- หน้าแรก
- ซุปตาร์คนนี้มาจากดาวโลก
- บทที่ 25 รายการ “หัวเซี่ยยูฮิปฮอป รอบคัดเลือกภาคสนาม (4)
บทที่ 25 รายการ “หัวเซี่ยยูฮิปฮอป รอบคัดเลือกภาคสนาม (4)
บทที่ 25 รายการ “หัวเซี่ยยูฮิปฮอป รอบคัดเลือกภาคสนาม (4)
บทที่ 25 รายการ “หัวเซี่ยยูฮิปฮอป รอบคัดเลือกภาคสนาม (4)
เศษกระดาษสีทองสีเงินปลิวว่อนอยู่บนท้องฟ้า เหล่าผู้เข้าแข่งขันด้านล่างก็ส่งเสียงโห่ร้องไปด้วย
ช่างเป็นการเปิดรายการที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
การถ่ายทำช่วงเปิดรายการมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเกือบเรียบร้อยแล้ว
พอเหล่าผู้สร้างสรรค์รายการเดินผ่านเวทีไปด้านหลังกันหมดแล้ว ทีมงานรายการก็เริ่มเคลียร์พื้นที่ ให้ผู้เข้าแข่งขันทยอยไปพักรอที่จุดอื่น ปล่อยให้ทีมงานจัดฉากเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นสถานที่รอบคัดเลือกแบบเปิด
หมายเลขแข่งของหานเจวี๋ยคือ 0172 หลังจากบอกลากับเสี่ยวฝ่าน ก็ถูกเรียกไปรวมกลุ่มเป็นชุดแรกให้ไปรอที่จุดหนึ่งก่อน
เพราะตอนนี้เที่ยงแล้ว หานเจวี๋ยที่อยู่ในกลุ่มแรกก็ออกไปหาอะไรกินไม่ได้ ทำได้แค่รออยู่นานพอสมควร จนกระทั่งท้องหานเจวี๋ยเริ่มหิวโครก ถึงได้เริ่มกันเสียที
ตอนที่หานเจวี๋ยเดินท้องหิวเข้าไปในสถานที่แข่งขัน มือถือก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าไปแล้ว หานเจวี๋ยเลยเอาหนังสือเข้าไปเล่มหนึ่ง หลังจากมาถึงโลกนี้ เขาก็ยังคงนิสัยเดิมจากชาติที่แล้วไว้ คือถ้าออกจากบ้านเมื่อไหร่ จะต้องพกหนังสือติดตัวไปด้วยเสมอ
ก็เพราะตอนนี้เขาถือว่าเป็น “คนกึ่งไม่รู้หนังสือ” เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกไม่สบายใจมาก แค่วันไหนยังเติมความรู้ทั่วไปไม่พอ เขาก็ไม่กล้าปล่อยตัวเองให้ผ่อนคลายแม้แต่วันเดียว
หานเจวี๋ยเดินจากทางเดินเข้ามาในสถานที่แข่งขัน เวทีรูปตัว T ตรงกลางก็ยังตั้งอยู่เหมือนเดิม เวทีรูปตัว T ผ่าแบ่งพื้นที่การแข่งขันออกเป็นสองฝั่งซ้ายขวา สิ่งที่อยู่ในสนามก่อนผู้เข้าแข่งขันชุดแรกจะเข้ามา คือเหล่าตากล้องทั้งหลาย
ในสถานที่มีตากล้องจำนวนมากกำลังรอการมาถึงของผู้เข้าแข่งขัน มีกล้องวิดีโอแขวนอยู่ด้านบน บางจุดก็ติดตั้งกล้องไว้ประจำที่ และยังมีตากล้องที่หอบกล้องวิ่งไปมาทั่วพื้นที่
หลังจากหานเจวี๋ยยืนประจำที่แล้ว ก็โดนเลนส์กล้องหันมาจับภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้สัมผัสบรรยากาศแบบผู้เข้าแข่งขันยอดนิยมอยู่พักหนึ่ง
พื้นที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายขวา ทุกครั้งจะมีสองทีมโปรดิวเซอร์ลงมาทำการประเมิน (ทีมละสองคน) ทุกครั้งที่ประเมินครบผู้เข้าแข่งขัน 400 คน ก็จะสลับให้สองทีมโปรดิวเซอร์อีกชุดลงมาประเมินต่อ
สองทีมโปรดิวเซอร์ที่ลงมาประเมินแต่ละครั้ง จะแบ่งกันรับผิดชอบคนละฝั่งของเวที แต่ละฝั่งจะมีผู้เข้าแข่งขันยืนอยู่ 200 คน รวมทั้งสนามก็มี 400 คนที่ถูกประเมินพร้อมกัน ส่วนบนอัฒจันทร์ซ้ายขวาของสนามก็มีคนดูนั่งรวมกันอีก 400 คน เป็นผู้เข้าแข่งขันชุดถัดไปที่รอเข้ามาประเมิน
หานเจวี๋ยอยู่ในชุดแรกที่ถูกเรียกเข้ามา พอเข้ามาก็ต้องยืนอยู่ในสนาม รอให้โปรดิวเซอร์เริ่มประเมิน ส่วนบนอัฒจันทร์ซ้ายขวา ก็นั่งกันแน่นไปด้วยผู้เข้าแข่งขันชุดถัดไป พวกเขามองดูผู้เข้าแข่งขันชุดแรก บางคนก็ซุบซิบวิจารณ์คนที่อยู่ในสนาม บางคนก็แอบปรับสภาพจิตใจเตรียมตัว บางคนก็เหมือนมางานสังสรรค์ เดินเล่นไปทั่ว
ผู้เข้าแข่งขันชุดแรกที่ยืนอยู่กับที่ ต่างก็เริ่มเข้าสู่โหมดเตรียมพร้อม ทำให้บรรยากาศดูตึงเครียดอยู่ไม่น้อย
ตอนแรกหานเจวี๋ยยังคิดว่าสภาพจิตใจตัวเองโอเค แค่ทำให้เต็มที่ก็พอ เดิมทีก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องแบกมากมาย ปล่อยๆ ไปก็จบ
แต่พอเห็นผู้เข้าแข่งขันคนอื่นในสนาม มีทั้งคนที่กำลังวิดพื้น มีคนที่หายใจเข้าลึกๆ ซ้ำไปมา แล้วยังมีคนที่นั่งขัดสมาธิทำสมาธิอีก หานเจวี๋ยก็พลอยเริ่มตึงเครียดตามไปด้วย
โปรดิวเซอร์ที่ต้องมาประเมินพวกเขาก็ยังไม่โผล่มา หานเจวี๋ยเห็นว่าปล่อยให้เวลาถูกใช้เปล่าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี เขาไม่เพียงถูกรบกวนจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ยังต้องโดนกล้องรบกวนอีก เลยหยิบหนังสือที่พกติดตัวออกมาอ่าน
เดิมทีหานเจวี๋ยตั้งใจจะนั่งอ่านหนังสือ แต่พอเห็นไม่ไกลมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิทำสมาธิอยู่บนพื้น แล้วกล้องก็หันไปถ่ายทั้งระยะใกล้ ระยะไกล ถ่ายติดๆ ไม่ห่างตัว หานเจวี๋ยก็เลิกคิดบ้าๆ แบบนั้น เปลี่ยนมาเป็นยืนอ่านแทน
ผู้เข้าแข่งขันที่รอบนอัฒจันทร์ก็สังเกตเห็นพฤติกรรม “อวดเท่” ของหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว เริ่มชี้ไปที่เขาแล้วเรียกเพื่อนข้างๆ ให้ดู ไม่นานทั้งแถบอัฒจันทร์ก็เห็นหานเจวี๋ยกันหมด ทุกคนต่างส่งเสียงแซว ตะโกนล้อเลียนหานเจวี๋ย แต่หานเจวี๋ยไม่สะทกสะท้าน
ตากล้องก็สังเกตเห็นพฤติกรรม “แปลกๆ” ของหานเจวี๋ยเหมือนกัน เลยเริ่มหันกล้องมาถ่ายทั้งใกล้ทั้งไกล แอบถ่ายผ่านช่องว่างระหว่างผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้กระทั่งย่อตัวลงไปนั่งยองๆ ถ่ายจากล่างขึ้นบน
พวกคุณพอได้แล้ว!
หานเจวี๋ยปิดหนังสือดัง “แปะ” ตั้งใจจะจ้องตากับตากล้องอย่างสงบ ทว่าดวงตาของตากล้องถูกตัวกล้องบังไว้ หานเจวี๋ยเลยทำได้แค่มองเข้าไปในเลนส์แทน
ตากล้องยิ่งดีใจที่หานเจวี๋ยมองมาที่กล้อง ก็เลยเดินวนรอบตัวหานเจวี๋ยไม่หยุด คอยมองหามุมสวยๆ ในระหว่างนั้น หานเจวี๋ยก็จ้องเลนส์ตลอด ศีรษะขยับตามการเคลื่อนไหวของกล้องไปด้วย
พอเห็นว่าตากล้องไม่มีท่าทีจะหยุด หานเจวี๋ยก็จนปัญญา ทำอะไรไม่ได้ จะให้ไปต่อยเขาก็ไม่ใช่ เลยทำได้แค่กลับไปอ่านหนังสือต่อ
หานเจวี๋ยกลายเป็นตัวตลกให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นขำขันไปโดยปริยาย ทุกคนหัวเราะมองดูเขา จนความตึงเครียดในใจลดลงไปได้หน่อยหนึ่งด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นเอง โปรดิวเซอร์ก็โผล่มาเสียที
บนเวทีจู่ๆ ก็มีแสงไฟสาดส่องขึ้นมา ตามด้วยหมอกสีขาวพวยพุ่งออกมา โปรดิวเซอร์ทั้ง 4 คนค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาจากใต้ม่านหมอก พวกเขาทุกคนใส่แว่นกันแดด สีหน้าจริงจัง
บรรยากาศในสถานที่ก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที
สองทีมโปรดิวเซอร์แยกกันเดินลงมาจากสองฝั่งของเวที
ฝั่งที่เดินมาทางหานเจวี๋ย คือ “ดูโอ้อัจฉริยะ”
หานเจวี๋ยได้ยินคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าตัวเองอุทาน “โอ๊ย” หนักๆ หนึ่งที หานเจวี๋ยก็ไม่รู้ว่าเขาอุทานอะไร อยู่ไกลเกินกว่าจะถามได้ เลยก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
แต่คนที่ยืนข้างๆ ชายคนนั้นก็สงสัยไม่แพ้กันว่าเขา “โอ๊ย” เรื่องอะไร เลยเอียงตัวเข้าไปถาม
ชายคนนั้นพูดว่า “ซีซันที่แล้วผมก็มา ถูกฟ็อกซ์ทูเป็นคนประเมิน แม่ง โคตรเข้ม! ทุกซีซันฟ็อกซ์ทูจะเข้มสุด ไม่เคยไว้หน้าใครเลย เป็นคนที่ได้คะแนนโหวตในหัวข้อ ‘โปรดิวเซอร์ที่ไม่อยากเจอที่สุดตอนรอบคัดเลือก’ สูงสุดตลอด”
คนอื่นๆ ที่ได้ยินก็พากันสูดลมหายใจเย็นวาบ
ก่อนรอบคัดเลือกแบบเปิดทุกซีซัน ทีมงานรายการจะส่งสตาฟฟ์ไปทำโพลสำรวจความคิดเห็นในกลุ่มผู้เข้าแข่งขัน ตอนนั้นผู้เข้าแข่งขันก็เข้าร่วมถ่ายทำช่วงเปิดรายการกันแล้ว รู้กันแล้วว่ามีโปรดิวเซอร์คนไหนบ้าง ทีมงานก็จะถามว่า
“ทีมที่อยากเข้าร่วมมากที่สุด”
“โปรดิวเซอร์ที่กลัวจะเจอที่สุดตอนรอบคัดเลือกแบบเปิด”
จากนั้นก็จะให้สติกเกอร์แผ่นเล็กๆ แก่ผู้เข้าแข่งขัน ให้เอาไปแปะใต้รูปโปรดิวเซอร์ที่เลือก
ปีนี้เป็นซีซันที่แปด ในโพล “โปรดิวเซอร์ที่กลัวจะเจอที่สุดตอนรอบคัดเลือกแบบเปิด” ผู้เข้าแข่งขันแทบจะเอาสติกเกอร์ไปแปะช่องของ “ฟ็อกซ์ทู” จนเต็มมิด แม้แต่รูปก็แทบมองไม่เห็น จำนวนสติกเกอร์มากกว่าคนอื่นแบบทิ้งห่าง
การประเมินเริ่มต้นขึ้นแล้ว โปรดิวเซอร์เริ่มประเมินจากริมสุดของแถวหน้าสุด
หานเจวี๋ยนับคร่าวๆ แล้ว เหลืออีกนานกว่าจะถึงคิวตัวเอง เลยอ่านหนังสือต่อ
ตอนนั้นเอง คนที่ยืนข้างหานเจวี๋ยเริ่มทนความตึงเครียดไม่ไหว เริ่มพึมพำกับตัวเอง
ถ้าจะแค่พึมพำกับตัวเองเฉยๆ ก็ยังพอได้ หานเจวี๋ยยังพอกรองเสียงรบกวนทิ้งได้อยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าคนนี้พูดเกินกว่าจะเรียกว่าพูดกับตัวเองแล้ว
“ฮิปฮอปก็ต้องจริงใจสิวะ”
“พวกตุ๊ดไม่มีฝีมือทั้งหลาย ก็อาศัยแต่พวกนี้แหละเรียกกระแส”
……
หานเจวี๋ยได้ยินติดๆ กันอยู่หลายประโยค ก็ถอนหายใจ ปิดหนังสืออีกครั้ง
เขาไม่อยากไปยุ่งกับคนข้างๆ ที่พูดไม่หยุดคนนี้เลย แต่ดูท่าทางถ้าไม่ถึงคิวตัวเอง เจ้าตัวคงไม่มีทีท่าจะหยุด
ชายวัยกลางคนที่ยืนข้างหานเจวี๋ย ใส่เสื้อหนังรัดแน่น ทำให้หัวดูโตผิดสัดส่วน ดูท่าทางเหมือนคนที่ “อดทนแบกรับความอัปยศ” อย่างมาก
ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังมองไปทางอื่น แต่ดวงตาเล็กๆ แอบเหลือบมาทางหานเจวี๋ยเป็นพักๆ
ชายวัยกลางคนคนนี้ตั้งแต่เมื่อครู่ก็ไม่ถูกชะตากับหานเจวี๋ยมาโดยตลอด ทำไมกล้องถึงได้ถ่ายแต่ไอ้บ้านี่ที่ยืนอ่านหนังสือทำเท่คนนี้คนเดียว ไอ้บ้านี่แม่งมีเล่ห์เหลี่ยมเกินไปแล้ว
จากนั้นเขาก็เริ่มหาเรื่องหานเจวี๋ย
พอเห็นว่าหานเจวี๋ยหันมาสนใจตัวเอง ชายวัยกลางคนก็หันหลังให้เขา แล้วยิ่งพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน “ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวที่ตั้งใจทำเพลงกันจริงๆ มีน้อยลงทุกที แม่งมีแต่พวกชอบทำเท่!” จากนั้นก็วิจารณ์ตรงนั้นที ตำหนินี่ที
หานเจวี๋ยมองชายวัยกลางคนข้างตัวอย่างเงียบๆ
ชายวัยกลางคนเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าหานเจวี๋ยกำลังสนใจเขาอยู่ เขาจึงยิ้มแบบฝืนๆ “หนุ่มเอ๊ย ฉันไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงนายหรอกนะ อย่าเก็บไปคิดมาก”
หานเจวี๋ยยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง ชายวัยกลางคนก็ยิ้มตอบอย่างเยาะเย้ย ขณะที่ในใจเขากำลังด่าหานเจวี๋ยว่าไอ้ขี้ขลาดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหานเจวี๋ยพูดจากฝั่งตรงข้าม
หานเจวี๋ยพูดว่า “เพื่อน คุณมีปากก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องพูดตลอดนะ ถ้าว่างจนหงุดหงิดนัก ก็ลองไปหาอึหมาตามถนนมาคาบเล่นสักก้อน ยังมีประโยชน์กว่ามานั่งแสดงความเห็นอยู่ตรงนี้เยอะเลย ดีไหม?”
ชายวัยกลางคนโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตะโกนว่า “พูดอะไรของนายเนี่ย? ฉันนี่กำลังชี้แนะให้พวกหนุ่มสาวอย่างพวกนายอยู่ ช่วยให้พวกนายเดินอ้อมน้อยลงหน่อย ทำไมนายถึงฟังอะไรไม่เข้าหูเลย”
หานเจวี๋ยพูดอย่างจนใจว่า “คุณช่วยหุบปากเถอะครับ”
ชายวัยกลางคนก็ยังพูดต่อ แถมเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ คำพูดก็สกปรกขึ้นเรื่อยๆ จนสายตาคนรอบๆ เริ่มหันมามอง
หานเจวี๋ยพูดว่า “คนหนุ่มสาวน่ะ มันก็ฟังอะไรที่ ‘พูดกับคนหนุ่มสาว’ ไม่เข้าหูอยู่แล้วล่ะ แต่คุณยังจะฝืนพูดอีก ก็แปลว่าคุณเองก็ยังเด็กอยู่เหมือนกันนั่นแหละ”
ชายวัยกลางคนทำท่าจะหาเรื่องต่อย แต่พอเหลือบมองสัดส่วนตัวของหานเจวี๋ย ก็ไม่กล้าเข้ามา
ท่าทางแบบนั้นทำให้หานเจวี๋ยหลุดหัวเราะ
“อยากต่อยเหรอ? เข้ามาสิ ผมว่าที่คุณยังเหลือความเป็นหนุ่มอยู่ ก็มีแค่อย่างเดียวแล้วล่ะ คือยังกล้าทำตัวเหมือนอยากตายอยู่”
หานเจวี๋ยไม่สนใจเขาต่อ หันกลับไปอ่านหนังสือ เขาเหลือบเห็นตากล้องคนหนึ่งกำลังแอบย่องเข้ามาใกล้ เลยรีบหยุดพูด ก้มหน้าอ่านหนังสือทันที
คราวนี้ หูก็สงบขึ้นเยอะ
ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ อยู่ดีๆ ก็โดนหาเรื่อง ใครจะไปรู้ว่าเขาแค่ไม่ถูกชะตาหน้าตาเราล้วนๆ หรือไง? หรือว่าอิจฉาหน้าตาเรากันแน่?
“ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยได้ใช้หน้าตาหาเงิน แต่กลับต้องมาเจอเรื่องน่าปวดหัวเพราะหน้าตาแท้ๆ เฮ้อ ผมนี่จะหล่อไปทำไมกันนะ?” หานเจวี๋ยคิดไปพลาง พลิกหน้าหนังสือไปพลาง
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว โปรดิวเซอร์ที่มีตากล้องสามตัว คนเก้าคนล้อมรอบ ก็ขยับเข้ามาใกล้ฝั่งของหานเจวี๋ยเรื่อยๆ
พอเหลืออีกแค่สองคนจะถึงคิวตัวเอง หานเจวี๋ยก็วางหนังสือลง ทบทวนเนื้อเพลงที่จะร้องในหัวอีกหนึ่งรอบ
เขาลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ ผู้เข้าแข่งขันที่ประเมินเสร็จแล้ว ยังออกจากสนามไม่ได้ในทันที ต้องยืนอยู่ที่เดิมเพื่อดื่มด่ำกับความดีใจที่ผ่านด่าน หรือซึมซับความเจ็บปวดจากความล้มเหลว หานเจวี๋ยเห็นแล้วว่ามีเด็กผู้หญิงอย่างน้อยสามคน นั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้อยู่บนพื้น
ก็มีบางคนที่นั่งอยู่บนพื้นแต่ไม่ร้อง พวกเขามองคนที่ผ่านการประเมินด้วยสายตาอิจฉา
การแข่งขันแบบนี้มันโหดร้ายอยู่แล้ว
ฟ็อกซ์ทูเดินมาถึงชายวัยกลางคนข้างหานเจวี๋ย ฟังคำแนะนำตัวของเขาเสร็จ การประเมินก็เริ่มขึ้น
หานเจวี๋ยมองดูอยู่ข้างๆ
“ถึงผมจะเป็นคุณพ่อเลี้ยงลูก แต่ก็ครองวงการฮิปฮอปได้!”
“ให้เด็กๆ ได้เห็นกันชัดๆ ว่านี่มันโลกของใคร!”
“ขอบคุณครับ” ฟ็อกซ์ทูโค้งตัวเล็กน้อย แล้วยื่นมือข้างหนึ่งออกไป
ชายวัยกลางคนทำหน้าตาไม่เต็มใจ แต่เพราะมีกล้องถ่ายอยู่เลยทำอะไรไม่ออก ได้แต่ยื่นมือไปจับแบบเสียไม่ได้ สีหน้าก็ยังบูดบึ้ง
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาราวๆ สิบวินาที
ฟ็อกซ์ทูเดินมาหยุดตรงหน้าหานเจวี๋ย กล้องสี่ตัวทั้งใกล้ทั้งไกลหันมาจับภาพเขา ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านแล้วก็ดี ไม่ผ่านก็ดี หรือคนที่อยากผ่านก็ดี รวมถึงผู้เข้าแข่งขันบนอัฒจันทร์ ต่างก็จ้องมองมาที่ผู้ชายที่ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านล่างคนนี้ ตั้งใจจะดูว่าผลงานของหานเจวี๋ยจะ “โคตรเจ๋งของจริง” หรือแค่ “ทำเท่าเปล่าๆ” ส่วนชายวัยกลางคนที่เพิ่งโดนคัดออกเมื่อครู่ ก็ยืนมองหานเจวี๋ยด้วยสีหน้ารอชมความพัง
ฟ็อกซ์ทูสูงราวๆ เมตรเจ็ด เขายืนห่างจากหานเจวี๋ยสองเมตร สองมือประสานกันวางไว้ที่หน้าท้อง ในมือคือสร้อยโซ่สีทองที่มีคำว่า “ฮิปฮอป” สลักอยู่ ดวงตาของเขาถูกซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดด มองไม่ออกว่าสายตาจดจ่ออยู่ตรงไหน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันที่ยืนอยู่ตรงข้ามรู้สึกขาสั่นใจสั่น
“แนะนำตัวเองหน่อย” ฟ็อกซ์ทูมองหานเจวี๋ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ใช้มือทำท่าเชิญให้เริ่มพูด
“หานเจวี๋ย”
“สวัสดีหานเจวี๋ย เริ่มได้เลย”
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างเงียบๆ หมุนคอเบาๆ นึกถึงคำพูดบนการ์ดในมือ หยุดไปชั่วครู่ นับหนึ่งถึงสามในใจ แล้วเริ่มร้องว่า
“ตอนที่ผมไล่อ่านคอมเมนต์ของพวกคุณในเวยเท่อทีละอัน
ใช่ ผมยังคงขยันไม่หยุดท่ามกลางเสียงด่าทอทั้งหลาย เย้
ถ้ามีโรงเรียนฮิปฮอปก็เรียกผมว่าเด็กหัวกะทิได้เลย
ตอนเด็กเรียนดีวิ่งไล่ตามคนอื่นไปพลาง มือก็เล่นกับกระดาษมวนบุหรี่ไปพลาง อะฮึ
พูดถึงคำว่าพยายาม พูดถึงคำว่ากำลังใจ
เอามือปิดหน้า นวดหน้า ร้องไห้จนไม่สนหน้าเอาแต่โทรหาพ่อแม่”
เพราะไม่มีดนตรีประกอบ ต้องร้องเปล่าๆ หานเจวี๋ยเลยต้องนับจังหวะในใจเอง ซึ่งสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก ตอนนี้เขาทุ่มเทจิตใจทั้งหมดให้กับเนื้อเพลง ไม่หลบเลี่ยงกล้องที่กำลังถ่ายอยู่ กลับจ้องเข้าไปในเลนส์ตรงๆ สะบัดมือประกอบจังหวะ ราวกับกำลังมองผ่านกล้องไปจ้องคนที่เคยด่าทอเขา
พอหานเจวี๋ยแร็ปออกมาได้แค่สองท่อน ฟ็อกซ์ทูก็ก้าวเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว ก้มศีรษะลง เอาหูเข้าไปใกล้หานเจวี๋ยเล็กน้อย ศีรษะขยับพยักตามจังหวะการแร็ปของเขา
ผู้เข้าแข่งขันรอบๆ และบนอัฒจันทร์ต่างก็ฮือฮาขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงแร็ปที่เปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ก็ไม่เร่งรีบเกินไปของเขา ทุกคนรู้สึกมึนงงเล็กน้อย สีหน้าพากันนิ่งค้าง
“ความสำเร็จกับความล้มเหลว มันดูที่ว่านายขี้เกียจรึเปล่า
ถึงเวลาต้องมองให้ไกลขึ้น ถึงแม้นายจะใส่แว่นกันแดดอยู่ตลอด อะฮึ
พอมาถึงบทนี้ของชีวิต ผมตัดต่อเส้นทางด้วยตัวเองมาตลอด
เมื่อก่อนผมเขียนไม่หยุด แต่ไม่เคยเขียนโดนใจสักที”
หานเจวี๋ยแต่งเพลงนี้โดยใช้ “ตัวตนเดิมของร่างนี้” เป็นเป้าหมาย เขารำคาญความโง่ของตัวตนเดิม ที่เริ่มต้นเส้นทางดาราได้สวยหรู แต่กลับเล่นพังจนเละเทะ ทำให้ตอนเขามารับช่วงต่อ ต้องเริ่มเกมในระดับความยากแบบนรก แต่ตัวเองจะดูถูกตัวเองยังไงก็ได้ คนอื่นจะมาดูถูกไม่ได้เด็ดขาด
“เหมือนแค่ใช้ความฟุ้งเฟ้อของการเป็นดารา บอกลาความยากจน
เหมือนการเสี่ยงดวงที่ผมทุ่มสามแต้มสุดท้ายลงไป
ใครกันให้ความมั่นใจผม ใครกันพาผมลุกขึ้นสู้
ใครกันทิ้งลายเส้นของผมไว้บนผืนดินที่ไม่รู้จัก
มีได้แค่ตัวผมเองเท่านั้น!”
พอร้องจบ หานเจวี๋ยก็ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ถอยหลังไปครึ่งก้าว เอ่ยขอบคุณ แล้วรอดูปฏิกิริยาของโปรดิวเซอร์ฝั่งตรงข้าม
หลังจากฟ็อกซ์ทูฟังหานเจวี๋ยร้องจบ เขาก็เงยหน้าขึ้น แต่ไม่มองหานเจวี๋ยเลยสักนิด แล้วหมุนตัวเดินจากไป
กล้องก็หมุนตามฟ็อกซ์ทูไปด้วย ทีมงานก็ขยับตามไป
หานเจวี๋ยอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ความขมขื่นในใจกลับแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
เขาเม้มริมฝีปากแน่น กำมืออย่างหมดแรง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเปลี้ยไปหมด
ชายวัยกลางคนข้างๆ ที่มีกลิ่นตัวเหม็นฉุน แสยะยิ้มเยาะหานเจวี๋ยอย่างเงียบๆ
“มันจบแค่นี้จริงๆ เหรอ?”
หานเจวี๋ยมองแผ่นหลังของฟ็อกซ์ทู คิดอย่างปวดร้าวในใจ
แต่แล้ว ฟ็อกซ์ทูในสายตาของเขาก็เดินไปสองก้าว ไปหยุดที่ข้างสตาฟฟ์คนหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวกลับมาทางเขาอีกครั้ง
ในมือ เขาถือสร้อยโซ่สีทองสองเส้น
ฟ็อกซ์ทูยื่นสร้อยสองเส้นให้หานเจวี๋ย แล้วพูดว่า “ฉันให้เธอสองเส้น ตอนเลือกทีม เธอต้องมาอยู่ทีมฉันนะ!”
ความพอใจบนใบหน้าของฟ็อกซ์ทู ชนิดที่ต่อให้มีแว่นกันแดดบังก็ปิดไม่มิดแล้ว
ตอนนั้นเอง โปรดิวเซอร์อีกคนก็วิ่งเข้ามาทางนี้ คือเจซีวาย
เมื่อครู่เจซีวายกำลังประเมินผู้เข้าแข่งขันฝั่งอีกด้านของเวที อยู่ๆ พอได้ยินเสียงแร็ปของหานเจวี๋ย เขาก็หยุดการประเมินตรงหน้าทันที หอบกล้องวิ่งอ้อมเวทีมาอย่างรวดเร็ว มาหลบอยู่ข้างหนึ่งแอบมองผู้ชายหน้าตาหล่อที่ดูคุ้นๆ อย่างหานเจวี๋ย
เดิมทีตั้งใจว่าฟังหานเจวี๋ยแร็ปจบแล้วจะกลับไป แต่พอเห็นฟ็อกซ์ทูยื่นข้อเสนอแบบโจ่งแจ้ง เขาก็ทนไม่ไหวต้องโผล่ออกมา
“เฮ้ น้องคนนี้ จะทำอะไรน่ะ ทำอะไรต่อหน้ากล้องเยอะขนาดนี้?” เจซีวายวิ่งมาหยุดข้างหานเจวี๋ย จับมือฟ็อกซ์ทูแล้วดันกลับไป
“นายมาทำอะไรตรงนี้” ฟ็อกซ์ทูมองเจซีวายด้วยสายตารังเกียจ
“ถ้าฉันไม่มา ฉันก็คงไม่รู้ว่านายเล่นลูกไม้แบบนี้อยู่” เจซีวายทำหน้าทะเล้นเหมือนจะบอกว่า “จับได้แล้วล่ะสิ”
หานเจวี๋ยมองดูโปรดิวเซอร์สองคนดึงๆ ผลักๆ กันอยู่ ตรงนั้นถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองผ่านการประเมินแล้วสินะ? เมื่อกี้โปรดิวเซอร์ที่เดินไป ก็คือไปหยิบสร้อยโซ่ทองมานี่เอง?
ขึ้นสุดลงสุดในคราวเดียว
หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอก รู้สึกเหมือนร่างกายจะหมดแรงไปชั่วขณะ คล้ายตอนส่งเรื่องสั้นไปลงครั้งแรกแล้วได้รับการตีพิมพ์
แต่ตอนนี้ต้องรักษามาดให้ดี ต่อหน้ากล้องห้ามกระโดดโลดเต้น หายใจ หายใจ ตั้งสติให้ดี
เขามองโปรดิวเซอร์ทั้งสองคน คนส่วนใหญ่ในสนามก็มองมาทางนี้เหมือนกัน
พวกเขาทั้งคู่ต่างเป็นเซียนรายการวาไรตี้ ช็อตแบบนี้ยังไงรายการก็ต้องเอาไปออกอากาศแน่นอน
เพราะฉะนั้น พอฟ็อกซ์ทูเห็นว่าจังหวะมันได้ที่แล้ว ก็หยุดเล่นต่อ
แต่เจซีวายยังเล่นต่อ แถมยังลากหานเจวี๋ยเข้ามาร่วมด้วย
“งี้แล้วกัน ฉันให้สามเส้น เธอเลือกทีมฉันตอนนั้นดีไหม?” เจซีวายทำหน้าทำตาเหมือนคนคุยง่าย
“คือว่า ฉันเป็นคนประเมินเขา เป็นคนค้นพบเขานะ” ฟ็อกซ์ทูเห็นเจซีวายเผยไพ่หมดหน้าตัก ก็รีบหันไปอ้างความดีความชอบกับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ต่อหน้ากล้องมาก่อน ถ้าพูดอะไรเหมือนสาดน้ำเย็นๆ ใส่ไปเลยก็จะดูใจร้ายไปหน่อย แต่พอฟังไปฟังมาแล้วก็เริ่มรำคาญ เลยพูดเสียงดังว่า “พอแล้วครับ พวกคุณอย่าทะเลาะกันเพราะผมเลย!”
โปรดิวเซอร์ทั้งสองคนจึงหยุดการแสดง หันมามองหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “หึ เด็กเท่านั้นแหละที่ต้องเลือก ผู้ใหญ่เอาหมด”
พูดจบ เขาก็รับสร้อยโซ่ทองทั้งสองเส้นมาถือไว้ ห้อยไว้กับนิ้วมือทั้งห้า กางนิ้วออกโชว์ จากนั้นค่อยๆ กำมือแน่น แสดงให้เห็นถึง “ความตั้งใจจะเอาหมด” ของตัวเอง กำสร้อยโซ่ทองไว้แน่นมาก
เจซีวายตอบรับมุกได้ไว ทำหน้าตกใจเหมือนเห็นอะไรประหลาด
ฟ็อกซ์ทูก็เล่นต่อ รับมุกด้วยการเอามือข้างหนึ่งกุมหน้าอก ทำท่าเหมือนถูกทำร้ายจิตใจอย่างแรง
สุดท้ายก็จบเรื่องไปด้วยเสียงหัวเราะ หานเจวี๋ยแน่นอนว่าเอาสร้อยโซ่ทองของฟ็อกซ์ทูมาแค่เส้นเดียวเท่านั้น
เจซีวายก็กลับไปฝั่งของตัวเอง เพื่อประเมินผู้เข้าแข่งขันต่อ
ท้ายที่สุด ฟ็อกซ์ทูก็กลับมารักษาภาพลักษณ์โปรดิวเซอร์ผู้เย็นชา ยิ้มบางๆ จับมือกระแทกไหล่กับหานเจวี๋ย บอกว่าเขาแร็ปได้ดีมาก
หานเจวี๋ยตอบว่าตัวเองยังไม่ดีพอ
ก่อนเดินจากไป ฟ็อกซ์ทูก็ยังอดหันมาบอกหานเจวี๋ยอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่ได้ ว่าต้องเลือกทีมเขาให้ได้
หานเจวี๋ยได้แต่ยิ้มแห้งๆ
พอโปรดิวเซอร์เดินไปเริ่มประเมินผู้เข้าแข่งขันอีกฝั่งหนึ่งแล้ว สายตาของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นที่มองมาทางหานเจวี๋ยก็เปลี่ยนไป
บางคนมองด้วยสายตาซับซ้อน บางคนก็มองอย่างท้าทาย
ชายวัยกลางคนข้างๆ ที่มีกลิ่นตัวเหม็นก็ไม่กล้าสบตากับหานเจวี๋ยอีกแล้ว
กล้องหนึ่งตัวกับสตาฟฟ์หนึ่งคนแยกตัวออกมาจากกลุ่ม มาสัมภาษณ์หานเจวี๋ย
“ก่อนหน้านี้คุณเคยไปแสดงที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” สตาฟฟ์ถาม
“เคยร้องในผับครับ” หานเจวี๋ยตอบ
“คิดว่าการประเมินเป็นยังไงบ้าง?”
“อาฝูเข้มจริงๆ ครับ” หานเจวี๋ยยกหลังมือขึ้นมาบังปาก พูดเสียงเบาๆ อย่างระมัดระวังใส่กล้อง
“มีทีมโปรดิวเซอร์ที่อยากเข้าร่วมไหม?”
“ตอนนี้ยังไม่ได้คิดครับ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที”
พอผู้เข้าแข่งขัน 400 คนในสนามประเมินเสร็จหมดแล้ว หานเจวี๋ยก็เดินออกไปพร้อมกับกระแสคน
สองทีมโปรดิวเซอร์กลับเข้าไปในห้องพักรอ พอได้คุยกับอีกสองทีมที่ยังไม่ได้ลงไปประเมิน ก็ถูกถามว่าพบคนเก่งๆ บ้างไหม
“มีคนหนึ่ง หน้าใหม่” ฟ็อกซ์ทูพูด
“ใช่ ฝีมือโคตรเจ๋ง” เจซีวายเสริม
“หน้าใหม่? ฝีมือโคตรเจ๋ง? ชื่ออะไรเหรอ?” หวังหมั่นถามอย่างสงสัย
“เหมือนจะ…ชื่อหานเจวี๋ยนะ” ฟ็อกซ์ทูพยายามนึก แล้วก็พูดชื่อออกมา
หวังหมั่นทำหน้าตกใจ “โอ้ เขานี่เอง”
“ทำไม นายรู้จักเหรอ?” ฟ็อกซ์ทูถามหวังหมั่น
“หานเจวี๋ย? โอ๊ะ! หานเจวี๋ยก็ไอ้คนนั้น…ที่เคยอยู่ในวินโฟร์นั่นแหละ” เจซีวายถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้า
“ใช่ คนนั้นแหละ” หวังหมั่นพยักหน้า “อดีตไอดอลคนนั้น”
อดีตไอดอลอย่างหานเจวี๋ย ตอนนี้กำลังอยู่ในอารมณ์เหมือนเพิ่งสอบเสร็จ ทุกอย่างที่เห็นตรงหน้าดูสดใสไปหมด แม้แต่แสงแดดก็ยังดูเจิดจ้ากว่าปกติ
“ซื้อการ์ตูนสักเล่มไปให้รางวัลตัวเองดีกว่า” หานเจวี๋ยเริ่มอยากนอนเอกเขนกบนโซฟา กินไอศกรีมไปพลาง อ่านการ์ตูนไปพลาง
หานเจวี๋ยที่กำลังอารมณ์ดีจนยิ้มไม่หุบ ตอนนี้ลืมไปสนิทแล้วว่าต้องแจ้งข่าวให้ผู้จัดการรู้
หมายเหตุ: เนื้อเพลงที่ยกมา (มีการดัดแปลง) จาก:
Eminem – “為此刻而唱” ฉบับแปลโดย Sio และ Damnshine