- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 660 - หาผู้ใดเปรียบมิได้!
บทที่ 660 - หาผู้ใดเปรียบมิได้!
บทที่ 660 - หาผู้ใดเปรียบมิได้!
หลี่กู่จ้องมองท่อนแขนที่เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลนทว่ายังคงกำกระบี่ยาวเอาไว้แน่นของมู่หยวน ในที่สุดดวงตาของเขาก็ปรากฏความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่ใช่ความตกตะลึง แต่เป็นความ ... สนใจเล็กน้อย
"ดีมาก ถ้าเช่นนั้น ... ต่อไปก็คือกระบวนท่าที่สอง!"
กล่าวจบ พลังอำนาจก็พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
พลังอำนาจที่ทำให้ฟ้าดินต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่าค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้น
เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น รวบนิ้วชี้และนิ้วกลางเข้าด้วยกัน เล็งไปที่ท้องฟ้าเบื้องบนแล้วตวัดเบาๆ
ชั่วพริบตานั้นพลังเทวะทั้งหมดในร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งตรงขึ้นสู่ชั้นเมฆ
ตู้ม!
ท้องฟ้าสั่นสะเทือน
ฟ้าดินไร้สีสัน
รอยแยกมิติสีดำสนิทที่มีความยาวถึงหนึ่งร้อยจั้งปรากฏขึ้นเหนือเส้นทางโบราณสายที่สิบราวกับถูกกระบี่เทวะผ่าออก!
ภายในรอยแยกนั้นเต็มไปด้วยพลังเทวะแห่งความโกลาหลที่สาดซัดไปมา!
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม ...
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจบรรยายได้ทะลักลงมาจากรอยแยก
ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา!
สิ่งที่ตามมาก็คือภาพเหตุการณ์ที่ทำให้จิตวิญญาณของม่อเจี้ยนหลี เยวี่ยเฉิงกัง หรือแม้กระทั่งเฟิงปู้เหมียนต้องสั่นสะท้าน!
ตรงกลางรอยแยกมิติความยาวร้อยจั้งนั้น นิ้วมือสีเทาขนาดใหญ่โตมโหฬารราวกับภูเขาค่อยๆ โผล่ออกมา
มันถูกสร้างขึ้นจากการควบแน่นของปราณแห่งความโกลาหลอย่างสมบูรณ์แบบ
แฝงไปด้วยพลังอำนาจแห่งการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวที่เก่าแก่ กว้างใหญ่ไพศาล และพร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ล็อกเป้าหมายไปที่มู่หยวนแล้วกดทับลงมา
ก้อนหินยักษ์นับไม่ถ้วนแตกสลาย!
มิติปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
นิ้วมือนี้ ... เปรียบดั่งทักษะวิญญาณที่ทำให้แม้แต่เทพเจ้ายังต้องหวาดผวา
มู่หยวนแหงนหน้าขึ้นมองนิ้วยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าและแสงอาทิตย์ ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว
หลี่กู่ไม่ได้ออมมือเลย
แม้จะบอกว่าแค่สามกระบวนท่า แต่ทุกกระบวนท่าล้วนทุ่มเทอย่างสุดกำลัง
พลังอำนาจเช่นนี้ ต่อให้ใช้อัฐิของมหาจักรพรรดิสิ้นสูญปะทะตรงๆ พลังดรรชนีก็จะทะลวงผ่านทั่วทั้งร่างและฉีกทึ้งตนเองจนแหลกละเอียด
ดังนั้น ... จะรับไว้ไม่ได้!
แต่หากคิดจะหลบหนีก็ไร้ซึ่งหนทางให้หลบซ่อน
รัศมีครอบคลุมของนิ้วยักษ์นี้แทบจะครอบคลุมเส้นทางโบราณสายที่สิบเอาไว้ทั้งหมดแล้ว!
ในดวงตาของมู่หยวนปรากฏประกายความดุร้ายวาบผ่าน จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ร่างของเขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน ถึงกับกระโดดลอยตัวพุ่งตรงไปยังทิศทางของหลี่กู่!
"อะไรนะ"
"เขาบ้าไปแล้วหรือ"
ม่อเจี้ยนหลีและเยวี่ยเฉิงกังสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พวกเขาร้องอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน
"ถอย!" ทั้งสองคนตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมาก พวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสองสายล่าถอยออกไปไกลกว่าร้อยจั้งในพริบตา
เฟิงปู้เหมียนก็ตกใจจนหน้าถอดสี เขาพยายามวิ่งหนีออกไปด้านนอกอย่างสุดชีวิต
"คิดจะใช้ข้าเป็น 'โล่' เพื่อแบ่งเบาแรงกดดันจากดรรชนีนี้อย่างนั้นหรือ ความคิดไม่เลว แต่เจ้า ... ทำไม่ได้หรอก" หลี่กู่มองทะลุถึงความตั้งใจของมู่หยวนได้ในพริบตา ทว่าเขากลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่านิ้วยักษ์นั้นจะยังไม่ร่วงหล่นลงมาอย่างสมบูรณ์ แต่แรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาก็ถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่นแล้ว
เขามั่นใจว่ามู่หยวนไม่มีทางเข้ามาใกล้ตนเองได้ทันเวลา และจะต้องถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนแหลกละเอียดเสียก่อน
วิง!
เป็นอย่างที่คิด!
ร่างของมู่หยวนเพิ่งจะกระโดดไปได้ไม่กี่จั้ง แรงกดดันอันเอ่อล้นที่แผ่ออกมาจากนิ้วยักษ์ก็ซัดสาดลงบนร่างของเขาอย่างแรงดั่งคลื่นคลั่ง
เขาส่งเสียงครางทุ้มในลำคอ ร่างกายทรุดฮวบลงอย่างแรง พื้นดินใต้เท้าแตกสลายไปตามแรงกระแทก เขาแทบจะคุกเข่าลงไป
ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็ลดฮวบลงตามไปด้วย
ทว่าเขาไม่ได้หยุดยั้ง
ไม่ได้ล้มลง!
เขายังคงกัดฟันแน่น ก้าวเดินไปยังหลี่กู่ทีละก้าว ทีละก้าว
กระบวนท่านี้หลี่กู่จำเป็นต้องกระตุ้นพลังวิญญาณอย่างต่อเนื่องถึงจะสามารถปลดปล่อยแรงกดดันออกมาได้
ดังนั้นเขาจึงขยับตัวไม่ได้ และยิ่งไม่อาจหยุดชะงัก ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองมู่หยวนค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้
ทว่าแม้ในเวลานี้มู่หยวนจะอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่จั้ง แต่ระยะห่างตรงกลางนั้นกลับราวกับถูกกั้นไว้ด้วยหุบเหวลึกที่ไม่อาจข้ามผ่าน
นิ้วยักษ์ยิ่งเข้ามาใกล้
แรงกดดันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
"ยอมแพ้เถอะ ข้าจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า!" หลี่กู่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เพียงแค่นี้ ... ก็คิดจะให้ข้ายอมแพ้งั้นหรือ ยังห่างไกลนัก!" มู่หยวนกัดฟันจนเลือดซึมออกมา ทุกย่างก้าวล้วนทิ้งรอยประทับสีเลือดเอาไว้ เขายังคงก้าวต่อไปข้างหน้า
ผิวหนังค่อยๆ ปริแตก
เลือดสดๆ ค่อยๆ ไหลรินออกมา
แรงกดดันนั้นแทบจะทำให้ความว่างเปล่าถล่มทลายลงมาแล้ว
ทว่า ... เขายังคงไม่เชื่องช้า ไม่หยุดยั้ง และไม่ยอมถอย ...
หลี่กู่ตกใจเล็กน้อย สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นพอดี
ภายในนั้นมีเพียงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ราวกับหินผาที่ไม่สั่นคลอน
ในที่สุด!
ปัง!
มู่หยวนกระทืบเท้าลงเบื้องหน้าหลี่กู่อย่างแรง
แรงกดดันอันไร้เทียมทานที่กดทับร่างของเขาในที่สุดก็สลายหายไป
ในเวลานี้มู่หยวนได้หลุดพ้นจากรัศมีการร่วงหล่นของนิ้วยักษ์อย่างสมบูรณ์แล้ว
หลี่กู่ไม่ได้ดึงดันอีกต่อไป เขาเก็บกระบวนท่าและถอยหลังไป เอามือไพล่หลังจ้องมองอย่างเงียบๆ
มู่หยวนในเวลานี้ราวกับมาถึงขีดจำกัดแล้ว
เขาใช้มือข้างเดียวปักกระบี่อ่อนลงบนพื้นดินเพื่อพยุงร่างกายอันเหนื่อยล้า
ม่อเจี้ยนหลีและเยวี่ยเฉิงกังที่อยู่ไกลออกไปเห็นภาพนี้ต่างก็ใจสั่นสะท้าน
กระบวนท่าที่สอง ... มู่หยวนกลับสามารถรับมันเอาไว้ได้ด้วยวิธีการเช่นนี้!
"กระบวนท่านี้ ... เจ้าทนรับไหวหรือไม่" เยวี่ยเฉิงกังดัดเสียงต่ำเอ่ยถาม
"ทนรับไหว" ม่อเจี้ยนหลีเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากออกมาอย่างยากลำบาก
เยวี่ยเฉิงกังไม่ได้ส่งเสียงใด
เขารู้ดีแก่ใจว่าตัวเขาเองก็คงจะสามารถรับมันเอาไว้ได้เช่นกัน
เพียงแต่ ... หากต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ เกรงว่าคงจะมีสภาพน่าเวทนากว่าชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้เสียอีก!
"ไม่เลว! ไม่เลวเลยจริงๆ! เจ้าทำได้เหนือความคาดหมายของข้ามาก!" หลี่กู่กล่าวอย่างสงบ "ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผู้ที่อยู่ในขั้นแสวงมรรคจะสามารถรับมือกับกระบวนท่าของข้าซึ่งๆ หน้าได้ถึงสองกระบวนท่าติดต่อกัน เจ้า ... หาผู้ใดเปรียบมิได้!"
"แต่ว่า ... กระบวนท่าที่สามนี้ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็รับมันเอาไว้ไม่ได้หรอก เจ้ามาถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่มีหวังแล้วล่ะ!"
ในพริบตาที่สิ้นเสียง
วิง!
เสียงสะท้อนแผ่วเบาดังกังวานขึ้น
ราวกับเป็นเสียงแรกเริ่มของมหาเต๋า!
เพียงชั่วพริบตามู่หยวนก็สัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวและชวนให้สิ้นหวังยิ่งกว่านิ้วยักษ์เมื่อครู่นี้ถาโถมเข้ามา
"พลังแห่งกฎเกณฑ์!" เขาหันขวับไปมองบนท้องฟ้าทันที
ทว่ากลับเห็นเงาร่างลางๆ ของเทพสวรรค์ปรากฏขึ้นมา
มันทอดสายตามองลงมายังมู่หยวนราวกับมองดูมดปลวก ภายในดวงตาที่คล้ายคลึงกับสุริยันและจันทรานั้น กลับมีอักขระยันต์และเคล็ดวิชาอันลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุดสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว!
"พลังแห่งกฎเกณฑ์นภา!" เพียงชั่วพริบตามู่หยวนก็ตอบสนองกลับมาในทันที
"อะไรนะ" ม่อเจี้ยนหลีและเยวี่ยเฉิงกังหน้าถอดสีด้วยความตกใจ
พลังแห่งกฎเกณฑ์นภาคือพลังแห่งกฎเกณฑ์ระดับสูงสุดที่ไม่ด้อยไปกว่าพลังแห่งกฎเกณฑ์กาลเวลาและพลังแห่งกฎเกณฑ์ดวงดาวเลย!
เมื่อพลังสายนี้ปรากฏขึ้น มันสามารถตัดสินความเป็นความตาย ทลายฟ้าดิน ควบคุมสังสารวัฏ และพลิกผันหยินหยางได้!
"เอ๊ะ เจ้ารู้จักพลังแห่งกฎเกณฑ์นภาด้วยงั้นหรือ!" หลี่กู่ประหลาดใจไม่น้อย
ทว่า ... เรื่องพวกนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ภายใต้การจับจ้องของเทพสวรรค์ มู่หยวนถูกครอบคลุมเอาไว้ด้วยพลังอันลึกล้ำสูงสุด
ผิวหนังของเขาสูญเสียความเปล่งปลั่งและกลายเป็นสีเทาหม่นเหี่ยวเฉาลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
กลิ่นอายแห่งชีวิตไหลทะลักออกไปอย่างบ้าคลั่ง
วิญญาณสวรรค์ก็กำลังเหือดแห้งลงอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งชีพจรจักรพรรดิก็ยังได้รับผลกระทบ มันค่อยๆ ถูกหลุดลอกออกจากร่างกายทีละน้อย
พลังแห่งกฎเกณฑ์นภาไม่มีกระบวนท่าสังหารที่สะเทือนฟ้าดิน เพราะมันจะตัดขาดพลังชีวิตของผู้ฝึกตนวิญญาณจากรากฐานที่ลึกที่สุดโดยตรง!
มันเปรียบเสมือนพู่กันในมือของพญายม เพียงแค่ขีดเขียนเบาๆ ก็สามารถช่วงชิงชีวิตของทุกสรรพสิ่งได้แล้ว!
มู่หยวนสัมผัสได้ว่าสติสัมปชัญญะของตนเองกำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ความคิดก็ยังกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
เขากัดฟันแน่น ฝืนประคองสติอันเลือนรางเอาไว้ จู่ๆ เขาก็นั่งขัดสมาธิลง
"ยังไม่หนีอีกหรือ หรือว่าคิดจะปะทะกับพลังแห่งกฎเกณฑ์นภาสายนี้ตรงๆ" เยวี่ยเฉิงกังแค่นเสียงเย็นและกล่าว
"หนีงั้นหรือ จะหนีไปไหน ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้ท้องฟ้า เขาก็ไร้ซึ่งหนทางให้หนีรอด!" ม่อเจี้ยนหลีส่ายหน้า "จุดจบของเจ้านี่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในดวงตาของเฟิงปู้เหมียนก็เอ่อล้นไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจอย่างบ้าคลั่ง
จนถึงบัดนี้เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองนั้นไร้เดียงสาเพียงใด
"ไม่เสียแรงที่เป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่ง สามกระบวนท่านี้ กระบวนท่าใดบ้างที่ไม่สะเทือนฟ้าดิน ข้าถึงกับกล้าไปตั้งข้อสงสัยในตัวเขา ... "
เขาจ้องมองมู่หยวนที่นั่งขัดสมาธิอยู่เขม็ง มองดูร่างกายที่ค่อยๆ เหี่ยวเฉาและเน่าเปื่อยนั้น ความสะใจในดวงตากก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
ทว่าในเวลานั้นเอง
ฟู่!
กลิ่นอายรอบกายของมู่หยวนก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ลำแสงแห่งความเป็นเทวะสายหนึ่ง ปะทุออกมาจากร่างกายของเขา
"หืม" สีหน้าอันเรียบเฉยของหลี่กู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เห็นเพียงมู่หยวนลืมตาขึ้น ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จากนั้น ... ก็ยกกระบี่อ่อนขึ้นมา แล้วก้าวเดินเข้าไปหาหลี่กู่ทีละก้าว ... ทีละก้าวอีกครั้ง