เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 430 - นี่หรือคือเหตุผลที่สำนักเต้าอีแข็งแกร่ง?

บทที่ 430 - นี่หรือคือเหตุผลที่สำนักเต้าอีแข็งแกร่ง?

บทที่ 430 - นี่หรือคือเหตุผลที่สำนักเต้าอีแข็งแกร่ง?


บทที่ 430 - นี่หรือคือเหตุผลที่สำนักเต้าอีแข็งแกร่ง?

การค่อยๆ สัมผัสได้ถึงอายุขัยที่ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ นั้น เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้เลยจริงๆ

ดังนั้น ในตอนนี้บรรพชนทั้งสองของสำนักชิงอวิ๋นจึงมีความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือกลับไปปิดด่านจำศีล อย่างน้อยก็ยังพอจะยื้อชีวิตไปได้อีกหลายปี

เมื่อเผชิญกับอารมณ์บูดบึ้งของบรรพชน เฉินชิงอวี่ก็ไม่กล้าทำตัวเสียมารยาท ได้แต่ทำท่าทางอึกอักลังเลใจ

เมื่อเห็นดังนั้น บรรพชนท่านหนึ่งก็หยิบผลไม้วิญญาณขึ้นมากิน ขณะสัมผัสได้ถึงอายุขัยที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายวัน ซึ่งก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย จึงเอ่ยถามขึ้นว่า

"ว่ามาเถอะ มาหาด้วยเรื่องอันใด?"

"เอ่อ ศิษย์อยากจะขอให้ท่านบรรพชนลงมือขอรับ"

"เจ้าอยากจะชิงลงมือก่อนงั้นรึ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของบรรพชนทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นไม่เป็นมิตรทันที ไอ้เด็กนี่มันคิดไม่ซื่อเสียแล้ว

ไม่ได้หมายความว่าการชิงลงมือก่อนจะผิดอะไรหรอกนะ หากวางแผนมาดี ก็อาจจะได้รับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ

แต่การเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อนนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่พวกเขาสองคนที่เป็นตาแก่ก็ตกอยู่ในอันตรายที่สุดแล้ว

ถึงเวลานั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกอวี๋มั่วทั้งสามก็คือการตายตกไปตามกัน ส่วนผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ พวกเขาสองคนถูกพวกอวี๋มั่วทั้งสามสังหาร ในขณะที่พวกอวี๋มั่วทั้งสามแค่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทว่าไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์แบบไหน สำหรับพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ย่อมรับไม่ได้ทั้งสิ้น

ยังไงก็ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องตายแน่ๆ นี่นา

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาอันไม่เป็นมิตรของท่านบรรพชน เฉินชิงอวี่ก็รีบเอ่ยปากอธิบายทันที

"ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่อย่างนั้น ศิษย์ไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่ในช่วงสองวันมานี้ ท่าทีของสำนักเต้าอีแปลกประหลาดมาก ศิษย์คาดเดาว่าภายในสำนักเต้าอีจะต้องมีความลับซ่อนอยู่อย่างแน่นอนขอรับ"

"และก่อนหน้านี้ศิษย์ก็ได้แอบลงมือไปแล้ว ทว่าการป้องกันของเมืองวิญญาณสำนักเต้าอีนั้นแน่นหนาเกินไป ศิษย์ไม่สามารถลอบเข้าไปได้ จึงอยากจะขอให้ท่านบรรพชนลงมือด้วยตัวเองขอรับ"

เฉินชิงอวี่กล่าวไปตามความจริง นี่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้

ตามที่เขาคาดคิดไว้ ขอเพียงแค่สืบรู้ความลับของสำนักเต้าอีได้ เขาก็จะสามารถรู้ได้ว่าสำนักเต้าอีต้องการทำอะไรกันแน่

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แววตาของบรรพชนทั้งสองก็อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าก็ยังไม่ได้ตอบตกลงในทันที

พวกเขาแอบชั่งน้ำหนักในใจ สิ่งที่กังวลที่สุดก็หนีไม่พ้นปฏิกิริยาตอบโต้ของพวกอวี๋มั่วทั้งสาม

พูดกันตามตรงก็คือป๊อดนั่นแหละ

ก็อย่างที่อวี๋มั่วเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า บรรพชนอย่างพวกเขาน่ะ ถึงแม้จะอายุขัยใกล้จะหมดแล้ว แต่หลายคนก็เป็นพวกกลัวตายเข้าไส้

นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ยิ่งมีชีวิตอยู่มานาน ก็ยิ่งกลัวความตาย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปตะวันออก กุมทรัพยากรและอำนาจไว้อย่างมหาศาล ใครจะยอมละทิ้งไปง่ายๆ เล่า?

เฉินชิงอวี่พอมองออกถึงความกังวลของท่านบรรพชน จึงเอ่ยเสียงเบาว่า

"เป็นเพียงการเข้าไปสำรวจเท่านั้น หากสำนักเต้าอีมีปฏิกิริยารุนแรง อย่างมากพวกเราก็แค่ชดเชยให้พวกเขาไปสักหน่อยก็เท่านั้น"

จนถึงตอนนี้ สำนักเต้าอีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะลงมือเลย ในมุมมองของเฉินชิงอวี่ เป็นไปไม่ได้หรอกที่ทั้งสองสำนักจะเปิดศึกใหญ่กันเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ จริงไหม?

มันฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

เมื่อได้ยินดังนั้น บรรพชนทั้งสองก็นิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พยักหน้าตอบตกลง

"เรื่องนี้พวกข้าสองคนจะจัดการเอง ทว่าไม่รับประกันหรอกนะว่าจะสำเร็จ หากพวกอวี๋มั่วทั้งสาม............."

แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว

หากพวกอวี๋มั่วทั้งสามมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง พวกเขาก็จะรีบถอยออกมาทันที

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้ในใจเฉินชิงอวี่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังพยักหน้ารับคำ

จากนั้นก็ขอตัวลากลับออกมาจากที่พักของบรรพชนทั้งสองอย่างนอบน้อม

วันรุ่งขึ้น ณ งานชุมนุมกวี เมื่อมองไปยังที่นั่งของสำนักเต้าอีซึ่งมีเพียงศิษย์รับใช้คนเดียวนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทุกคนถึงกับมุมปากกระตุก

นี่มันจะรังแกกันเกินไปแล้วนะ ก่อนหน้านี้อย่างน้อยๆ ก็ยังมีเพื่อนมานั่งด้วย แต่วันนี้เจ้าเล่นมาเป็นไม้ประดับแค่คนเดียวเนี่ยนะ?

แถมยังเป็นแค่ศิษย์ขอบเขตหลอมกายาอีก นี่มันหมายความว่าไงกัน?

"มองอะไร? เริ่มสิ"

และศิษย์รับใช้ผู้นี้ก็ยังเอ่ยปากด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ ก็เพราะว่าตัวเองอ่อนแอที่สุด เลยถูกส่งมาเป็นตัวแทนในงานชุมนุมกวีตงเหวินนี้ คิดว่าเก่งแล้วจะมารังแกกันได้งั้นรึ?

เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่เกรงใจของศิษย์ผู้นี้ เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก็ดังขึ้นมาทันที

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากหมอนี่ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเต้าอี คนของสถานศึกษาตงเหวินคงจับเขาฉีกเป็นชิ้นๆ ไปตั้งนานแล้ว

และก็เป็นไปตามคาด.........

"ยอมแพ้"

"ไม่เป็น"

"ขอยอมแพ้"

"พวกเจ้าช่วยรีบๆ หน่อยได้ไหม"

"งั้นยกตำแหน่งผู้นำสายบัณฑิตให้พวกเจ้าไปเลยดีไหมล่ะ"

"พอได้แล้ว"

ในที่สุด ผู้สอนของสถานศึกษาตงเหวินก็ทนไม่ไหว จัดการไล่ศิษย์ผู้นี้ออกไปทันที

ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะโดนไล่ออกไป ศิษย์ผู้นี้ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่กลับมีสีหน้าดีใจสุดๆ

"จริงรึ?"

หืม???

ข้าไล่ให้เจ้าไสหัวไปนะเว้ย เจ้าจะมาดีใจหาพระแสงอะไร?

จากนั้น ยังไม่ทันที่คนของสถานศึกษาตงเหวินจะลงมือ ศิษย์ผู้นี้ก็กระโดดโลดเต้นออกไปเองอย่างร่าเริง

"ลาก่อนนะจ๊ะ"

ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน ศิษย์สำนักเต้าอีผู้นี้ต้องป่วยแน่ๆ

พวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าศิษย์ผู้นี้กำลังดีใจที่จะได้กลับไปแย่งข้าวเสียที ถึงแม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ก็ต้องขอลองสักตั้งสิ

เมื่อไม่มียอดเขาบัณฑิตมาร่วมด้วย งานชุมนุมกวีในช่วงที่เหลือ สถานศึกษาตงเหวินย่อมผงาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา ทว่าเหล่ายอดฝีมือของสถานศึกษาตงเหวินกลับรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ

ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้คว้าตำแหน่งผู้นำสายบัณฑิตมาได้ แล้วมันจะยังไงล่ะ? ใครจะยอมรับตำแหน่งผู้นำสายบัณฑิตของพวกเขา?

ตลอดทั้งวันไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สำนักเต้าอี ซึ่งคึกคักแต่ก็สงบสุขดี

เมื่อถึงตอนกลางคืน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ บรรดาศิษย์ก็แยกย้ายกันไปฝึกฝน

และท่ามกลางความมืดมิดนั้นเอง ร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นที่นอกเมืองวิญญาณ ซึ่งก็คือบรรพชนทั้งสองท่านของสำนักชิงอวิ๋นนั่นเอง

ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะร่ายวิชาอาคมและลอบเข้าไปในค่ายกลอย่างแนบเนียน

ค่ายกลระดับเก้าอาจจะใช้ได้ผลกับผู้บรรลุอริยะ แต่สำหรับระดับมหาอริยะแล้ว ประโยชน์ของมันกลับมีไม่มากนัก อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นค่ายกลระดับอริยะถึงจะเอาอยู่

ทั้งสองลอบเข้ามาในเมืองวิญญาณอย่างเงียบเชียบ เพราะกลัวว่าพวกอวี๋มั่วทั้งสามจะจับได้ จึงไม่กล้าแผ่สัมผัสเทวะออกไป

ทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดและค่อยๆ ค้นหาไปเรื่อยๆ

ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไป ทั้งสองคนก็ยิ่งรู้สึกมึนงง

ศิษย์สำนักเต้าอีพวกนี้จะฝึกฝนกันหนักเกินไปแล้วมั้ง ไม่สิ นี่มันไม่สามารถใช้คำว่าฝึกฝนหนักได้แล้ว แต่เป็นการเอาชีวิตเข้าแลกชัดๆ เลยต่างหาก

ต้องรู้ก่อนนะว่า ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนวิชาอาคม ร่างกาย หรือระดับพลัง บางวิธีก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่

ร้ายแรงถึงขั้นอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

วิธีฝึกแบบปกติอาจจะไม่มีอันตรายอะไรนัก แต่ความก้าวหน้าก็จะอยู่ในระดับทั่วไป ในขณะที่วิธีพิเศษนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ก็แลกมาด้วยความก้าวหน้าที่รวดเร็วกว่า

นี่คือสิ่งที่ต้องเลือกว่าจะยอมแลกหรือไม่

แต่คนทั่วไปมักจะเลือกวิธีที่ไม่เสี่ยงอันตรายมากนัก เพราะถึงยังไงนี่ก็เป็นแค่การฝึกฝนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเลย

ทว่าศิษย์สำนักเต้าอีกลับต่างออกไป แทบจะทุกคนล้วนใช้วิธีฝึกฝนที่เสี่ยงตายกันทั้งนั้น แถมยังเลือกวิธีที่อันตรายที่สุดอีกต่างหาก สรุปก็คือ ถึงแม้บรรพชนของสำนักชิงอวิ๋นทั้งสองท่านจะมีชีวิตอยู่มานานขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

"บ้าเอ๊ย นี่มันพวกคนบ้าชัดๆ"

บรรพชนท่านหนึ่งสบถออกมาอย่างเหลืออด ถ้าบ้าแค่คนสองคนยังพอว่า แต่นี่พอมองไปทางไหน ก็เจอแต่คนบ้าเต็มไปหมด นี่มันเกินไปแล้ว

ส่วนบรรพชนอีกท่านหนึ่ง เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

"หากไม่หมกมุ่นจนบ้าคลั่ง ย่อมไม่อาจบรรลุความสำเร็จ บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่สำนักเต้าอีสามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของทวีปตะวันออกได้อย่างมั่นคงกระมัง"

ลองคิดดูสิ ศิษย์ที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกแม้กระทั่งตอนฝึกฝนปกติแบบนี้ จะไม่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้อย่างไร? ความแข็งแกร่งของสำนักจะไม่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

ที่แน่ๆ ก็คือ สำนักชิงอวิ๋นของเขาทำแบบนี้ไม่ได้หรอก ต่อให้พวกเขาจะออกคำสั่งบังคับ บรรดาศิษย์ระดับล่างก็คงไม่กล้าทำตามอยู่ดี

ไหนเลยจะเหมือนศิษย์สำนักเต้าอี ที่ทุกคนต่างทำด้วยความเต็มใจกันทั้งนั้น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 430 - นี่หรือคือเหตุผลที่สำนักเต้าอีแข็งแกร่ง?

คัดลอกลิงก์แล้ว