว่า “โฮคาเงะรุ่นที่ 3” ที่ดูเหินห่างและเย็นชาไปซะแล้ว
การเปลี่ยนสรรพนามแบบนี้ มันต้องมีนัยยะอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ
ชิกามารุตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างได้ทันที
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาให้มากความ
เพราะเขารู้ดีว่าถ้าวันนึงนารูโตะอยากจะเล่าให้พวกเขาฟังล่ะก็...
นารูโตะก็จะเล่าเรื่องทุกอย่างออกมาเองนั่นแหละ
การพูดจาตรงไปตรงมา
นั่นแหละคือวิถีนินจาของนารูโตะ
“ดูเหมือนว่าชั้นคงต้องไปตื๊อให้พ่อหาบัตรเข้าชมการสอบจูนินมาให้สักสองสามใบซะแล้วสิ”
มุมปากของชิกามารุยกขึ้นเล็กน้อย:
“ชั้นได้ยินมาว่าการสอบจูนินรอบแรกคือการสอบข้อเขียน รอบที่สองคือการทดสอบเอาชีวิตรอดในป่ามรณะ ส่วนรอบที่สามก็คือการประลองฝีมือของพวกเกะนินน่ะ”
“ชั้นคงเข้าไปดูการสอบสองรอบแรกในสถานที่จริงไม่ได้หรอก แต่รอบสุดท้ายเนี่ย... ถึงตอนนั้น ชั้นจะต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้เลย”
ชิกามารุยิ้มพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋า:
“ชั้นเชื่อมั่นในตัวนายเต็มร้อยเลยนะ นารูโตะ นายจะต้องผ่านเข้ารอบสามได้อย่างแน่นอน ใช่มั้ยล่ะ?”
นารูโตะกดกระบังหน้าผากที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนบนหน้าผากของเขาให้แน่นขึ้น
รอยยิ้มอันมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“แค่ผ่านเข้ารอบสามมันไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชั้นหรอกน่า!”
นารูโตะพูดอย่างมั่นใจ:
“ชั้นจะเป็นที่หนึ่งให้ดู!”
หลังจากพูดประโยคนี้จบ
นารูโตะก็โบกมือลาชิกามารุและโจจิ
ส่วนชิกามารุและโจจิก็ทำได้เพียงยืนมองแผ่นหลังของนารูโตะและคนอื่นๆ เดินจากไป
จนถึงป่านนี้ โจจิก็ยังคงยืนเอ๋อรับประทานอยู่เลย
ข้อมูลที่หลุดออกมาจากปากของนารูโตะ ทำเอาแม้แต่ชิกามารุก็ยังต้องอึ้งไปหลายวินาทีเลยทีเดียว
นับประสาอะไรกับโจจิล่ะ
“ชิ ชิกามารุ...”
โจจิกลืนน้ำลายอึกใหญ่:
“กระบังหน้าผากบนหัวนารูโตะน่ะ มันไม่ใช่กระบังหน้าผากของนินจาโคโนฮะนี่นา ใช่มั้ย? ถ้าเขาสวมกระบังหน้าผากนั่นไว้บนหัว เขาจะไม่ถูกหาว่าทรยศโคโนฮะหรอกหรอ?”
“ถ้าถึงเวลานั้น พวกนั้นอยากจะจับตัวนารูโตะขึ้นมา พวกเราควรจะคิดหาทางช่วยให้นารูโตะหนีออกไปจากโคโนฮะล่วงหน้าเลยดีมั้ย?”
“ไอ้บ้าโจจิเอ๊ย!”
ชิกามารุกลอกตามองบนและบ่นโจจิ:
“นายลืมไปแล้วรึไงว่าพ่อของนารูโตะคือใคร นั่นคือหนวดขาวผู้โด่งดังเชียวนะเว้ย! ใครหน้าไหนกล้ามาพูดว่านารูโตะเป็นคนทรยศของโคโนฮะล่ะก็ ชั้นเกรงว่าหนวดขาวคงจะเป็นคนแรกที่ฉีกร่างคนคนนั้นออกเป็นสองซีกแน่ๆ...”
ในสายตาของชิกามารุ หนวดขาวคือบอสใหญ่สุดโหดในโลกนินจาเลยล่ะ
นายไม่เห็นรึไงว่าหนวดขาว ซึ่งเป็นถึงอาชญากรที่ถูกตั้งค่าหัว อาศัยอยู่ในโคโนฮะมาตั้งนานสองนานแล้ว...
พวกนินจาของโคโนฮะยังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องตัวเขาเลยไม่ใช่รึไง?
“ชั้นมีลางสังหรณ์ว่า การสอบจูนินคราวนี้นารูโตะจะต้องก่อเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่แน่ๆ”
ชิกามารุพูดทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค
.....
ไม่นานนัก
นารูโตะ ซาสึเกะ และฮาคุ ก็เดินทางมาถึงโรงเรียนนินจาแห่งโคโนฮะ
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน พวกเขาก็เห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยมากมายเต็มไปหมด
กระบังหน้าผากที่พวกนั้นสวมใส่ หลายๆ อันก็ไม่ใช่กระบังหน้าผากของโคโนฮะเลย
แค่มองกวาดสายตาไปรอบๆ ก็มีอย่างน้อยๆ สามสี่สิบคนแล้วล่ะ นี่อาจจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นเองมั้งเนี่ย
สไตล์การแต่งตัวของพวกเขาก็ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอามากๆ
ดูมีกลิ่นอายของต่างถิ่นต่างแดนสุดๆ
“ดูท่าทางแต่ละคนจะไม่ธรรมดาเลยแฮะ”
ฮาคุกวาดสายตามองไปรอบๆ และพูดว่า:
“แต่ละคนดูดุดันและเอาเรื่องสุดๆ ไปเลย แถมดูเหมือนว่าพวกเขาทุกคนจะมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองเอามากๆ ด้วยนะ คงคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้ชนะในการสอบจูนินครั้งนี้แน่ๆ เลย”
“ไม่เพียงแต่จะดุดันเท่านั้นนะ แต่หลายคนดูเหมือนจะมีจิตสังหารแผ่ซ่านออกมาด้วย”
ซาสึเกะกอดอกเอาไว้:
“ในหมู่คนพวกนั้น ดูเหมือนว่าคนกลุ่มนึงจะจงเกลียดจงชังคนอีกกลุ่มนึงเป็นพิเศษเลยแฮะ และ... ปรากฏการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้มีให้เห็นน้อยๆ ซะด้วยสิ”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ พวกเขาก็สวมกระบังหน้าผากนินจาคุสะงาคุเระไปด้วย
ซาสึเกะสวมมันไว้บนหน้าผาก เลียนแบบนารูโตะเป๊ะๆ
ส่วนฮาคุเอามาผูกไว้รอบเอวแทนเข็มขัด
“บางที อาจจะเป็นเพราะสงครามนินจาเพิ่งจะสิ้นสุดลงไปได้ไม่นานล่ะมั้ง?”
นารูโตะครุ่นคิดด้วยความสนใจ:
“ในช่วงสงคราม พ่อแม่ของพวกเขาอาจจะตายด้วยน้ำมือของนินจาจากหมู่บ้านอื่นก็ได้นะ พอจู่ๆ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากันแบบนี้ ความเกลียดชังมันก็ต้องปะทุขึ้นมาเป็นธรรมดานั่นแหละ”
“ก็มีเหตุผลนะ!”
ฮาคุพยักหน้าเห็นด้วย:
“ถ้าไม่ใช่เพราะโจนินหัวหน้าทีมของพวกเขากดดันเอาไว้ล่ะก็ ชั้นเกรงว่ากลุ่มเกะนินพวกนี้คงจะเปิดฉากซัดกันนัวเนียอยู่ที่นี่ไปตั้งนานแล้วล่ะ”
“หึ การสอบจูนินครั้งนี้... ดูท่าทางจะน่าสนุกไม่เบาเลยแฮะ!”
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของซาสึเกะ
ยิ่งมันน่าสนุกมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น
และในเวลานี้เอง...
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของนารูโตะและพรรคพวก ก็ไปดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มนี้เข้าจนได้
ก็แหม ทั้งสามคนช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเอามากๆ เลยนี่นาในสถานที่แห่งนี้น่ะ
ในบรรดาเกะนินจากหมู่บ้านต่างๆ ที่มาเข้าร่วมการสอบจูนิน คนที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะอายุอย่างน้อยสิบสองปี ดูยังไงก็เหมือนวัยรุ่นกันหมดแล้ว
แต่ว่า.
พวกเขาทั้งสามคน ฮาคุที่อายุมากที่สุด ก็เพิ่งจะอายุแค่เก้าขวบเอง เหมือนแกะน้อยสามตัวหลงเข้ามาในดงหมาป่าชัดๆ
จะไม่ให้เป็นจุดสนใจได้ยังไงกันล่ะ?
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ไอ้เด็กเปรตสามคนนี่มันยังไงกันวะเนี่ย?”
เกะนินจากหมู่บ้านอาเมะงาคุเระจ้องมองซาสึเกะด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเอาซะเลย:
“โดยเฉพาะไอ้เด็กเปรตหน้าตาแปลกๆ คนเนี้ย สีหน้าท่าทางของมันดูน่าหมั่นไส้ชะมัดเลยว่ะ!”
เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นกระบังหน้าผากบนหัวของนารูโตะและคนอื่นๆ:
“นั่นมันของหมู่บ้านนินจาไหนวะเนี่ย? ทำไมชั้นถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยวะ?”
เกะนินจากหมู่บ้านอาเมะงาคุเระขมวดคิ้วและบ่นพึมพำ:
“การสอบจูนินครั้งนี้ มีตั้งสองหมู่บ้านนินจาที่ชั้นไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลยแฮะ”
หมู่บ้านนินจาอีกแห่งที่เขาพูดถึง ก็คือหมู่บ้านโอโตะงาคุเระนั่นแหละ
“พวกเด็กน้อย อย่าปากมากให้มันมากนักเลย”
โจนินหัวหน้าทีมจากหมู่บ้านอาเมะงาคุเระหรี่ตาลง:
“พวกแกเห็นลวดลายบนเสื้อผ้าของไอ้เด็กนั่นมั้ย? ถ้าชั้นจำไม่ผิดล่ะก็ นั่นมันลวดลายของตระกูลอุจิวะแห่งหมู่บ้านโคโนฮะนี่นา”
แม้แต่โจนินคนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนตระกูลอุจิวะจากหมู่บ้านโคโนฮะ ถึงมาสวมกระบังหน้าผากที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแบบนี้ได้ล่ะ?
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติซะแล้วสิ
อีกด้านหนึ่ง
“โย่ ไอ้เด็กหัวทองงั้นรึ? สีผมแบบนี้หาดูยากซะด้วยสิ!”
เกะนินจากหมู่บ้านคิริงาคุเระมองดูนารูโตะด้วยความสนใจ:
“หมู่บ้านนินจาไหนกันนะที่ปล่อยให้เด็กตัวกะเปี๊ยกแบบนี้มาเข้าร่วมการสอบจูนินได้เนี่ย นี่มันจงใจดูถูกพวกเราชัดๆ เลยไม่ใช่รึไงวะ?”
ขณะที่พูด รอยยิ้มอันกระหายเลือดก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
“ชั้นยังไม่เคยฆ่าเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้มาก่อนเลยแฮะ!”
เขาเอามือไปจับที่ด้ามดาบนินจาของเขา พร้อมกับเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเองเบาๆ:
“อยากรู้จังเลยแฮะว่าความรู้สึกตอนที่ได้ฟันคอเด็กวัยนี้ให้ขาดสะบั้นเนี่ย มันจะเป็นยังไงนะ”
ปัง!!!
จู่ๆ หมัดอันทรงพลังก็ฟาดลงมาจากท้องฟ้า อัดเข้าที่หัวของวัยรุ่นคิริงาคุเระคนนี้อย่างจัง
ซัดจนเขาล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้นโดยตรง
ปูดโนลูกเบ้อเริ่มบวมปูดขึ้นมาบนหัวของเขาเลยล่ะ
เทรุมิ เมย์ ถลึงตาใส่ไอ้เด็กเปรตจากหมู่บ้านนินจาของตัวเองที่ชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน
เธอลูบหมัดของตัวเองไปมา
เธอมองไปที่นารูโตะและคนอื่นๆ ด้วยความตกตะลึง
“พวกเขา... พวกเขามาเข้าร่วมการสอบจูนินจริงๆ หรอเนี่ย?”
เทรุมิ เมย์ รู้เรื่องนี้อยู่แล้วล่ะ
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่เธอนำหมวกมิซึคาเงะไปมอบให้หนวดขาวน่ะ
เธอบังเอิญได้ยินหนวดขาว คาคาชิ และคิซาเมะ กำลังคุยกันอยู่พอดี
พวกเขาสามคนพูดถึงเรื่องนี้กันน่ะ
“แล้วไอ้หมอนั่น... ไม่ใช่ผู้นำของหมู่บ้านคุสะงาคุเระหรอกหรอ?”
เทรุมิ เมย์ มีสีหน้าที่ดูแปลกๆ ไปหน่อย:
“กระบังหน้าผากที่นารูโตะและคนอื่นๆ สวมอยู่ มันไม่ใช่กระบังหน้าผากแบบใหม่ของหมู่บ้านคุสะงาคุเระหรอกหรอ? หรือว่าพวกเขาจะใช้วิธีนี้เพื่อฉวยโอกาสในการหาช่องโหว่เพื่อมาเข้าร่วมการสอบจูนินกันนะ?”
ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ เธอแอบรู้สึกอิจฉาคาเซะวะ เซริซาวะ คนนั้นขึ้นมานิดๆ ซะแล้วสิ
เทรุมิ เมย์ รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ถ้าเธอรู้เรื่องนี้ล่วงหน้าล่ะก็ เธอก็คงจะยื่นมือเข้าไปแทรกแซงและแย่งชิงโอกาสในการเอาอกเอาใจหมู่บ้านคุสะงาคุเระมาเป็นของตัวเองไปแล้ว แล้วก็ให้ลูกๆ ของหนวดขาวสวมกระบังหน้าผากของหมู่บ้านคิริงาคุเระแทนซะเลย....
แบบนั้นมันจะไม่เจ๋งไปเลยรึไง?
เธอพลาดโอกาสทองไปซะแล้วสิ!
“ดูเหมือนว่าหมู่บ้านคุสะงาคุเระจะเป็นคู่แข่งของพวกเราหมู่บ้านคิริงาคุเระซะแล้วสิ”
สายตาที่ไม่เป็นมิตรเอาซะเลยของเทรุมิ เมย์ กวาดมองไปที่คาเซะวะ เซริซาวะ
“ถ้าหมู่บ้านคุสะงาคุเระมีความสำคัญในใจของหนวดขาวมากกว่าหมู่บ้านคิริงาคุเระล่ะก็ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับคิริงาคุเระอย่างแน่นอน”
ทันใดนั้น...
เทรุมิ เมย์ ก็เห็นเกะนินคนหนึ่งจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระพุ่งเข้าไปหานารูโตะ
นั่นคือชายหนุ่มท่าทางเย่อหยิ่งจองหองจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระ
เขาดูน่าจะอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปีเห็นจะได้ล่ะมั้ง
“เฮ้ ไอ้เด็กหัวทอง! ชั้นกำลังเรียกแกอยู่นะเว้ย! เงยหน้าขึ้นมามองชั้นสิวะ!”
เกะนินจากซึนะงาคุเระยืนอยู่ตรงหน้านารูโตะ เขายื่นมือออกไปจิ้มที่กระบังหน้าผากของนารูโตะ เกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกันดังก๊องแก๊ง
“นี่มันลวดลายบ้าอะไรกันวะเนี่ย?”
เกะนินจากซึนะงาคุเระเอ่ยปากเยาะเย้ย:
“หมู่บ้านนินจากระจอกๆ ของพวกแกมาจากซอกหลืบไหนของโลกกันวะ? หมู่บ้านของแกไม่มีนินจาคนอื่นแล้วรึไง? ถึงขั้นต้องส่งเด็กเปรตสามคนอย่างพวกแกมาเข้าร่วมการสอบจูนินเนี่ยนะ?”
“ชิ ลวดลายสับปะรังเคแบบนี้... มันคือหน้ายิ้มงั้นหรอวะ? แล้วไอ้หนวดที่ดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยวนี่มันคืออะไรกันเนี่ย? หมู่บ้านของพวกแกไม่มีศิลปะในหัวใจเลยรึไงวะ? ลวดลายแบบนี้มันอุบาทว์สิ้นดีเลยเว้ย!”
“ชั้นขอแนะนำให้แกกลับไปซะดีกว่า... หืม?”
เกะนินจากซึนะงาคุเระคนนี้ยังพูดไม่ทันจบประโยคเลย
เขาก็พบว่ามือของเขาถูกใครบางคนคว้าเอาไว้ซะแล้ว
“แกอยากตายรึไงวะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนารูโตะมลายหายไปจนหมดสิ้น
แววตาในดวงตาสีฟ้าครามของเขานั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุก
นารูโตะไม่เคยสนเลยสักนิดเวลาที่มีใครมาเรียกเขาว่า “ไอ้เด็กหัวทอง”
เพราะนารูโตะเคยได้ยินคำด่าทอที่หยาบคายและเลวร้ายยิ่งกว่านี้มานักต่อนักแล้ว การถูกเรียกว่าไอ้เด็กเปรตหัวทองมันก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับเขาเท่านั้นแหละ
เขาไม่เก็บเอามาใส่ใจเลยสักนิด
แต่ทว่า...
เมื่อคำพูดของอีกฝ่ายไปพาดพิงถึงพ่อของเขา
พาดพิงถึงกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว
นารูโตะทนไม่ได้หรอกนะ
มือของนารูโตะที่จับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้เริ่มจะออกแรงบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ พละกำลังอันมหาศาลเปรียบเสมือนคีมเหล็กที่กำลังบีบรัดแน่นขึ้นทุกที ซึ่งนั่นก็ทำให้สีหน้าของเกะนินจากซึนะงาคุเระคนนี้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“ปล่อยนะโว้ย! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ! ไอ้เด็กเปรตเวรตะไล! ปล่อยชั้นสิวะ! ปล่อยนะ! อ๊ากกก!”
กร๊อบ....
เสียงกระดูกลั่นดังเป๊าะดังขึ้นมาเบาๆ
ความเจ็บปวดอันรุนแรงที่ข้อมือทำให้เกะนินจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน
มืออีกข้างของเขารีบพยายามจะงัดฝ่ามือของนารูโตะออกอย่างลุกลน
แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไง เขาก็งัดมันไม่ออกเลยสักนิด
เหงื่อเย็นๆ ของเขาไหลแตกพลั่กๆ ออกมาแล้วล่ะ
“ไอ้เด็กเปรตจากหมู่บ้านคุสะงาคุเระ! หยุดเดี๋ยวนี้นะเว้ย!”
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ โจนินจากซึนะงาคุเระที่ในตอนแรกยังทำท่าทางสนใจใคร่รู้ ก็ชักจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ซะแล้วสิ
เหตุผลที่ไอ้เด็กเปรตจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระคนนี้กล้าทำตัวเย่อหยิ่งจองหองขนาดนี้ อันที่จริงก็เป็นเพราะได้รับสัญญาณไฟเขียวจากเขานี่แหละ เขาปล่อยให้ไอ้เด็กเปรตนี่ไปทดสอบอีกฝ่ายดู
เขาไม่คาดคิดเลยว่าการทดสอบนี้มันจะผิดแผนไปซะได้
เขามาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ นารูโตะในชั่วพริบตา และคว้าแขนของนารูโตะเอาไว้ พยายามจะหยุดยั้งการกระทำของนารูโตะ
สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของนารูโตะพอดิบพอดี
โจนินจากซึนะงาคุเระแอบตกใจอยู่ลึกๆ เด็กเปรตที่อายุยังน้อยแค่นี้ กลับสามารถปลดปล่อยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออกมาได้ถึงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย?
นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปมากเลยล่ะ
“ช่างมันเถอะ ฮาคุ”
นารูโตะเอ่ยปากห้ามฮาคุที่กำลังประสานอินเตรียมพร้อมโจมตี ในขณะที่เขาแหงนหน้ามองโจนินจากซึนะงาคุเระ เขาก็ค่อยๆ ปล่อยมือออกด้วยเช่นกัน:
“การพูดจาพล่อยๆ โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง มันก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย ชั้นไม่กระชากลิ้นของมันออกมาก็บุญแค่ไหนแล้ว ก็เพราะว่าวันนี้ชั้นอารมณ์ดีหรอกนะ”
“อ๊ากกก....”
เกะนินจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด กุมข้อมือของตัวเองเอาไว้แน่น:
“มือชั้น... กระดูก กระดูกชั้นหักไปแล้ว!”
โจนินจากซึนะงาคุเระเหลือบมองมือที่ห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรงนั่น
เขามองไปที่นารูโตะที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จากนั้นก็มองไปที่คาเซะวะ เซริซาวะ ที่กำลังยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ นารูโตะ และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า:
“พวกแกอยากจะจุดชนวนสงครามระหว่างหมู่บ้านคุสะงาคุเระกับหมู่บ้านซึนะงาคุเระรึไงฮะ?”
“ใช่แล้ว!”
นารูโตะเป็นคนตอบคำถามนี้แทนคาเซะวะ เซริซาวะ เองเลย
ซึ่งนั่นก็ทำเอาโจนินจากซึนะงาคุเระถึงกับอึ้งไปเลยล่ะ
เพราะไอ้เด็กเปรตผมทองคนนี้ดูเหมือนจะรับมือด้วยยากเอาการเลยแฮะ
นารูโตะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย:
“ถ้าหมู่บ้านซึนะงาคุเระของพวกแกอยากจะประกาศสงครามล่ะก็ กลุ่มโจรสลัดหนวดขาวก็พร้อมที่จะจัดให้ทุกเมื่อเลยล่ะ”
โจนินจากซึนะงาคุเระ:
“!!!!”
กลุ่มโจรสลัดหนวดขาวงั้นรึ?!
“ติ๊งต่อง!”
“ติ๊งต่อง!”
เสียงกระดิ่งอันดังกังวานดังไปทั่วทั้งโรงเรียนนินจา
จากนั้นก็มีเสียงประกาศผ่านลำโพงดังกระจายไปทั่วทั้งโรงเรียนนินจา
...“การสอบจูนินครั้งแรกหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกนินจาครั้งที่ 3 กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! การสอบในรอบแรกคือ ‘การสอบข้อเขียนวัดความรู้ทางทฤษฎี’! ขอให้นินจาทั้ง 219 คน โปรดเข้าไปนั่งประจำที่ในห้องสอบของท่านภายในห้านาทีนี้ โดยจะมีห้องสอบทั้งหมดห้าห้อง ได้แก่ a, b, c, d, e ผู้ใดที่ยังไม่เข้าไปนั่งประจำที่ภายในห้านาที จะถือว่าสละสิทธิ์ในการสอบทันที!”
...“ขอทวนอีกครั้ง หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกนินจาครั้งที่ 3...”
เสียงประกาศนี้ทำให้ผู้คนมากมายเริ่มกระสับกระส่ายขึ้นมาแล้วล่ะ
เกะนินจากหมู่บ้านนินจาต่างๆ ทยอยกันเดินเข้าไปในอาคารเรียนอย่างต่อเนื่อง
นารูโตะเองก็ไม่ได้สนใจสายตาอาฆาตมาดร้ายจากกลุ่มคนของหมู่บ้านซึนะงาคุเระเลยสักนิด
นารูโตะ, ซาสึเกะ และฮาคุ ก็เดินตามกันเข้าไปในอาคารเรียนทีละคนๆ
“.....หมู่บ้านคุสะงาคุเระ, กลุ่มโจรสลัดหนวดขาวงั้นรึ?”
โจนินจากซึนะงาคุเระยังคงติดใจกับเรื่องนี้อยู่ เขามองตามแผ่นหลังของนารูโตะไปอย่างลึกซึ้ง:
“หมู่บ้านคุสะงาคุเระถูกอาชญากรที่มีค่าหัวอย่างหนวดขาวเจาะไข่แดงจนพรุนไปแล้วงั้นหรอ หรือว่า... พวกมันสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวกันแน่วะ?”
“ใช่แล้วล่ะ! ลวดลายบนกระบังหน้าผากนั่นไงล่ะ!”
รูม่านตาของเขาหดแคบลงเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่ง คาเซะวะ เซริซาวะ ตะโกนไล่หลังนารูโตะไปว่า:
“ท่านนารูโตะ, ท่านซาสึเกะ, ท่านฮาคุ โชคดีนะครับ!”
โจนินจากซึนะงาคุเระ:
“??”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย? ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ผู้นำของหมู่บ้านคุสะงาคุเระหรอกรึ?
เขาถึงกับยอมลดตัวมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ส่งเด็กเปรตสามคนมาสอบจูนินด้วยตัวเองเลยเนี่ยนะ
หรือว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ วะ?!
.....
.....
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน