- หน้าแรก
- นารูโตะ มาเป็นลูกของชั้นเถอะ
- บทที่ 151 ช่วยเหลือผู้คน! ทำไมแกถึงต้องบีบบังคับให้ชั้นฆ่าแกด้วยนะ เนจิ!
บทที่ 151 ช่วยเหลือผู้คน! ทำไมแกถึงต้องบีบบังคับให้ชั้นฆ่าแกด้วยนะ เนจิ!
บทที่ 151 ช่วยเหลือผู้คน! ทำไมแกถึงต้องบีบบังคับให้ชั้นฆ่าแกด้วยนะ เนจิ!
บทที่ 151 ช่วยเหลือผู้คน! ทำไมแกถึงต้องบีบบังคับให้ชั้นฆ่าแกด้วยนะ เนจิ!
“ชิซุย แกทราบบ้างมั้ยว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?”
แม้สีหน้าของฟุงาคุจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่น้ำเสียงของเขากลับแข็งกร้าวขึ้น:
“ในฐานะที่เป็นคนของตระกูลอุจิวะ ทุกสิ่งที่ชั้นทำอยู่ในตอนนี้ ล้วนผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและการหารือกันภายในตระกูลมาแล้วทั้งนั้น”
“ตระกูลอุจิวะทนให้ถูกบีบคั้นมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เขตที่อยู่อาศัยของตระกูลก็ถูกบีบให้ย้ายมาอยู่ตรงชายขอบของโคโนฮะแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตพวกเราคงถูกไล่ตะเพิดไปอยู่ชานเมืองโคโนฮะแน่ๆ!”
“การที่แกประสานอินเตรียมพร้อมปะทะแบบนี้ แกอยากจะสู้กับชั้นงั้นรึ... ชิซุย แกอยากจะใช้กำลังบีบบังคับพาคนในตระกูลบางส่วนไปงั้นหรอ?”
“แกรู้ตัวมั้ยว่าการกระทำของแก มันคือการทรยศต่ออุจิวะน่ะ?”
ทุกครั้งที่ฟุงาคุพูดจบประโยค
เขาก็จะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“แกจะบอกว่าในฐานะผู้นำตระกูล ชั้นไม่มีความคิดเป็นของตัวเองก็ได้ และแกจะบอกว่าในฐานะผู้นำตระกูล ชั้นมีบารมีไม่มากพอในตระกูลอุจิวะก็ได้เหมือนกัน”
“แต่ว่า... ชั้นจะไม่มีวันทำอะไรที่ทำให้ตระกูลอุจิวะต้องเสื่อมเสียเกียรติอย่างเด็ดขาด”
“ชั้นทำไปโดยไม่ละอายแก่ใจ!”
ชิซุยไม่คาดคิดเลยว่าผู้ใหญ่อายุสามสิบกว่าๆ จะใสซื่อได้ขนาดนี้ อีกฝ่ายคิดจริงๆ หรอว่าการก่อรัฐประหารมันทำได้ง่ายดายปานนั้น?
ต่อให้พวกเขาสามารถยึดอำนาจการปกครองหมู่บ้านโคโนฮะมาได้ในรวดเดียวก็เถอะ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนจะยอมสนับสนุนพวกเขางั้นหรอ?
ตระกูลอุจิวะจะสามารถซื้อใจคนในโคโนฮะได้งั้นรึ?
ไม่มีทางเด็ดขาด!
ชิซุยรู้ดีว่า... ทันทีที่ตระกูลอุจิวะยึดอำนาจได้สำเร็จ มันก็จะต้องมีอุจิวะเบอร์สอง เบอร์สาม เบอร์สี่ ตามมาเป็นพรวน... ทันทีที่เริ่มเปิดฉากแบบนี้ มันก็จะเป็นการก่อกบฏที่ไม่มีวันสิ้นสุด
และถ้าหากการยึดอำนาจล้มเหลว เกรงว่าคนทั้งตระกูลอุจิวะคงต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในครั้งนี้แน่ๆ
ในช่วงเวลาที่อยู่กับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว
ความคิดของชิซุยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ความคิดของเขาไม่ได้บิดเบี้ยวอีกต่อไปแล้ว
ความคิดของเขากลายเป็นเส้นตรงมากขึ้น
ชิซุยคลายอินเตรียมพร้อมปะทะลง เขาพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์:
“บางทีทุกคนอาจจะสงสัยมากๆ ใช่มั้ยว่า ช่วงนี้ชั้นหายไปไหนมา? ชั้นไปเข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวมาน่ะ”
จู่ๆ เขาก็โพล่งประโยคนี้ออกมา ทำเอาทั้งฟุงาคุและมิโคโตะถึงกับเบิกตากว้าง
“แก ไปเข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวงั้นหรอ?”
