- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 550 - หยั่งเชิง
บทที่ 550 - หยั่งเชิง
บทที่ 550 - หยั่งเชิง
กระบี่หมื่นเล่มลอยค้างอยู่กลางอากาศ คมกระบี่ล้วนชี้เป้ามาที่ทุกคน
เจตจำนงกระบี่อันหนาวเหน็บเกรี้ยวกราดอย่างบ้าคลั่ง
เจตจำนงกระบี่ยี่สิบสาย ... นี่เข้าใกล้ความแข็งแกร่งของมหาจักรพรรดิอย่างไร้ขอบเขตแล้ว
"ป้องกัน" เทียนเซี่ยวอวี่ตวาดเสียงเข้ม
ทุกคนต่างกระตุ้นห้วงลึกวิญญาณ ร่วมมือกันสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมาหนึ่งชั้น
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ...
กระบี่โบราณนับไม่ถ้วนเทกระหน่ำลงมาดั่งห่าฝน พุ่งชนม่านพลังป้องกันอย่างบ้าคลั่ง
พลังกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานเข้ามาประดุจขุนเขา
เพียงไม่นาน ม่านพลังป้องกันก็เกิดรอยร้าวขึ้นมา
ผู้คนต่างหน้าเปลี่ยนสี
ในยามที่กำลังจะแตกกระจายอยู่นั้น ลำแสงสีทองสายหนึ่งก็ปกคลุมไปทั่วม่านพลังป้องกัน ถึงกับสมานรอยร้าวนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
"อันใดกัน" รูม่านตาของเทียนเซี่ยวอวี่และคนอื่นๆ หดเกร็ง
"นี่คือพลังของผู้ใดกัน"
"หรือว่า ... จะเป็นใต้เท้าจิ้ง"
สายตาของผู้คนต่างก็หันขวับไปมองจิ้งอวิ๋นเวยอย่างพร้อมเพรียง
ผู้ที่มีระดับพลังลึกลับยากจะหยั่งถึงที่สุดในที่นี้ ย่อมต้องเป็นคนผู้นี้จากหอเทียนจี
ทว่านางกลับไม่ได้เอ่ยอันใด นัยน์ตาเพียงแค่ปรายมองไปที่มู่หยวนซึ่งอยู่รั้งท้ายขบวนอย่างแผ่วเบา
"ทุกท่าน ยามนี้ไม่ใช่เวลามามัวสนใจเรื่องนี้ จำต้องรีบทำลายค่ายกลให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นพวกเราจะไม่มีผู้ใดรอดชีวิตไปได้เลย" เต๋าชือกล่าวเสียงเข้ม
"แม่นางซางซิน ตำหนักเซียนเซียงของพวกเจ้าเชี่ยวชาญด้านค่ายกลมากที่สุด รบกวนเจ้าช่วยรีบตรวจสอบค่ายกลนี้ทีเถิด" เทียนเซี่ยวอวี่หันหน้าไปกล่าว
"ได้" ซางซินพยักหน้า รูม่านตาสาดประกายแสงเรืองรอง เริ่มพิจารณาค่ายกลโบราณ
เพียงครู่เดียว นางก็พบความผิดปกติทันที
"ค่ายกลนี้ ... คือค่ายกลประเภทเงาตัวเลข"
"ค่ายกลเงาตัวเลขหรือ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ... ค่ายกลนี้ต้องทำลายที่จุดค่ายกลงั้นหรือ" เต๋าชือขมวดคิ้ว
"ถูกต้อง" ซางซินพยักหน้า "พวกเราจำเป็นต้องหาจุดค่ายกลทั้งหมดให้พบ อัดปราณวิญญาณเข้าไป เพื่อทำลายค่ายกลจากภายใน"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนก็ร่วมมือกันค้นหาจุดค่ายกลให้พบเถิด หากไม่อาจทำลายค่ายกลเจตจำนงกระบี่ยี่สิบสายนี้ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดรอดชีวิตไปได้เลย"
"ลงมือ" ผู้คนตวาดลั่น เริ่มเคลื่อนม่านพลังป้องกัน มองหาจุดอ่อนของจุดค่ายกลในแต่ละแห่ง
หญิงชราบนศิลากระบี่ยิ้มบาง ปลายนิ้วขยับอีกครั้ง
การโจมตีของกระบี่โบราณก็ยิ่งดุเดือดมากขึ้นไปอีก
"พบจุดหนึ่งแล้ว" ซางซินชี้ไปที่กระบี่โบราณเล่มหนึ่ง
เมื่อเต๋าชือเห็นดังนั้น ก็รีบยกดาบเตรียมจะอัดปราณวิญญาณเข้าไปด้านในทันที
"ช้าก่อน" ซางซินตวาดห้ามกะทันหัน
กลับเห็นนางจ้องมองกระบี่โบราณเล่มนั้นเขม็ง ทันใดนั้นราวกับค้นพบบางสิ่ง น้ำเสียงตึงเครียด "นี่คือรูปแบบเงาสะท้อนในค่ายกลเงาตัวเลข จำเป็นต้องปลดล็อกจุดค่ายกลทุกจุดพร้อมกันถึงจะสามารถทำลายค่ายกลได้ หากค่อยๆ ทำลายทีละจุด จุดค่ายกลจะฟื้นฟูตัวเองโดยอัตโนมัติ"
"ทำลายค่ายกลพร้อมกันหรือ หมายความว่าแต่ละจุดค่ายกลต้องมีคนคอยเฝ้าเอาไว้งั้นหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร ลำพังแค่คนคนเดียวไม่มีทางต้านทานการโจมตีของกระบี่โบราณเหล่านี้ได้หรอก" หนานหงกล่าวเสียงเข้ม
"อมิตาภพุทธ ประสิกหนาน ดังคำกล่าวที่ว่าแยกก็คือรวม รวมก็คือแยก เมื่อพวกเราแยกย้ายกันไป พลังของกระบี่โบราณก็จะกระจัดกระจายไปเช่นกัน ต่อจากนี้คงต้องพึ่งพาความสามารถของแต่ละคนแล้ว หากพละกำลังไม่เพียงพอ ก็แปลว่าไร้วาสนากับชีพจรจักรพรรดิ ควรจะยอมรับลิขิตสวรรค์" จินฝอจื่อประนมมือโค้งคำนับ
"ฝอจื่อพูดได้ถูกต้อง หากไม่มีปัญญา จะมาที่นี่ทำไมกัน" เต๋าชือแค่นเสียง
แววตาของหนานหงเย็นเยียบลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดอีก
เทียนเซี่ยวอวี่กล่าว "หาจุดค่ายกลให้ครบเสียก่อนค่อยว่ากันเถอะ"
ผู้คนพยักหน้า เริ่มเคลื่อนไหวต่อไป
เวลาผ่านไปเพียงร้อยลมหายใจ ก็แทบจะคลำหาจุดค่ายกลจนกระจ่างแจ้งแล้ว
เห็นได้ชัดว่าค่ายกลกระบี่โบราณนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพวกเขาสินะ จำนวนของจุดค่ายกลพอดีกับจำนวนคนของพวกเขาเป๊ะ
"ยังขาดอีกจุดสุดท้าย" ซางซินคำนวณดู ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังใจกลางของค่ายกลกระบี่
ทว่าเพิ่งจะเข้าใกล้ ร่างอรชรก็พลันสั่นสะท้าน
"แม่นางซาง เป็นอันใดไปหรือ" เทียนเซี่ยวอวี่เอ่ยถาม
"จุดค่ายกลแห่งนี้ ไม่ธรรมดาเลย มันน่าจะเป็นจุดค่ายกลหลัก" ซางซินจ้องมองกระบี่โบราณที่อยู่ตรงกลางพลางกล่าวเสียงเข้ม "หากจะทำลายจุดนี้ เกรงว่า ... "
"เอาล่ะ พวกเรารู้แล้ว" เทียนเซี่ยวอวี่พูดแทรกขึ้นมากะทันหันพลางเอ่ย "ต่อจากนี้ ข้าจะเป็นคนจัดสรรตำแหน่งจุดค่ายกลให้แก่ทุกท่านเอง"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฝอจื่อไปทางทิศตะวันตก ใต้เท้าจิ้งไปทิศตะวันออก แม่นางซางไปทางทิศใต้ หลินหยางกับหนานหงรับผิดชอบมุมทั้งสองฝั่ง เต๋าชือกับข้าจะรับผิดชอบจุดค่ายกลสองจุดที่อยู่ด้านบน"
"แล้วจุดค่ายกลตรงนี้ ผู้ใดจะเป็นคนทำลาย" หลินหยางขมวดคิ้วเอ่ยถาม
"ย่อมต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสหายมู่ผู้นี้อยู่แล้ว" เทียนเซี่ยวอวี่หันไปมองมู่หยวนอย่างสงบ
"อันใดกัน" หลินหยางรู้สึกถึงความผิดปกติทันที หันไปถามซางซิน "แม่นางซาง ระดับความยากในการทำลายจุดค่ายกลหลักนี้ ... เป็นเช่นไรหรือ"
"ไม่ยากเลย ก็แค่ต้องอัดปราณวิญญาณเข้าไปให้มากกว่าเดิมก็เท่านั้น" เทียนเซี่ยวอวี่ชิงพูดตัดหน้า น้ำเสียงราบเรียบ
"อัดปราณวิญญาณให้มากขึ้นหรือ เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ" หลินหยางย่อมไม่เชื่อเทียนเซี่ยวอวี่
"การทำลายค่ายกลหลักย่อมต้องสิ้นเปลืองปราณวิญญาณมากกว่าเดิม ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ทว่าความเสี่ยงกลับสูงกว่าจุดค่ายกลอื่นเป็นสิบเท่าตัว หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ก็จะถูกจุดค่ายกลหลักกลืนกินทันที" จิ้งอวิ๋นเวยที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นกะทันหัน
"ว่ากระไรนะ" หลินหยางหน้าเปลี่ยนสีทันควัน ถลึงตาจ้องเทียนเซี่ยวอวี่ด้วยความโกรธแค้น "เจ้าจงใจคิดจะทำร้ายสหายข้าใช่หรือไม่"
"ทุกคนล้วนต้องออกแรงด้วยกันทั้งสิ้น จะเรียกว่าทำร้ายได้อย่างไร หากเขาไม่ไป แล้วเจ้าจะให้ผู้ใดไป ให้ข้าไปงั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่า เจ้าคิดจะทำร้ายข้างั้นสินะ" เทียนเซี่ยวอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาที่จ้องมองหลินหยางเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร
"ข้าขอเสนอ ให้เจ้าเป็นคนไป" หลินหยางกล่าวเสียงเย็น
"หากข้าปฏิเสธเล่า"
"อย่างมากก็แค่ตายตกตามกันไป" หลินหยางยกกระบี่ยาวขึ้น แนบคมกระบี่ลงบนม่านพลังป้องกัน
ผู้คนหน้าเปลี่ยนสี
มีเพียงหนานหงเท่านั้นที่ไม่รู้สึกแปลกใจ
หลินหยางให้ความสำคัญกับความมีน้ำใจมากที่สุด ข้อนี้นางรู้ดีกว่าใคร
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เทียนเซี่ยวอวี่ต้องการจะหยั่งเชิงมู่หยวน
เพียงแต่สถานการณ์ในยามนี้ หากยังมามัวแตกคอกันเอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
หนานหงสูดลมหายใจเข้าลึก เพิ่งคิดจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมทั้งสองคน
ทว่าในตอนนั้นเอง มู่หยวนก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน "ข้าจะทำลายค่ายกลหลักตรงนี้เอง"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป สายตาของทุกคนก็หันขวับไปจับจ้องอยู่ที่มู่หยวนอย่างพร้อมเพรียง
แม้แต่หลินหยางก็ยังตกใจ
"อาจารย์" เขารีบกระซิบเรียกเสียงแผ่ว
"ไม่เป็นไรหรอก" มู่หยวนยิ้มบาง
เมื่อครู่เขาได้ตรวจสอบดูแล้ว
ค่ายกลหลักนี้แม้จะอันตราย แต่ส่วนลึกกลับมีพลังลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่
หากสามารถคว้าพลังสายนั้นมาได้ บางที ... อาจจะมีผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้
"ยอดอัจฉริยะหลิน เจ้าก็ประจักษ์แก่หูแล้ว สหายของเจ้าเป็นคนเสนอตัวรับอาสาเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณชายอย่างข้าแล้วนะ" เทียนเซี่ยวอวี่หัวเราะเบาๆ
เมื่อเห็นมู่หยวนพูดเช่นนั้น หลินหยางก็ไม่สะดวกจะเอ่ยอันใดอีก
ทุกคนกลืนยาเม็ดลงไป ปรับสภาพร่างกาย ก่อนจะเริ่มแยกย้าย ต่างคนต่างกระตุ้นพลังป้องกันเพื่อต้านทานการโจมตีของกระบี่โบราณ
หนานหง หลินหยาง ซางซิน และคนอื่นๆ มีระดับพลังค่อนข้างอ่อนแอ ทำได้เพียงกระตุ้นห้วงลึกวิญญาณไปพร้อมกับเปิดใช้งานของวิเศษป้องกันตัว จึงจะสามารถต้านทานได้อย่างยากลำบาก
ส่วนเทียนเซี่ยวอวี่ จิ้งอวิ๋นเวย จินฝอจื่อ และเต๋าชือมีความแข็งแกร่งสูงส่ง จึงดูผ่อนคลายกว่ามาก
เทียนเซี่ยวอวี่ถอยร่นไปพลาง มองไปทางมู่หยวนไปพลาง
เมื่อเห็นว่าหลังจากม่านพลังป้องกันสลายไป มู่หยวนใช้เพียงปลายนิ้วเดียวก็สามารถกางม่านปราณสีทองขึ้นมาคุ้มครองร่างกายได้ รูม่านตาของเขาก็หดเกร็งลงกะทันหัน
"ที่แท้พลังที่ช่วยสมานรอยร้าวของม่านพลังป้องกันเมื่อครู่นี้ ก็ไม่ได้มาจากจิ้งอวิ๋นเวย แต่เป็นเขาเองหรอกหรือ" เต๋าชือที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเคร่งเครียด "นี่ไม่ใช่พลังที่ผู้ฝึกตนระดับสัจยุทธ์ควรจะมี"
"คนผู้นี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ" เทียนเซี่ยวอวี่เอ่ยเสียงต่ำ "แค่ระดับสัจยุทธ์กระจอกๆ กลับมีความสามารถถึงเพียงนี้ หากปล่อยให้เขาได้รับมรดกสืบทอดชีพจรจักรพรรดิไป แดนมรณะคงต้องปรากฏมหาจักรพรรดิขึ้นมาอีกองค์เป็นแน่"
"พี่อวี่ มหาจักรพรรดิแห่งแดนมรณะมีมากพอแล้ว ต่อให้ต้องมีคนบรรลุเป็นมหาจักรพรรดิ ก็ควรจะเป็นเจ้ากับข้า" แววตาของเต๋าชือสาดประกายจิตสังหาร "เจ้ามีแผนการอันใดหรือไม่"
"มี" เทียนเซี่ยวอวี่ตอบอย่างสงบ "ปล่อยให้เขากำเริบเสิบสานต่อไปอีกสักหน่อยเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะเป็นคนส่งเขาลงนรกด้วยมือของข้าเอง"
"หึหึ ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องตั้งตารอชมเสียแล้ว"