- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 360 - พวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจริงๆ หรือ?
บทที่ 360 - พวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจริงๆ หรือ?
บทที่ 360 - พวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจริงๆ หรือ?
บทที่ 360 - พวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจริงๆ หรือ?
สือซงรู้สึกคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส ส่วนที่ด้านนอกเจดีย์พระธาตุ อันจี้ก็กำลังซักไซ้ไล่เลียงพวกเจวี๋ยซินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?"
"ศิษย์อา เอ่อ... คือว่า... พวกเราป้อนโอสถลืมรักให้ศิษย์น้องกินเข้าไปน่ะขอรับ"
"โอสถลืมรัก?"
พอได้ยินชื่อยา อันจี้ก็ทำหน้างุนงง โอสถลืมรักบ้าบออะไรกัน ทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย?
เมื่อเห็นดังนั้น เจวี๋ยซินจึงรีบอธิบาย
"มันเป็นยาที่ศิษย์น้องเจวี๋ยฮุ่ยบังเอิญได้มาตอนที่ไปท่องเที่ยวยังทวีปตะวันตกน่ะขอรับ เล่าลือกันว่าสรรพคุณของมันสามารถทำให้คนลืมเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาได้"
เมื่อได้ยินคำอธิบาย อันจี้ก็มองเจวี๋ยฮุ่ยด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งเจวี๋ยฮุ่ยก็รีบหลบสายตาทันที
"งั้นก็หมายความว่า ที่เจวี๋ยหยวนกลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะเขาลืมเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาไปแล้วงั้นรึ?"
"ขอรับ"
"แล้วพวกเจ้าเอาโอสถลืมรักให้เขากินทำไมกัน?"
คนดีๆ ใครเขาจะเอายาบ้าๆ บอๆ ไปป้อนให้กิน เจวี๋ยซินจึงจำใจต้องเล่าเรื่องราวความรักความแค้นระหว่างเจวี๋ยหยวนกับซือไท่เจวี๋ยฉิงให้อันจี้ฟังอย่างละเอียด
หลังจากฟังจบ อันจี้ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
"แล้วตอนนี้จะเอายังไงต่อล่ะ?"
"โอสถลืมรักนั้นไร้ทางแก้ขอรับ แถมในทวีปตะวันออกก็ไม่มีใครปรุงยานี้ได้ด้วย แต่บางที... ยอดฝีมือพุทธจักรจากทวีปตะวันตกอาจจะรู้วิธีแก้ก็เป็นได้นะขอรับ"
เจวี๋ยฮุ่ยรีบเสนอทางออก แต่อันจี้กลับเงียบไปไม่ตอบอะไร
งานชุมนุมหมื่นพุทธะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว คนของพุทธจักรจากทวีปตะวันตกก็กำลังจะมาถึงจริงๆ แต่พวกเขาจะรู้วิธีแก้อย่างนั้นหรือ?
อันจี้ปรายตามองเจวี๋ยหยวนที่ดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"อย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกล่ะ จัดการงานชุมนุมหมื่นพุทธะให้เสร็จสิ้นไปอย่างราบรื่นก็พอ"
"ศิษย์อาวางใจได้ ศิษย์หลานเข้าใจแล้วขอรับ"
เจวี๋ยซินรับคำอย่างนอบน้อม จากนั้นอันจี้ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหันหลังเดินนำพระธาตุกลับเข้าไปในเจดีย์ทันที
ส่วนเจวี๋ยซินก็มองเจวี๋ยหยวนด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะหันไปสั่งการเจวี๋ยฮุ่ย
"เจ้าคอยจับตาดูเขาด้วยตัวเองล่ะ อย่าให้เกิดเรื่องบ้าๆ บอๆ อะไรขึ้นมาอีกล่ะ"
"ข้าหรือ?"
"ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นข้าล่ะ?"
"แต่เรื่องกินข้าวล่ะ?"
ให้เขาไปเฝ้าเจวี๋ยหยวน เจวี๋ยฮุ่ยก็รู้สึกรู้สึกลำบากใจ ไม่ใช่เพราะกลัวเหนื่อยหรืออะไรหรอก แต่กลัวจะอดกินข้าวต่างหาก
เจอคำถามนี้เข้าไป เจวี๋ยซินก็ตอกกลับทันที
"ก็โอสถลืมรักมันเป็นของเจ้านี่นา"
"แต่ตอนนั้นข้าก็ถามศิษย์พี่แล้ว และศิษย์พี่ก็เป็นคนตกลงเองนี่นา..."
ข้าเตือนท่านแล้วนะ และท่านก็เป็นคนตัดสินใจเอง แต่เจวี๋ยซินไม่เปิดโอกาสให้เจวี๋ยฮุ่ยได้เถียงเลยสักนิด เขาชิงพูดตัดบทไปก่อน
"ในเมื่อมันเป็นยาของเจ้า เจ้าก็ต้องรับผิดชอบสิ อีกไม่กี่วันก็ถึงงานชุมนุมหมื่นพุทธะแล้ว พอคนของพุทธจักรจากทวีปตะวันตกมาถึง ค่อยให้พวกเขาหาทางช่วยก็แล้วกัน"
"ศิษย์พี่ ท่านตกลง..."
"ตกลงอะไร? เอาตามนี้แหละ"
เจวี๋ยซินปิดประตูกระแทกใส่หน้าเจวี๋ยฮุ่ยอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้เขายืนน้ำตาซึมอยู่คนเดียว
เรื่องของเจวี๋ยหยวนก็ถือว่าจบลงไปชั่วคราว แต่ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาอาหาร สือซงก็ระเบิดอารมณ์ใส่เจวี๋ยซินทันที
"กินกะผีสิ เจ้าใส่ร้ายให้ข้าเสื่อมเสีย แล้วยังคิดจะมากินข้าวของสำนักเต้าอีของข้าอีกรึ?"
เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เมื่อคืนกลับมาก็ยิ่งคิดยิ่งแค้น เช้านี้พอเห็นหน้าพวกเจวี๋ยซิน ความโกรธก็ยิ่งพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีก
ส่วนเจวี๋ยซินก็ใจเย็นลงแล้ว เขายิ้มเจื่อนๆ แล้วขอโทษขอโพย
"แหะๆ สหายสือซงได้โปรดอภัยให้ด้วยเถิด เมื่อคืนอาตมาคงโกรธจนหน้ามืดตามัวไปหน่อย"
"อภัยงั้นรึ? นี่มันใส่ร้ายป้ายสีกันชัดๆ ไหนบอกว่าคนออกบวชไม่พูดปดไง แล้วศีลของฝ่ายพุทธล่ะ? เอาไปทิ้งไว้ไหนหมดแล้ว?"
"อาตมาหล่อหลอมจิตพุทธะใหม่แล้วไงล่ะ"
หืม???
เจอคำตอบนี้เข้าไป สือซงถึงกับไปไม่เป็น เขาลืมไปสนิทเลยว่า พวกเจวี๋ยซินน่ะหล่อหลอมจิตพุทธะกันใหม่หมดแล้ว ในจิตพุทธะนั้นไม่มีศีลของฝ่ายพุทธหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ไอ้พวกนี้นี่มันเป็นหลวงจีนปลอมชัดๆ
"ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่เจ้าจะมาใส่ร้ายป้ายสีข้าไม่ได้นะ"
"ข้า... อาตมาขอขมาท่านด้วยใจจริง ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ"
"แล้วเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เพื่อแลกกับการได้กินข้าว พวกเจวี๋ยซินก็ยอมทุ่มสุดตัว ไม่เพียงแต่ขอโทษอย่างจริงใจ แต่ยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พวกสือซงฟังอย่างละเอียดอีกด้วย
แต่พอฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ ทุกคนก็ทำหน้าประหลาดใจกันไปหมด
ขนาดสือซงยังลืมความโกรธไปเลย เขาถามเจวี๋ยซินด้วยความสงสัย
"สรุปก็คือ เพราะเจวี๋ยหยวนหมายปองซือไท่ของข้ามาตลอด พวกเจ้าก็เลยเอาโอสถลืมรักอะไรนั่นให้เขากินงั้นรึ?"
"อืม ก็ประมาณนั้นแหละ"
ถ้าเป็นปกติ มีคนมาหมายปองซือไท่ สือซงคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับไม่โกรธเลย
นั่นก็เป็นเพราะว่า สิ่งที่พวกเจวี๋ยซินทำลงไป มันช่างเหนือความคาดหมายเสียเหลือเกิน
"แล้วโอสถลืมรักนั่นก็เอามาจากทวีปตะวันตก?"
"ใช่"
"พวกเจ้าเองก็ไม่เคยกินมาก่อน?"
"ไม่เคย"
"แล้วก็ป้อนให้เจวี๋ยหยวนกินดื้อๆ เลยเนี่ยนะ?"
"อืม"
แม่เจ้าโว้ย เล่นเอาสือซงพูดไม่ออกไปเลย
"พวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันจริงๆ หรือ?"
ยาที่ได้มาจากทวีปตะวันตก ในทวีปตะวันออกก็ไม่มีใครปรุงเป็น แล้วพวกเจ้ายังกล้าเอาไปให้เจวี๋ยหยวนกินโดยไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลยเนี่ยนะ?
"ตอนนั้นศิษย์น้องเจวี๋ยฮุ่ยก็ถามแล้ว และเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร"
เจวี๋ยซินตอบตามตรง
สือซงปรายตามองหงจุนที่ยืนอึ้งอยู่ข้างๆ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าศิษย์น้องของเขาก็ยังเป็นคนดีอยู่นะ
อย่างน้อยก็ถ้าเทียบกับพวกเจวี๋ยซิน ความเป็นพี่เป็นน้องของพวกเขาก็ดูจะแนบแน่นและจริงใจกว่าตั้งเยอะ
หลังจากอธิบายเรื่องราวทั้งหมด สือซงก็ยอมให้พวกเจวี๋ยซินเข้าร่วมโต๊ะอาหารในที่สุด
เมื่อได้กินข้าวสมใจ พวกเจวี๋ยซินต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนเรื่องของเจวี๋ยหยวนน่ะหรือ? โยนทิ้งไว้ข้างหลังไปก่อนเถอะ
จนกระทั่งกินเสร็จแล้วแยกย้ายกันไป สือซงก็ตบบ่าหงจุนเบาๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง
"ศิษย์น้อง ก่อนหน้านี้ข้าคงเข้าใจเจ้าผิดไป"
หืม???
หงจุนมองตามหลังสือซงที่เดินจากไปด้วยความงุนงง นี่มันหมายความว่ายังไงวะ?
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ บรรดาศิษย์ต่างก็แยกย้ายกันไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วง รวมถึงพวกสวีเจี๋ยด้วยเช่นกัน
คนที่ดูสบายที่สุดคงหนีไม่พ้นเย่ฉางชิง
แต่ความสบายนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะเมื่อเทพธิดาไป๋ฮวาโผล่มา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
"เสี่ยวฉางชิง มาสิ ข้าจะสอนเจ้าฝึกฝน"
"ไม่ต้องหรอกมั้งขอรับ มีพวกศิษย์พี่อยู่แล้วนี่นา"
"พวกเด็กเมื่อวานซืนจะไปรู้อะไร สิ่งที่ข้าทำเป็นมีเยอะกว่าพวกนางตั้งเยอะนะ"
หืม???
คำพูดมันฟังดูแปลกๆ ทะแม่งๆ นะ แต่เทพธิดาไป๋ฮวาก็ไม่เปิดโอกาสให้เย่ฉางชิงได้ปฏิเสธ เธอพุ่งเข้ามาดึงตัวเขาไปทันที
หลังจากนั้นก็เป็นการสอนแบบตัวต่อตัวของเทพธิดาไป๋ฮวา
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เย่ฉางชิงหน้าแดงก่ำ นางไม่ได้หลอกเขาจริงๆ ด้วย ถ้าเทียบกับศิษย์พี่หลิ่วซวง ลู่โยวโยว หรือหวังเหยาแล้วล่ะก็ นางเก่งกว่าเยอะเลย
ทุกท่วงท่า ทุกจังหวะ มันช่างพอเหมาะพอเจาะไปเสียหมด ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เทพธิดาไป๋ฮวามองดูเย่ฉางชิงที่หน้าแดงเป็นลูกตำลึงแล้วยิ้มหวาน
"เป็นไงล่ะ ข้าพูดไม่ผิดใช่ไหม พวกเด็กเมื่อวานซืนจะมาเทียบอะไรกับข้าได้"
"ขอรับ ท่านประมุขไป๋ฮวาพูดถูกแล้ว"
"งั้นพรุ่งนี้ก็มาฝึกกันต่อนะ"
พูดจบ เทพธิดาไป๋ฮวาก็หัวเราะคิกคักแล้วเดินจากไปโดยไม่รอให้เย่ฉางชิงได้ตอบอะไรเลย
ทิ้งให้เย่ฉางชิงยืนอึ้งอยู่คนเดียว
"ที่เขาว่ากันว่า ตอนหนุ่มไม่รู้ว่าพี่สาวทรงเสน่ห์ดีเช่นไร เลยหลงผิดคิดว่าสาวน้อยคือของล้ำค่า มันเป็นแบบนี้นี่เองงั้นรึ?"
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อกี้เย่ฉางชิงต้องทนทรมานใจขนาดไหน แน่นอนล่ะว่าเขาเองก็อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์เหมือนกัน แต่พอต้องมาเจอกับยอดฝีมือขอบเขตอริยะ แถมอำนาจตัดสินใจก็ไปตกอยู่ในมือของนางหมดแบบนี้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย มันน่าอึดอัดชะมัด
"คงต้องรีบยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรให้เร็วขึ้นกว่านี้แล้วล่ะ รอให้พลังของข้าสูงขึ้นเมื่อไหร่นะ ข้าจะ... หึ..."
(จบแล้ว)