ข่าวนี้มันน่าตกใจยิ่งกว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของชิซุยซะอีก
อย่างน้อยที่สุด ฟุงาคุก็ช็อกไปเลยทีเดียว
“คุณฟุงาคุ... ผมไม่ได้กำลังคุยกับคุณในฐานะอุจิวะ ชิซุย แต่ผมกำลังคุยกับคุณในฐานะสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวต่างหาก”
ชิซุยไม่อบรมสั่งสอนอะไรอีกต่อไปแล้ว น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และมันก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจต้านทานได้:
“ผมหวังว่าคุณฟุงาคุจะช่วยไว้หน้ากลุ่มโจรสลัดหนวดขาวสักหน่อย และช่วยไว้หน้าพ่อเอ็ดเวิร์ด นิวเกต ของผมด้วยนะครับ”
“ผมอยากจะพาคนแก่ คนอ่อนแอ ผู้หญิง และเด็ก บางส่วนไปจากที่นี่ ใครที่เต็มใจจะไปกับผม ผมก็จะพาพวกเขาไป ส่วนใครที่ไม่เต็มใจจะไป ก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นี่แหละครับ”
เขาเงยหน้าขึ้นและ “มอง” ไปที่อุจิวะ ฟุงาคุ
แม้ว่าชิซุยจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เขาก็สัมผัสได้ว่า “ดวงตา” ของทั้งสองฝ่ายกำลังจ้องมองซึ่งกันและกันอยู่
ชิซุยยังสัมผัสได้อย่างเลือนลางด้วยซ้ำว่า หลังจากที่เขาเปิดเผยตัวตนออกมา ผู้นำตระกูลอุจิวะก็ดูจะสูญเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย
ชิซุยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาสัมผัสถึงมันได้ยังไง
เอาเป็นว่า นี่มันเป็นลางสังหรณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ
“นี่ไม่ใช่คำขอร้องหรอกนะครับ”
“แต่นี่คือคำสั่ง!”
ชิซุยที่ทิ้งท้ายประโยคเหล่านี้เอาไว้ หันหลังเดินจากไปโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
เขาจะไม่ยอมเปลืองน้ำลายพูดอะไรให้มากความกับผู้นำตระกูลที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมอีกต่อไปแล้ว
อุดมการณ์ต่างกัน ก็ร่วมทางกันไม่ได้หรอก
“เอ๋...?”
“เอ๋?”
อุจิวะ อิซึมิ มองซ้ายมองขวา ด้านหนึ่งคือผู้นำตระกูลอุจิวะ ส่วนอีกด้านคือพี่ชิซุย
คนหนึ่งสนับสนุนให้ต่อต้านโคโนฮะและก่อรัฐประหาร
อีกคนสนับสนุนให้ปกป้องคนในตระกูลเอาไว้ก่อน
ในมุมมองของเหตุผล ในฐานะเกะนินของตระกูลอุจิวะ อุจิวะ อิซึมิ ก็ต้องยืนอยู่ข้างตระกูลอยู่แล้ว
แต่อุจิวะ อิซึมิ ไม่สามารถสลัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีออกไปได้เลย
เพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งที่พี่ชิซุยพูดน่ะมันถูกต้องที่สุดแล้ว
ความปลอดภัยของคนในครอบครัวต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ!
แต่การกระทำของผู้นำตระกูลฟุงาคุ กลับทำให้ผู้คนทั้งตระกูลอุจิวะต้องตกอยู่ในอันตราย
รวมไปถึง แม่ของเธอเองด้วย!
ถ้ามีความมั่นใจเต็มร้อย มันก็ไม่เป็นไรหรอก
แต่เห็นได้ชัดเลยว่า... จากน้ำเสียงและปฏิกิริยาของผู้นำตระกูลคนนี้ ก็พอดูออกแล้วล่ะว่า
ฟุงาคุไม่มีความมั่นใจแบบนั้นเลยสักนิด
ความขัดแย้งในใจของอุจิวะ อิซึมิ กินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
เธอกัดริมฝีปากและเดินตามชิซุยไปทันที
อันที่จริงอุจิวะ อิซึมิ ก็เข้าใจดีว่า ทั้งชิซุยและฟุงาคุ ผู้นำตระกูล ต่างก็ไม่ได้ทรยศต่อตระกูลอุจิวะเลย
เพียงแต่ว่าพวกเขายืนอยู่คนละมุมมองกันเท่านั้น
พวกเขามีความคิดที่แตกต่างกัน
และสิ่งที่พวกเขาสนใจก็แตกต่างกันด้วย
...
ฟุงาคุไม่ได้เข้าไปขัดขวางพวกเขา
“กลุ่มโจรสลัดหนวดขาวงั้นหรอ...”
มองดูแผ่นหลังของชิซุยและอุจิวะ อิซึมิ สีหน้าของฟุงาคุดูซับซ้อนเอามากๆ:
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ชิซุย... แกไปยอมรับหนวดขาวเป็นพ่อของแกงั้นหรอ! สรุปว่าตลอดหลายเดือนที่แกหายตัวไป แกไปอยู่กับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวมาสินะ?”
ฟุงาคุรู้ดีว่าถ้าชิซุยใช้กำลังบีบบังคับพาคนอ่อนแอในตระกูลบางส่วนไปล่ะก็
มันจะต้องส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการก่อรัฐประหารของตระกูลอุจิวะอย่างแน่นอน
แต่เมื่อชิซุยยกชื่อกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวขึ้นมาอ้าง ฟุงาคุก็ถึงกับลังเล
เพราะคำพูดที่ชิซุยพูดออกมานั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของแค่อุจิวะ ชิซุย เท่านั้น แต่มันยังเป็นตัวแทนของกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวอีกด้วย!
ฟุงาคุมั่นใจว่าเขาสามารถต่อกรกับชิซุยที่สูญเสียดวงตาไปด้วยเหตุผลบางอย่างได้
แต่เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถต่อกรกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวได้
“มิโคโตะ เธอคิดว่าทุกสิ่งที่ชั้นทำไป มันก็เพื่อตระกูลทั้งนั้นเลยใช่มั้ย?”
จู่ๆ ฟุงาคุก็เอ่ยถามมิโคโตะ
“แน่นอนสิคะ”
มิโคโตะเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนออกมา
“อันที่จริง... เธอเองก็ไม่ได้สนับสนุนชั้นเลยใช่มั้ยล่ะ?”
ฟุงาคุหันไปมองอุจิวะ มิโคโตะ:
“เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมตระกูล เธอมักจะเงียบอยู่เสมอ ซึ่งมันช่างตรงกันข้ามกับคนอื่นๆ ในตระกูลที่มักจะแสดงความกระตือรือร้นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ”
“ฟุงาคุ...”
มิโคโตะเงียบไปไม่กี่วินาที เธอเพียงแค่พูดประโยคนี้ออกมาว่า:
“คุณเองก็ถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือกเหมือนกัน ชั้นจะคอยยืนอยู่ข้างหลังคุณเสมอ คุณอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ อย่าได้มานั่งเสียใจภายหลังก็พอ”
“แล้วถ้าเกิด... สิ่งที่ชิซุยพูดมันถูกต้องล่ะ?”
ฟุงาคุครุ่นคิด:
“อันที่จริง ลึกๆ ในใจของเธอ เธอสนับสนุนมุมมองของชิซุยมากกว่าใช่มั้ยล่ะ? ท้ายที่สุดแล้ว ชิซุยก็เป็นพวกใฝ่สันตินี่นา”
“สันติภาพหรอคะ มีผู้คนมากมายที่โหยหามัน ซึ่งชั้นเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ทว่า... มันก็เป็นสิ่งที่หรูหราเกินเอื้อมเหมือนกันนะคะ”
มิโคโตะชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบงันอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลย
...
“พี่ชิซุย พวกเราจะทำยังไงกันดีคะ?”
อุจิวะ อิซึมิ รีบวิ่งตามชิซุยมา เธอไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงต่อไปดี
ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็เป็นแค่เกะนินของตระกูลอุจิวะเท่านั้นเอง
“ไปรับแม่ของเธอซะ”
ชิซุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า:
“ชั้นกับเธอจะช่วยกัน ไปเกลี้ยกล่อมคนในตระกูลบางส่วนดู ตราบใดที่พวกเขาเต็มใจจะออกจากตระกูลอุจิวะและไปเข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวพร้อมกับชั้น ก็ให้พวกเขาตามชั้นมาเลย”
ชิซุยรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
และก็รู้สึกอ่อนล้าเอามากๆ ด้วย
เดิมทีเขาอุตส่าห์ฝากฝังเรื่องสันติภาพระหว่างตระกูลอุจิวะกับโคโนฮะไว้กับอิทาจิแล้วเชียว แต่อิทาจิกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานซะงั้น
ในท้ายที่สุด เขาก็ยังคงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ชิซุยก็ยังคงแอบมีความหวังในตัวอิทาจิอยู่ลึกๆ
ท้ายที่สุดแล้ว การก่อรัฐประหารก็ยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการนี่นา
บางทีในวินาทีสุดท้าย อิทาจิอาจจะปรากฏตัวขึ้นมาทันเวลาเพื่อพลิกสถานการณ์ก็ได้ใช่มั้ยล่ะ?
บางทีอิทาจิอาจจะยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้ลงได้อย่างสมบูรณ์แบบก็ได้ใช่มั้ย?
ความเป็นไปได้มันก็ยังมีอยู่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
“พี่ชิซุย แล้วคนที่ไม่ยอมไปล่ะคะ?”
อุจิวะ อิซึมิ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา:
“พวกเขาไม่น่าจะได้รับผลกระทบหรอก ใช่มั้ยคะ?”
“...นั่นก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเองแหละนะ”
ความเงียบของชิซุยคงอยู่ไม่ถึงสองวินาที:
“ในเมื่อชั้นสูญเสียเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาทั้งสองข้างไปแล้ว ขีดจำกัดของสิ่งที่ชั้นทำได้ก็มีแค่นี้แหละ”
คำพูดดีๆ มันก็ยากที่จะเกลี้ยกล่อมคนที่พร้อมจะตายได้
ถ้ามีคนที่เต็มใจจะไปเสี่ยงตายกับพวกหัวรุนแรง และถึงขั้นเข้าร่วมในการก่อรัฐประหารครั้งนี้ ชิซุยก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก
ส่วนคนนอกตระกูลอุจิวะที่อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วยนั้น...
ชิซุยก็จนปัญญาเหมือนกัน
เขาไร้ซึ่งพลังใดๆ แล้วจริงๆ
...
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ชิซุยคาดไม่ถึงก็คือ แนวคิดหัวรุนแรงเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลต่อคนในตระกูลมากมายไปซะแล้ว
แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในตระกูลอุจิวะจะไม่ใช่พวกหัวรุนแรง แต่พวกเขาก็ถูกล้างสมองด้วยแนวคิดหัวรุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้
และเขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ความเย่อหยิ่งจองหองแต่กำเนิดของตระกูลอุจิวะนั้น มันฝังรากลึกอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณคนในตระกูลอุจิวะทุกคน
คนในตระกูลส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า ถ้าตระกูลอุจิวะก่อรัฐประหารล่ะก็ ผู้ชนะก็จะต้องเป็นตระกูลอุจิวะของพวกเขาอย่างแน่นอน
พวกเขายังเชื่อด้วยว่า พวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างแน่นอน
พวกนินจาโคโนฮะไม่มีทางบุกเข้ามาเข่นฆ่าถึงในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะได้หรอก
พวกเขาเชื่อว่านินจาของตระกูลจะขับไล่ศัตรูจากภายนอกออกไปได้จนหมด
ชิซุยตกอยู่ในความเงียบงัน
“พอเถอะ... พี่ชิซุย”
เสียงของอุจิวะ อิซึมิ ดูแหบแห้งเล็กน้อย เพราะเธอตระเวนเดินสายเกลี้ยกล่อมผู้คนไปทั่วมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ใบหน้าของเธอฉายแววความขมขื่นและความสับสน:
“พวกเราไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลหมดแล้วนะคะ”
“ปัญหาคือ...”
