เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว

บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว

บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว


ตี๋ลี่เร่อปาไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้ รุ่นพี่ที่ให้เธอยืมหนังสือจะเป็นถึงนักเรียนหัวกะทิ

ในหน้าสุดท้ายของหนังสือเรียนหัวข้อย่อย "แก่นแท้และลักษณะเฉพาะของศิลปะ" มีข้อความพิมพ์อยู่ด้านบนสุดเพียงไม่กี่บรรทัด ส่วนที่เหลือของหน้าถูกปล่อยให้ว่างเปล่า

ทว่าพื้นที่ว่างเหล่านั้นกลับถูกเติมเต็มไปด้วยลายมือที่เรียงตัวเป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน และงดงามหมดจด ช่างเป็นลายมือที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้เขียนได้อย่างแท้จริง

ตี๋ลี่เร่อปากวาดสายตาเพียงปราดเดียวก็พบคำตอบของคำถามในข้อความเหล่านั้น เธอจึงเริ่มตอบ "แก่นแท้ของศิลปะมีมุมมองที่เป็นตัวแทนอยู่หลายประการ ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิญญาณแบบปรนัย ทฤษฎีจิตวิญญาณแบบอัตนัย ทฤษฎีการเลียนแบบหรือการทำซ้ำ และมุมมองอื่นๆ ค่ะ"

"รากฐานทางทฤษฎีสำหรับคำถามเรื่องแก่นแท้ของศิลปะคือทฤษฎีการผลิตงานศิลปะค่ะ"

"ส่วนลักษณะเฉพาะของศิลปะแบ่งออกเป็น ความเป็นภาพลักษณ์ ความเป็นอัตนัย และสุนทรียภาพค่ะ"

ตี๋ลี่เร่อปาตอบได้อย่างฉะฉาน

สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนร่วมชั้นของเธอเป็นอย่างมาก

ดาวเด่นประจำชั้นที่ทุกคนยอมรับคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่แอบซุ่มอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ งั้นเหรอ!?

เจียงเหมย อาจารย์ประจำวิชานี้ก็มีประกายแห่งความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาเช่นกัน

คำถามที่เธอถามนั้นเป็นพื้นฐานมากๆ นักศึกษาคนไหนที่ตั้งใจเรียนก็สามารถตอบได้

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสอนเนื้อหาเหล่านี้ให้กับชั้นเรียนนี้ ดังนั้นการที่ตี๋ลี่เร่อปาสามารถตอบได้จึงถือว่าน่ายกย่อง

คนล่าสุดที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจแบบนี้ก็คือเด็กที่ชื่อจางหยาง

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงเหมยก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยราวกับได้ค้นพบผู้มีพรสวรรค์ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เธอถามต่อ "ถ้าอย่างนั้นบอกครูหน่อยว่า ความเป็นภาพลักษณ์ ความเป็นอัตนัย และสุนทรียภาพ แบ่งย่อยออกเป็นอะไรได้บ้าง?"

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมย ตี๋ลี่เร่อปาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีและตอบอย่างจริงจังว่า "ความเป็นภาพลักษณ์แบ่งออกเป็นสามประเด็นค่ะ คือความเป็นเอกภาพของปรนัยและอัตนัย และเนื้อหาค่ะ"

"ความเป็นอัตนัยแบ่งออกเป็นสามประเด็น ได้แก่ การสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลงานศิลปะ และการชื่นชมงานศิลปะค่ะ"

"สุนทรียภาพคือ..."

คำตอบนี้มีตรรกะที่หนักแน่น ละเอียดอ่อน และกระชับได้ใจความ

เพื่อนร่วมชั้นทุกคนในห้องต่างตกตะลึง พลางคิดในใจว่า นี่เธอเตรียมตัวสอบเข้าป.โทอยู่หรือเปล่าเนี่ย?

"ไม่เลว ตอบได้ดีมาก" รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมยกว้างขึ้น เธอพยักหน้าให้ตี๋ลี่เร่อปาด้วยความชื่นชม "เธอเตรียมตัวมาดีมาก เธอเป็นนักศึกษาที่ขยันและมีพรสวรรค์คนที่สองที่ครูได้พบในรอบสิบปีนี้เลย"

"อย่างไรก็ตาม นักศึกษาตี๋ลี่เร่อปา นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมัวแต่เล่นโทรศัพท์ในห้องเรียนหรอกนะ"

บรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นผ่อนคลายและมีอิสระมากกว่าสมัยประถมจนถึงมัธยมปลายมาก ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็ยิ่งแล้วใหญ่ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการปล่อยปละละเลยหรือแค่เรียนให้จบๆ ไป

แต่บรรยากาศในมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นดีอยู่แล้ว หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีการแข่งขันสูง บรรดาอาจารย์ต่างมีความรับผิดชอบในการสอนนักศึกษาเป็นอย่างมาก และมักจะชื่นชอบเมื่อได้พบกับนักศึกษาหัวกะทิ

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังเป็นผู้กุมคอนเนกชันทางวิชาชีพที่ทรงอิทธิพล หากพวกเขาชื่นชมนักศึกษาคนไหนเป็นพิเศษ นักศึกษาคนนั้นก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างมหาศาลเมื่อก้าวเข้าสู่วงการที่เกี่ยวข้อง

เจียงเหมยเป็นอาจารย์ที่ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอได้รับความเคารพอย่างสูง

คำชมของเธอทำให้ตี๋ลี่เร่อปาหน้าแดงก่ำในทันที รู้สึกทั้งตื่นเต้นและละอายใจปะปนกันไป

เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำชมของเจียงเหมย นี่มันคือการขโมยผลงานคนอื่นชัดๆ

"อ-อาจารย์คะ อาจารย์เข้าใจผิดแล้วค่ะ" ตี๋ลี่เร่อปากัดฟันพูดความจริงออกไป "ที่หนูตอบคำถามพวกนี้ได้ไม่ใช่ความดีความชอบของหนูหรอกค่ะ แค่โชคดีเท่านั้นเอง"

"ความจริงแล้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ..."

ตี๋ลี่เร่อปาเล่าเรื่องที่เธอลืมหนังสือเรียนไว้ในห้องสมุด และบังเอิญเจอกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าประตูตอนกลับไปตามหา เธอเล่าออกไปตามตรงโดยไม่กล้าปิดบังอะไรเลย

เจตนาเดิมของเธอคือการใช้โน้ตที่จางหยางเขียนไว้เพื่อรับมือกับคำถามและหลีกเลี่ยงการถูกอาจารย์ตำหนิ ไม่ได้ต้องการจะอวดเก่งหรือรับคำชม

หากความสามารถไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ภัยพิบัติย่อมตามมาอย่างแน่นอน!

"เธอหมายถึงรุ่นพี่ปีสองงั้นเหรอ?" ใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของเจียงเหมย

แต่เธอจำได้ว่าคนที่เอาเอกสารมาส่งในวันนี้ไม่ใช่เขานี่นา

"ใช่ค่ะ" ตี๋ลี่เร่อปาพยักหน้า

"เขาชื่ออะไรล่ะ?" เจียงเหมยถาม

ใบหน้าของตี๋ลี่เร่อปาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยขณะเอ่ยตอบ "เมื่อกี้หนูรีบเกินไป เลยลืมถามชื่อเขาน่ะค่ะ"

เธอแอบบ่นอุบอิบในใจ "ถ้าอาจารย์ไม่เรียกให้หนูตอบคำถาม ป่านนี้หนูก็คงถามไปแล้วแหละ"

"เขาหล่อไหม? สูงเท่าไหร่?" เจียงเหมยถามยิ้มๆ

"หล่อมากค่ะ สูงกว่าหนูอย่างน้อยก็ครึ่งศีรษะได้" ตี๋ลี่เร่อปานึกทบทวนแล้วตอบ

เธอสูงเกือบ 170 เซนติเมตร การที่เขาสูงกว่าครึ่งศีรษะย่อมหมายความว่าเขาต้องสูงอย่างน้อย 180 เซนติเมตร

"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเจ้าเด็กอาหยางแน่ๆ" น้ำเสียงของเจียงเหมยแฝงไปด้วยรอยยิ้ม

จู่ๆ นักศึกษาในชั้นเรียนก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า "อาหยาง" คนนี้เป็นใครกัน ถึงสามารถทำให้อาจารย์เจียงเหมยที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ออกอาการชื่นชมและเอ็นดูได้ขนาดนี้

"อาหยาง... หยาง แถมยังเป็นรุ่นพี่ปีสองที่ทั้งสูงทั้งหล่อ เป็นกรรมการนักศึกษา... หรือว่าจะเป็นเขา?" จงฉู่ซีคิดถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง

รูมเมตที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบถามทันที "ใครอะ?"

พวกชอบอมพะนำ ไสหัวไปเลยนะ!

ตอนนั้นเอง เจียงเหมยก็เดินเข้าไปหาตี๋ลี่เร่อปา ขอดูหนังสือเรียน และกวาดสายตามอง ลายมือที่คุ้นเคยช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอได้อย่างชัดเจน เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า "นักศึกษา พวกเธอคงจะคุ้นเคยกับชื่อ จางหยาง กันอยู่แล้วใช่ไหม?"

จางหยางเหรอ?

ตี๋ลี่เร่อปาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่สมองจะสว่างวาบขึ้นมาทันที

ใช่แล้ว รุ่นพี่จางหยางที่เป็นคนรับผิดชอบงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่นี่เอง มิน่าล่ะเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขานัก

เมื่อปราศจากเครื่องสำอางและไม่ได้สวมชุดสูททางการ รุ่นพี่ก็ดูเข้าถึงง่ายและให้ความรู้สึกอบอุ่นสดใสมากขึ้น

"อาจารย์เจียงคะ พวกเรารู้จักรุ่นพี่จางหยางแน่นอนค่ะ"

"ใช่ค่ะ หนูยังเคยโหวตให้รุ่นพี่จางหยางในการจัดอันดับหนุ่มหล่อประจำมหาวิทยาลัยบนเว็บบอร์ดเถี่ยปาเลย"

"ในใจหนู นอกจากรุ่นพี่หูเกอแล้ว รุ่นพี่จางหยางก็หล่อที่สุดเลยค่ะ"

"หนูคิดว่ารุ่นพี่เหยียนอี้ควนกับรุ่นพี่จางหยางหล่อที่สุดค่ะ"

"หนูว่ารุ่นพี่ลู่อี้กับรุ่นพี่จางหยางต่างหากค่ะ"

"..."

พอเป็นเรื่องซุบซิบนินทาและการโหวต บรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยต่างก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที

แต่ละคนก็มีรสนิยมความชอบส่วนตัวที่แตกต่างกันไป แต่ที่น่าแปลกก็คือ ชื่อของจางหยางมักจะถูกจัดอันดับตีคู่มาด้วยเสมอ

โดยทั่วไปแล้ว ใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ไม่ได้โดดเด่นจนเกินไปนัก มักจะมีความยืดหยุ่นสูงและถือว่าเหมาะสมกับวงการบันเทิงมากที่สุด

คนที่มีใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติมักจะเหมาะกับการเล่นซีรีส์ไอดอลหรือละครแนวซีเรียสเฉพาะกลุ่ม ซึ่งทำให้เส้นทางการแสดงของพวกเขาค่อนข้างแคบ

แต่จางหยางไม่ได้มีแค่ความหล่อเหลา ทว่ายังมีความยืดหยุ่นในการปรับลุคได้หลากหลาย ซึ่งหาได้ยากยิ่ง

คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างเชื่อมั่นว่า หากจางหยางได้รับบทบาทและบทละครที่ดี เขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครองได้อย่างแน่นอน

"ถูกตัอง จางหยางคนที่พวกเธอพูดถึงนั่นแหละ" เจียงเหมยเองก็ดูเหมือนจะเต็มใจพูดถึงจางหยางเช่นกัน เธอเอ่ยว่า "ถ้าจะให้พูดภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเธอ จางหยางก็คือผู้เล่นที่มีพรสวรรค์"

"แต่ถ้าเป็นภาษาคนรุ่นเก่าอย่างครู ก็ต้องบอกว่า สวรรค์ประทานข้าวมาให้เขากิน"

"อย่างไรก็ตาม เจ้าเด็กอาหยางนั่นเป็นคนมีอารมณ์ขัน เขาบอกว่า สวรรค์กำลังวิ่งไล่ป้อนข้าวเขาต่างหาก"

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมยก็ฉายชัดขึ้นมา

นักศึกษาทุกคนต่างเผยรอยยิ้มบางๆ พลางรู้สึกว่ารุ่นพี่จางหยางคนนี้ค่อนข้างจะหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย

เจียงเหมยพูดต่อ "เขามีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น สามารถปรับเปลี่ยนลุคได้หลากหลาย และมีพรสวรรค์ด้านการแสดงที่ยอดเยี่ยม เขามักจะเรียนรู้สิ่งหนึ่งแล้วประยุกต์ใช้กับสิ่งอื่นได้เสมอ แถมยังมีดวงตาที่สื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยมอีกด้วย"

"ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่จางหยางก็ยังตั้งใจเรียนมาก"

"นักศึกษาบางคนอาจจะรู้แล้วและบางคนอาจจะยังไม่รู้ จางหยางเป็นศิลปินภายใต้สังกัดบริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แต่ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยขอลาหยุดเพื่อไปรับงานแสดงเลย เขาปฏิเสธการจัดการทุกอย่างของบริษัท"

"คนแบบนี้จะต้องไปได้ไกลมากในอนาคตแน่นอน"

"พวกเธอทุกคนต้องตั้งใจเรียนให้มาก และควบคุมความเย่อหยิ่งใจร้อนของตัวเองเอาไว้ให้ดี"

เหล่านักศึกษา "..."

คนเป็นครูมักจะมีโรคประจำอาชีพอยู่นิดหน่อย ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร สุดท้ายก็มักจะวกกลับมาเป็นบทเทศนาสั่งสอนได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นและความชื่นชมในตัวจางหยางก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของพวกเธอ

ตี๋ลี่เร่อปาก็ไม่มีข้อยกเว้น เธอคิดด้วยความเลื่อมใสว่า "รุ่นพี่จางหยางยอดเยี่ยมไปเลย"

"พึ่บ พึ่บ"

จางหยางได้ยินเสียงสมุดคู่มือโอกาสแห่งวงการบันเทิงพลิกหน้ากระดาษ

"แต้มโอกาสเพิ่มขึ้นแล้ว"

"ทำไมถึงเป็นตอนนี้ล่ะ?"

จบบทที่ บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว