- หน้าแรก
- ไอคิวของฉันเพิ่มขึ้นทุกปี
- บทที่ 16 แสงสีเขียวแห่งภูตผี
บทที่ 16 แสงสีเขียวแห่งภูตผี
บทที่ 16 แสงสีเขียวแห่งภูตผี
บทที่ 16 แสงสีเขียวแห่งภูตผี
ภาพยนตร์ฟิล์มเรื่อง 《ฤดูใบไม้ร่วงปี 2001》 ฉายลากยาวมาจนถึงห้าโมงครึ่ง
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยด่ำลง มุมของแสงก็เริ่มเปลี่ยนไป โลกกลับหัวที่ฉายลงบนกำแพงหลังห้องเรียนก็ค่อยๆ เลือนรางลง ท้ายที่สุดก็คล้ายกับความฝันที่สีสันซีดจาง หลอมละลายหายไปในแสงพลบค่ำสีเหลืองอมส้ม
กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 แล้ว ช่วงบ่ายวันนี้ช่างเหมือนกับความฝันเสียเหลือเกิน
เริ่มต้นด้วยการร่วมแรงร่วมใจกัน 'ก่อสร้างผิดกฎหมาย' ทั้งชั้นเรียน จากนั้นก็ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาดูหนังในความมืดมิดร่วมกันตลอดหนึ่งคาบเรียน
ความรู้สึกตื่นเต้นนี้สูบพลังงานของพวกเขาไปจนหมดเกลี้ยง
ดังนั้นทันทีที่กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ความเร็วในการเก็บกระเป๋านักเรียนของทุกคนจึงเร็วกว่าปกติมาก
"ลูกพี่จัว ไปแล้วนะ! พรุ่งนี้เจอกัน!"
หลิวเฟยเหวี่ยงกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดบ่า แล้วตะโกนบอกไปทางแถวหน้าสุด
ตอนนี้สรรพนามที่เขาใช้เรียกเฉินจัวได้เปลี่ยนจากการเรียก 'ลูกพี่จัว' ตามกระแส มาเป็นการเรียกด้วยความเคารพจากใจจริงแล้ว
"พรุ่งนี้เจอกัน"
เฉินจัวไม่ได้หันหน้ากลับไป เพียงแค่ยกมือขวาที่ถือปากกาลูกลื่นขึ้นมาโบกไปมา
ก่อนที่หลี่เสี่ยวหยาและกลุ่มนักเรียนหญิงจะกลับไป พวกเธอก็ทิ้งเสบียงเอาไว้บนโต๊ะของเฉินจัวอีกกองหนึ่ง
ช็อกโกแลตสองชิ้น ขนมปลาห่าวตัวอวี๋หนึ่งห่อ และนมแคลเซียม AD ที่ยังไม่ได้เปิดขวดอีกหนึ่งขวด
"รีบกลับบ้านล่ะ อย่าอ่านหนังสือดึกนัก ดูสิเหนื่อยหมดแล้ว"
หลี่เสี่ยวหยาพร่ำบ่นเหมือนเป็นแม่แก่ๆ คนหนึ่ง ก่อนจะสะพายกระเป๋านักเรียนสีชมพูใบนั้นเดินจากไป
ไม่นาน ห้องเรียนที่เคยอึกทึกครึกโครมก็เงียบสงบลงอย่างรวดเร็ว
เหลือเพียงพื้นที่มืดมิดที่ถูกปิดตายด้วยหนังสือพิมพ์อย่างแน่นหนา และกลิ่นขนมกับกลิ่นน้ำหมึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ
เฉินจัวยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มตัวนั้น
หนังสือ 《รวมแบบฝึกหัดการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของเดมิโดวิช》 ที่อยู่ตรงหน้าเขา ในที่สุดก็ถูกเปิดข้ามหน้าที่เขาขบคิดมาตลอดทั้งบ่ายไปได้เสียที
