เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 427 - เยือนเรือนแม่ม่ายยามวิกาล

บทที่ 427 - เยือนเรือนแม่ม่ายยามวิกาล

บทที่ 427 - เยือนเรือนแม่ม่ายยามวิกาล


ตู๋กูไท่ลากซากม้าศึกออกจากลานเรือนหน่วยหลิงสุ่ย ทหารม้าสวมเกราะหลายนายที่รออยู่ด้านนอกลานเรือนต่างก็หน้าถอดสี

ตู๋กูไท่ทิ้งซากม้าลง เดินตรงเข้าไปโยนทวนยาวให้ทหารม้าคนหนึ่ง ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าอีกตัว สีหน้ามืดครึ้ม สั่งการว่า "หาที่ฝังมันเสีย"

ซุนถงวิ่งตามมา ยังไม่ทันได้พูดอันใด ตู๋กูไท่ก็ไม่แม้แต่จะมอง ควบม้าจากไปทันที

เขาควบม้าพุ่งทะยานออกไป พ้นชุมชนหย่งซิง ผ่านถนนสายหนึ่ง ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน

ตู๋กูไท่ลงจากหลังม้า ข้างรถม้ามีคนเดินเข้ามารับสายบังเหียนไป ประตูรถม้าเปิดออก ตู๋กูไท่ก้าวขึ้นไปบนรถม้า ประตูก็ปิดลงทันที

"ท่านแม่ทัพรอง" เพิ่งจะนั่งลง มือข้างหนึ่งจากฝั่งตรงข้ามก็ยื่นกาจอกสุราส่งมาให้ ตู๋กูไท่รับจอกสุรามา ยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

ฝั่งตรงข้ามนั่งไว้ด้วยชายชราวัยห้าสิบกว่าปี สวมชุดยาวสีน้ำตาลเทา ใบหน้าซื่อตรง ท่าทางราวกับบัณฑิต มุมปากประดับรอยยิ้มบาง "สำนักตรวจสอบไม่ยอมส่งคนให้งั้นหรือ"

"เว่ยฉางเล่อผู้นั้น ข้าจะต้องฆ่ามันด้วยมือของข้าเองให้จงได้" ตู๋กูไท่กำหมัดแน่น จิตสังหารในแววตายังไม่จางหาย

ชายชราลูบเครา ยิ้มบางเอ่ยว่า "ท่านแม่ทัพรองอย่าได้โมโหไปเลย"

ตู๋กูไท่ที่ยังคงมีโทสะคุกรุ่น เล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด

"ท่านไต้ ท่านบอกว่าหากไม่ฆ่าคนผู้นี้ จะดับความแค้นในใจข้าได้อย่างไร"

ชายชราส่ายหน้าเอ่ย "ท่านแม่ทัพรอง เว่ยฉางเล่อเป็นเพียงตัวหมากเล็กๆ จะไปก่อคลื่นลมอันใดได้ เขาเป็นเพียงดาบเล่มหนึ่งที่สำนักตรวจสอบนำมาวางไว้ในที่แจ้งเท่านั้น หากไม่มีหลี่ฉุนกังคอยหนุนหลัง เว่ยฉางเล่อก็คงกลายเป็นศพไปตั้งนานแล้ว"

"ช่วงนี้คนผู้นี้ทำตัวกำเริบเสิบสานในนครเสินตูยิ่งนัก" ตู๋กูไท่เอ่ยอย่างเคียดแค้น "วันนี้ถึงกับกล้ามาหยามเกียรติข้า ข้า ... !"

ท่านไต้เอ่ยอย่างใจเย็น "ท่านแม่ทัพรอง แม้เว่ยฉางเล่อจะเป็นเพียงตัวละครเล็กๆ ทว่าเขาก็ไม่ใช่คนโง่เขลา เรื่องราวต่างๆ ที่เขาก่อขึ้นตั้งแต่เข้ามาในเมืองหลวง ภายนอกดูเหมือนเป็นชายห้าวหาญที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทว่าในสายตาของข้า เขากลับเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเป็นอย่างยิ่ง"

"หมายความว่าอย่างไร"

"ดูเหมือนจะบุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ทว่าความจริงแล้ว เขากลับเผื่อทางถอยไว้ให้ตนเองอยู่เสมอ" ท่านไต้หัวเราะเบาๆ "การประหารนักบวช อาละวาดที่ว่าการจิงจ้าวฟู่ บุกสำนักซื่อไห่ จนถึงวันนี้ที่ล่วงเกินท่านแม่ทัพรอง ดูเหมือนว่าแต่ละครั้งเขาจะรนหาที่ตาย ทว่าหากลองคิดดูให้ดี ทุกครั้งเขากลับสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัย ท่านแม่ทัพรองคิดว่านั่นเป็นเพราะเขาโชคดีจริงๆ งั้นหรือ"

"เขาเพียงแค่อาศัยบารมีของไท่โฮ่วและหลี่ฉุนกังเท่านั้น"

"ถูกต้อง" ท่านไต้พยักหน้าเอ่ย "ดังนั้นเขาจึงไม่ได้มุทะลุดุดัน ทว่าในใจเขารู้กระจ่างแจ้งดี ทุกการกระทำของเขา ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของคนเหล่านั้นที่อยู่เบื้องหลังเขาเท่านั้น"

ตู๋กูไท่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "แล้วเรื่องในวันนี้ ท่านมีความเห็นเช่นไร"

"การเตรียมการของท่านอ๋องในวันนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของไท่โฮ่วนั่นเอง" สายตาของท่านไต้เริ่มแหลมคมขึ้น "การจับกุมและคุมขังสยงเฟยหยาง ในตอนแรกอาจจะเป็นเพียงการกระทำส่วนตัวของเว่ยฉางเล่อ ทว่าการจัดการเรื่องนี้ในภายหลัง ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของไท่โฮ่ว"

ตู๋กูไท่เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอ่ยถามว่า "แล้วยายเฒ่านั่นกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่"

"ท่านแม่ทัพรอง หากไท่โฮ่วสั่งกำชับเว่ยฉางเล่อ ว่าห้ามล่วงเกินตระกูลตู๋กูเด็ดขาด และห้ามทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ท่านคิดว่าวันนี้เว่ยฉางเล่อจะกล้าล่วงเกินท่านถึงเพียงนี้หรือไม่" ท่านไต้เอ่ยเสียงเรียบ "ในเมื่อวันนี้เว่ยฉางเล่อกล้าปะทะกับท่านแม่ทัพรอง ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าไท่โฮ่วมีความไม่พอใจต่อตระกูลตู๋กู และกำลังใช้สำนักตรวจสอบเพื่อเป็นสัญญาณเตือนตระกูลตู๋กู"

ตู๋กูไท่แค่นเสียงเย็นชา "ท่านหมายความว่ายายเฒ่านั่นกำลังเตือนพวกเรางั้นหรือ"

"เห็นได้ชัดเจนเช่นนั้น" ท่านไต้ถอนหายใจเอ่ย "ความตั้งใจของไท่โฮ่วที่ต้องการให้องค์ชายเยว่ขึ้นเป็นรัชทายาท เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่วแล้ว หลายปีมานี้ นางมักจะพระราชทานรางวัลให้ตระกูลตู๋กูอยู่เสมอ ก็ไม่มีอันใดมากไปกว่าการปลอบประโลมตระกูลตู๋กู หวังให้ตระกูลตู๋กูยอมโอนอ่อนผ่อนตามเจตนารมณ์ของนาง ... !"

"ฝันไปเถอะ" ตู๋กูไท่แค่นเสียงเย็นชา "จ้าวเจินทั้งไร้ความสามารถทางบุ๋นและบู๊ ทั้งยังไร้ประสบการณ์ มีคุณสมบัติอันใดจะมาเป็นรัชทายาท มีเพียงเฉาอ๋องเท่านั้นที่มีคุณสมบัติคู่ควรแก่การสืบทอดราชบัลลังก์ หากปีนั้นตระกูลตู๋กูไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แคว้นต้าเหลียงจะยังอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ เป็นตระกูลตู๋กูของเราที่กอบกู้สถานการณ์ ทำให้ต้าเหลียงรอดพ้นจากวิกฤต ปีนั้นควรจะแต่งตั้งเฉาอ๋องเป็นรัชทายาทเสียด้วยซ้ำ ทว่าในวังกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ข้าก็รู้แล้วว่ายายเฒ่านั่นไม่ได้หวังดีอันใด"

ท่านไต้ลูบเครา ยิ้มเอ่ยว่า "ท่านแม่ทัพรองกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ตำแหน่งรัชทายาทต้องตกเป็นของเฉาอ๋องเท่านั้น เฉาอ๋องปรีชาสามารถ ตระกูลตู๋กูก็ทุ่มเทสนับสนุน ไท่โฮ่วย่อมต้องรู้ดีว่าจุดยืนของตระกูลตู๋กูนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลง จึงได้เตรียมการเคลื่อนไหวแล้ว"

ตู๋กูไท่ยิ้มเยาะ "นางจะเคลื่อนไหวเช่นไร กล้ามีราชโองการประหารตระกูลตู๋กูงั้นหรือ"

"นางย่อมไม่ลงมือก่อน" ท่านไต้เอ่ยเสียงเรียบ "ดั่งที่ท่านแม่ทัพรองกล่าว ตระกูลตู๋กูมีคุณูปการในการกอบกู้แผ่นดิน ทั้งยังกุมอำนาจทหารไว้ในมือ ไท่โฮ่วย่อมไม่มีเหตุผลที่จะมาจัดการกับขุนนางผู้มีคุณูปการ หากนางกล้าบุ่มบ่ามลงมือ ผู้คนทั่วใต้หล้าก็ย่อมต้องคิดว่านางกำลังข้ามแม่น้ำรื้อสะพาน สังหารขุนนางผู้มีคุณูปการ ถึงเวลานั้นตระกูลตู๋กูก็สามารถยกย่องเฉาอ๋องขึ้นเป็นผู้นำ และลุกขึ้นสู้ด้วยข้ออ้างว่าตระกูลโต้วมีแผนการแย่งชิงอำนาจ เช่นนี้ย่อมมีความชอบธรรม และผู้คนทั่วใต้หล้าก็ย่อมพร้อมใจกันสนับสนุนเฉาอ๋องและตระกูลตู๋กู"

ตู๋กูไท่ได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะอย่างได้ใจ "ถูกต้อง ยายเฒ่านั่นไม่กล้าลงมือหรอก"

"ทว่าหากพวกเราอดรนทนไม่ไหว เป็นฝ่ายลงมือก่อน ไท่โฮ่วก็จะสามารถยัดข้อหากบฏให้พวกเราได้ทันที" ท่านไต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เมื่อเป็นเช่นนั้น ไท่โฮ่วก็จะมีเหตุผลในการออกราชโองการเรียกระดมพลเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ ดังนั้นในกระดานหมากตานี้ ผู้ใดลงมือก่อน ผู้นั้นก็จะเป็นฝ่ายสูญเสียความชอบธรรม และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ"

ตู๋กูไท่ขมวดคิ้ว "ความหมายของท่านก็คือ พวกเราต้องอดทนต่อไปเรื่อยๆ งั้นหรือ"

"ท่านแม่ทัพรอง ผู้ที่สมควรจะร้อนรน ไม่ใช่พวกเราหรอก" ท่านไต้ลูบเครายิ้มเอ่ย "ท่านน่าจะเห็นแล้วว่า บรรดาหัวเมืองต่างๆ ของแคว้นต้าเหลียง เริ่มมีความไม่พอใจต่อราชสำนักมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสำนักตรวจสอบขึ้นมาเพื่อตรวจสอบบรรดาขุนนาง บรรดาขุนนางในเมืองหลวงก็รู้สึกเคียดแค้นอยู่ในใจ ไท่โฮ่วต้องการจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ฟื้นฟูต้าเหลียง เพื่อให้มีชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ จึงได้ให้ความไว้วางใจแก่ฉีเสวียนเจินอัครเสนาบดีซ้าย ในการดำเนินการปฏิรูป หลายปีผ่านไป ข้ากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในราชสำนัก ทว่าฉีเสวียนเจินกลับต้องการจัดระเบียบขุนนาง อาศัยสำนักตรวจสอบมาจัดการกับขุนนางท้องถิ่นอย่างหนักหน่วง ทำให้ขุนนางทั่วทั้งใต้หล้าต่างก็เคียดแค้นเขาเข้ากระดูกดำ"

ตู๋กูไท่แสยะยิ้ม "ทุกคนล้วนรู้ดีว่าฉีเสวียนเจินได้รับการสนับสนุนจากยายเฒ่านั่น คนที่พวกเขาเคียดแค้นจริงๆ ก็คือยายเฒ่านั่นต่างหาก"

"ดังนั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความเคียดแค้นที่บรรดาขุนนางและผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเมืองหลวงมีต่อไท่โฮ่วและพรรคพวกก็ยิ่งจะหยั่งรากลึกมากขึ้นเท่านั้น" ท่านไต้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม "เมื่อผู้คนต่างก็เก็บสะสมความเคียดแค้นไว้ในใจ ครั้นถึงเวลาที่เหมาะสม ขอเพียงมีประกายไฟเล็กๆ จุดขึ้นมา มีผู้นำสักคนลุกขึ้นยืนหยัด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง พวกเขาก็จะพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของท่านไต้ สีหน้าของตู๋กูไท่ก็ดูดีขึ้นมาก

"พวกเรายื้อเวลาออกไปอีกปีหนึ่ง กำลังของพวกเราก็ยิ่งจะเพิ่มพูนขึ้นอีกหนึ่งส่วน" ตู๋กูไท่กล่าวเสียงเบา

ท่านไต้แย้มยิ้มเอ่ย "สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไท่โฮ่วทรงมีพระชนมายุมากแล้ว นางจะยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ได้อีกสักกี่ปีกัน ท่านแม่ทัพรอง พวกเราไม่ต้องรีบร้อนเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีโอกาสชนะร้อยส่วน หากพวกเราสนับสนุนเฉาอ๋องให้ก่อการในเวลานี้ เมื่อสำเร็จแล้วจะเป็นเช่นไร พระองค์ก็ยังคงเป็นเพียงรัชทายาทอยู่ดี ไม่สามารถขึ้นครองราชย์ได้ในทันที ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็อดทนรอต่อไปเถิด เมื่อถึงวันนั้น พวกเราก็จะสามารถใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด เพื่อแลกกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้"

"ท่านไต้ ท่านสมกับเป็นฉางสื่อประจำจวนอ๋องจริงๆ" ตู๋กูไท่ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น "ท่านอ๋องมีผู้เยี่ยมยุทธ์เช่นท่านคอยให้คำปรึกษา ย่อมต้องทำการใหญ่สำเร็จอย่างแน่นอน"

ท่านไต้หัวเราะ "ดังนั้นท่านแม่ทัพรองคงเข้าใจแล้วสินะว่า สำนักตรวจสอบอะไรนั่น หลี่ฉุนกัง หรือเว่ยฉางเล่อ ล้วนไม่มีความสำคัญอันใดเลย วันใดที่ไท่โฮ่วสวรรคต คนเหล่านี้ก็จะเป็นเพียงฝูงลูกแกะที่ถูกต้อนให้อยู่แต่ในชุมชนหย่งซิงเท่านั้น ถึงเวลานั้น ท่านแม่ทัพรองคงหมดความสนใจที่จะลงมือจัดการกับลูกแกะฝูงนี้ด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำ ย่อมมีคนคอยจัดการให้ท่านเอง"

"คนอื่นข้าไม่สน ทว่าเว่ยฉางเล่อ ข้าจะต้องลงมือบั่นคอของมันด้วยตนเองให้จงได้" ตู๋กูไท่เอ่ยอย่างหนักแน่น

"ยามนี้มันกำลังกระโดดโลดเต้น ท่านก็คิดเสียว่ามันเป็นเพียงตัวตลกบนโรงงิ้วก็แล้วกัน" ท่านไต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มอันเยือกเย็น "วันนี้มันหัวเราะดังเพียงใด วันหน้ามันก็จะต้องร้องไห้ดังยิ่งกว่า"

.....................

ยามค่ำคืนอันมืดมิด

เวลานี้เว่ยฉางเล่อไม่ได้หัวเราะหรือร้องไห้ ทว่าสีหน้ากลับดูลำบากใจเล็กน้อย

ม้าซ่าลู่หวงเดินย่ำเท้าไปอย่างเชื่องช้า ถนนจิ้งอันเงียบสงัดไร้สรรพเสียง

เมื่อมาถึงหน้าประตูร้านผ้าตระกูลหลิ่ว ประตูร้านปิดสนิท มองลอดช่องประตูเข้าไป ด้านในก็มืดสนิทเช่นกัน

การเผชิญหน้ากับตู๋กูไท่ในวันนี้ ความโอหังและเย่อหยิ่งของตู๋กูไท่ ยิ่งทำให้เว่ยฉางเล่อตระหนักได้ว่า หากวันหน้าพรรคพวกของเฉาอ๋องได้ขึ้นสู่อำนาจจริงๆ ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงจะต้องเผชิญกับหายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงจะมีทหารม้าเหล็กในอาณัติหลายหมื่นนาย ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นเพียงขุนศึกท้องถิ่น กำลังรบย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับพรรคพวกของเฉาอ๋องได้เลย

เว่ยฉางเล่อย่อมไม่ได้มองว่าตระกูลเว่ยแห่งเหอตงเป็นภาระของตน

สิ่งที่เขานึกถึงคืออวิ๋นโจว

ฟู่เหวินจวินและพรรคพวกกำลังทุ่มเทความพยายามเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในอวิ๋นโจว และเฝ้ารอให้การค้าฟื้นตัว เพื่อให้ชาวบ้านในอวิ๋นโจวมีเสื้อผ้าและอาหารอย่างเพียงพอ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฟู่เหวินจวินตั้งความหวังไว้กับเว่ยฉางเล่อเป็นอย่างมาก

เว่ยฉางเล่อก็ตระหนักดีว่า ขอเพียงเขาสามารถสานสัมพันธ์อันดีกับไท่โฮ่วได้ หรือแม้กระทั่งสร้างผลงานที่ทำให้ไท่โฮ่วพอพระทัยได้อีกสักสองเรื่อง การจะทูลขอให้ไท่โฮ่วมีพระราชเสาวนีย์สั่งฟื้นฟูเส้นทางการค้าทางเหนืออย่างเต็มรูปแบบก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ทว่าหากวันหน้าพรรคพวกของเฉาอ๋องได้ขึ้นสู่อำนาจ และเขาได้ผูกความแค้นกับคนกลุ่มนี้ไปแล้ว การแก้แค้นของพวกเขาในวันหน้าก็ย่อมไม่หยุดอยู่แค่ตัวเขาเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน ฟู่เหวินจวิน ผู้คนอีกมากมาย หรือแม้แต่อวิ๋นโจวก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย

ดังนั้นเมื่อมาถึงขั้นนี้ เพื่อความอยู่รอดของตนเอง และเพื่อความเป็นความตายของผู้คนอีกมากมายในเหอตง เขาจึงไม่อาจถอยหนีได้อีกต่อไป

ซินชีเหนียงวิเคราะห์ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่ง ตระกูลขุนนางทหารที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่อย่างตระกูลตู๋กู ย่อมไม่เหมือนกับตระกูลขุนนางหานในซั่วโจวที่จะสามารถโค่นล้มได้อย่างง่ายดาย

การจะโค่นล้มขุมกำลังอันยิ่งใหญ่นี้ ลำดับแรกย่อมต้องหักเขี้ยวเล็บของมันเสียก่อน การสืบหาแหล่งเงินทองที่อยู่นอกเมืองหลวงของตระกูลตู๋กูและทำลายมันทิ้ง ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด

ดังนั้นเว่ยฉางเล่อจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังซานหนานเต้าด้วยตนเอง เพื่อสืบสวนเรื่องนี้อย่างลับๆ

ทว่าก่อนออกเดินทาง ย่อมต้องไปพบหน้าหลิ่วหว่านเจินเสียก่อน

ทว่าเพราะคดีพระพุทธรูปทองคำ เว่ยฉางเล่อมักจะรู้สึกว่าการอยู่ร่วมกับหลิ่วหว่านเจินไม่ได้เป็นธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่สุดก็คือ คฤหาสน์ตระกูลหลิ่วถูกทางการยึดทรัพย์ ฮูหยินหลิ่ว เหยาฉยงเหนียง ถูกอัปเปหิออกจากคฤหาสน์ ยามนี้น่าจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ ทว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิ่วกลับถูกฮ่องเต้พระราชทานให้เป็นของเขา หากฉยงเหนียงรู้ข่าวนี้ ก็อาจจะคิดว่าเขาเป็นพวกชุบมือเปิปแย่งรังนกก็เป็นได้

ม้าซ่าลู่หวงหยุดยืนอยู่หน้าประตู ทว่าเว่ยฉางเล่อกลับยังไม่ยอมลงจากหลังม้า

"เอี๊ยด!"

จู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออก ลุงชิ่งผู้เป็นหลงจู๊เก่าแก่มองเว่ยฉางเล่อด้วยสีหน้าดีใจ "ใต้เท้าเว่ย ท่าน ... ท่านมาแล้วหรือ ข้าน้อย ... ข้าน้อยจะไปตามคุณหนูเดี๋ยวนี้ ... !"

เขาเห็นได้ชัดว่าดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้จะเป็นชายชรา ทว่าก็หันหลังวิ่งแจ้นไปราวกับติดปีก เพื่อไปแจ้งข่าวให้หลิ่วหว่านเจินทราบทันที

เว่ยฉางเล่อลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้ให้เรียบร้อย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในตัวเรือน แล้วหันไปปิดประตู

ภายในห้องโถงไม่ได้จุดตะเกียง บรรยากาศมืดสลัว

เขาเดินอย่างช้าๆ ไปทางเรือนด้านหลัง ไม่นานนัก ก็เห็นร่างอันงดงามอรชรกำลังพริ้วไหวเข้ามาดั่งปุยเมฆลอย

เมื่อห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หลิ่วหว่านเจินก็หยุดเดิน จ้องมองเว่ยฉางเล่อ ใบหน้าอันงดงามเต็มไปด้วยความปีติยินดี

ทว่าไม่นานนัก ขอบตาของพี่หญิงหลิ่วก็แดงระเรื่อ ก่อนจะก้มหน้าลง

เว่ยฉางเล่อเห็นเช่นนั้น ในใจก็รู้สึกสงสารจับใจ อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปหา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ท่านพี่ ข้ามาแล้ว!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 427 - เยือนเรือนแม่ม่ายยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว