- หน้าแรก
- ไม่อยากดังแต่ปังเฉย
- บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว
บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว
บทที่ 15: แฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณออนไลน์แล้ว
ตี๋ลี่เร่อปาไม่คาดคิดเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้ รุ่นพี่ที่ให้เธอยืมหนังสือจะเป็นถึงนักเรียนหัวกะทิ
ในหน้าสุดท้ายของหนังสือเรียนหัวข้อย่อย "แก่นแท้และลักษณะเฉพาะของศิลปะ" มีข้อความพิมพ์อยู่ด้านบนสุดเพียงไม่กี่บรรทัด ส่วนที่เหลือของหน้าถูกปล่อยให้ว่างเปล่า
ทว่าพื้นที่ว่างเหล่านั้นกลับถูกเติมเต็มไปด้วยลายมือที่เรียงตัวเป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน และงดงามหมดจด ช่างเป็นลายมือที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้เขียนได้อย่างแท้จริง
ตี๋ลี่เร่อปากวาดสายตาเพียงปราดเดียวก็พบคำตอบของคำถามในข้อความเหล่านั้น เธอจึงเริ่มตอบ "แก่นแท้ของศิลปะมีมุมมองที่เป็นตัวแทนอยู่หลายประการ ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิญญาณแบบปรนัย ทฤษฎีจิตวิญญาณแบบอัตนัย ทฤษฎีการเลียนแบบหรือการทำซ้ำ และมุมมองอื่นๆ ค่ะ"
"รากฐานทางทฤษฎีสำหรับคำถามเรื่องแก่นแท้ของศิลปะคือทฤษฎีการผลิตงานศิลปะค่ะ"
"ส่วนลักษณะเฉพาะของศิลปะแบ่งออกเป็น ความเป็นภาพลักษณ์ ความเป็นอัตนัย และสุนทรียภาพค่ะ"
ตี๋ลี่เร่อปาตอบได้อย่างฉะฉาน
สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนร่วมชั้นของเธอเป็นอย่างมาก
ดาวเด่นประจำชั้นที่ทุกคนยอมรับคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่แอบซุ่มอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ งั้นเหรอ!?
เจียงเหมย อาจารย์ประจำวิชานี้ก็มีประกายแห่งความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาเช่นกัน
คำถามที่เธอถามนั้นเป็นพื้นฐานมากๆ นักศึกษาคนไหนที่ตั้งใจเรียนก็สามารถตอบได้
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสอนเนื้อหาเหล่านี้ให้กับชั้นเรียนนี้ ดังนั้นการที่ตี๋ลี่เร่อปาสามารถตอบได้จึงถือว่าน่ายกย่อง
คนล่าสุดที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจแบบนี้ก็คือเด็กที่ชื่อจางหยาง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงเหมยก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยราวกับได้ค้นพบผู้มีพรสวรรค์ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เธอถามต่อ "ถ้าอย่างนั้นบอกครูหน่อยว่า ความเป็นภาพลักษณ์ ความเป็นอัตนัย และสุนทรียภาพ แบ่งย่อยออกเป็นอะไรได้บ้าง?"
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมย ตี๋ลี่เร่อปาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีและตอบอย่างจริงจังว่า "ความเป็นภาพลักษณ์แบ่งออกเป็นสามประเด็นค่ะ คือความเป็นเอกภาพของปรนัยและอัตนัย และเนื้อหาค่ะ"
"ความเป็นอัตนัยแบ่งออกเป็นสามประเด็น ได้แก่ การสร้างสรรค์งานศิลปะ ผลงานศิลปะ และการชื่นชมงานศิลปะค่ะ"
"สุนทรียภาพคือ..."
คำตอบนี้มีตรรกะที่หนักแน่น ละเอียดอ่อน และกระชับได้ใจความ
เพื่อนร่วมชั้นทุกคนในห้องต่างตกตะลึง พลางคิดในใจว่า นี่เธอเตรียมตัวสอบเข้าป.โทอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
"ไม่เลว ตอบได้ดีมาก" รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมยกว้างขึ้น เธอพยักหน้าให้ตี๋ลี่เร่อปาด้วยความชื่นชม "เธอเตรียมตัวมาดีมาก เธอเป็นนักศึกษาที่ขยันและมีพรสวรรค์คนที่สองที่ครูได้พบในรอบสิบปีนี้เลย"
"อย่างไรก็ตาม นักศึกษาตี๋ลี่เร่อปา นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอจะมัวแต่เล่นโทรศัพท์ในห้องเรียนหรอกนะ"
บรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นผ่อนคลายและมีอิสระมากกว่าสมัยประถมจนถึงมัธยมปลายมาก ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงก็ยิ่งแล้วใหญ่ จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการปล่อยปละละเลยหรือแค่เรียนให้จบๆ ไป
แต่บรรยากาศในมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นดีอยู่แล้ว หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีการแข่งขันสูง บรรดาอาจารย์ต่างมีความรับผิดชอบในการสอนนักศึกษาเป็นอย่างมาก และมักจะชื่นชอบเมื่อได้พบกับนักศึกษาหัวกะทิ
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังเป็นผู้กุมคอนเนกชันทางวิชาชีพที่ทรงอิทธิพล หากพวกเขาชื่นชมนักศึกษาคนไหนเป็นพิเศษ นักศึกษาคนนั้นก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างมหาศาลเมื่อก้าวเข้าสู่วงการที่เกี่ยวข้อง
เจียงเหมยเป็นอาจารย์ที่ดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอได้รับความเคารพอย่างสูง
คำชมของเธอทำให้ตี๋ลี่เร่อปาหน้าแดงก่ำในทันที รู้สึกทั้งตื่นเต้นและละอายใจปะปนกันไป
เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำชมของเจียงเหมย นี่มันคือการขโมยผลงานคนอื่นชัดๆ
"อ-อาจารย์คะ อาจารย์เข้าใจผิดแล้วค่ะ" ตี๋ลี่เร่อปากัดฟันพูดความจริงออกไป "ที่หนูตอบคำถามพวกนี้ได้ไม่ใช่ความดีความชอบของหนูหรอกค่ะ แค่โชคดีเท่านั้นเอง"
"ความจริงแล้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ..."
ตี๋ลี่เร่อปาเล่าเรื่องที่เธอลืมหนังสือเรียนไว้ในห้องสมุด และบังเอิญเจอกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่หน้าประตูตอนกลับไปตามหา เธอเล่าออกไปตามตรงโดยไม่กล้าปิดบังอะไรเลย
เจตนาเดิมของเธอคือการใช้โน้ตที่จางหยางเขียนไว้เพื่อรับมือกับคำถามและหลีกเลี่ยงการถูกอาจารย์ตำหนิ ไม่ได้ต้องการจะอวดเก่งหรือรับคำชม
หากความสามารถไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ภัยพิบัติย่อมตามมาอย่างแน่นอน!
"เธอหมายถึงรุ่นพี่ปีสองงั้นเหรอ?" ใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของเจียงเหมย
แต่เธอจำได้ว่าคนที่เอาเอกสารมาส่งในวันนี้ไม่ใช่เขานี่นา
"ใช่ค่ะ" ตี๋ลี่เร่อปาพยักหน้า
"เขาชื่ออะไรล่ะ?" เจียงเหมยถาม
ใบหน้าของตี๋ลี่เร่อปาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยขณะเอ่ยตอบ "เมื่อกี้หนูรีบเกินไป เลยลืมถามชื่อเขาน่ะค่ะ"
เธอแอบบ่นอุบอิบในใจ "ถ้าอาจารย์ไม่เรียกให้หนูตอบคำถาม ป่านนี้หนูก็คงถามไปแล้วแหละ"
"เขาหล่อไหม? สูงเท่าไหร่?" เจียงเหมยถามยิ้มๆ
"หล่อมากค่ะ สูงกว่าหนูอย่างน้อยก็ครึ่งศีรษะได้" ตี๋ลี่เร่อปานึกทบทวนแล้วตอบ
เธอสูงเกือบ 170 เซนติเมตร การที่เขาสูงกว่าครึ่งศีรษะย่อมหมายความว่าเขาต้องสูงอย่างน้อย 180 เซนติเมตร
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเจ้าเด็กอาหยางแน่ๆ" น้ำเสียงของเจียงเหมยแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
จู่ๆ นักศึกษาในชั้นเรียนก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า "อาหยาง" คนนี้เป็นใครกัน ถึงสามารถทำให้อาจารย์เจียงเหมยที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ออกอาการชื่นชมและเอ็นดูได้ขนาดนี้
"อาหยาง... หยาง แถมยังเป็นรุ่นพี่ปีสองที่ทั้งสูงทั้งหล่อ เป็นกรรมการนักศึกษา... หรือว่าจะเป็นเขา?" จงฉู่ซีคิดถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง
รูมเมตที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบถามทันที "ใครอะ?"
พวกชอบอมพะนำ ไสหัวไปเลยนะ!
ตอนนั้นเอง เจียงเหมยก็เดินเข้าไปหาตี๋ลี่เร่อปา ขอดูหนังสือเรียน และกวาดสายตามอง ลายมือที่คุ้นเคยช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเธอได้อย่างชัดเจน เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า "นักศึกษา พวกเธอคงจะคุ้นเคยกับชื่อ จางหยาง กันอยู่แล้วใช่ไหม?"
จางหยางเหรอ?
ตี๋ลี่เร่อปาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่สมองจะสว่างวาบขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว รุ่นพี่จางหยางที่เป็นคนรับผิดชอบงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่นี่เอง มิน่าล่ะเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขานัก
เมื่อปราศจากเครื่องสำอางและไม่ได้สวมชุดสูททางการ รุ่นพี่ก็ดูเข้าถึงง่ายและให้ความรู้สึกอบอุ่นสดใสมากขึ้น
"อาจารย์เจียงคะ พวกเรารู้จักรุ่นพี่จางหยางแน่นอนค่ะ"
"ใช่ค่ะ หนูยังเคยโหวตให้รุ่นพี่จางหยางในการจัดอันดับหนุ่มหล่อประจำมหาวิทยาลัยบนเว็บบอร์ดเถี่ยปาเลย"
"ในใจหนู นอกจากรุ่นพี่หูเกอแล้ว รุ่นพี่จางหยางก็หล่อที่สุดเลยค่ะ"
"หนูคิดว่ารุ่นพี่เหยียนอี้ควนกับรุ่นพี่จางหยางหล่อที่สุดค่ะ"
"หนูว่ารุ่นพี่ลู่อี้กับรุ่นพี่จางหยางต่างหากค่ะ"
"..."
พอเป็นเรื่องซุบซิบนินทาและการโหวต บรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยต่างก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
แต่ละคนก็มีรสนิยมความชอบส่วนตัวที่แตกต่างกันไป แต่ที่น่าแปลกก็คือ ชื่อของจางหยางมักจะถูกจัดอันดับตีคู่มาด้วยเสมอ
โดยทั่วไปแล้ว ใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ไม่ได้โดดเด่นจนเกินไปนัก มักจะมีความยืดหยุ่นสูงและถือว่าเหมาะสมกับวงการบันเทิงมากที่สุด
คนที่มีใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติมักจะเหมาะกับการเล่นซีรีส์ไอดอลหรือละครแนวซีเรียสเฉพาะกลุ่ม ซึ่งทำให้เส้นทางการแสดงของพวกเขาค่อนข้างแคบ
แต่จางหยางไม่ได้มีแค่ความหล่อเหลา ทว่ายังมีความยืดหยุ่นในการปรับลุคได้หลากหลาย ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างเชื่อมั่นว่า หากจางหยางได้รับบทบาทและบทละครที่ดี เขาสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครองได้อย่างแน่นอน
"ถูกตัอง จางหยางคนที่พวกเธอพูดถึงนั่นแหละ" เจียงเหมยเองก็ดูเหมือนจะเต็มใจพูดถึงจางหยางเช่นกัน เธอเอ่ยว่า "ถ้าจะให้พูดภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเธอ จางหยางก็คือผู้เล่นที่มีพรสวรรค์"
"แต่ถ้าเป็นภาษาคนรุ่นเก่าอย่างครู ก็ต้องบอกว่า สวรรค์ประทานข้าวมาให้เขากิน"
"อย่างไรก็ตาม เจ้าเด็กอาหยางนั่นเป็นคนมีอารมณ์ขัน เขาบอกว่า สวรรค์กำลังวิ่งไล่ป้อนข้าวเขาต่างหาก"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงเหมยก็ฉายชัดขึ้นมา
นักศึกษาทุกคนต่างเผยรอยยิ้มบางๆ พลางรู้สึกว่ารุ่นพี่จางหยางคนนี้ค่อนข้างจะหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย
เจียงเหมยพูดต่อ "เขามีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น สามารถปรับเปลี่ยนลุคได้หลากหลาย และมีพรสวรรค์ด้านการแสดงที่ยอดเยี่ยม เขามักจะเรียนรู้สิ่งหนึ่งแล้วประยุกต์ใช้กับสิ่งอื่นได้เสมอ แถมยังมีดวงตาที่สื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยมอีกด้วย"
"ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่จางหยางก็ยังตั้งใจเรียนมาก"
"นักศึกษาบางคนอาจจะรู้แล้วและบางคนอาจจะยังไม่รู้ จางหยางเป็นศิลปินภายใต้สังกัดบริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แต่ตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยขอลาหยุดเพื่อไปรับงานแสดงเลย เขาปฏิเสธการจัดการทุกอย่างของบริษัท"
"คนแบบนี้จะต้องไปได้ไกลมากในอนาคตแน่นอน"
"พวกเธอทุกคนต้องตั้งใจเรียนให้มาก และควบคุมความเย่อหยิ่งใจร้อนของตัวเองเอาไว้ให้ดี"
เหล่านักศึกษา "..."
คนเป็นครูมักจะมีโรคประจำอาชีพอยู่นิดหน่อย ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไร สุดท้ายก็มักจะวกกลับมาเป็นบทเทศนาสั่งสอนได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นและความชื่นชมในตัวจางหยางก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของพวกเธอ
ตี๋ลี่เร่อปาก็ไม่มีข้อยกเว้น เธอคิดด้วยความเลื่อมใสว่า "รุ่นพี่จางหยางยอดเยี่ยมไปเลย"
"พึ่บ พึ่บ"
จางหยางได้ยินเสียงสมุดคู่มือโอกาสแห่งวงการบันเทิงพลิกหน้ากระดาษ
"แต้มโอกาสเพิ่มขึ้นแล้ว"
"ทำไมถึงเป็นตอนนี้ล่ะ?"