สมการบรรทัดสุดท้าย ถูกเขาเขียนลงบนมุมขวาล่างของกระดาษทดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
การพิสูจน์เสร็จสิ้น
เฉินจัววางปากกาลง แล้วพรูลมหายใจออกมายาวๆ
เขาถอดแว่นตาออก แล้วนวดคลึงหว่างคิ้วที่รู้สึกปวดดึงเล็กน้อย
ความรู้สึกนั้น เหมือนกับเพิ่งวิ่งมาราธอนจบ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างกายสั่นเทา แต่สมองกลับอยู่ในช่วงว่างเปล่าหลังจากผ่านความตื่นเต้นถึงขีดสุด
ช่วงเวลาแห่งความสงบ
สำหรับเด็กมัธยมต้นธรรมดาทั่วไป ช่วงเวลานี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากเล่นบาสเกตบอลอย่างดุเดือด อ่านนิยายที่สนุกสุดยอดจบ หรือหลังจากทำเรื่องที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้เสร็จสิ้น
แต่เฉินจัวนั้นต่างออกไป
สำหรับเฉินจัว การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ระดับความยากสูงได้ คือการบรรลุจุดสุดยอดทางจิตวิญญาณขั้นสูงสำหรับเขา
ตอนนี้ จุดสุดยอดได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ความรู้สึกว่างเปล่าอันมหาศาลถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น
เขาไม่อยากกลับบ้าน
ที่บ้านมีเพียงเสียงโทรทัศน์ และโทรศัพท์จากโรงงานที่อาจจะโทรหาเฉินเจี้ยนกั๋ว รวมถึงความห่วงใยอันลึกซึ้งจากคุณนายหลิวซิ่วอิงผู้เป็นที่เคารพรักยิ่ง
ตอนนี้เขาต้องการสถานที่ที่เงียบสงบอย่างแท้จริง มีเหตุผลอย่างสมบูรณ์ และปราศจากการรบกวนจากอารมณ์ของมนุษย์ เพื่อใช้พักผ่อนสมองที่ยังคงหมุนวนด้วยความเร็วสูงของเขา
เฉินจัวสวมแว่นตากลับเข้าไปใหม่
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเรียนที่มืดสลัว สายตาทะลุผ่านหน้าต่างที่ถูกปิดตายด้วยหนังสือพิมพ์ มองไปยังตึกอิฐแดงเก่าๆ ฝั่งตรงข้ามสนามหญ้า
นั่นคือตึกทดลอง
ในเวลานี้ ที่นั่นน่าจะเป็นโลกที่เงียบสงบ
เฉินจัวล้วงหยิบกุญแจที่ดูเก่าเล็กน้อยออกมาจากช่องด้านในสุดของกระเป๋านักเรียน
นั่นคือสิ่งที่เหล่าโจวให้เขามา
ตั๋วผ่านประตูสู่หลุมนิรภัย
......
ตึกทดลองเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง
สร้างขึ้นในช่วงต้นยุค 80 ผนังอิฐแดงด้านนอกถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ตีนตุ๊กแกที่แห้งเหี่ยว
ไฟเซนเซอร์เสียงในโถงทางเดินมักจะเสียบ่อยๆ เวลาเดินบนพื้นหินขัด เสียงสะท้อนที่ดังก้องกังวานทำให้รู้สึกขนลุกซู่
แต่ เฉินจัวชอบกลิ่นอายแบบนี้
กลิ่นอายของวิทยาศาสตร์
เขาคลำทางเดินขึ้นไปบนชั้นสองอย่างคุ้นเคย แล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูสีเขียวเข้มสุดโถงทางเดิน
บนบานประตูมีป้ายที่สีลอกหลุดแขวนอยู่
[ห้องเตรียมอุปกรณ์ฟิสิกส์]
ที่นี่ไม่ใช่ห้องทดลองขนาดใหญ่สำหรับให้นักเรียนมาเรียน แต่เป็นสถานที่เก็บรักษาเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง เป็นที่ที่ครูใช้เตรียมการสอน และเป็นสถานที่ซ่อมแซมอุปกรณ์
กล่าวง่ายๆ ก็คือถิ่นของเหล่าโจวนั่นเอง
เฉินจัวเสียบกุญแจเข้าไปในรูกุญแจ แล้วบิดเบาๆ
ความรู้สึกตอนบิดแกนกุญแจนั้นฝืดมาก เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครใช้กุญแจสำรองดอกนี้มานานแล้ว
ประตูเปิดออก
ไอเย็นที่ถูกปิดตายมานานปะทะเข้าเต็มหน้า
เฉินจัวไม่ได้เปิดไฟ เขาปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
ท้องฟ้าหน้าต่างมืดสนิทลงแล้ว มีเพียงแสงจากไฟถนนไกลๆ ที่ส่องลอดช่องว่างของผ้าม่าน ทอดเป็นเงาแสงเว้าแหว่งลงบนพื้น
เฉินจัวอาศัยแสงริบหรี่นั้น เดินไปที่โต๊ะตัวยาวตรงมุมห้อง
เขาวางกระเป๋านักเรียนลงบนพื้น แล้วค่อยๆ ดึงผ้าคลุมกันฝุ่นที่คลุมเครื่องมือเครื่องนี้อยู่ออก
เครื่องมือโลหะสีเทาขาวที่ดูเทอะทะปรากฏขึ้น
ออสซิลโลสโคปสำหรับนักเรียนรุ่น J2459
ในยุคสมัยนี้ นี่คือสิ่งของที่แพงที่สุดในห้องทดลองของโรงเรียนมัธยมหลายๆ แห่ง
ถึงแม้ว่าในสายตาของสถาบันวิจัยระดับมืออาชีพ มันจะเป็นแค่วัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง แต่สำหรับเฉินจัวแล้ว นี่คือของเล่นอิเล็กทรอนิกส์เพียงชิ้นเดียวที่เขาสามารถเข้าถึงได้ในตอนนี้
เขายื่นมือออกไปลูบไล้เปลือกโลหะอันเย็นเฉียบของเครื่องมือ
ผิวสัมผัสหยาบๆ ของสีพ่นนั้น ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ
"แกร๊ก"
เขากดสวิตช์เปิดปิดสีแดง
ไม่มีการตอบสนอง
เฉินจัวไม่ได้ร้อนใจ
เครื่องนี้ใช้หลอดรังสีแคโทด มันเหมือนกับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่า ที่จำเป็นต้องอุ่นเครื่องก่อน
ไส้หลอดด้านในต้องถูกเผาจนแดง ปืนอิเล็กตรอนต้องสะสมพลังงานให้เต็มที่ ถึงจะพ่นกระแสอิเล็กตรอนอันน่าอัศจรรย์นั้นออกมาได้
เฉินจัวลากเก้าอี้กลมมานั่งลงเงียบๆ ท่ามกลางความมืดมิดเพื่อเฝ้ารอ
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สิบวินาที
ตรงกลางหน้าจอทรงกลมของออสซิลโลสโคป ด้านหลังแผ่นกระจกนั้น จู่ๆ ก็มีจุดสีเขียวเล็กๆ ที่สว่างริบหรี่มากๆ ปรากฏขึ้น
ตามมาด้วยจุดสีเขียวนั้นเริ่มรวมแสง และสว่างขึ้น
เฉินจัวยื่นมือออกไป ค่อยๆ หมุนปุ่มปรับความสว่างและปุ่มโฟกัส
จุดแสงที่พร่ามัวนั้นค่อยๆ หดตัวลง ท้ายที่สุดก็กลายเป็นจุดเล็กๆ ที่แหลมคมราวกับปลายเข็ม เปล่งแสงสีเขียวลี้ลับออกมา
มันช่างบริสุทธิ์เหลือเกิน
สีเขียวแบบนั้น ไม่ใช่สีเขียวของต้นไม้ ไม่ใช่สีเขียวของสีทาบ้าน
แต่นั่นคือแสงที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาหลังจากผงฟอสเฟอร์ถูกพุ่งชนด้วยอิเล็กตรอนพลังงานสูง
มันคือการจับต้องได้ของไฟฟ้า
ในห้องทดลองที่มืดสนิท แสงสีเขียวนี้สะท้อนเข้ากับเลนส์แว่นตากรอบทองของเฉินจัว ขับเน้นใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์ของเขาให้ดูลี้ลับและเย็นชาในแบบฉบับของไซไฟ
ถ้าตอนนี้มีใครเดินเข้ามา คงคิดว่าเฉินจัวเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอะไรเทือกนั้นแน่ๆ
ไม่สิ
นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องไซส์มินิด่างหาก
แต่จริงๆ แล้วเฉินจัวก็แค่กำลังเล่นสนุกเท่านั้น
เขาหยิบสายไฟเส้นหนึ่งมาจากชั้นวางด้านข้าง แล้วนำขั้วต่ออินพุต Y ไปเชื่อมกับเครื่องกำเนิดสัญญาณ
เกมเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เฉินจัวไม่ได้ทำการทดลองตามตำราเรียนฟิสิกส์แต่อย่างใด
เขาไม่จำเป็นต้องวัดแรงดันไฟฟ้า และไม่จำเป็นต้องสังเกตคลื่นสัญญาณ
เขาแค่ต้องการวาดภาพ
วาดภาพด้วยลำแสงอิเล็กตรอน
มือซ้ายของเขาวางอยู่บนปุ่มปรับอัตราขยายแกน X มือขวาวางอยู่บนปุ่มปรับความถี่ของเครื่องกำเนิดสัญญาณ
หลักการของออสซิลโลสโคปนั้นง่ายมาก:
ลำแสงอิเล็กตรอนยิงจุดหนึ่งลงบนหน้าจอ
แกน X ควบคุมให้จุดนี้วิ่งไปซ้ายขวา แกน Y ควบคุมให้จุดนี้วิ่งขึ้นลง
ถ้าไม่ป้อนสัญญาณอะไรเข้าไปเลย มันก็จะเป็นจุดที่หยุดนิ่ง
ถ้าป้อนสัญญาณกวาดเข้าไปที่แกน X มันก็จะเป็นเส้นแนวนอน
แต่ถ้าป้อนคลื่นไซน์สองคลื่นเข้าไปที่แกน X และแกน Y พร้อมกันล่ะ?
มันก็จะกลายเป็นรูปลีซาฌู
รอยขีดเขียนอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าสนใจเอามากๆ
เฉินจัวล็อกความถี่ในการกวาดของแกน X ไว้ที่ 50Hz ก่อน นี่คือความถี่ของไฟบ้าน เป็นฐานเวลาที่เสถียรและถูกที่สุด
จากนั้น เขาก็เริ่มปรับเครื่องกำเนิดสัญญาณของแกน Y
ปลายนิ้วบิดเบาๆ
จุดสีเขียวบนหน้าจอเริ่มกระโดดเต้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง หมุนวน และลากเส้นแสงที่พันกันยุ่งเหยิงออกมา
ภายใต้อิทธิพลของภาพติดดา เส้นแสงเหล่านั้นทับซ้อนกันจนกลายเป็นกลุ่มก้อนยุ่งเหยิงบนจอประสาทตา
นั่นคือความโกลาหล
คือความไร้ระเบียบ
เฉินจัวจ้องมองไปที่กลุ่มก้อนอันยุ่งเหยิงนั้นด้วยแววตาจดจ่อ
เขาปรับความถี่อย่างละเอียดต่อไป
เขากำลังมองหาจุดความถี่พ้องนั้น
55Hz......60Hz......75Hz......
เส้นสายบนหน้าจอยังคงสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับวิญญาณสีเขียวที่ถูกขังอยู่ในกรง พุ่งชนซ้ายทีขวาที
ทันใดนั้น
วินาทีที่ความถี่ถูกหมุนไปที่ 100Hz
กลุ่มก้อนที่ยุ่งเหยิงบ้าคลั่งนั้น จู่ๆ ก็หยุดนิ่งลงในช่วงเวลาเพียงหนึ่งในหมื่นวินาที
เส้นสายทั้งหมดกลับเข้าที่ในพริบตา ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเลข "8" ที่สมบูรณ์และปิดสนิทบนหน้าจอ
นั่นคือรูปทรงที่เสถียรซึ่งจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อความถี่ของแกน X และแกน Y มีอัตราส่วนจำนวนเต็มเป็น 1:2 เท่านั้น
"สวยงาม"
เฉินจัวพึมพำชื่นชมเสียงเบาในความมืด
นี่มันสะใจกว่าการวาดรูปลงบนกระดาษทดเป็นหมื่นเท่า
เส้นที่วาดบนกระดาษมันตายไปแล้ว มันเป็นเพียงการทับถมของผงแกรไฟต์
แต่ที่นี่ เส้นพวกนี้มีชีวิต
พวกมันคือเส้นทางโคจรของอิเล็กตรอนนับไม่ถ้วนที่พุ่งทะยานอยู่ในสุญญากาศด้วยความเร็วหลายพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง
เพียงแค่ปลายนิ้วของเฉินจัวสั่นไหวแม้แต่น้อย เพียงแค่ความถี่คลาดเคลื่อนไปแม้เพียง 0.1Hz เลข "8" อันสมบูรณ์แบบนี้ก็จะพังทลายลงทันที และกลับกลายเป็นกลุ่มก้อนยุ่งเหยิงอีกครั้ง
ความรู้สึกที่ต้องฝืนรักษาระเบียบอันเปราะบางเอาไว้ ณ ริมฝั่งแห่งความโกลาหลที่ไม่เสถียรอย่างยิ่งยวดนี้ ทำให้เฉินจัวลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น
นี่คือความรู้สึกของการได้ควบคุม
นี่คือมุมมองของพระเจ้า
มันนำมาซึ่งความสุขจากความปรารถนาที่จะพิชิตให้แก่เขา
เขาเล่นต่อไป
150Hz
เลข "8" นั้นแยกตัวออก กลายเป็นวงกลมคล้องต่อกันสามวง คล้ายกับเงื่อนถักจีนที่ซับซ้อน
75Hz
รูปทรงเปลี่ยนเป็นมงกุฎที่บิดเบี้ยว
ปลายนิ้วของเฉินจัวร่ายรำไปบนปุ่มหมุนอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังบรรเลงเปียโนที่มองไม่เห็น
แสงสีเขียวบนหน้าจอแปรเปลี่ยนไปตามปลายนิ้วของเขาอย่างคาดเดาไม่ได้
บางครั้งก็พริ้วไหวดุจเส้นไหม บางครั้งก็แหลมคมดั่งสายฟ้า และบางครั้งก็เบ่งบานกลายเป็นดอกไม้รูปทรงเรขาคณิตอันซับซ้อน
ทั่วทั้งห้องทดลองเงียบสงบราวกับป่าช้า
มีเพียงเสียง "หึ่งๆ" เบาๆ จากหม้อแปลงของออสซิลโลสโคป ซึ่งเป็นเสียงครางต่ำของกระแสไฟฟ้า 50Hz
ในพื้นที่อันมืดสลัวแห่งนี้ เด็กชายวัยเก้าขวบกำลังจมดิ่งอยู่กับวิดีโอเกมในแบบฉบับของเขาเอง ที่ไม่มีใครล่วงรู้
เขาไม่ต้องการ Red Alert ไม่ต้องการ CS
แสงสีเขียวลำนี้แหละ คือโลกทั้งใบของเขาในตอนนี้
จนกระทั่ง
กลิ่นอายบางอย่างลอยมาเตะจมูกเขา นั่นคือกลิ่นของยาสูบชั้นเลว คราบน้ำชาเก่าๆ และกลิ่นคราบน้ำมันที่เกิดจากการไม่อาบน้ำเป็นเวลานานผสมปนเปกัน
นิ้วของเฉินจัวหยุดชะงักลงทันที
รูปทรงบนหน้าจอพังทลายลงในพริบตา กลับกลายเป็นคลื่นรบกวนสีเขียวที่เต้นระริกไปมาอีกครั้ง
"ความถี่เคลื่อนแล้ว"