- หน้าแรก
- ไม่อยากดังแต่ปังเฉย
- บทที่ 29 : เคยดูตำนานเจียงอวี้เยี่ยนไหม?
บทที่ 29 : เคยดูตำนานเจียงอวี้เยี่ยนไหม?
บทที่ 29 : เคยดูตำนานเจียงอวี้เยี่ยนไหม?
คนอื่นหัวเราะที่ฉันถูกหลอกง่าย ส่วนฉันหัวเราะที่คนอื่นมองไม่เห็นความจริง
นี่คือสิ่งที่หลินซินหยูคิดในใจอย่างซื่อตรงที่สุด
เธอไม่ใช่คนฉลาดล้ำเลิศ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา อันที่จริงเธอก็เห็นด้วยกับปัญหาที่นักแสดงคนก่อนหน้านี้ทักท้วงมา ทว่านั่นมันก็เป็นเพียงจุดบกพร่องเล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของละคร จะแก้หรือไม่แก้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก ความผิดมหันต์ของนักแสดงชายคนนั้นคือความบังอาจที่มาท้าทายอำนาจของเธอในฐานะผู้อำนวยการสร้างและนางเอกต่อหน้าสาธารณชนต่างหาก
แต่กับจางหยางนั้นต่างออกไป แม้เขาจะต้องการขอแก้บทเหมือนกัน แต่เขากลับใช้คำพูดที่สละสลวยและมองผลประโยชน์จากมุมมองของเธอเป็นที่ตั้ง หากเธอไม่ยอมตกลงตอนนี้ คนที่ไม่รู้ความจริงคงจะคิดว่าเธอเป็นพวกคลั่งรักที่คุมสติไม่อยู่ยามอยู่ต่อหน้าหนุ่มหล่อ ซึ่งนั่นย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเธอ
ในความเป็นจริง สิ่งที่เธอต้องการก็แค่ท่าทีที่ให้เกียรติและทางลงให้เธอได้รักษาหน้าเท่านั้น ส่วนเรื่องจะแก้บทหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงคนนั้นจะทำให้เธอพึงพอใจได้มากแค่ไหน และเห็นได้ชัดว่าจางหยางตีโจทย์แตกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“พี่หลินซินหยูถามได้ถูกคนแล้วครับ อันที่จริงผมก็เคยคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนบทอยู่เหมือนกัน” จางหยางโบกมือเรียกนาจาให้นำกระเป๋าเป้มาให้ เขาหยิบกระดาษสองสามแผ่นออกมาแล้วส่งให้หลินซินหยูด้วยท่าทางที่ดูถ่อมตัว “การที่ผมได้รับโอกาสในโปรเจกต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยอดพธูจอมราชันย์ ผมถึงกับไปปรึกษาอาจารย์ที่สถาบันการละครเซี่ยงไฮ้และได้ขัดเกลาบทภายใต้การชี้แนะของท่านมาครับ”
“ก่อนที่จะมาที่นี่ ผมก็แอบกังวลว่าคำพูดของตัวเองจะไม่มีน้ำหนักพอ และคงไม่มีใครยอมรับฟังความคิดเห็นของผม แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่านั่นเป็นเพราะผมยังไม่เข้าใจในตัวรุ่นพี่ดีพอครับ”
คำประจบสอพลอนั้นใช้ได้ผลเสมอ จางหยางฉวยโอกาสนี้ยกยอทุกคนอย่างแนบเนียน นาจาที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตามอารมณ์ไม่ทัน เนื้อหาในกระดาษพวกนั้นเธอจำได้แม่นว่าจางหยางนั่งเขียนส่งๆ ตอนอยู่บนรถแท้ๆ ตอนนั้นเธอยังแอบทึ่งว่าลายมือของเขาสวยงามสมกับหน้าตาขนาดไหน แล้วทำไมจู่ๆ มันถึงกลายเป็นบทที่เขียนขึ้นภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ไปได้ล่ะเนี่ย?
“อาจารย์คนไหนในสถาบันการละครเซี่ยงไฮ้ที่เธอไปปรึกษาเหรอ?” เหยียนอี้ควานยกยิ้มที่มุมปากพลางวางบทลงแล้วลุกขึ้นยืน
“สวัสดีครับรุ่นพี่ อาจารย์ที่ผมไปขอคำปรึกษาคืออาจารย์เจียงเหมยกับอาจารย์หวังลั่วหยงครับ” จางหยางตอบกลับทันทีโดยไม่มีท่าทีลนลาน
เขาไม่ใช่คนที่จะออกรบโดยปราศจากการเตรียมตัว เขาคิดเรื่องแก้บทไว้ตั้งแต่เมื่อคืนและเขียนมันออกมาตอนเดินทางในวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้โทรศัพท์ไปหาอาจารย์ทั้งสองเพื่อทักทายและได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว ดังนั้นตราบใดที่ไม่มีใครบ้าพอจะไปไล่บี้ถามอาจารย์ว่าจางหยางได้ขอให้ช่วยแก้บทจริงไหม เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
“อาจารย์หวังกับอาจารย์เจียงงั้นเหรอ? ท่านเริ่มสอนตอนที่พี่ยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย ท่านเคยสอนพี่ตั้งหลายคลาส” เหยียนอี้ควานยิ้ม “ตอนนี้ทั้งสองท่านคงเป็นระดับหัวหน้าภาควิชาแล้วใช่ไหม?”
“ครับ อาจารย์หวังตอนนี้เป็นศาสตราจารย์ในภาควิชาการแสดงและเป็นผู้ฝึกสอนหลัก ส่วนอาจารย์เจียงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาครับ” จางหยางตอบอย่างสงบ
สายตาของคนรอบข้างที่มองมายังเขาเปลี่ยนไปในทันที นี่คือพลังของสายวิชาการ คอนเนกชันที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ย่อมมีความได้เปรียบในวงการอย่างเห็นได้ชัด
“อืม” เหยียนอี้ควานพยักหน้าเล็กน้อย “รุ่นน้อง ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจตอนอยู่ในกองถ่าย ก็มาถามพี่ได้นะ”
“ขอบคุณมากครับรุ่นพี่” จางหยางรีบขอบคุณ สายตาของเขาเหลือบไปมองฮั่วเจี้ยนหัว และพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน สายตาของทั้งคู่ประสานกันเพียงครู่เดียวก่อนจะเบือนหนีไปอย่างรู้งานโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ
ในขณะเดียวกัน หลินซินหยูและผู้กำกับเหลียงซิ่นฉวนก็ได้กวาดสายตาอ่านบทที่แก้ไขแล้วเรียบร้อย
“สมแล้วที่เป็นบทที่ผ่านการชี้แนะจากอาจารย์สถาบันการละครเซี่ยงไฮ้ ส่วนนี้ช่วยขับเน้นนิสัยและมิติของตัวละครทั้งสองได้ดีขึ้นจริงๆ” เหลียงซิ่นฉวนเอ่ยชมพลางหาทางลงให้หลินซินหยู ซึ่งเธอก็อยู่ในอารมณ์ที่ดีและพยักหน้าเห็นชอบด้วย
“มันดีขึ้นจริงๆ งั้นเรามาแสดงตามบทที่แก้ใหม่นี่เถอะ” อย่างไรเสียเธอก็ต้องให้หน้าสถาบันการละครเซี่ยงไฮ้บ้าง อีกอย่างเนื้อหาที่แก้มาก็ดูดีกว่าเดิมจริงๆ
จางหยางใช้ความคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะสำทับว่า “คนเขียนบทคือผู้ที่ดูแลภาพรวมของเรื่องและบทสมทบของตัวละครทั้งหมด ผมเพียงแค่แก้ไขตามคำชี้แนะของอาจารย์เท่านั้น ดีใจจริงๆ ครับที่ไม่ได้สร้างความลำบากให้ทุกคน”
คำพูดนี้ทำให้สายตาของหลายคนดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นเรามาลองดูหน่อย” เหลียงซิ่นฉวนปรบมือเรียกสมาธิพลางหยิบโทรโข่งขึ้นมา
จางหยางไม่ได้พยายามทำตัวเด่นไปกว่านั้น เขาเดินกลับไปหานาจา “พี่กำลังจะเริ่มแสดงแล้ว ดูให้ดีๆ ล่ะ จะบันทึกวิดีโอไว้ก็ได้ คืนนี้พี่จะสอนเทคนิคเรื่องการจัดระเบียบร่างกายและมุมกล้องให้”
นาจาพยักหน้าตอบรับด้วยความเข้าใจ
“ทุกฝ่ายเตรียมตัว!”
เหลียงซิ่นฉวนนั่งลงหน้าจอมอนิเตอร์ สั่งปรับแสงและเตรียมการขั้นสุดท้าย
“ฉากที่... เทคที่... เริ่มได้!”
สิ้นเสียงสเลท กล้องก็เริ่มเดินเครื่องโดยจับจ้องไปที่หลินซินหยู เธอเอามือเกาะราวศาลาสูง ก้มมองเบื้องล่างพลางสะอื้นไห้อย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวอันแสนเศร้า
จางหยางในชุดอาภรณ์ดิ้นทองปรากฏตัวจากมุมเสา เขาเดินมาหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดที่กำหนด และเฝ้ามองแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ดวงตาของผู้กำกับเหลียงเป็นประกาย เขาปรับท่านั่งและสั่งการผ่านวิทยุสื่อสาร “ถอยกล้องออกมานิด หาจุดบอดทางซ้าย ดีมาก หยุดตรงนั้น จับสีหน้าของทั้งคู่ไว้!”
ในใจของผู้กำกับเหลียงรู้สึกเหมือนเจอช้างเผือก โดยปกติแล้วคนที่หน้าตาดีในชีวิตจริงอาจจะไม่ขึ้นกล้องเสมอไป แต่จางหยางนั้นต่างออกไป เขามีใบหน้าที่เหมาะกับจอเงินอย่างแท้จริง
‘ถ้าฝีมือการแสดงของเขาดีด้วย ฉันอาจจะพิจารณาบทในเรื่องพลิกตำนานโปเยโปโลเยให้เขาสักบท’ ความคิดนี้วูบผ่านเข้ามาในหัวผู้กำกับ
ในจอภาพ สายตาของจางหยางเริ่มเปลี่ยนแปลงไป อารมณ์เศร้าโศกเริ่มเอ่อล้นออกมาจนสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เขามีต่อหม่าฟู่หย่า หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ประกายแห่งความคลั่งไคล้ก็วาบผ่านดวงตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความแน่วแน่มั่นคง เขาสืบเท้าเข้าไปหาเธอ กล้องคอยติดตามบันทึกภาพอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงด้านหลัง จางหยางยื่นมือออกไปหมายจะสวมกอดจากเบื้องหลัง ทีมงานส่งสัญญาณให้หลินซินหยูหันกลับมาสบสายตากับเขา “เสี่ยวกวง...”
หลินซินหยูเอ่ยชื่อนั้นพลางซับน้ำตาที่หางตา ชื่อนี้ราวกับมีมนต์ขลังที่ทำให้จางหยางชะงักมือและก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว แววตาของเขากลับมาใสกระจ่างอีกครั้ง “พี่หญิง อย่าเศร้าไปเลย พี่น่ะยังมีข้าให้พึ่งพิงอยู่นะ”
บทเดิมในตอนนี้ ซ่งไท่จู่ต้องเข้าไปโอบกอดและพร่ำบอกคำปลอบโยนหวานเลี่ยน แต่ในสายตาของจางหยาง บทแบบนั้นมันไร้แก่นสารสิ้นดี จักรพรรดิอย่างซ่งไท่จู่อาจจะมีใจรักที่ฝังลึกได้ แต่เขาไม่มีวันทำตัวเป็นพวกคลั่งรักจนเสียสติ ต่อให้เป็นละครแนวขายฝันเกินจริงก็ไม่ควรดูถูกสติปัญญาของคนดูขนาดนั้น
ความรักที่สง่างามสอดคล้องกับฐานะย่อมทรงพลังกว่า สายตาของเขาในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความรักที่ถูกกดกั้นไว้ คำปลอบโยนที่เปลี่ยนใหม่ก็ไม่มีความเลี่ยนหู แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจที่บอกเป็นนัยว่า “เชื่อใจข้าเถอะ ข้าจัดการแทนพี่ได้ทุกอย่าง”
ทว่าหม่าฟู่หย่ากลับเพียงแค่ยิ้มและถอนหายใจ ไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ยอมรับ ดูเหมือนเธอจะมองเขาเป็นเพียงน้องชายเสมอมา
“คัท!”
เหลียงซิ่นฉวนตะโกนผ่านโทรโข่ง “ยอดเยี่ยมมาก! ฉากนี้ผ่าน!”
มันเป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบเกินคาด โดยเฉพาะจางหยางที่ทำให้เขาประหลาดใจ แม้หลินซินหยูจะเป็นดาราใหญ่ แต่ในฉากนี้ความสนใจทั้งหมดกลับถูกดึงดูดไปที่จางหยาง ทั้งสายตา การสื่ออารมณ์ และน้ำเสียง ทุกอย่างยอดเยี่ยมจนไม่ต้องถ่ายซ้ำ
เมื่อสิ้นสุดการถ่ายทำในจุดนี้ จางหยางก็ถอยออกมาดูการทำงานเงียบๆ นาจาที่สบโอกาสจึงเดินเข้ามาถาม “พี่หยาง แค่บทสมทบเล็กๆ แบบนี้ ทำไมพี่ต้องทุ่มเทขนาดนี้ด้วยล่ะคะ?”
จางหยางหันมามองเธอพลางยกยิ้มที่มุมปาก “นาจา... เคยดูตำนานเจียงอวี้เยี่ยนไหม?”