- หน้าแรก
- ตำราชะตาพลิกดวง อ่านแล้วคุณจะโชคดี
- บทที่ 37 ใครเป็นคนรินเหล้า
บทที่ 37 ใครเป็นคนรินเหล้า
บทที่ 37 ใครเป็นคนรินเหล้า
หลายวันต่อมา หวังเสี่ยวเลี่ยงเริ่มตระเวนหาห้องเช่าที่เหมาะสมรอบๆ มหาวิทยาลัยจริงๆ
เพื่อรักษาอาชีพขายเครื่องดื่มเอาไว้ เขาจึงไม่สามารถอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยได้มากนัก
แต่ค่าเช่าห้องใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ไม่ถูกเลยจริงๆ
ในช่วงฤดูกาลแห่งการจบการศึกษา นักศึกษาจำนวนมากเลือกที่จะทำงานต่อในเมืองแห่งนี้ ส่งผลให้ที่พักรอบๆ มหาวิทยาลัยกลายเป็นของหายาก
ห้องเดี่ยวที่ดูสะอาดตา มักมีราคาเช่าพุ่งสูงถึงสองพันหยวนขึ้นไป
หวังเสี่ยวเลี่ยงจึงเบนเป้าหมายไปที่โซนที่พักอาศัยของบุคลากรมหาวิทยาลัย
ที่นั่นเต็มไปด้วยตึกเก่าแก่อายุหลายสิบปี ทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ สีผนังหลุดร่อน และมีกลิ่นอับชื้นลอยอบอวลอยู่ในอากาศเสมอ
นับเป็นตึกเก่าซอมซ่อของแท้
แต่ด้วยทำเลที่ใกล้กับมหาวิทยาลัย และผู้เช่าส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษา ราคาค่าเช่าจึงยังคงสูงลิ่วไม่ตก
เขาเดินตามนายหน้าเพื่อดูห้องพักหลายต่อหลายห้อง
ถ้าไม่เล็กจนเกินไป ก็ชื้นจนเกินไป
ในที่สุด เขาก็ถูกใจห้องพักห้องหนึ่งบนชั้นห้าซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้
ห้องนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก น่าจะราวๆ สิบกว่าตารางเมตร เมื่อวางเตียง โต๊ะหนังสือ และตู้เสื้อผ้าลงไป ก็แทบจะไม่เหลือพื้นที่ว่างแล้ว
แต่ข้อดีคือ มีห้องน้ำในตัวและระเบียงเล็กๆ
แสงแดดสามารถส่องเข้ามาถึงได้
"เป็นยังไงบ้างครับ ห้องนี้ถือว่าดีที่สุดในย่านนี้แล้วนะครับ ผู้เช่าคนก่อนเพิ่งย้ายออกไปเอง" นายหน้าหนุ่มมาดนักธุรกิจพูดจาฉะฉาน
"ค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่ครับ"
"พันห้า มัดจำหนึ่งเดือน ล่วงหน้าสามเดือนครับ"
พันห้า
เขาแอบเสียดายเงินอยู่ไม่น้อย
แต่เขาก็ไม่มีเวลาให้ลังเลมากนักแล้ว อีกสิบกว่าวันก็จะถึงงานรับปริญญา หลังจากจัดการเรื่องเอกสารและรับใบประกาศนียบัตรเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องย้ายออกจากหอพักทันที
"ตกลงครับ เอาห้องนี้แหละ" เขากัดฟันตอบ
เขาไม่มีเวลาไปหาที่อื่นแล้ว
ในขณะที่เขาวุ่นวายอยู่กับการหาห้องเช่า มหาวิทยาลัยก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายอันแสนวุ่นวาย
ในฤดูกาลแห่งการจบการศึกษา นอกจากความโศกเศร้าจากการต้องอำลา สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกความเป็นจริงก็คือการหางาน
มหาวิทยาลัยได้จัดงานนัดพบแรงงานขนาดใหญ่ขึ้นหลายครั้ง
"เร็วเข้าๆ เสี่ยวเลี่ยง! วันนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่มาเพียบเลย! แต่งตัวให้หล่อๆ แล้วเราไปลุยกัน!"
