- หน้าแรก
- นารูโตะ มาเป็นลูกของชั้นเถอะ
- บทที่ 161 ช็อกทั้งหมู่บ้าน! อุจิวะกำลังจะปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์งั้นหรอ?
บทที่ 161 ช็อกทั้งหมู่บ้าน! อุจิวะกำลังจะปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์งั้นหรอ?
บทที่ 161 ช็อกทั้งหมู่บ้าน! อุจิวะกำลังจะปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์งั้นหรอ?
บทที่ 161 ช็อกทั้งหมู่บ้าน! อุจิวะกำลังจะปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์งั้นหรอ?
“หนวดขาวไอ้สารเลวเอ๊ย! ไอ้โจรสลัดต่ำช้า!”
ดันโซที่แอบเผ่นหนีออกมาก่อนล่วงหน้า สบถด่ามาตลอดทาง:
“ชั้นยังไม่เห็นเนตรวงแหวนวงที่ชั้นอยากจะได้เลยสักวงเดียว! อย่าให้ชั้นหาโอกาสได้นะเว้ย ไม่งั้นชั้นจะฆ่าไอ้สารเลวนั่นให้ตายโหงไปเลย รวมทั้งลูกๆ ของมันด้วย”
อย่างไรก็ตาม ดันโซก็ไม่กล้าพูดคำขู่พวกนั้นออกมาดังๆ หรอกนะ
เขาถึงกับต้องกดเสียงให้ต่ำลงมากๆ ด้วยซ้ำ
มันแทบจะเหมือนกับการบ่นพึมพำกับตัวเองเลยล่ะ
แต่ในเวลานี้ จู่ๆ ดันโซก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสองคนกำลังเดินอยู่
รูม่านตาของดันโซหดแคบลงเล็กน้อย เพราะเขาจำได้อย่างแม่นยำเลยว่ามีสมาชิกหน่วยรากแค่คนเดียวเท่านั้นที่กำลังเข็นรถให้เขาอยู่
แล้วเสียงฝีเท้าอีกคู่มันคือเสียงของใครกันล่ะ?
“เดี๋ยวก่อน! หยุดรถ!”
ดันโซรีบหันขวับกลับไปทันที ตาข้างเดียวของเขาจ้องเขม็งไปที่สมาชิกหน่วยรากที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา:
“อุจิวะ อิทาจิ?”
“การได้มาเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของโคโนฮะนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะครับ ท่านดันโซ”
อิทาจิใช้มือข้างเดียวถอดหน้ากากหน่วยรากที่เขาเก็บได้ระหว่างทางออก
การปรากฏตัวของเขาทำให้นินจาหน่วยรากที่กำลังเข็นรถเข็นอยู่ถึงกับตกใจกลัว
เขารีบชักดาบออกมาและเตรียมพร้อมต่อสู้ทันที
แต่อุจิวะ อิทาจิ กลับเมินเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของอิทาจิจ้องมองไปที่ดันโซ และสายตาอันเฉียบคมของทั้งสองคนก็เข้าปะทะกันกลางอากาศ
“อิทาจิ! นี่แกแอบปิดบังชั้นแล้วไปร่วมมือกับคนอื่นงั้นรึ?”
สีหน้าของดันโซดูน่าเกลียดเอามากๆ:
“ในเมื่อแกมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็แปลว่าหนวดขาวไม่ได้กำลังต่อสู้กับแกสินะ”
“ก็ใช่น่ะสิครับ”
มาถึงจุดนี้แล้ว อิทาจิก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป:
“มันก็แค่ทำไปเพื่อให้แผนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้นก็เท่านั้นเอง”
“แต่สิ่งที่แกทำลงไปมันกำลังสร้างปัญหาใหญ่โตให้ชั้นนะโว้ย!”
ดันโซกัดฟันกรอด:
“กลุ่มนินจาหน่วยรากที่ชั้นส่งเข้าไปยังไม่ออกมาเลย! พวกมันน่าจะโดนลูกหลงจากการต่อสู้และอาจจะตายอยู่ข้างในนั้นไปแล้วก็ได้!”
อิทาจิพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย:
“เรื่องพวกนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลยนี่ครับ ผมจำได้ว่าข้อตกลงของพวกเราก็คือ คืนนี้ผมจะฆ่าคนของตระกูลอุจิวะทุกคนในเขตที่อยู่อาศัยของอุจิวะ ยกเว้นซาสึเกะ แค่นั้นไม่ใช่หรอครับ”
“อันที่จริง ผมก็ทำตามนั้นแล้วนะครับ เพราะว่า... ตอนนี้ในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะ ไม่มีคนตระกูลอุจิวะหน้าไหนรอดชีวิตอยู่เลยแม้แต่คนเดียว”
อิทาจิหยุดไปชั่วครู่และพูดต่อว่า:
“แล้วผมก็ขอเตือนอะไรคุณไว้สักเรื่องนึงด้วยนะครับ”
“เรื่องอะไร?”
คิ้วที่ขมวดมุ่นของดันโซไม่เคยคลายลงเลย
แม้ว่าการกวาดล้างตระกูลอุจิวะจะเป็นเรื่องดีงามสำหรับเขามากๆ ก็เถอะ
แต่เขากลับไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยนี่หว่า!
แล้วคิ้วของเขาจะคลายออกได้ยังไงกันล่ะ!
“เมื่อกี้นี้... ตอนที่ผมลงมือฆ่าคนไปได้เจ็ดสิบกว่าคน ผมก็พบว่าพวกเขาทั้งหมดหายตัวไปแล้วล่ะครับ”
อิทาจิพูดอย่างใจเย็น:
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าพวกเขาหายไปไหน เอาเป็นว่า ผมหาตัวพวกเขาในเขตที่อยู่อาศัยของอุจิวะไม่เจอเลยล่ะครับ”
“หา? แกหมายความว่ายังไง?!”
ดวงตาของดันโซเบิกกว้างขึ้น:
“นั่นหมายความว่ามีคนของตระกูลอุจิวะรอดชีวิตไปได้เจ็ดสิบกว่าคนงั้นหรอ? แล้วพวกมันก็หายตัวไปกันหมดเลยงั้นรึ?”
“ก็ใช่น่ะสิครับ”
อิทาจิตอบกลับ:
“ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพลเรือนนั่นแหละครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของอุจิวะ อิทาจิ ดันโซก็แทบจะขบกรามจนแหลกละเอียด แบบนี้มันก็เท่ากับว่าเขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้เนตรวงแหวนมาครอบครองเท่านั้น แต่เขายังไม่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามอย่างตระกูลอุจิวะให้สิ้นซากไปได้โดยสมบูรณ์อีกด้วยไม่ใช่รึไง?
ดันโซอุตส่าห์วางแผนมาตั้งนานสองนาน คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นฝ่ายชนะแท้ๆ?
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นว่า เขา ชิมูระ ดันโซ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้งั้นหรอ?
สภาพจิตใจของดันโซแทบจะพังทลายลงมาเลยทีเดียว!
เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีแดงฉานของอิทาจิ พยายามจะมองหาความจริงอะไรบางอย่างจากใบหน้าของอิทาจิ:
“อุจิวะ อิทาจิ! แกรับปากชั้นแล้วนี่นาว่าจะไม่มีใครรอดชีวิตอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของอุจิวะแม้แต่คนเดียว! แกผิดสัญญานะเว้ย! ไม่เชื่อลองดูสิ ชั้นจะส่งคนไปจับตัวน้องชายของแกมาเดี๋ยวนี้เลย!”
ดวงตาของอิทาจิหรี่ลงในพริบตา
“โคโนฮะมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายหรอกนะ ถ้าคุณสามารถหาตัวคนที่ซ่อนตัวอยู่พวกนั้นจนเจอ และส่งข้อมูลของพวกเขามาให้ผมล่ะก็ ผมจะตามไปฆ่าพวกเขาทิ้งให้หมดในภายหลังก็แล้วกัน”
“แต่ว่า...”
มือข้างหนึ่งของเขาวางลงบนด้ามดาบนินจาเรียบร้อยแล้ว:
“จำเอาไว้นะ อย่าให้ผมได้ยินคุณเอา ‘ซาสึเกะ’ มาขู่ผมอีก ผมรู้ความลับของคุณตั้งมากมาย ถ้าซาสึเกะเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ ผมจะเอาความลับทั้งหมดของโคโนฮะไปแฉให้หมู่บ้านศัตรูรู้ให้หมดเลยคอยดู”
เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาที่มีลวดลายลูกน้ำสองชั้นอันเป็นเอกลักษณ์กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ อุจิวะ ซาสึเกะ คือสิ่งที่อิทาจิเป็นห่วงมากที่สุดในเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เขาสามารถลงมือฆ่าคนในตระกูลอุจิวะได้ทุกคน
แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้น้องชายของตัวเองต้องได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด
“ในระหว่างที่เอาความลับไปแฉให้หมู่บ้านศัตรูรู้ ผมก็จะใช้ดวงตาทั้งสองข้างนี้คอยหาจังหวะลอบสังหารคุณอยู่ตลอดเวลาด้วย!”
อิทาจิพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง:
“คุณจะถือว่านี่เป็นคำเตือนก็ได้นะ เพราะมันก็คือคำเตือนจริงๆ นั่นแหละ เผลอๆ มันอาจจะเป็นคำขู่สำหรับคุณด้วยซ้ำ ชิมูระ ดันโซ!”
หลังจากพูดจบ ร่างของอิทาจิจู่ๆ ก็กลายสภาพเป็นฝูงอีกาบินว่อนกระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง
ทิ้งให้ดันโซและสมาชิกหน่วยรากคนนั้นยืนอยู่กันตามลำพัง
แกรก...
ที่วางแขนด้านขวาของรถเข็นถูกดันโซที่กำลังโกรธจัดบีบจนแหลกคามือโดยตรง
ไอ้หมากกระดานตัวจ้อย มันถึงกับกล้ามาขู่คนเดินหมากอย่างเขางั้นรึ!
“บ้าที่สุด! ไอ้สารเลวเอ๊ย!!”
“ไปสืบดูซิ!”
จากนั้น เขาก็หันไปพูดด้วยน้ำเสียงดุดันกับสมาชิกหน่วยรากที่อยู่ข้างหลัง:
“ไปสืบมาให้ชั้นทีว่าทำไมคืนนี้ถึงมีคนของตระกูลอุจิวะหายตัวไปตั้งเจ็ดสิบกว่าคน!”
“หลังจากที่รู้เบาะแสของพวกมันแล้ว ก็ไปบอกไอ้สารเลวอุจิวะ อิทาจิ ให้มันจำสัญญาที่ให้ไว้ในวันนี้ให้ดีๆ แล้วสั่งให้มันไปตามฆ่าพวกอุจิวะที่เหลืออยู่ให้หมด!”
“เมื่อถึงเวลานั้น ถ้ามันไม่ยอมลงมือล่ะก็ มันก็จะเป็นฝ่ายที่ผิดสัญญาก่อน ถ้างั้นก็อย่ามาโทษชั้นก็แล้วกันที่ต้องฆ่าน้องชายของมันน่ะ”
หลังจากพูดประโยคเหล่านี้จบ ดันโซก็หอบหายใจอย่างหนัก
นี่ไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายหรอกนะ แต่มันคือความเหนื่อยล้าทางจิตใจต่างหากล่ะ
ปอดของเขาแทบจะระเบิดอยู่แล้ว!
ทำไมทุกอย่างมันถึงได้ผิดแผนไปหมดเลยวะเนี่ย?
.....
กลางดึก
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ในที่สุดก็กลับถึงบ้าน เขาถอดชุดคลุมโฮคาเงะออก และถอนหายใจเฮือกใหญ่:
“เขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะทั้งเขตกลายเป็นหลุมหลบภัยไร้ก้นบึ้งไปซะแล้ว และก็ไม่มีคนตระกูลอุจิวะรอดชีวิตอยู่ข้างในนั้นเลยสักคน ยกเว้นชิซุยคนเดียว”
“ฮู่ว... แม้ว่าการก่อรัฐประหารจะถูกหยุดยั้งเอาไว้ได้จริงๆ ก็เถอะ แต่วิธีการนี้มันก็สุดโต่งเกินไปหน่อยมั้ย? อิทาจิ!”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น หันหลังกลับไปและมองไปที่คนคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ตรงมุมห้อง
นั่นก็คืออุจิวะ อิทาจิ ที่มาโผล่อยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้นั่นเอง
อิทาจิคุกเข่าข้างหนึ่ง ก้มหน้าลงและพูดว่า:
“โฮคาเงะครับ ผมเชื่อว่านี่คือวิธีเดียวที่จะสามารถจัดการกับปัญหานี้ให้จบสิ้นลงได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ”
“...ดันโซเป็นคนสั่งให้นายทำแบบนี้ใช่มั้ย?”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น เอ่ยถาม
“เป็นความคิดของพวกเราทั้งสองคนครับ”
อิทาจิตอบตามความจริง
“งั้นหรอ”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น หลับตาลง ครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที จากนั้นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น:
“อิทาจิ ชั้นเข้าใจถึงความพยายามอย่างหนักของนายนะ และชั้นก็รู้ดีด้วยว่าความจงรักภักดีที่นายมีต่อโคโนฮะนั้นมันมีมากกว่าใครๆ นายได้ช่วยชีวิตคนทั้งโคโนฮะเอาไว้เลยนะ ลำบากนายแย่เลย”
“ชั้นรู้สึกผิดต่อนายจริงๆ บางทีมันอาจจะมีวิธีที่ประนีประนอมกว่านี้ในการแก้ปัญหานี้ก็ได้ แต่ในท้ายที่สุด นายก็ถูกบีบบังคับให้ต้องใช้วิธีการที่สุดโต่งเอามากๆ แบบนี้จนได้”
“ส่วนอุจิวะ ซาสึเกะ น้องชายของนาย นินจาอนบุเจอตัวเขาอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นตอนที่พวกเขากำลังค้นหาผู้บาดเจ็บน่ะ เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลโคโนฮะแล้วล่ะ นายไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะ”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ทำใจยอมรับการกวาดล้างตระกูลอุจิวะได้เรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าวิธีการมันจะสุดโต่งเกินไปหน่อย สุดโต่งซะจนโฮคาเงะรุ่นที่ 3 อย่างเขาถึงกับอึ้งไปเลยตอนที่รู้เรื่องนี้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ก็คิดได้ว่าการกวาดล้างตระกูลอุจิวะมันก็เป็นเรื่องที่ดีงามสำหรับโคโนฮะมากๆ เลยนี่นา
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอิทาจิฆ่าแค่พวกอุจิวะหัวรุนแรงบางส่วนล่ะก็...
มันก็คงจะหยุดยั้งการก่อรัฐประหารในคืนนี้ได้จริงๆ นั่นแหละ
แต่พวกอุจิวะหัวรุนแรงเหล่านั้นก็ต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพวกอุจิวะที่รอดชีวิตอยู่แล้วไม่ใช่รึไง?
ถึงตอนนั้น มันก็จะกลายเป็นความเกลียดชังที่ทับถมกันไปเรื่อยๆ
พวกอุจิวะที่ไม่เต็มใจจะเข้าร่วมการก่อรัฐประหาร ก็อาจจะกลายเป็นพวกอุจิวะหัวรุนแรงไปเลยก็ได้เพราะความเกลียดชังนี้
และเมื่อถึงเวลานั้น มันก็จะต้องมีการก่อรัฐประหารระลอกใหม่ตามมาอีกแน่ๆ
นี่คือภาพเหตุการณ์ที่ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ไม่อยากเห็นเลยจริงๆ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าการที่อิทาจิลงมือฆ่าพวกอุจิวะทั้งหมด มันก็เป็นเรื่องที่ดีงามมากๆ แล้วล่ะ
อย่างน้อยๆ ก็สำหรับหมู่บ้านล่ะนะ
และสำหรับเขาซึ่งเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ 3 แล้ว มันก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
เพราะศัตรูทางการเมืองแทบจะไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว
ไม่มีใครสามารถมาคุกคามเขาได้อีกแล้ว
“โฮคาเงะครับ... ไม่ใช่ทุกคนที่ตายหรอกนะครับ”
อิทาจิเอ่ยขอโทษ:
“ผมประมาทเองครับ ผมปล่อยให้คนในตระกูลหายตัวไปตั้งเจ็ดสิบกว่าคน พวกเขาน่าจะถูกลอบอพยพออกไปก่อนที่จะมีการก่อรัฐประหารน่ะครับ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าใครเป็นคนพาพวกเขาไป และก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกเขาถูกอพยพไปไว้ที่ไหน”
จู่ๆ เรื่องราวก็พลิกผันซะงั้น ทำเอาเอวแก่ๆ ของซารุโทบิ ฮิรุเซ็น แทบเคล็ดเลยทีเดียว
“เจ็ดสิบกว่าคนงั้นหรอ?!”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น คิดว่าถ้าตระกูลอุจิวะมีคนรอดชีวิตอยู่แค่สองหรือสามคน มันก็ถือว่าปริ่มๆ ขีดจำกัดแล้วนะ อย่างมากสุดก็คงจะเหลือรอดอยู่แค่สี่หรือห้าคน ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ต้องมีพวกดวงดีรอดมาได้บ้างแหละน่า
แต่นี่มันก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรหรอก
ก็แค่พวกอุจิวะสี่ห้าคนเองนี่นา? ต่อให้มีพวกอุจิวะรอดชีวิตอยู่สักเจ็ดแปดคน มันก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฟื้นฟูตระกูลอุจิวะให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งโดยไม่ใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีน่ะ
นั่นมันก็เป็นเรื่องของอีกร้อยปีข้างหน้าแล้วล่ะ ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น เชื่อว่าสติปัญญาของคนรุ่นหลังจะต้องสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดายแน่นอน
แต่ว่า...
อุจิวะ อิทาจิ ที่อยู่ตรงหน้าเขากลับบอกเขาว่ามีคนตระกูลอุจิวะรอดชีวิตไปได้ตั้งเจ็ดสิบกว่าคนเนี่ยนะ?
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ถึงกับอึ้งไปเลย!
“โปรดวางใจได้เลยครับ โฮคาเงะ ตราบใดที่ดันโซสามารถหาข้อมูลที่แน่ชัดมาให้ผมได้ ผมก็จะตามไปกวาดล้างพวกเขาทิ้งให้หมดเลยครับ”
อิทาจิหยุดไปชั่วครู่และพูดต่อว่า:
“โฮคาเงะครับ คุณน่าจะรู้เรื่องของคนสองคนในองค์กรแสงอุษาจากปากของหนวดขาวแล้วใช่มั้ยครับ?”
สีหน้าของซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ดูมึนงงเล็กน้อย เขาเพิ่งจะทำใจยอมรับการกวาดล้างตระกูลอุจิวะไปได้หมาดๆ แล้วหมอนี่ก็ดันมาบอกเขาว่ามีพวกอุจิวะรอดชีวิตไปได้ตั้งเยอะแยะ
นี่กะจะปั่นหัวเขารึไงเนี่ย?
แต่ทันทีที่อิทาจิพูดถึงองค์กรแสงอุษา ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที:
“อิทาจิ นายรู้จักพวกมันงั้นหรอ? ไอ้คนที่อ้างตัวว่าเป็นอุจิวะ มาดาระน่ะ มันคืออุจิวะ มาดาระ ตัวจริงรึเปล่า?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
อิทาจิส่ายหัว:
“เหตุผลบอกผมว่าเขาไม่ใช่อุจิวะ มาดาระ หรอกครับ แต่ไอ้หมอนั่นมันแข็งแกร่งมากๆ แข็งแกร่งซะจนผมยังแอบหวั่นใจเลยล่ะครับ ผมก็เลยยึดถือคติที่ว่าเชื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหายน่ะครับ”
“โฮคาเงะครับ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปเข้าร่วมกับองค์กรแสงอุษาครับ!”
“หา?”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก:
“ทำไมล่ะ?”
“ผมอยากจะสืบให้รู้แน่ชัดเพื่อโคโนฮะครับ ว่าองค์กรแสงอุษามันคือตัวตนแบบไหนกันแน่? แล้วไอ้คนที่อ้างตัวว่าเป็นอุจิวะ มาดาระน่ะ ตัวตนที่แท้จริงของเขามันคืออุจิวะ มาดาระ จริงๆ รึเปล่า?”
อิทาจิอธิบายเล็กน้อยและพูดต่อว่า:
“ผมจะไปเข้าร่วมกับองค์กรแสงอุษาในฐานะนินจาถอนตัวของโคโนฮะ จากนั้น... ผมก็จะแอบส่งข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับองค์กรแสงอุษากลับมาให้หมู่บ้านโคโนฮะรับรู้เป็นการลับครับ”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ขมวดคิ้วและครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“ถ้างั้นก็ไปเถอะ!”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง:
“อิทาจิ! จำไว้นะ นายเป็นลูกหลานของโคโนฮะเสมอ ที่ใดมีใบไม้ร่วงหล่น ที่นั่นย่อมมีเปลวไฟลุกโชนไม่รู้จบ นายต้องระลึกถึงเจตจำนงแห่งไฟของโคโนฮะเอาไว้ในใจเสมอเลยนะ”
เขาถอนหายใจ:
“คืนนี้นายเหนื่อยมามากพอแล้ว และในอนาคตนายก็ยังจะต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไปอีก ชั้นภูมิใจในตัวนายนะ โคโนฮะเองก็ภูมิใจในตัวนายเหมือนกัน นายไม่ใช่นินจาถอนตัวหรอกนะ แต่นายคือฮีโร่ของโคโนฮะต่างหากล่ะ”
“รับทราบครับ! โฮคาเงะ!”
อิทาจิหายตัวไป และมีอีกาบินออกมาจากตัวเขาทีละตัวๆ
ร่างของเขาจางหายไปพร้อมกับการหายตัวไปของฝูงอีกา
“ร่างแยกอีกางั้นหรอ...”
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น หัวเราะและส่ายหัว:
“อิทาจิ ไอ้เด็กคนนี้ เริ่มจะไม่ค่อยไว้ใจชั้นแล้วสินะ? แต่มันก็เรื่องปกติแหละน่า คืนนี้เขาคงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมาหนักเกินไปหน่อย”
....
วันรุ่งขึ้น
รุ่งเช้า
การต่อสู้อันดุเดือดที่เกิดขึ้นในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะเมื่อคืนนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจของคนทั้งหมู่บ้านโคโนฮะโดยธรรมชาติ เพราะผลพวงของการต่อสู้ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งหมู่บ้านโคโนฮะเลยนี่นา บ้านเรือนหลายหลังในหมู่บ้านโคโนฮะตอนนี้ก็เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและกลายเป็นอาคารอันตรายไปซะแล้ว
แต่เนื่องจากอนบุของโคโนฮะได้ปิดล้อมเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะเอาไว้ ก็เลยมีคนไม่มากนักที่จะรู้ว่าเมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลายคนรู้แค่เพียงว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับตระกูลอุจิวะเท่านั้นเอง
และมันก็เป็นเรื่องที่ใหญ่โตเอามากๆ ซะด้วย
จนกระทั่งวันนี้...
ข่าวข่าวหนึ่งก็ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านโคโนฮะถึงกับช็อกไปตามๆ กัน ลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลอุจิวะ อุจิวะ อิทาจิ ได้ทรยศต่อโคโนฮะและไปเข้าร่วมกับองค์กรแสงอุษา เพื่อดำเนินการกวาดล้างตระกูลอุจิวะให้สิ้นซาก คนในตระกูลที่อาศัยอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะ ล้วนถูกสังหารหมู่จนหมดเกลี้ยง!
ตะลึง!
ไม่ใช่แค่พวกพลเรือนเท่านั้นนะที่ตะลึง
แม้แต่พวกนินจาเองก็ยังอึ้งไปเลย
“ตระกูลอุจิวะ... เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็คือเรื่องนี้เองหรอเนี่ย!”
ตอนนี้ เอบิสึ ซึ่งเป็นแค่โจนินระดับหัวกะทิในหมู่บ้านโคโนฮะ ถึงกับช็อกจนทำแว่นกันแดดหล่นจากจมูก:
“ตระกูลอุจิวะ... พวกเขา... พวกเขาถูกฆ่าล้างตระกูลเนี่ยนะ?”
เอบิสึรู้เรื่องความวุ่นวายเมื่อคืนนี้ดีอยู่แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายระดับนั้นล่ะก็ เขาก็เอาหัวโขกกำแพงตายไปซะดีกว่า และเขาก็คงไม่ได้มาเป็นโจนินในหมู่บ้านโคโนฮะหรอก
“ใช่แล้วล่ะ!”
คนที่อยู่ข้างๆ เขาคือครูของโรงเรียนนินจา มิซึกินั่นเอง:
“ชั้นได้ยินมาว่ามีคนตายเยอะมากๆ เลยล่ะ ศพพวกนั้นไม่ได้ถูกหามออกมาทีละศพสองศพหรอกนะ แต่ถูกขนออกมาเป็นรถลากเลยล่ะ รถลากแบบที่ใส่ศพได้ทีละห้าหกศพน่ะ”
น้ำเสียงของมิซึกิดูเยาะเย้ยถากถางเล็กน้อย เขาไม่ชอบหน้าพวกอัจฉริยะที่เอาแต่พึ่งพาขีดจำกัดสายเลือดของตัวเองเลยสักนิด
เขายิ่งไม่ชอบขี้หน้าไอ้พวกที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาพวกนั้นเข้าไปใหญ่
ในห้องเรียนของเขา มีเด็กเปรตจากตระกูลอุจิวะอยู่สองคน ซึ่งวันๆ ก็เอาแต่ทำตัวหยิ่งยโสโอหัง และไม่เคยมองเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
วันนี้เด็กเปรตสองคนนั้นก็ไม่ได้มาปรากฏตัวที่โรงเรียนนินจาด้วย
มิซึกิแทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะปรบมือรัวๆ และตะโกนร้องลั่นว่าตายซะได้ก็ดี!
ทางที่ดีก็น่าจะกวาดล้างพวกตระกูลฮิวงะ ตระกูลนารา ตระกูลยามานากะ ตระกูลอาคิมิจิ ตระกูลชิมูระ ไปด้วยเลย....
ส่งพวกตระกูลนินจาพวกนี้ลงนรกไปให้หมดเลยยิ่งดี!
“...ในห้องเรียนของผมก็มีเด็กอุจิวะอยู่คนนึงเหมือนกันครับ”
คนที่อยู่ข้างๆ มิซึกิก็คืออิรุกะ อิรุกะถอนหายใจเฮือกใหญ่:
“วันนี้เขาไม่ได้มาโรงเรียนนินจาครับ แต่ผมได้ยินมาว่าเขารอดชีวิตมาได้ และตอนนี้ก็กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโคโนฮะครับ”
“เดี๋ยวพอเขาฟื้นแล้ว ผมจะซื้อผลไม้ไปเยี่ยมเขาสักหน่อย”
อิรุกะรู้สึกเสียใจกับซาสึเกะจริงๆ:
“เมื่อเด็กคนนี้ฟื้นขึ้นมาจากอาการโคม่า เขาจะต้องพบว่าเหลือเขาแค่คนเดียวในครอบครัวแล้ว และฆาตกรที่ฆ่าล้างตระกูลของเขาก็คือพี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง...”
“ผมไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถทนรับความตระหนกตกใจครั้งนี้ได้รึเปล่า”
อิรุกะคิดว่าเส้นทางการเป็นครูของเขายังอีกยาวไกลนัก!
เมื่อซาสึเกะฟื้นขึ้นมา เขาจะต้องคอยชี้แนะสั่งสอนซาสึเกะให้ดีๆ
ซาสึเกะจะต้องไม่เดินหลงทางไปในทางที่ผิดเพราะการถูกฆ่าล้างตระกูลเด็ดขาด
ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาล่ะก็ แม้ว่ามันจะไม่เกี่ยวอะไรกับเขาในฐานะครูเลยก็เถอะ แต่อิรุกะก็คงจะต้องโทษตัวเองอยู่ดี
“วันนี้ทุกคนในหมู่บ้านเอาแต่คุยกันเรื่องนี้ทั้งนั้นเลยล่ะ”
ครูโรงเรียนนินจาอีกคนวิเคราะห์ให้ฟัง:
“แต่มันก็ไม่น่าจะเหลือรอดอยู่กี่คนหรอกนะ ตระกูลอุจิวะล่มสลายไปโดยสมบูรณ์แล้วล่ะ พวกเขากำลังจะถูกถอดชื่อออกจาก ‘ตระกูลนินจา’ แล้วล่ะ”
“ตระกูลอุจิวะล่มสลายไปอย่างสมบูรณ์แบบ ปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วล่ะ!”
ครูโรงเรียนนินจาหลายคนต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
โลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปหน่อยมั้ยเนี่ย!
ใครจะไปคิดล่ะว่าตระกูลอุจิวะอันทรงเกียรติจะต้องมาปิดฉากลงจากกระแสประวัติศาสตร์ด้วยวิธีแบบนี้?
ไอ้หมอนั่นที่ชื่ออุจิวะ อิทาจิ...
ปกติมันไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้นี่นา!
ช่างเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวอะไรขนาดนี้!
....
ในขณะเดียวกัน
โรงพยาบาลโคโนฮะ
“คาคาชิ! คาคาชิ โธ่ คาคาชิเอ๊ย!”
เสียงร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่งดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล:
“คาคาชิ! นายไปโดนคนอื่นอัดจนน่วมแบบนี้ได้ยังไงกันเนี่ย! ถ้านายยังไม่ฟื้นล่ะก็ ชั้นจะไปแก้แค้นให้นายเอง! โธ่... คาคาชิ โธ่! คาคาชิเอ๊ย!!!”
“ไก ถ้านายยังส่งเสียงดังโวยวายอยู่อีกนะ ชั้นเดาว่าอีกครึ่งนาที พยาบาลในโรงพยาบาลโคโนฮะจะต้องมาไล่นายออกไปแน่ๆ เลยว่ะ”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น มันคือโฮชิงาคิ คิซาเมะ นั่นเอง
คิซาเมะรู้ดีว่าเมื่อคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว พ่อและชิซุยที่กลับมาก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้ครอบครัวของพวกเขาฟังหมดแล้วนี่นา
คิซาเมะคิดว่าคาคาชิก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะ แถมความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ธรรมดาซะด้วยสิ ก็เลยเหมาะมากๆ ที่จะดึงตัวมาร่วมกลุ่มโจรสลัดด้วย
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า คาคาชิจะพ่ายแพ้ให้กับอิทาจิซะงั้น
ดังนั้น เขาก็เลยอยากจะมาเยี่ยมดูอาการสักหน่อย
นึกไม่ถึงเลยว่าจะดันมาบังเอิญเจอไกเข้าให้
ถึงตอนนั้นคิซาเมะถึงได้รู้ว่าไมโตะ ไก กับคาคาชิสนิทกันมากๆ และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
คำเตือนของคิซาเมะในเวลานี้ทำให้ไกต้องรีบหยุดส่งเสียงดังโวยวายทันที
แม้ว่าทั่วทั้งตัวคาคาชิจะถูกพันด้วยผ้าพันแผลก็เถอะ แต่คิซาเมะก็พอมองออกว่าคาคาชิไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อเพราะอาการบาดเจ็บทางร่างกายแบบนั้นหรอก
คิซาเมะอุทานออกมาว่า:
“เป็นวิชาภาพลวงตาที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ มันน่าจะสยบคาคาชิได้ในทีเดียวเลยสินะเนี่ย”
“...ชั้นก็ยังอุตส่าห์ฝืนทนยืนหยัดอยู่ได้ตั้งหลายวินาทีนะเว้ย”
คาคาชิที่นอนซมอยู่บนเตียง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
คาคาชิเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเมื่อเช้านี้นี่เอง
แต่ต่อให้เขาจะฟื้นแล้ว เขาก็ยังลุกขึ้นนั่งไม่ได้อยู่ดี จิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก และร่างกายของเขาก็ว่างเปล่าไร้เรี่ยวแรงไปหมด
เขาไม่สามารถแม้แต่จะลืมตาขึ้นมาได้เต็มตาสองข้างด้วยซ้ำ
เขาทำได้แค่ปรือตาขึ้นมานิดเดียวเท่านั้นเอง
“.....ไกมาเยี่ยมชั้นมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วล่ะ แต่ชั้นไม่คิดเลยนะว่านายจะมาเยี่ยมชั้นด้วยน่ะ”
คาคาชิอยากจะหันหน้าไปมองคิซาเมะ แต่หัวของเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะหันไปได้เลย
“ฮะ!”
คิซาเมะฉีกยิ้มกว้าง:
“พ่อน่ะ ‘ถูกใจ’ นายมากๆ เลยนะ ฮาตาเกะ คาคาชิ! ชั้นมีลางสังหรณ์ว่านายจะได้กลายมาเป็นคนในครอบครัวของชั้นว่ะ”
“ในสถานการณ์แบบนี้ การวิ่งมาเยี่ยมนายมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึไงกัน?”
เอาเป็นว่า คิซาเมะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ
“...”
คาคาชิไม่รู้จะพูดอะไรดี
เขานอนซมอยู่ที่นี่ เมื่อเทียบกับพวกเจ้าชายนิทราแล้ว เขาก็แค่มีสติรับรู้มากกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง
นี่ขนาดยังอยู่ในสภาพแบบนี้ พวกนายก็ยังอยากจะดึงตัวชั้นไปร่วมแก๊งด้วยอีกรึไงเนี่ย?
“เด็กผู้หญิงที่ชื่ออุจิวะ อิซึมิ คนนั้น...”
ดูเหมือนคาคาชิจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาเอ่ยถามขึ้นว่า:
“เธอรอดชีวิตมารึเปล่า? หรือว่าเธอตายด้วยน้ำมือของอิทาจิไปแล้วล่ะ?”
“เธอรอดชีวิตมาได้นะ”
ไกพูดขึ้น:
“แล้วก็ยังมีเด็กที่ชื่ออุจิวะ ซาสึเกะ รอดชีวิตมาได้อีกคนด้วย ตอนนี้พวกเขากำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโคโนฮะนี่แหละ และพวกเขาก็พักอยู่ห้องข้างๆ นายด้วยนะ”
“ฮู่ว... รอดมาได้ตั้งสองคนเลยหรอเนี่ย? อิทาจิ หมอนั่นมันบ้าไปแล้วจริงๆ”
คาคาชิยิ้มอย่างขมขื่น
โชคดีนะที่เขาช่วยชีวิตคนเอาไว้ได้คนนึง ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องโดนวิชาอ่านจันทราของเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาเล่นงานฟรีๆ แล้วล่ะ ขาดทุนย่อยยับเลยทีเดียว
....
ห้องพักผู้ป่วยข้างๆ
ปัง!
ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักเปิดออกอย่างหยาบคาย นารูโตะที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ก็โดดเรียนอีกแล้วในวันนี้
และรีบรุดมาที่โรงพยาบาลโคโนฮะทันที
“ซาสึเกะ! นายเป็นอะไรมั้ย?!”
นารูโตะที่พรวดพราดเข้ามา ประโยคแรกที่เขาถามก็คือสถานการณ์ของซาสึเกะ จากนั้นเขาก็เห็นว่าซาสึเกะฟื้นขึ้นมาแล้ว และกำลังนั่งพิงหมอนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง
แต่สภาพของซาสึเกะนั้นดูแย่เอามากๆ
ใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องนั่นเต็มไปด้วยความเหม่อลอยและว่างเปล่าสุดๆ
....
....
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน