- หน้าแรก
- ปั้นฝันในปี 1980 จากคนธรรมดาสู่ยอดศิลปิน
- บทที่ 760 - ยามพายุฝนพัดผ่าน เมฆาจะเคลื่อนคล้อยเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สดใส
บทที่ 760 - ยามพายุฝนพัดผ่าน เมฆาจะเคลื่อนคล้อยเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สดใส
บทที่ 760 - ยามพายุฝนพัดผ่าน เมฆาจะเคลื่อนคล้อยเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สดใส
บทที่ 760 - ยามพายุฝนพัดผ่าน เมฆาจะเคลื่อนคล้อยเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สดใส
ฟางหมิงหัวรั้งอยู่ในลอสแอนเจลิสต่ออีกสองวันจึงเดินทางกลับซานฟรานซิสโก
ในขณะเดียวกัน เจียงเหวินและหวังซั่วก็เตรียมตัวออกเดินทางเช่นกัน ทว่าพวกเขามุ่งหน้ากลับไปยังนิวยอร์ก ทุกคนจึงกล่าวลากันที่สนามบิน
"คุณคงจะใกล้เดินทางกลับประเทศแล้วใช่ไหมครับ?" หวังซั่วเอ่ยถามฟางหมิงหัว
"ใช่ครับ ผมมาอยู่อเมริกาได้สามเดือนแล้ว ถึงเวลาต้องกลับเสียที" ฟางหมิงหัวตอบ
หวังซั่วได้ฟังก็ถอนหายใจออกมา "เฮ้อ... ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้กลับเมื่อไหร่"
"อย่ากังวลไปเลยครับ อีกไม่นานหรอก" ฟางหมิงหัวตบไหล่เขาเบาๆ "ในวรรณกรรมเรื่อง ลำนำแม่น้ำดอน มีบทกวีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า: ยามพายุฝนพัดผ่าน เมฆาจะเคลื่อนคล้อยเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สดใส... ทุกอย่างจะเลือนหายไปตามกาลเวลาเองครับ"
"ขอบคุณครับสำหรับคำอวยพร" หวังซั่วกล่าวพร้อมรอยยิ้มขื่นๆ
"ผมไปก่อนนะ!" ฟางหมิงหัวหมุนตัวเดินตรงไปยังด่านตรวจความปลอดภัย
คำพูดของเขานั้นไม่ผิดเลย หวังซั่วพำนักอยู่ในอเมริกาได้ไม่ถึงหนึ่งปีก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศ
แต่น่าเสียดายที่ในตอนนั้นเขากลายเป็นคนหมดไฟในการสร้างสรรค์ไปเสียแล้ว ทำได้เพียงกินบุญเก่า หรือไม่ก็ใช้วิธีการจิกกัดผู้อื่นในอินเทอร์เน็ตเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านเพียงเท่านั้น
หลังจากฟางหมิงหัวกลับถึงซานฟรานซิสโก เขาก็เริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองจีน
คุณแม่ของหลี่ลี่ยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกระยะเพื่อคอยดูแลบุตรสาวและหลานตัวน้อย ซึ่งเขาก็เบาใจได้มาก แม้หลี่ลี่จะรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่เธอก็ทราบดีว่าศูนย์กลางการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานของฟางหมิงหัวนั้นยังคงอยู่ที่เมืองจีนและนครซีจิง ที่นี่จะเป็นเพียงท่าเรือพักใจชั่วคราวของเขาเท่านั้น
ทว่าเมื่อเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้แล้ว เธอก็พร้อมจะยอมรับโดยไร้ซึ่งความเสียใจ
คราวนี้หลี่ลี่เป็นคนขับรถมาส่งฟางหมิงหัวที่สนามบิน ทั้งคู่ต่างร่ำลากันด้วยความอาลัยในห้องโถงผู้โดยสาร
"หลี่ลี่จ๊ะ ช่วงปลายปีนี้ผมจะพยายามหาเวลามาหาคุณกับซีซีที่ซานฟรานซิสโกอีกนะ" ฟางหมิงหัวกล่าว
"ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ คุณไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้านมาสองปีแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะตำหนิเอาได้นะคะ คุณอยู่ดูแลทางโน้นให้ดีเถอะค่ะ ฉันกับแม่จะช่วยกันดูแลซีซีเอง อีกอย่างช่วงครึ่งปีหลังถังถังบอกว่าจะมาอเมริกาเรื่องงานหนังด้วย คงได้แวะมาเยี่ยมพวกเราแน่นอนค่ะ"
หลี่ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางช่วยจัดปกเสื้อให้ฟางหมิงหัว "ไปเถอะค่ะ ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว"
"ตกลงครับ!" ฟางหมิงหัวโอบกอดหลี่ลี่ไว้แน่นครู่หนึ่ง ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ช่องทางศุลกากรไป
"บ๊ายบายค่ะ!"
หลี่ลี่ยืนส่งจนกระทั่งร่างของฟางหมิงหัวลับสายตาไปจึงค่อยเดินจากมา
หลังจากใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานสิบเอ็ดชั่วโมง ฟางหมิงหัวก็เดินทางกลับถึงปักกิ่ง ทว่าเขายังไม่ได้รีบร้อนกลับซีจิงในทันที แต่เลือกเข้าพักที่โรงแรมปักกิ่งแทน
เนื่องจากพิธีมอบรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลก ครั้งที่สาม กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่ช้า และไป๋เหมียวก็ได้โทรศัพท์มาตามตัวเขาให้รีบกลับมาร่วมงาน
พิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นที่ซีจิงเหมือนคราวก่อนๆ แต่ถูกเปลี่ยนมาจัดที่มหาศาลาประชาคม ณ กรุงปักกิ่งแทน
นี่เป็นข้อเสนอของไป๋เหมียว
เขามองว่าการประชุมคณะกรรมการตัดสินและการจัดพิธีมอบรางวัลไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่เพียงที่ซีจิงเท่านั้น ควรจะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามเมืองต่างๆ เหมือนอย่างรางวัลไก่ทองคำและร้อยดอกไม้ เพื่อเป็นการขยายอิทธิพลของรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลกให้กว้างขวางขึ้น และเป็นการกระตุ้นบรรยากาศทางวรรณกรรมในเมืองนั้นๆ ไปด้วยในตัว นับว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ฟางหมิงหัวเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ พิธีมอบรางวัลในปีนี้จึงถูกกำหนดให้จัดขึ้นที่ปักกิ่ง และสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดย่อมหนีไม่พ้นมหาศาลาประชาคม
สถานที่แห่งนี้เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเกียรติยศ หลังจากยุคการปฏิรูปและเปิดประเทศ พื้นที่บางส่วนได้เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้บริการได้ รวมถึงการเชิญให้เช่าสถานที่เพื่อจัดงานคอนเสิร์ตหรืองานมงคลสมรส
แน่นอนว่าการจะเช่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำก็ได้ ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในแง่ของลักษณะงาน ขนาดของงาน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทว่าสำหรับคณะกรรมการรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลกแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย
ฟางหมิงหัวลงเครื่องบินเวลาแปดโมงครึ่ง สำนักงานสาขาปักกิ่งของเซิ่งซื่อกรุ๊ปได้ส่งรถมารับเขาไปส่งยังโรงแรมปักกิ่ง
เขายังไม่ทันได้จัดการเรื่องที่พักหรือรับประทานอาหารเช้า ไป๋เหมียวก็เคาะประตูเดินเข้ามาหาถึงในห้อง
"หมิงหัว ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที ได้ยินว่านิยายของคุณที่อเมริกาขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนี่ครับ" ไป๋เหมียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
การเดินทางไปต่างประเทศสองครั้งล่าสุดของฟางหมิงหัวนั้น เขาควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมดและไม่มีใครคอยควบคุม แต่เขาก็มักจะบอกเพื่อนฝูงว่าต้องเดินทางไปจัดการเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือที่ตีพิมพ์
เมื่อได้ยินไป๋เหมียวเอ่ยเช่นนั้น ฟางหมิงหัวก็ตอบรับสั้นๆ ว่า "ก็นับว่าใช้ได้ครับ" ก่อนจะรีบเปลี่ยนหัวข้อไปที่การคัดเลือกรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลกทันที
"พิธีมอบรางวัลเตรียมการไปถึงไหนแล้วครับ?"
"ทุกอย่างพร้อมหมดแล้วครับ ที่ผมมาหาคุณตอนนี้ก็เพื่อจะชวนให้ไปดูการจัดสถานที่ที่มหาศาลาประชาคมด้วยกันสักหน่อย" ไป๋เหมียวกล่าว
"ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะครับ" ฟางหมิงหัวแย้ง
"เฮ้... อาหารเช้าที่โรงแรมเขาก็เลิกเสิร์ฟไปแล้วล่ะครับ ไปซื้อหมั่นโถวหน้าปากซอยกินรองท้องไปพลางๆ ระหว่างเดินไปแล้วกัน"
ให้ตายสิ!...
ฟางหมิงหัวจำต้องเดินตามไป๋เหมียวลงมาจากโรงแรม
ระยะทางจากโรงแรมปักกิ่งไปยังมหาศาลาประชาคมนั้นไม่ถึงสองกิโลเมตร ทั้งสองคนจึงไม่ได้นั่งรถไฟใต้ดินแต่เลือกที่จะเดินเท้าไปแทน
เมื่อถึงมหาศาลาประชาคม พวกเขาเดินเข้าทางประตูด้านข้างขึ้นไปยังชั้นสาม ไป๋เหมียวคอยอธิบายไปตลอดทางว่า: "ศาลาประชาคมมีห้องโถงแปดแห่งที่เปิดให้เช่า ทั้งโถงมาเก๊า, โถงแถลงข่าว, โถงประชุมเล็ก, โถงตะวันออก, โถงกลาง, โถงทัศนียภาพ, โถงจัดเลี้ยง และมหาโถงหมื่นที่นั่ง แต่คราวนี้พวกเราเช่าโถงประชุมเล็ก ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ใช้มอบรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นนั่นแหละครับ"
โถงประชุมเล็กตั้งอยู่บนชั้นสาม แม้จะชื่อว่าโถงเล็กแต่ก็สามารถจุคนได้เกือบแปดร้อยคน ฟางหมิงหัวเดินตามไป๋เหมียวเข้าไปข้างใน พบว่าสถานที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างโอ่อ่าสวยงาม บนเวทีมีป้ายผ้าผืนใหญ่เขียนว่า "งานพิธีมอบรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลก ครั้งที่สาม"
สถานที่แห่งนี้ฟางหมิงหัวเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น ครั้งที่สอง ที่เคยจัดขึ้นที่นี่นั่นเอง
"ในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ สื่อมวลชนระดับชาติอย่าง หนังสือพิมพ์ประชาชนรายวัน และ หนังสือพิมพ์กวางหมิงรายวัน ล้วนได้รับเชิญมาร่วมงาน และทางสถานีโทรทัศน์กลางจะมีการถ่ายทอดสดด้วยนะครับ นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนต่างชาติประจำปักกิ่งอย่าง เอพี, รอยเตอร์ และเอเอฟพี ที่จะมาทำข่าวด้วย ข่าวพิธีมอบรางวัลของเราจะไปปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่นิวยอร์กและลอนดอนในไม่ช้าแน่นอนครับ" ไป๋เหมียวบรรยายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ดีครับ ดีมาก ลำบากคุณแล้วจริงๆ" ฟางหมิงหัวยิ้มชม
"พวกเราต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่จนรางวัลเหมาตุ้นต้องยอมสยบเลยนะครับ" ไป๋เหมียวลดเสียงกระซิบพลางหัวเราะ
ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน
งานพิธีมอบรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลก ครั้งที่สาม จัดขึ้นในวันที่ยี่สิบเอ็ด มีนาคม ปีหนึ่งเก้าเก้าเจ็ด เวลาสองทุ่ม ณ มหาศาลาประชาคม ภายในห้องโถงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนไม่มีที่ว่าง ทั้งนักเขียนเจ้าของผลงานที่เข้ารอบ คณะกรรมการตัดสิน แขกผู้มีเกียรติ และเหล่าผู้มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรมของเมืองหลวง ต่างมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมภาษาจีน
ในที่สุด ผลการตัดสินก็ได้ประกาศออกมา ผู้ชนะรางวัลนวนิยายขนาดยาวและนวนิยายขนาดกลางยอดเยี่ยมรวมห้าผลงาน ต่างทยอยขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีและกล่าวคำขอบคุณ
ทว่าจุดที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดกลับเป็นนักเขียนหญิงชาวแอฟริกาใต้ นาดีน กอร์ดิเมอร์ ที่ผลงานนวนิยายเรื่องล่าสุด ไม่มีใครเคียงข้างฉัน ของเธอได้รับรางวัลนวนิยายขนาดยาวอดเยี่ยม
หญิงชราในวัยเจ็ดสิบเศษไม่ย่อท้อต่อระยะทางที่แสนไกล เธอเดินทางจากแอฟริกาใต้นั่งเครื่องบินมาพักที่ฮ่องกงหนึ่งคืน ก่อนจะต่อสายการบินแห่งชาติมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง บนเวทีรับรางวัล หญิงชรามีสีหน้าตื้นตันใจและกล่าวขอบคุณด้วยภาษาอังกฤษที่สละสลวย
เมื่อเจ็ดปีก่อนเธอเคยเดินทางไปรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และในวันนี้เธอก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มายืนอยู่บนเวทีรับรางวัล ณ มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง
"จีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานกว่าห้าพันปี สร้างสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่าอย่าง คัมภีร์กวี และ ลำนำฉู่ มาอย่างมากมาย ในปัจจุบันวรรณกรรมจีนได้เบ่งบานและมีชีวิตชีวาขึ้นใหม่อีกครั้ง และผ่านรูปแบบของรางวัลวรรณกรรมภาษาจีนโลกนี้เอง ที่ทำให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงคุณค่านี้อีกหน..."
เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องประชุม
รางวัลนวนิยายขนาดกลางยอดเยี่ยมตกเป็นของ ยูเฟิ่งเหว่ย จากผลงานเรื่อง การอยู่รอด ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้ภายหลังถูกเจียงเหวินนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง ผีมาเคาะประตู
รางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยม: ฉือจื่อเจี้ยน จากเรื่อง คอกวัวในคืนจันทร์พร่ามัว
รางวัลความเรียงยอดเยี่ยม: จางเฉิงจื้อ จากเรื่อง เส้นทางวีรชนที่รกร้าง
และกวีนิพนธ์ชุด คำพยากรณ์แห่งกาลเวลา ของหยางมู่ กวีและนักเขียนความเรียงชาวไต้หวัน ได้รับรางวัลกวีนิพนธยอดเยี่ยม
หลังจากพิธีมอบรางวัลสิ้นสุดลง ฟางหมิงหัวเข้าพักที่โรงแรมปักกิ่งต่ออีกหนึ่งคืน ตั้งใจว่าเช้าวันถัดมาจะรีบเดินทางกลับซีจิงทันที ใจของเขาตอนนี้โผบินกลับบ้านไปนานแล้ว
ทว่าในช่วงหัวค่ำ กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียนเขาถึงที่พัก... นั่นคือเฝิงเสี่ยวกัง
(จบแล้ว)