หลายวันมานี้ หลี่จวินดูแปลกไปหน่อย
หวังเสี่ยวเลี่ยงถูกเขาลากมาที่โรงยิมเนเซียมซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวในชุดสูทราคาถูก ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความตื่นเต้นและกังวล
อากาศร้อนอบอ้าวอย่างเห็นได้ชัด
หลี่จวินทำตัวราวกับผึ้งงานที่ขยันขันแข็ง บินวนไปตามบูธต่างๆ พร้อมยื่นเรซูเม่ด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง และได้รับเพียงรอยยิ้มตามมารยาทที่แฝงความห่างเหินกลับมา
หวังเสี่ยวเลี่ยงที่เดินตามหลัง รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากที่นี่เหลือเกิน
สถานการณ์ของพวกเขาน่าอึดอัดมาก
บริษัทที่พวกเขาอยากเข้า อย่างบริษัทอินเทอร์เน็ตชื่อดังหรือรัฐวิสาหกิจ แค่ด่านแรกของการคัดกรองเรซูเม่ พวกเขาก็ถูกปัดตกแล้ว เพราะเกรดเฉลี่ยและประสบการณ์ฝึกงานไม่โดดเด่นพอ
ในขณะที่บริษัทที่ต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น และพร้อมจะเซ็นสัญญาตรงนั้นเลย ส่วนใหญ่กลับเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง หรือไม่ก็เป็นตำแหน่งเซลล์ ที่วาดฝันสวยหรูแต่ให้ฐานเงินเดือนอันน้อยนิด
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ทั้งสองก็ต้องกลับมามือเปล่า
หลี่จวินดูห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด "โธ่เว้ย สมัยนี้หางานทำไมมันยากขนาดนี้วะ"
หวังเสี่ยวเลี่ยงสะพายเป้ใบเก่ง เครื่องดื่มขายหมดเกลี้ยงแล้ว เขาจงใจเก็บน้ำแร่ไว้สองขวด
เขายื่นน้ำขวดหนึ่งให้หลี่จวิน แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น
"จริงสิ ลูกพี่ นายยังติดเอฟวิชาเอกอยู่นี่นา มั่นใจเรื่องสอบซ่อมไหม"
หลี่จวินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "เฮ้ย เรื่องขี้ปะติ๋ว ฉันมีวิธีจัดการน่า"
เขายิ้มอย่างมีเลศนัย และไม่ยอมพูดอะไรต่อ
หวังเสี่ยวเลี่ยงมองดูเขา ความสงสัยในใจยิ่งทวีคูณ
ในฤดูกาลแห่งการจบการศึกษา สิ่งที่มีมากที่สุดคงหนีไม่พ้นงานเลี้ยงอำลาในรูปแบบต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงของภาควิชา งานเลี้ยงของรุ่น งานเลี้ยงกระชับมิตรของชมรม หรือแม้แต่งานเลี้ยงอำลาสุดอบอุ่นของคนในหอพัก
หวังเสี่ยวเลี่ยง ผู้ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยราวกับคนไร้ตัวตน กลับได้รับคำเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เขาก็ปฏิเสธไปทั้งหมดด้วยเหตุผลว่า "ติดธุระ"
เขาไม่ถนัดและไม่ชอบงานเลี้ยงที่ต้องดื่มเหล้าและปั้นหน้าเข้าหากัน
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังกลับมาจากการทำความสะอาดห้องเช่าใหม่ หลิวซินอวี่ก็มาดักรอเขาที่หน้าหอพัก
"เสี่ยวเลี่ยง ตามหาตัวนายอยู่พอดีเลย"
"คืนนี้ว่างไหม ฉันเป็นเจ้ามือเอง ชวนหลี่จวินมาด้วย เราสามคนมากินข้าวด้วยกัน ถือเป็นการเลี้ยงส่งล่วงหน้า"
เมื่อเผชิญกับคำเชิญที่จริงใจของหลิวซินอวี่ หวังเสี่ยวเลี่ยงจึงไม่อาจปฏิเสธได้
อีกอย่าง เขาก็รู้สึกติดค้างหลิวซินอวี่อยู่มื้อหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือที่ผ่านมา หรืออัธยาศัยไมตรี หลิวซินอวี่ก็แสดงความจริงใจต่อเขามาโดยตลอด
ในเรื่องพรรค์นี้ ตัวเขาเองนั้นเฉื่อยชาเกินไปจริงๆ
"ได้สิ แต่ฉันควรเป็นคนเลี้ยงนะ" หวังเสี่ยวเลี่ยงพูดอย่างเกรงใจ
หลิวซินอวี่หัวเราะร่วน ตบไหล่เขาเบาๆ“พูดแบบนี้ก็ห่างเหินกันเกินไปแล้ว คืนนี้หนึ่งทุ่มตรง เจอกันที่ร้าน 'สือเค่อจวี' ประตูทิศใต้ ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว”
ตอนแรก หวังเสี่ยวเลี่ยงคิดว่า "เราสามคน" คงเป็นแค่คำพูดเชิญชวน พอไปถึงอาจจะมีเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ของหลิวซินอวี่มาร่วมวงด้วย
ก็หลิวซินอวี่เป็นคนกว้างขวางซะขนาดนั้น
แต่เมื่อเขากับหลี่จวินก้าวเข้าไปในห้องส่วนตัว ก็พบว่ามีเพียงหลิวซินอวี่นั่งอยู่คนเดียวจริงๆ
บนโต๊ะมีออเดิร์ฟสองสามจาน และเบียร์สองลังวางอยู่ข้างๆ
สามคน ในห้องส่วนตัวเล็กๆ
หลี่จวินเป็นคนเก็บความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง พอหย่อนก้นลงนั่งก็โวยวายทันที
"ซินอวี่ เลี้ยงข้าวทั้งทีทำไมไม่ชวนคนมาเยอะๆ หน่อยล่ะ แค่เพิ่มตะเกียบอีกไม่กี่คู่ จะเสียตังค์เพิ่มสักเท่าไหร่เชียว คนเยอะๆ สิถึงจะสนุก!"
หลิวซินอวี่เปิดเบียร์ให้ทั้งสองคนพร้อมรอยยิ้ม "คนเยอะไปเดี๋ยวกินไม่อร่อย แล้วก็วุ่นวายด้วย วันนี้มีแค่พวกเราสามคนก็พอแล้ว สงบดี"
พอดื่มไปได้สักพัก บรรยากาศในห้องก็เริ่มครึกครื้นขึ้น
เบียร์พร่องไปครึ่งขวด ใบหน้าของหลิวซินอวี่ก็เริ่มแดงระเรื่อ และเริ่มพูดมากขึ้น
เขาถือแก้วเบียร์ พูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเมามาย "พูดถึงเรื่องเลี้ยงข้าว พ่อฉันเคยสอนไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าอยากให้งานสำเร็จ เวลาเลี้ยงข้าวให้เชิญเป้าหมายหลักแค่คนเดียว อย่างมากก็มีคนมาช่วยรินเหล้าและสร้างบรรยากาศอีกสักคนสองคน ไม่งั้นถ้าเชิญมาเป็นสิบๆ คน ก็ไม่มีใครรู้สึกว่านายตั้งใจเชิญเขามากินข้าวเป็นการส่วนตัวหรอก พอกินเสร็จก็แยกย้าย ไร้ประโยชน์ เสียเงินเปล่า"
คำพูดของหลิวซินอวี่ ทำให้หวังเสี่ยวเลี่ยงรู้สึกสะดุดใจ
มุมมองนี้ช่างแปลกใหม่และดูหวังผลประโยชน์ แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ กลับมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด
เขายกแก้วขึ้น พูดติดตลกว่า "งั้นวันนี้ฉันกับลูกพี่ ใครเป็นคนช่วยรินเหล้าล่ะเนี่ย"
หลิวซินอวี่คงเพิ่งรู้ตัวว่าพูดหลุดปากไป จึงรีบโบกมือปฏิเสธ ลิ้นเริ่มพันกัน
"ไม่ๆ ๆ วันนี้ไม่มีใครมาช่วยรินเหล้าทั้งนั้น! วันนี้ฉันตั้งใจจะเลี้ยงพวกนายสองคนโดยเฉพาะ! พวกนายน่ะเป็นเพื่อนแท้ พึ่งพาได้ แถมเรายังคุยกันถูกคอด้วย!"
เขายกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มจนหมด แล้วกระแทกแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง
"เรียนมหาลัยมาสี่ปี พูดตรงๆ เลยนะ ไม่เห็นจะได้ความรู้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย วิทยานิพนธ์ของฉันส่วนใหญ่ก็ก๊อปมาจากเน็ตทั้งนั้นแหละ" เขาหัวเราะเยาะตัวเอง "แต่ฉันว่ามันก็คุ้มนะ คุ้มที่ได้รู้จักเพื่อนอย่างพวกนาย แล้วก็ได้เห็นการเติบโตของคนอื่นๆ ด้วย"
"พวกนายลองคิดดูสิ ว่าพวกเราในตอนนี้ กับตอนที่เพิ่งเข้ามาปีหนึ่ง มันต่างกันขนาดไหน"
หวังเสี่ยวเลี่ยงมองดูเขา
ในวินาทีนี้ เขารู้สึกว่าหลิวซินอวี่ไม่ใช่แค่คนที่มีอีคิวสูง แต่ยังเป็นคนที่ช่างสังเกตมากอีกด้วย
เมื่อพูดถึงแผนการหลังเรียนจบ หลี่จวินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่นเรื่องหางานยาก ถึงแม้จะมีบริษัทสนใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
"ส่วนฉัน คงกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก่อน"
ในขณะที่คำพูดของหลิวซินอวี่ ไม่มีความกังวลเรื่องการหางานเลยแม้แต่น้อย
เขารินเบียร์ใส่แก้วตัวเองอีกครั้ง แววตาแฝงความรู้สึกบางอย่างที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
"ความจริงแล้ว ฉันอยากเริ่มทำธุรกิจของตัวเองมากเลยนะ อยากจะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเหมือนที่พ่อฉันเคยทำ"
"ช่วยธุรกิจที่บ้านเหรอ" หลี่จวินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "บ้านนายทำธุรกิจอะไรล่ะ"
หลิวซินอวี่จิบเบียร์ แล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ก็ไม่ได้มีอะไรใหญ่โตหรอก แค่ธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ”
หวังเสี่ยวเลี่ยงจับใจความสำคัญบางอย่างจากคำพูดนั้นได้
คำพูดเหล่านี้ ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของหลิวซินอวี่ที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง
เขาเคยคิดมาตลอดว่าหลิวซินอวี่ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ เหมือนกับเขา
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนเขาจะคิดผิด
หลิวซินอวี่ น่าจะเป็นลูกเศรษฐี
ความคิดนี้ทำให้หวังเสี่ยวเลี่ยงมองเพื่อนร่วมรุ่นที่หน้าแดงก่ำและกำลังพูดจาอ้อแอ้คนนี้ในมุมมองใหม่
เขาไม่ได้ทำตัวเย่อหยิ่งเหมือนจ้าวเซิ่งข่าย และไม่ได้ประจบประแจงเหมือนโอวหยางไห่ เขาจริงใจ ใส่ใจผู้อื่น และยังรู้สึกละอายใจที่ลอกวิทยานิพนธ์
หวังเสี่ยวเลี่ยงหยิบขวดเบียร์ของตัวเองขึ้นมารินใส่แก้วของหลิวซินอวี่ที่ว่างเปล่า
น้ำสีอำพันสะท้อนแสงไฟเป็นประกาย
เขามองดูใบหน้าของหลิวซินอวี่ที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์และความตื่นเต้น และได้ยินคำว่า "สร้างเนื้อสร้างตัว" ที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน
หวังเสี่ยวเลี่ยงยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นมา
"แด่การสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง"
หลิวซินอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกาย ราวกับได้พบเจอเพื่อนที่รู้ใจ เขายกแก้วขึ้นมาชนอย่างแรง
"ใช่! แด่การสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง!"
"แกร๊ง!"
แก้วสองใบกระทบกันกลางอากาศ ส่งเสียงกังวานใส หยาดเบียร์กระเด็นออกมาเล็กน้อย