อุจิวะ อิซึมิ หันกลับไปมอง และมีคนในตระกูลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มายืนอยู่ข้างหลังพวกเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแม่ของเธอเอง
“พี่ชิซุย คนในครอบครัวของหลายๆ คนต่างก็เป็นสมาชิกหน่วยรักษาความปลอดภัยกันทั้งนั้น และสมาชิกหน่วยรักษาความปลอดภัยก็เป็นพวกนินจาอุจิวะหัวรุนแรงซะด้วย”
อุจิวะ อิซึมิ พูดด้วยความขมขื่น:
“ชั้นเกลี้ยกล่อมมาได้แค่ห้าคนเองนะคะ!”
แถมตอนที่เธอไปเกลี้ยกล่อมคนในตระกูลบางคน
เธอก็ยังโดนด่าว่าเป็นคนทรยศต่อตระกูลอุจิวะอีกต่างหาก แถมพวกเขายังขู่ด้วยว่าจะไปแจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัยให้มาจับกุมตัวเธออีกด้วย
อุจิวะ อิซึมิ ถึงกับอึ้งไปเลย!
ด้านหลังของอิซึมิ นอกจากแม่ของเธอแล้ว ในบรรดาคนที่เหลืออีกสี่คน ก็มีเด็กอายุต่ำกว่าเจ็ดขวบสองคนที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนในโรงเรียนนินจาด้วยซ้ำ
เด็กตัวเล็กๆ สองคนนั้นก็คือเพื่อนบ้านของอิซึมิ และเป็นลูกสมุนตัวน้อยของอิซึมินั่นเอง
อุจิวะ อิซึมิ แอบลักพาตัวเด็กน้อยสองคนนี้มาโดยปิดบังพ่อแม่ของพวกเขาด้วยซ้ำ
ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอ และอีกคนก็คือแม่ของเพื่อนสนิทเธอนั่นเอง
มีคนแค่นี้แหละ
และคนที่อยู่ฝั่งเธอก็ล้วนเป็นพลเรือนของตระกูลอุจิวะทั้งนั้น
ไม่มีใครเป็นนินจาเลยสักคน
“...ของชั้นเกลี้ยกล่อมมาได้เจ็ดคนแฮะ”
ชิซุยถอนหายใจ
เขาคลำทางฝ่าความมืดไปเคาะประตูบ้านหลังแล้วหลังเล่า และหลังจากที่พยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เขาก็เกลี้ยกล่อมมาได้แค่เจ็ดคนเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับชิซุย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตายในสงครามโลกนินจาครั้งใหญ่ไปหมดแล้ว เขาก็เลยทำได้แค่เกลี้ยกล่อมคนที่เขาไม่ค่อยจะสนิทด้วยสักเท่าไหร่เท่านั้นเอง
ผลลัพธ์ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว
“ชื่อเสียงเรียงนามของ ‘ชิซุย ชั่วพริบตา’ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยในตอนนี้ ชิซุยพบว่าวาทศิลป์ของเขามันแย่กว่าของนารูโตะตั้งเยอะ
ถ้าเขาพานารูโตะมาด้วย
บางทีเขาอาจจะเกลี้ยกล่อมคนมาได้มากกว่านี้ก็ได้นะ?
“....อิซึมิ!”
ชิซุยมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยู่ในใจ:
“ชั้นเพิ่งค้นพบว่าชั้นคิดผิด พวกเราไม่จำเป็นต้องทำตัวสุภาพขนาดนั้นหรอก”
“หืม?”
อิซึมิรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ก่อนจะได้ยินคำพูดอันน่าตกตะลึงของชิซุย:
“พวกเราจะแยกย้ายกันไปลงมือต่อ โดยเน้นไปที่เด็กอายุต่ำกว่าเจ็ดขวบเป็นหลัก รวมถึงพวกเด็กทารกด้วย! คราวนี้พวกเราจะไม่เกลี้ยกล่อมแล้ว แต่จะจับมัดมาให้หมดเลย!”
อุจิวะ อิซึมิ:
“!!!”
จะ จะจับมัดหรอ?
เมื่อกี้พวกเขาก็เพิ่งจะไปเกลี้ยกล่อมคนอื่นมาหมาดๆ แล้วก็ถูกขู่ว่าจะไปแจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัยมาแล้วด้วย ถ้าพวกเขาไปจับคนมาดื้อๆ เลย... พวกเขาจะไม่ถูกมองว่าเป็นคนทรยศต่อตระกูลอุจิวะจริงๆ แล้วก็โดนหน่วยรักษาความปลอดภัยของอุจิวะตามล่าเอาหรอกหรอ?
อุจิวะ อิซึมิ ยังอยากจะพูดอะไรบางอย่างอีก
แต่ก็พบว่าชิซุยได้ลงมือปฏิบัติการไปซะแล้ว
“อิซึมิ พวกเรา...”
แม่ของอิซึมิ “อุจิวะ ฮาซึกิ” เอ่ยถาม:
“พวกเรากำลังจะออกจากตระกูลอุจิวะจริงๆ หรอจ๊ะ?”
“แม่คะ พวกเราต้องเชื่อใจพี่ชิซุยนะคะ!”
อุจิวะ อิซึมิ สูดลมหายใจเข้าลึก:
“อิทาจิคุงเคยบอกชั้นว่า พี่ชิซุยคือคนที่เขาชื่นชมมากที่สุด การตัดสินใจของเขาไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุด พวกเราก็อยู่ที่นี่ในคืนนี้ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ”
“แม่คะ แม่พาพวกเขาออกไปจากเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะก่อนเถอะค่ะ พี่ชิซุยเจรจากับทางตระกูลเรียบร้อยแล้ว และผู้นำตระกูลก็น่าจะยกเลิกคำสั่งปิดล้อมเขตที่อยู่อาศัยแล้วล่ะค่ะ”
มองดูแผ่นหลังของแม่และคนอื่นๆ ที่กำลังเดินจากไป
อุจิวะ อิซึมิ รู้สึกราวกับว่ามีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ถูกกดทับลงมาบนบ่าของเธออย่างกะทันหัน
ทำเอาเธอประหม่าจนแทบจะหายใจไม่ออก
ความกดดันแบบนั้นมันหนักอึ้งราวกับหินก้อนยักษ์หนักเป็นตันๆ เลยทีเดียว
“ฮู่ว!”
อุจิวะ อิซึมิ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และแววตาของเธอก็ค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น:
“อพยพเด็กๆ ของตระกูลอุจิวะไปให้หมด!”
ดังนั้น...
อุจิวะ ชิซุย
อุจิวะ อิซึมิ
ชายตาบอดหนึ่งคน + เกะนินอีกหนึ่งคน อาศัยช่วงเวลาที่พวกนินจาในเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมการประชุมตระกูล พวกเขาก็ยื่นมือเข้าไปหาเด็กๆ ในตระกูลอุจิวะที่มีอายุไม่เกินเจ็ดขวบทันที
อุจิวะ อิซึมิ รู้ตัวดีว่าเธอกำลังทำตัวเหมือนพวกแก๊งลักพาตัวเด็กที่ชั่วร้ายสุดๆ แต่เพื่อเป็นการกอบกู้อนาคตของตระกูลอุจิวะเอาไว้...
อุจิวะ อิซึมิ ก็ทำได้เพียงแค่ยอมสละโอกาสที่จะได้เข้าร่วมการประชุมตระกูลเท่านั้น
ลุยกันเลย!
...
อีกด้านหนึ่ง
เขตที่อยู่อาศัยของตระกูลฮิวงะอยู่ห่างจากเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลอุจิวะไม่ไกลนัก ระยะทางเป็นเส้นตรงระหว่างเขตที่อยู่อาศัยของตระกูลใหญ่ทั้งสองตระกูลนั้นห่างกันไม่ถึง 500 เมตรด้วยซ้ำ
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายแล้ว
แตกต่างจากตระกูลอุจิวะที่กำลังเตรียมพร้อมลงมือและมีบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ
ตระกูลฮิวงะกลับไม่มีธุระปะตังอะไรให้ทำเลยในวันนี้
ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติดีเมื่อมองจากภายนอก
จนกระทั่ง...
เนจิเดินทอดน่องกลับมา
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เนจิได้มาพบกับฮิวงะ ไทโซ เขาคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีแล้ว เขามองข้ามทิวทัศน์ในลานบ้านบางส่วนของคฤหาสน์ไป และเนจิก็ได้พบกับฮิวงะ ไทโซ อีกครั้ง
“เนจิ แกมาอีกแล้วหรอ!”
ฮิวงะ ไทโซ ยังคงนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งราวกับต้นสนแก่ เขาเผยรอยยิ้มอันเมตตาออกมา:
“ถ้าชั้นจำไม่ผิดล่ะก็ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนนินจานี่นา ใช่มั้ยล่ะ? เนจิ การที่แกมาหาชั้นอย่างกะทันหันแบบนี้ มีข่าวดีอะไรมารายงานงั้นรึ?”
ทันทีที่พูดจบสองประโยค ผู้อาวุโสฮิวงะก็สังเกตเห็นว่าเนจิดูผิดปกติไปเล็กน้อย และผ้าพันแผลบนหน้าผากของเขาก็ถูกถอดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขาสามารถมองเห็นอักขระต้องคำสาปปักษาในกรงบนหน้าผากของเนจิได้อย่างชัดเจน
นี่คือสิ่งที่เขาเป็นคนสลักให้กับเนจิด้วยมือของเขาเองเมื่อหลายปีก่อน
ดวงตาของฮิวงะ ไทโซ หรี่ลงเล็กน้อย:
“เนจิ แกทำภารกิจที่ชั้นมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อยแล้วงั้นรึ?”
สีหน้าของเนจิปราศจากซึ่งความหวั่นไหวใดๆ และตอนที่เขามองไปที่ฮิวงะ ไทโซ มันก็ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“เปล่าครับ”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งเมื่อตอนที่เขาตอบกลับไป
“ท่านผู้อาวุโส ผมลองกลับไปคิดดูแล้ว ผมจะไม่สลักอักขระปักษาในกรงลงบนตัวฮิวงะ ฮินาตะ หรอกครับ”
เนจิเอามือแตะหน้าผากของตัวเอง และเขาก็หงายการ์ดขึ้นมาตรงๆ เลย:
“อักขระต้องคำสาปปักษาในกรงอันชั่วร้ายนี้ มันก็เหมือนกับโรคร้ายเรื้อรังที่เกาะกินร่างของยักษ์ใหญ่นั่นแหละครับ เพราะการมีอยู่ของมัน คนในตระกูลฮิวงะทุกคนจึงต้องมาติดกับดักอยู่ในชะตากรรมของตระกูลหลักและตระกูลสาขา และไม่อาจดิ้นหลุดไปได้”
สีหน้าของฮิวงะ ไทโซ เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก่อนจะได้ยินเนจิพูดต่อว่า:
“ท่านผู้อาวุโส ผมไม่ได้เกลียดฮิวงะ ฮินาตะ อีกต่อไปแล้วล่ะครับ เพราะผมพบว่าการตายของพ่อของผมมันไม่เกี่ยวอะไรกับฮินาตะเลย คนที่ฆ่าพ่อของผมจริงๆ ก็คือพวกคุณที่เอาแต่ยึดมั่นในประเพณีอันเน่าเฟะต่างหากล่ะครับ”
“ปักษาในกรงควรจะถูกกวาดทิ้งลงไปอยู่ในซอกหลืบของประวัติศาสตร์ได้ตั้งนานแล้ว แต่พวกหัวโบราณอย่างพวกคุณกลับมองว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า เป็นเพราะการกระทำของพวกคุณนี่แหละ ตระกูลฮิวงะของพวกเราถึงไม่มีวันก้าวข้ามตระกูลอุจิวะไปได้สักทีไงล่ะครับ”
“ม้วนคัมภีร์ที่คุณให้ผมมา ผมฉีกมันทิ้งไปหมดแล้วล่ะครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านผู้อาวุโส อย่ามาสั่งให้ผมทำเรื่องน่าขยะแขยงแบบนี้อีกเลยนะครับ เรื่องพรรค์นี้มันชวนให้สะอิดสะเอียนพอๆ กับตัวคุณนั่นแหละครับ”
ทุกคำที่เนจิพูดออกมา ล้วนเป็นการไปเหยียบกับระเบิดของฮิวงะ ไทโซ เข้าอย่างจัง
มือของฮิวงะ ไทโซ กำหมัดแน่นไปหมดแล้ว
รอยยิ้มอันเมตตาบนใบหน้าของเขากลายเป็นแข็งค้างไปเลย
“ท่านผู้อาวุโส ความคิดของคุณ... อันที่จริงผมก็เข้าใจดีนะครับ คุณก็แค่อยากจะส่งผมไปตายก็เท่านั้นเอง คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจใช่มั้ยล่ะครับ? ถ้าหนวดขาวรู้ว่าผมเป็นคนสลักปักษาในกรงลงบนตัวฮินาตะ ผมจะต้องมีจุดจบแบบไหน?”
เนจิเผยรอยยิ้มออกมา แต่มันเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่แฝงไปด้วยการเยาะเย้ยและดูถูกเหยียดหยาม
“ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปบอกหนวดขาวตรงๆ ล่ะก็ ท่านผู้อาวุโส... คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะครับ? คุณควรจะล้มเลิกความคิดของตัวเองซะ และอย่าไปแตะต้องฮินาตะเด็ดขาด”
คฤหาสน์ตกอยู่ในความเงียบงันอย่างกะทันหัน
เนจิไม่ได้พูดอะไรต่อ
ผู้อาวุโสฮิวงะก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาเช่นกัน
ความเงียบดำเนินต่อไปเป็นเวลาหนึ่งนาทีเต็ม
“เนจิ แกทำให้ชั้นผิดหวังจริงๆ...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสฮิวงะได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว และหมัดที่กำแน่นของเขาก็กำลังสั่นเทาเล็กน้อย:
“ดูเหมือนว่าพ่อของแกจะไม่ได้สั่งสอนแกมาให้ดี และไม่ได้ปลูกฝังแนวคิดของตระกูลฮิวงะให้กับแกสินะ”
“หึ!”
เนจิหัวเราะเบาๆ เขาไม่ไว้หน้าผู้อาวุโสคนนี้อีกต่อไปแล้ว เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลยสักคำ
ทิ้งให้ผู้อาวุโสฮิวงะต้องเผชิญกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายที่ไม่สามารถคาดเดาได้
เมื่อแผ่นหลังของเนจิหายลับไป
ผู้อาวุโสฮิวงะก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้น เขาอายุเจ็ดแปดสิบปีเข้าไปแล้ว ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ดูอ่อนแออะไรเป็นพิเศษ เขายังสามารถยืนตัวตรงได้สบายๆ และลมหายใจของเขาก็ยังคงทรงพลัง
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง!”
จูนินฮิวงะสองคนที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดรีบปรากฏตัวออกมาทันที
พวกเขาคือองครักษ์ของฮิวงะ ไทโซ
และพวกเขาก็มีความจงรักภักดีต่อตระกูลฮิวงะอย่างสุดซึ้ง
“ตามชั้นออกไปข้างนอกที”
ดวงตาอันฝ้าฟางของฮิวงะ ไทโซ เต็มไปด้วยจิตสังหาร:
“ฮิอาชิมันดูแลตระกูลฮิวงะยังไงของมันกันแน่? พวกคนรุ่นหลังในตระกูลถึงได้กล้าเมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ของตระกูลฮิวงะถึงขนาดนี้! การแบ่งแยกตระกูลหลักกับตระกูลสาขาคือรากฐานของมรดกตกทอดนับพันปีของฮิวงะ ผู้ใดที่พยายามฝ่าฝืนและทำลายคำสอนของบรรพบุรุษ จะต้องไม่ได้รับการอภัยอย่างเด็ดขาด!”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เนจิพูดโพล่งออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกหนวดขาว ผู้อาวุโสฮิวงะก็ถึงกับตื่นตระหนกเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าผู้ชายคนนั้นน่าสะพรึงกลัวมากแค่ไหน
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ตอนที่หนวดขาวมาเยือนตระกูลฮิวงะ คนเกือบทั้งตระกูลฮิวงะถึงกับร่วงลงไปนอนกองกับพื้นเลยทีเดียว
รวมถึงตัวเขา ผู้อาวุโสฮิวงะคนนี้ด้วย!
แต่เขาไม่สามารถยอมรับได้หรอกนะว่านี่คือเหตุผลที่เขาอยากจะฆ่าเนจิให้ตาย
ไม่อย่างนั้น มันก็จะน่าอับอายขายขี้หน้าเกินไปแล้ว!
“ฮิวงะ เนจิ...”
ฮิวงะ ไทโซ พึมพำอย่างเย็นชา:
“ทำไมแกถึงต้องบีบบังคับให้ชั้นฆ่าคนรุ่นหลังที่ยอดเยี่ยมอย่างแกด้วยนะ?”
....
....
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน